Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
ไกลกะลา : บทบันทึกชีวิตที่ก้าวพ้นไปจากกะลาของเบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน

ไกลกะลา : บทบันทึกชีวิตที่ก้าวพ้นไปจากกะลาของเบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน

15/09/2019
Reason to read
AUTHOR: คาลิล พิศสุวรรณ
SHARE:

 น่าจะเป็นสมัยเรียนอยู่ปีสามในมหา’ลัยที่ผมได้รู้จักหนังสือ ‘ชุมชนจินตกรรม’ หรือ ‘Imagined Communities’ เป็นครั้งแรกถ้าจำไม่ผิดชื่อหนังสือเล่มนี้น่าจะแฝงตัวอยู่ในรายชื่อหนังสืออ่านเพิ่มเติมของสักวิชาหนึ่งในช่วงเวลาที่ปีการศึกษาใหม่เพิ่งจะเริ่มต้นบริเวณหน้าห้องสมุดมหา’ลัยจะมีร้านขายหนังสือวิชาการมาเปิดบูทกันอย่างครึกครื้นซึ่งก็บังเอิญว่ามีหนังสือชุมชนจินตกรรมฉบับแปลภาษาไทยวางขายอยู่พอดี

 ตามประสานักศึกษาที่พยายามจะหลอกตัวเองว่า ‘เทอมใหม่…คนใหม่’ ผมซื้อหนังสือเล่มนี้กลับห้องมาโดยไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลยแม้แต่น้อยแต่ความขยันก็อยู่กับผมไม่นานนักเพราะไม่กี่วันให้หลังเมื่อความเกียจคร้านวนกลับมาอีกครั้งผมก็หลงลืมหนังสือชุมชนจินตกรรมปล่อยให้หนังสือเล่มนั้นแฝงฝังอยู่ในตู้หนังสืออันไม่เป็นระเบียบ

 เป็นเวลาหลายปีหลังจากที่ผมเรียนจบที่อยู่ๆก็มีเหตุจำเป็นให้ต้องหยิบ ชุมชนจินตกรรม (ที่เคยอ่านไปไม่ถึงสิบหน้า) กลับมาอ่านอีกครั้งประจวบกับช่วงเวลาไล่เลี่ยกันสำนักพิมพ์ Verso ของอังกฤษ (ซึ่งตีพิมพ์ ชุมชนจินตกรรม ฉบับภาษาอังกฤษ) ก็ได้พิมพ์หนังสือ ‘A Life Beyond Boundaries’ ซึ่งเป็นบทบันทึกชีวิตและความทรงจำในเส้นทางวิชาการของ Benedict Anderson ผู้เขียนหนังสือ ชุมชนจินตกรรม เล่มนี้พอดีผมไม่มีโอกาสได้อ่าน A Life Beyond Boundaries ฉบับภาษาอังกฤษทว่าเพียงไม่กี่ปีต่อมาหนังสือเล่มสำคัญนี้ก็ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยเรียบร้อยแล้วในชื่อ ‘ไกลกะลา’

 อย่างที่ได้กล่าวไปไกลกะลา คือเรื่องราวของเบเนดิกท์แอนเดอร์สัน (จากนี้ผมขอถือวิสาสะเรียกท่านว่าอาจารย์เบน) ในฐานะหนึ่งในนักวิชาการคนสำคัญของโลกและแม้ว่าในขณะที่ท่านยังมีชีวิต (อาจารย์เบนเสียชีวิตในปี 2015) และยังสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลประเทศสหรัฐอเมริกานั้นจะสังกัดคณะรัฐศาสตร์หากการจะให้ระบุว่าท่านเป็นนักรัฐศาสตร์อย่างเดียวก็เห็นจะไม่ถูกต้องนักเพราะจริงๆแล้วความสนใจและความเชี่ยวชาญของอาจารย์เบนกว้างไกลเกินกว่าจะถูกจำกัดอยู่แค่ในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งเราอาจเรียกท่านว่าเป็นนักอาณาบริเวณศึกษานักประวัติศาสตร์หรือกระทั่งนักมานุษยวิทยา

 ตั้งแต่เด็กๆชีวิตของอาจารย์เบนอยู่บนการก้าวข้ามพรมแดน (boundary) อันหลากหลายท่านเกิดที่เมืองคุนหมิงประเทศจีนมีพ่อเป็นชาวไอริชและแม่เป็นชาวอังกฤษในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่กองทัพญี่ปุ่นกำลังเคลื่อนทัพเตรียมจะบุกจีนทางตอนเหนือพออายุ 5 ขวบท่านก็ต้องเดินทางมาใช้ชีวิตอยู่ที่แคลิฟอร์เนียกับโคโลราโดก่อนที่ในที่สุดครอบครัวแอนเดอร์สันจะตัดสินใจเดินทางไปปักหลักที่ไอร์แลนด์เมื่อนาซีแพ้สงคราม

 ผมนึกประทับใจเนื้อหาในบทแรกของหนังสือเล่มนี้อยู่ไม่น้อย (ภายใต้ชื่อบทที่ถูกแปลอย่างงดงามว่า ‘ลิ่วล่องวัยดรุณ’) เพราะไม่เพียงแค่การก้าวข้ามพรมแดนของอาจารย์เบนจะสะท้อนผ่านการต้องย้ายถิ่นฐานหลายๆครั้งในวัยเด็กเท่านั้นหากยังมีอีกสองชีวิตสำคัญที่ส่งเสริมให้ท่านได้คุ้นเคยกับการข้ามพ้นพรมแดนความรู้ตั้งแต่เยาว์วัยสองชีวิตที่ว่าคือพ่อกับแม่

 “ถ้าจะบอกว่าพ่อแม่ของผมเป็นปัญญาชนขนานแท้ก็คงไม่ถูกนักแต่พวกเขาก็พร้อมใจกันทำให้ลูกๆได้มีห้องสมุดประจำบ้านซึ่งที่ไหนในเมืองที่เราอยู่ก็สู้ไม่ได้พ่อกับแม่ยังส่งเสริมให้เราคุ้นเคยกับการอ่านเรื่องชีวิตประสบการณ์และความคิด ของผู้คนซึ่งพูดภาษาอื่นใช้ชีวิตอยู่ในชนชั้นและภูมิภาคอื่นๆรวมทั้งจากยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ที่ต่างไป…”

 แล้วอาจารย์เบนก็สอบชิงทุนเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้ (ท่านศึกษาด้านคลาสสิกคือวรรณกรรมและภาษา) จากนั้นก็ได้รับโอกาสให้ไปเป็นอาจารย์คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยคอร์เนล ประเทศสหรัฐอเมริกาความจับพลัดจับผลูที่อยู่ๆนักเรียนวรรณกรรมอย่างอาจารย์ต้องไปสอนวิชาการเมืองที่ณตอนนั้นก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเชี่ยวชาญอาจเรียกได้ว่าเป็นการก้าวข้ามพรมแดนอีกครั้งของอาจารย์เบนซึ่งต่อมาก็ส่งผลให้เกิดความสนใจในอินโดนีเซียศึกษาภาษาอินโดนีเซียอย่างจริงจังเพื่อจะสามารถเดินทางไปลงพื้นที่วิจัยสัมภาษณ์เก็บข้อมูล ที่อินโดนีเซียในฐานะหัวข้อวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก

 ทว่าเรื่องเศร้าก็คือแม้ว่าการลงพื้นที่ภาคสนามในอินโดนีเซียจะยิ่งทำให้อาจารย์เบนตกหลุมรักดินแดนนี้แต่แล้วเมื่อเผด็จการซูฮาร์โตเถลิงอำนาจอาจารย์เบนก็ถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้าอินโดนีเซียกว่า 30 ปีกระทั่งซูฮาร์โตลงจากอำนาจแต่อะไรคือสาเหตุกันล่ะ?

 อาจารย์เบนเล่าว่าจริงๆแล้วเป็นเพราะท่านและเพื่อนๆในคอร์เนลอีกสามคนได้ร่วมกันตีแผ่ความจริงที่เผด็จการซูฮาร์โตพยายามปกปิดไว้นั่นคือต้นเหตุของการจลาจลในปี 1965 ซึ่งเป็นเหตุให้ซูการ์โนถูกยึดอำนาจนั้นจริงๆแล้วไม่ได้เกิดจากพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย (PKI) อย่างที่ซูฮาร์โตยืนยันแต่เป็นความขัดแย้งกันเองในกองทัพต่างหากและการป้ายสีให้พรรคคอมมิวนิสต์ฯ ครั้งนี้ก็นำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์อินโดนีเซียนั่นคือการสังหารหมู่สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ฯฝ่ายซ้ายและประชาชนที่รัฐบาลสงสัยนับล้านคนในระหว่างปี 1965-1966

 เมื่อถูกสั่งห้ามเข้าอินโดนีเซียอาจารย์เบนจึงจำเป็นต้องเบนความสนใจมายังประเทศอื่นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทนได้แก่ไทยกับฟิลิปปินส์นับเป็นอีกครั้งที่ชีวิตของท่านได้กระโดดข้ามจากพรมแดนหนึ่งไปสู่พรมแดนอื่นๆสำหรับประเทศไทยอาจเรียกได้ว่าอาจารย์เบนหันมาให้ความสนใจดินแดนแห่งนี้ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญพอดีนั่นคือในปี 1973 (พ.ศ. 2516) เป็นจังหวะที่การปกครองด้วยรัฐบาลทหารอันยาวนานสิ้นสุดลงภายใต้การลงจากอำนาจของจอมพลถนอมกิตติขจร

 ถึงตรงนี้ผมพบว่าบนเส้นทางชีวิตในเส้นสายวิชาการของอาจารย์เบนมีเรื่องหนึ่งที่น่ายกย่องเป็นพิเศษนั่นคือการให้ความสำคัญกับ ‘การเรียนรู้ภาษา’ เพราะไม่เพียงแต่อาจารย์เบนจะเชี่ยวชาญภาษาอินโดนีเซียเท่านั้นแต่เมื่อหันมาศึกษาไทยกับฟิลิปปินส์ท่านก็กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ (อาจารย์เบนพูดภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว) อย่างไม่อิดออดไม่สนใจเลยว่าตัวเองจะเป็นอาจารย์ที่งานยุ่งหรือมีอายุเกือบจะสี่สิบอยู่แล้วอย่างที่ท่านได้เขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้ว่า

 “สิ่งสำคัญที่พึงระลึกไว้ก็คือการเรียนภาษานั้นไม่ใช่เป็นแค่การเรียนรู้เครื่องมือทางภาษาศาสตร์เพื่อการสื่อสารแต่ยังเป็นการเรียนรู้ถึงวิถีความคิดและความรู้สึกของผู้คนที่พูดและเขียนภาษาหนึ่งซึ่งต่างไปจากภาษาของเรามันคือการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เป็นรากฐานของความคิดและอารมณ์ความรู้สึกของพวกเขาและดังนั้นจึงเป็นการเรียนรู้เพื่อเข้าถึงหัวจิตหัวใจกัน”

 สำหรับอาจารย์เบนภาษาคือเงื่อนไขสำคัญที่จะช่วยให้เข้าใจมนุษย์ที่อยู่ต่างที่ต่างวัฒนธรรมและแม้ว่าภาษาอังกฤษจะมีสถานะเป็นภาษากลางทว่าอาจารย์เบนก็ไม่ได้ให้คุณค่าต่อภาษาแม่ของท่านเหนือกว่าภาษาใดๆในแง่นี้ความกระหายที่จะเรียนรู้ภาษาใหม่ๆอยู่ตลอดเวลาของอาจารย์เบนจึงคือการไม่ยอมที่จะหยุดอยู่ใต้ข้อจำกัดหรือ ‘กะลา’ ทางภาษาใดๆพูดอีกอย่างคือภาษาอังกฤษแม้จะสะดวกสบายแต่ในขณะเดียวกันมันก็พร้อมขีดเส้นแบ่งสร้างกำแพงและลดเลือนความเป็นไปได้ที่เราจะเข้าใจคนต่างที่ต่างวัฒนธรรม ได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง

 แน่นอนแง่มุมนี้ไม่ได้สะท้อนถึงแค่ภาษาอังกฤษเท่านั้นแต่ยังรวมถึงภาษาอื่นๆพูดอีกอย่างคือหากเรามัวแต่ยึดติดอยู่กับภาษาเกิดปฏิเสธที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆพึงพอใจอยู่ในเส้นพรมแดนของเราต่อไปมันก็ไม่ต่างอะไรกับกบที่หลงเข้าใจว่ากะลาใบเล็กๆคือโลกอันกว้างใหญ่ของเขาอย่างที่อาจารย์เบนได้เขียนไว้ในบทแรกของหนังสือเล่มนี้ว่า

 “ถึงแม้ว่าภาษาไทยกับภาษาอินโดนีเซียจะไม่มีอะไรเกี่ยวพันกันและมาจากคนละตระกูลแต่ทั้งสองภาษาต่างก็มีภาพชะตากรรมอันยาวนานคือภาพของกบที่ตลอดชีวิตของมันอาศัยอยู่ใต้กะลามะพร้าวผ่าครึ่งอันเป็นภาชนะที่ใช้กันทั่วไปในสองประเทศนี้นั่งอยู่เงียบงันใต้เปลือกฝามิช้านานเจ้ากบเริ่มรู้สึกว่ากะลานั้นแลโอบไว้สิ้นแล้วจักรวาลคติสอนใจตามภาพนี้ก็คือว่าเจ้ากบนั้นจิตใจคับแคบตามโลกไม่ทันอยู่แต่บ้านและพอใจกับตัวเองโดยไม่มีเหตุผล…”

 ‘A Life Beyond Boundaries’ หากแปลอย่างทื่อๆจะหมายถึง ‘ชีวิตพ้นพรมแดน’ ซึ่งอธิบายชีวิตของอาจารย์เบนได้เป็นอย่างดีแต่เมื่อฉบับภาษาไทยแปลว่า ‘ไกลกะลา’ ผมก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมความเก่งกาจของผู้แปล (ไอดาอรุณวงศ์) ที่ไม่เพียงแต่จะแหลมคมอย่างน่าอิจฉาหากมันยังสะท้อนย้อนถามกลับมาสู่ตัวผมเองว่าทำไมชีวิตอาจารย์เบนถึงไกลออกจากกะลาแต่ทำไมชีวิตของเรากลับยังอยู่ในกะลา

Tags:reason to readไกลกะลาเบเนดิกท์ แอนเดอร์สันA Life Beyond BoundariesBenedict AndersonImagined Communitiesชุมชนจินตกรรมไอดา อรุณวงศ์สำนักพิมพ์อ่าน
Share :
Author
คาลิล พิศสุวรรณ
Photographer
-
เมื่อโลกมืดมนกว่าที่คิด ‘Things We Lost in the Fire’ รวมเรื่องสั้นสุดมืดมิดจากอาร์เจนตินา
Reason to readเมื่อโลกมืดมนกว่าที่คิด ‘Things We Lost in the Fire’ รวมเรื่องสั้นสุดมืดมิดจากอาร์เจนตินานักเขียน : คาลิล พิศสุวรรณ
‘สองปี แปดเดือน กับยี่สิบแปดคืน’ หนังสือที่ว่าด้วยเสรีภาพ ความหวัง และความรุนแรง
Reason to read‘สองปี แปดเดือน กับยี่สิบแปดคืน’ หนังสือที่ว่าด้วยเสรีภาพ ความหวัง และความรุนแรงนักเขียน : คาลิล พิศสุวรรณ
บทกวีชั่วชีวิต : 5 การ์ตูนสั้นว่าด้วยความหวานขมของชีวิตและการเติบโต
Culture & Entertainmentบทกวีชั่วชีวิต : 5 การ์ตูนสั้นว่าด้วยความหวานขมของชีวิตและการเติบโตนักเขียน : คาลิล พิศสุวรรณ