Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
เมื่อโลกมืดมนกว่าที่คิด ‘Things We Lost in the Fire’ รวมเรื่องสั้นสุดมืดมิดจากอาร์เจนตินา

เมื่อโลกมืดมนกว่าที่คิด ‘Things We Lost in the Fire’ รวมเรื่องสั้นสุดมืดมิดจากอาร์เจนตินา

16/08/2019
Reason to read
AUTHOR: คาลิล พิศสุวรรณ
SHARE:

 เมื่อพูดถึงวรรณกรรมอาร์เจนตินาชื่อของ Julio Cortazar กับ Jorges Luis Borges มักจะถูกนึกถึงเป็นชื่อแรกๆอยู่เสมอแม้นั่นจะไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะนักเขียนทั้งสองต่างเรียกได้ว่าเป็นยักษ์ใหญ่ของวงการวรรณกรรมโลกสารภาพตรงๆว่าพ้นไปจากนักเขียนสองคนนี้ผมก็ไม่ค่อยมีโอกาสอ่านงานเขียนของนักเขียนอาร์เจนตินาคนอื่นๆสักเท่าไรนัก

 จนเมื่อไม่นานนี้ที่ได้บังเอิญไปพบรวมเรื่องสั้นของนักเขียนอาร์เจนตินาคนหนึ่งเข้าพอดีและเนื้อหาของมันก็สะท้อนย้อนกลับมามองสำรวจความรุนแรงอันน่าพรั่นพรึงของโลกปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจทีเดียว

 

 หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า ‘Things We Lost in the Fire’ หรือ ‘สิ่งต่างๆที่เราสูญเสียไปในกองเพลิง’ เขียนโดย Mariana Enriquez นักเขียนสาวชาวอาร์เจนตินาโดยรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ถือเป็นงานเขียนเล่มแรกของเธอที่แปลเป็นภาษาอังกฤษผลงานเล่มบางๆความยาวไม่ถึงสองร้อยหน้าเล่มนี้ประกอบด้วยเรื่องสั้น 12 เรื่องแต่ละเรื่องต่างก็เล่าเรื่องราวที่แตกต่างกันไปภายใต้ฉากหลังของประเทศอาร์เจนตินาที่แตกกระจายออกเป็นส่วนๆและแม้ว่าเรื่องสั้นบางเรื่องเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันแต่ก็มีบางเรื่องพาเราย้อนอดีตกลับไปสำรวจประวัติศาสตร์ระยะใกล้ที่ร่องรอยของเหตุการณ์ณตอนนั้นยังปรากฏเด่นชัดอยู่ในความทรงจำหรือบ้างก็ยังคงส่งอิทธิพลชัดเจนต่อสังคมอาร์เจนตินาในปัจจุบัน

 ‘The Dirty Kid’ หรือ ‘เด็กมอมแมม’ เรื่องสั้นเรื่องแรกของหนังสือเล่มนี้ประสบความสำเร็จในการเซตโทนให้ผู้อ่านได้เห็นภาพคร่าวๆว่าประสบการณ์และเรื่องราวลักษณะไหนกำลังรอเขาอยู่ The Dirty Kid ฉายภาพของละแวกบ้านแห่งหนึ่งในอาร์เจนตินาที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่อยู่ของบรรดาเศรษฐีแต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นแหล่งทรุดโทรมชุกชุมไปด้วยกลุ่มโจรอันธพาลและคนไร้บ้านตัวเอกของเรื่องเป็นหญิงสาวชนชั้นกลางที่เผอิญว่ามีบ้านหลังเก่าของครอบครัวอยู่ในละแวกนี้พอดี เธอปฏิเสธที่จะฟังคำเตือนของใครๆหญิงสาวย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้แม้รู้อยู่แก่ใจว่าพื้นที่นี้อันตรายหากหล่อนก็พยายามอย่างเต็มที่ในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในละแวกนี้ได้โดยไม่ต้องไปมีเรื่องราวกับใคร

 ตรงข้ามบ้านของหญิงสาวมีพื้นที่ว่างเล็กๆที่มีหญิงไร้บ้านติดยากับเด็กชายมอมแมมคนหนึ่งลงหลักปักฐานอยู่แม้มีบางอย่างคล้ายจะดึงดูดให้หล่อนสนใจเด็กผู้ชายคนนี้แต่หล่อนก็รู้ตัวดีว่าไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวด้วยจะดีที่สุดกระทั่งอยู่มาวันหนึ่งหล่อนก็พบว่าแม่ลูกคู่นี้หายตัวไปพร้อมกับที่อยู่ๆ ก็มีคนพบศพเด็กชายนิรนามที่หัวขาดหลุดออกจากร่างทั้งยังโดนข่มขืนจนเละ นอนจมกองเลือดอยู่ในละแวกบ้านของหล่อนด้วยเชื่อว่าเด็กคนนี้ต้องเป็นคนเดียวกับเด็กชายมอมแมมแน่ๆหญิงสาวจึงพยายามหาหนทางพิสูจน์ตัวตนของเด็กชายนิรนามให้ได้แม้จะสับสนและหวาดผวาต่อใครหรืออะไรก็ตามแต่ที่สามารถฆ่าเด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งด้วยวิธีสุดวิปริตเช่นนี้

 ฟังดูแล้วอาจชวนให้นึกถึงนวนิยายแนวสืบสวนประเภทว่าตัวเองต้องค้นหาความจริงของเหตุการณ์ฆาตกรรมอยู่นะครับทว่า Enriquez ไม่ได้สนใจที่จะดำเนินเรื่องราวไปในทางนั้นแต่อย่างใดกล่าวคือเรื่องสั้นแต่ละเรื่องในหนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีคำตอบที่ชัดเจนแต่มุ่งจะเปิดเผยให้เห็นถึงความสับสนและความหวาดกลัวที่ฝังซ่อนอยู่ภายในจิตใจตัวละครต่างหากThings We Lost in the Fire ผสมผสานความสิ้นหวังในทางการเมืองของผู้คนในประเทศอาร์เจนตินาเข้ากับตำนานพื้นบ้านการปรากฏตัวของผีสางปีศาจแม่มดและการบูชาความตายอย่างที่ใน The Dirty Kid เอง Enriquez ก็ได้ให้ภาพของการบูชาเทพเจ้าแห่งความตายที่ถักทอเข้ากับวิถีชีวิตของชาวบ้านอย่างแนบเนียนและแทบจะแยกกันไม่ออกในระดับที่ตัดแบ่งความเป็นไปได้ต่อความตายของเด็กชายนิรนามเป็น 2 สมมติฐานด้วยกันคือ หนึ่ง กลุ่มอันธพาล กับสอง ลัทธิบูชาความตายที่ต้องการสังเวยชีวิตเด็กชายให้กับนักบุญแห่งความตายที่พวกเขาสักการะ

 

 มีความวิปริตผิดเพี้ยนมากมายเกิดขึ้นในละแวกบ้านแห่งนี้และโดยไม่ต้องมีเรื่องราวไสยศาสตร์เข้ามาข้องเกี่ยวลำพังแค่อันตรายจากอันธพาลและแก๊งค้ายาอย่างเดียวก็น่าจะเป็นเหตุผลที่สมเหตุสมผลพอที่จะไม่มีใครอยากอยู่อาศัยในพื้นที่นี้แต่ภายใต้ความดึงดันที่จะอยู่ให้ได้ของตัวเอกของเรื่องนี้เองที่สะท้อนให้เห็นถึงการตั้งคำถามอันเฉียบแหลมต่อสภาพสังคมปัจจุบันนั่นคือเรากำลังมองความเหลื่อมล้ำและความอยุติธรรมในสังคมด้วยสายตาที่วางเฉยเกินไปหรือเปล่า

 ผ่านตัวเอกของเรื่องเราเห็นความพยายามของหล่อนที่จะอยู่ให้ได้ในพื้นที่อันตรายนี้โดยฉาบเชื่อมภาพความเป็นจริงอันฟอนเฟะภายใต้การมองให้เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นท้าทายประหนึ่งเกมเกมหนึ่งปัญหาอยู่ที่ว่าด้วยพื้นเพชีวิตของตัวละครที่เป็นชนชั้นกลางหล่อนสามารถพาตัวเองออกจากพื้นที่แห่งนี้ได้ทันทีที่รู้สึกว่าเหตุการณ์ต่างๆที่กำลังเผชิญอยู่นี้อันตรายเกินกว่าที่จะรับมือไหวในทางกลับกันเด็กชายมอมแมมกลับพาตัวเองไปจากละแวกบ้านแห่งนี้ไม่ได้แม้จะสัมผัสได้ถึงอันตรายเขาไม่มีหลังคาคอยหลบฝนไม่มีบ้านให้อยู่ไม่มี ‘ที่อื่น’ ให้หลบหนีไปดังเช่นที่มีตัวละครหนึ่งได้พูดกับตัวเอกว่า “เธอคิดว่ารู้จักละแวกนี้จริงๆแล้วงั้นเหรอสาวน้อยถึงเธอจะอยู่ที่นี่แต่เธอน่ะมาจากอีกโลกหนึ่งนะ”

 พูดอีกอย่างคือกรงที่คอยกักขังเด็กชายมอมแมมไม่ใช่แค่กรงขังในลักษณะของพื้นที่ทางกายภาพแต่เป็นกรงขังทางชนชั้นที่แช่แข็งเขาให้ติดนิ่งอยู่กับที่ต่างหากสำหรับมนุษย์กลุ่มหนึ่งความไม่ปลอดภัยอาจเป็นแค่ทางเลือกที่ช่วยเพิ่มความเร้าใจให้กับชีวิตอันเรียบเฉยแต่กับมนุษย์อีกไม่รู้สักเท่าไหร่ที่แค่กับการจะจินตนาการถึงวิถีชีวิตรูปแบบอื่นเป็นเรื่องห่างไกลจนเกินไปกล่าวคือระดับของจินตนาการก็ถือว่าเป็นความเหลื่อมล้ำรูปแบบหนึ่งเช่นกัน

 พ้นไปจาก The Dirty Kid แล้วเรื่องสั้นอื่นๆในThings We Lost in the Fireก็ล้วนแต่สำรวจประเด็นในสังคมอาร์เจนตินาที่แตกต่างกันออกไปอย่างในThe Inn’ Enriquez บอกเล่าประวัติศาสตร์ความโหดร้ายของสถานที่หนึ่งซึ่งถูกทำให้หลงลืมและเปลี่ยนเป็นพื้นที่ทางธุรกิจโดยกลุ่มนายทุนผ่านเรื่องราวของเด็กสาว 2 คนที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติในสถานที่แห่งนั้นหรือThe Intoxicated Yearsก็ฉายให้เห็นภาพของลัทธิบูชาแม่มดร่วมสมัยที่สะท้อนแง่มุมเฉียบแหลมต่อประเด็นการกดขี่ผู้หญิงในอาร์เจนตินาและพลังทางสังคมที่เกิดขึ้นเมื่อผู้หญิงมารวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน

 จะเห็นได้ว่าแต่ละเรื่องที่ผมยกตัวอย่างมาล้วนมีผู้หญิงหรือประเด็นเกี่ยวกับผู้หญิงเป็นสำคัญและซึ่งนี่เองก็เป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของหนังสือเล่มนี้ผู้หญิงเป็นตัวแสดงหลักของเรื่องสั้นแต่ละเรื่องความน่าหดหู่และความไม่ชอบมาพากลของอาร์เจนตินาถูกเล่าผ่านน้ำเสียงและประสบการณ์ชีวิตของผู้หญิงเหล่านี้และจุดนี้เองที่ทำให้ประเด็นของความอยุติธรรมต่างๆในสังคมชัดเจนขึ้นไปอีกระดับ Enriquez แสดงให้เห็นว่าอำนาจและการกดขี่ที่กดลงบนบ่าของผู้หญิงอาร์เจนตินานั้นละเอียดอ่อนและเฉพาะเจาะจงอย่างที่สุดเช่นกันที่ผู้หญิงด้วยกันเองก็คล้ายจะเข้าใจความเจ็บปวดของกันและกันซึ่งล้วนแต่เป็นผลลัพธ์จากโครงสร้างทางสังคมที่เอื้ออำนวยประโยชน์ให้กับผู้ชาย

 

 ในบทสัมภาษณ์หนึ่ง Enriquez ได้กล่าวไว้ว่า “ฉันจำได้ว่าเคยคุยเล่นๆกับเพื่อนว่า ‘แต่นายไม่เห็นจะเคยบ่นเรื่องที่ผู้ชายมักจะได้รับบทเป็นนักการเมืองเลวๆตำรวจเลวๆหรือฆาตกรต่อเนื่องเลยนะทำไมนายถึงโอเคกับภาพแทนเหล่านั้นแต่ไม่โอเคกับภาพแทนของสามีที่ไม่สามารถสร้างความสุขให้กับภรรยาตัวเองได้กันล่ะ’ เขาตอบฉันว่า ‘ผมคิดว่ามันเป็นเพราะเราไม่ได้เป็นเจ้าของเรื่องเล่าทั้งหมดในโลกนี้เสียงของผู้หญิงน่ะทรงพลังเกินไปมันผลักให้ผู้ชายต้องโดดเดี่ยวอยู่ฝั่งเดียวและนั่นเป็นอะไรที่รบกวนจิตใจมากๆเพราะเราเองก็อยากเป็นตัวเอกในพื้นที่เล็กๆบ้าง’ ”

 Enriquez ได้เปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงได้เปล่งเสียงร้องอันทรงพลังในหนังสือเล่มเล็กๆนี้และนี่เองอาจเป็นสาเหตุจริงๆที่ทำให้Things We Lost in the Fireรบกวนจิตใจผู้อ่านสุดๆไม่ใช่ความโหดร้าย ความน่ากลัวหรือความสยดสยอง ที่เกิดจากผีร้ายและเหตุการณ์เหนือธรรมชาติแต่การตระหนักถึงความมืดมืดและความวิปริตผิดเพี้ยนของโลกใบนี้ผ่านน้ำเสียงของผู้หญิงที่ถูกกดขี่ต่างหากคือความน่าสะพรึงจริงๆที่หนังสือเล่มนี้บอกกับเรา

Tags:อาร์เจนตินาreason to readความเหลื่อมล้ำThings We Lost in the Fire
Share :
Author
คาลิล พิศสุวรรณ
Photographer
-
‘สองปี แปดเดือน กับยี่สิบแปดคืน’ หนังสือที่ว่าด้วยเสรีภาพ ความหวัง และความรุนแรง
Reason to read‘สองปี แปดเดือน กับยี่สิบแปดคืน’ หนังสือที่ว่าด้วยเสรีภาพ ความหวัง และความรุนแรงนักเขียน : คาลิล พิศสุวรรณ
‘สวนสัตว์กระดาษและเรื่องสั้นอื่นๆ’ เพราะเป็นอื่นจึงเจ็บปวด
Culture & Entertainment‘สวนสัตว์กระดาษและเรื่องสั้นอื่นๆ’ เพราะเป็นอื่นจึงเจ็บปวดนักเขียน : คาลิล พิศสุวรรณ
Black Cherry หนังสือเปิดเปลือยความเจ็บปวดที่ผู้หญิงต้องเผชิญ
Culture & EntertainmentBlack Cherry หนังสือเปิดเปลือยความเจ็บปวดที่ผู้หญิงต้องเผชิญนักเขียน : คาลิล พิศสุวรรณ