Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
เราลืมนับใครในการพัฒนา The Ministry of Utmost Happiness อินเดียและเดลีในสายตา ‘อรุณธตี รอย’

เราลืมนับใครในการพัฒนา The Ministry of Utmost Happiness อินเดียและเดลีในสายตา ‘อรุณธตี รอย’

25/07/2020
Reason to read
AUTHOR: คาลิล พิศสุวรรณ
SHARE:

 ในปี 1997 ชื่อของ อรุณธตีรอย เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกเมื่อ The God of Small Things นวนิยายเล่มแรกของเธอคว้า Man Booker Prizeมาได้ แม้ว่าจะกลายเป็นที่โจษจันเพราะงานวรรณกรรมหลังจากที่ The God of Small Things โด่งดังแทนที่รอยจะเริ่มต้นเขียนนวนิยายเรื่องใหม่เธอกลับหันไปวิพากษ์นโยบายต่างๆของรัฐบาลอินเดีย และสวมบทบาทเป็นแอ็กทิวิสต์เต็มตัว

 หลังจากที่ได้ Man Booker Prizeรอยมอบเงินรางวัลที่ได้ให้กับ Narmada Bachao Andolan (NBA) ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่มุ่งต่อต้านโครงการสร้างเขื่อนในอินเดียอันเป็นสาเหตุให้ชาวบ้านนับล้านๆต้องสูญเสียที่อยู่อาศัย รอยหักเหความสนใจจากโลกของวรรณกรรมมาสู่ขบวนการภาคประชาชนในพื้นที่ต่างๆของอินเดียไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ระหว่างชาวแคชเมียร์กับกองทัพอินเดียและการสนับสนุนชนเผ่าพื้นเมืองต่างๆในการพิทักษ์ผืนแผ่นดินของพวกเขารอยยังเป็นกระบอกเสียงในการต่อต้านการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของรัฐบาลอินเดียอีกทั้งวิพากษ์กรณีที่สหรัฐอเมริกาส่งกำลังทหารเข้าสู่ประเทศอัฟกานิสถาน

 20 ปีผ่านไปนับจากที่รอยห่างหายจากวงการวรรณกรรมในที่สุด The Ministry of Utmost Happinessนวนิยายเล่มที่สองของเธอก็ปรากฏสู่ท้องตลาด

 

 อย่างคร่าวๆเรื่องราวของ The Ministry of Utmost Happiness หรือ กระทรวงสุขสุดๆ ในชื่อภาษาไทย เริ่มต้นด้วยชีวิตของ ‘อัญจุม’ ฮิจรา (เพศที่สามในสังคมอินเดียอันหมายถึงบุคคลที่มีลักษณะเป็นชายแต่มีจริตจิตใจเป็นผู้หญิงและดำเนินชีวิตแบบผู้หญิง) ในมหานครเดลีเมื่อแรกเกิดอัญจุมไม่ได้ใช้ชื่อนี้หากชื่อว่า ‘อาฟตาบ’ อันเป็นชื่อที่บิดามารดาปรารถนาจะตั้งให้กับลูกชาย

 “เช้าวันรุ่นขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นห้องอุ่นสบายเธอเปลื้องผ้าอ้อมของอาฟตาบสำรวจร่างกายน้อยๆตาจมูกศีรษะคอรักแร้นิ้วมือนิ้วเท้า – ปลื้มใจแต่ไม่รีบร้อนนักแล้วพบว่าใต้อวัยวะเพศชายของลูกมีอวัยวะเพศหญิงเล็กๆที่ยังไม่เป็นรูปร่างแต่เป็นอวัยวะเพศหญิงอย่างไร้สงสัย” 

 “ในภาษาอูรดูภาษาเดียวที่เธอรู้นั้นทุกสิ่งใช่แต่สิ่งมีชีวิตแต่ทุกสิ่ง – พรมปูพื้นเสื้อผ้าหนังสือปากกาและเครื่องดนตรี – ล้วนมีเพศสิ่งทั้งหลายถ้าไม่เป็นชายก็เป็นหญิงบุรุษหรือสตรีทุกสิ่งนอกจากลูกของเธอแน่นอนเธอรู้ว่ามีคำใช้เรียกคนอย่างเขาฮิจรา” 

 

 อาฟตาบเกิดมาพร้อมสองอวัยวะเพศและนั่นเป็นสาเหตุให้มารดาของเขากลัดกลุ้มใจ แม้ว่าหล่อนจะพยายามฝึกฝนหรือกระทั่งเสาะหากลวิธีให้เขาเป็นผู้ชายสักเท่าไหร่ ทว่ายิ่งอาฟตาบเติบโตขึ้นเรื่อยๆเขาก็ยิ่งมั่นใจว่าตนเองคือผู้หญิงไม่อาจเป็นผู้ชายอย่างที่มารดาปรารถนา

 “เช้าฤดูใบไม้ผลิวันหนึ่งอาฟตาบเห็นผู้หญิงร่างสูงสะโพกลีบทาปากสีสดสวมรองเท้าส้นสูงสีทองแต่งชุดซัลวาร์กะมีซกระโปรงยาวคลุมกางเกงผ้าซาตินสีเขียววับวาว… อาฟตาบไม่เคยเห็นใครเหมือนผู้หญิงร่างสูงทาปากคนนี้มาก่อนเขาวิ่งลงบันไดสูงชันถลันไปที่ถนนเดินตามผู้หญิงคนนั้นไปเงียบๆตลอดเวลาที่เธอซื้อขาแพะติดผมผลฝรั่งและนำรองเท้าไปซ่อมเขาอยากเป็นอย่างเธอ” (หน้า 29)

 ทว่าผู้หญิงที่อาฟตาบติดตามไปแท้จริงแล้วคือฮิจราและนั่นก็ได้นำพาเขาไปสู่ ‘ขวาบกาห์’ บ้านโบราณประตูสีฟ้าอันเป็นที่อยู่ของฮิจรากลุ่มหนึ่งอาฟตาบตัดสินใจเดินออกจากบ้านหลังเดิมและชีวิตเดิมๆของเขาเปลี่ยนชื่อเป็นอัญจุมย้ายเข้ามาอยู่ในขวาบกาห์และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะฮิจรา

 

 เรื่องราวของอัญจุมเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆของ กระทรวงสุขสุดๆ  นั่นเพราะหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ยึดติดอยู่กับชีวิตของอัญจุมเพียงคนเดียวทว่าแตกกระจายไปยังชีวิตอื่นๆที่หลากหลาย ในพื้นที่อันกระจัดกระจายของประเทศอินเดียทว่าบทความชิ้นนี้จะขอโฟกัสแค่ส่วนของอัญจุมเท่านั้น

 ผมคิดว่าความโดดเด่นหนึ่งของ กระทรวงสุขสุดๆ อยู่ที่ฉากหลังกล่าวคือขณะที่เรื่องราวของ เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ เกิดขึ้นที่รัฐเคราลาประเทศอินเดียซึ่งมีลักษณะเป็นชนบท แต่กับนวนิยายเล่มที่สองรอยเลือกจะนำเสนอภายใต้บริบทแวดล้อมของมหานครขนาดใหญ่อย่างเดลี

 

 ภายหลังจากที่อินเดียได้รับอิสรภาพจากอังกฤษเมืองในอินเดียมีสถานะเป็นดั่ง ‘พื้นที่ครึ่งๆกลางๆ’ (ambivalent space) ภายใต้วาทกรรมของความเป็นชาติเดียว (national identity) ทว่าสำหรับรอยแล้วเธอกลับเห็นว่า

 “(กระทรวงสุขสุดๆ) เป็นดั่งเมือง – มันมีรูปแบบและรูปแบบที่ว่าก็ซุ่มซ่อนอยู่แต่มันยังมีรูปแบบมันไม่ใช่การพอกพูนไปเรื่อยๆแต่เป็นการโคจรรอบๆตัวเองมันมีโครงสร้างอยู่มันคือเมืองอินเดียเมืองแห่งอาณานิคมเล็กๆไร้ชื่อเมืองแห่งแรงงานผิดกฎหมายมีฝูงวัวสรรพสัตว์และฝูงค้างคาวคือเมืองอันเต็มไปด้วยรูพรุนด้วยแผนผังของมันเอง”

 พูดอีกอย่างคือสำหรับรอย เมืองเป็นพื้นที่อันยุ่งเหยิงมากกว่าจะเป็นพื้นที่แห่งความเป็นระเบียบเรียบร้อยและเป็นพื้นที่กระจุกตัวรวมกันของความแตกต่างหลากหลายมากกว่าจะเป็นพื้นที่ของคนแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในแง่นี้แม้ว่าฉากหลังของ กระทรวงสุขสุดๆ คือเดลี เมืองใหญ่อันเป็นภาพลักษณ์ของประเทศอินเดียทว่ารอยกลับเลือกจับจ้องไปยัง ‘พื้นที่ชายขอบ’ ของเมืองนี้ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนักในยุคปัจจุบันนั่นคือ ‘Shahjahanabad’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘เดลีเก่า’ (Old Delhi) ชุมชนมุสลิมทางตอนเหนือของเดลีที่เคยเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิมุคัล ทว่าปัจจุบันภายใต้การปกครองประเทศของรัฐบาลพรรคภารตียชนตา (Bharatiya Janata Party) อันเป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวาที่มีอุดมการณ์เชื่อมโยงอยู่กับกลุ่มชาตินิยมฮินดูเดลีเก่าในฐานะพื้นที่ของชาวมุสลิมจึงยิ่งจะถูกผลักให้เป็นชายขอบมากขึ้นเรื่อยๆ

 

 ความเป็นชายขอบของชุมชนมุสลิมในเดลีเก่าเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของสภาวะชายขอบที่ปรากฏใน กระทรวงสุขสุดๆ เพราะสอดคล้องไปกับลักษณะทางกายภาพของเมืองเดลีรอยเชื่อมโยงประเด็นนี้เข้ากับสถานะของฮิจราที่เติบโตขึ้นในสังคมมุสลิมของอัญจุมทว่าการรวมตัวอยู่กันเป็นกลุ่มของฮิจราที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่แต่เป็นเรื่องที่ดำเนินสืบเนื่องกันมาจากอดีตกาลดังที่ตัวละครหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า

 “ตอนที่ชฮันชาห์จฮาน ทรงสร้างป้อมแดงกับมัสยิดจามาตอนที่โปรดให้สร้างนครในกำแพงล้อมนี้พระองค์โปรดให้สร้างเคหาสน์หลังน้อยนี้ของพวกเราด้วยให้พวกเราทุกคนจงจำไว้เสมอเราไม่ใช่ฮิจราทั่วไปจากที่ต่างๆทั่วไปแต่เราเป็นฮิจราของชาห์ญฮานาบาดผู้ปกครองไว้ใจให้พวกเราดูแลรานีและมารดาของพวกท่านครั้งกระโน้นเราเดินตามสบายในเขตหวงห้ามของป้อมแดงตอนนี้ทุกอย่างผ่านไปไม่เหลือพระจักรพรรดิพระราชินีแล้วแต่เรายังอยู่ที่นี่”

 

 ภายใต้สถานะของบุคคลข้ามเพศในสังคมฮินดู–มุสลิมที่กว้างขวางเกินกว่ากลุ่มเล็กๆของพวกเขาฮิจรากลับเป็นภาพแทนอันชัดแจ้งของความความรุนแรงในสังคมอินเดียที่กระทำต่อมนุษย์ที่เพศภาวะ (gender) ขัดแย้งและไม่ลงรอยกับนิยามของเพศที่ระบุไว้ในความเชื่อทางศาสนาคุณค่าทางสังคมและระเบียบทางการเมืองในทางหนึ่งร่างกายของฮิจราคือพื้นที่แห่งการปะทะของหลายๆอำนาจไม่ว่าจะเป็นอำนาจปิตาธิปไตยที่คอยแต่จะปฏิเสธความเป็นไปได้ของ ‘การกลายเป็นอื่น’ ผ่านสถานะของฮิจรา หรืออำนาจของศาสนาที่กำหนดรหัสไว้อย่างชัดเจนว่ามนุษย์มีเพียงสองเพศคือผู้ชายกับผู้หญิงแต่พ้นไปจากอำนาจเหล่านี้รอยเลือกเชื่อมโยงลักษณะร่างกายของฮิจรากับกายภาพของมหานครเดลีที่ดำรงอยู่ภายใต้การปะทะกันของอำนาจต่างๆไม่ว่าจะเป็นอำนาจของทุนอำนาจของรัฐ หรืออำนาจของศาสนาที่เปลี่ยนแปลงลักษณะทางภูมิศาสตร์ของเมืองนี้ไปเรื่อยๆ

 “รอบๆตัวเธอคือนครใหญ่ที่กระจายตัวกว้างไกลหลายไมล์แม่มดอายุพันปียามนี้โงกง่วงแต่ไม่หลับถนนลอยฟ้าสีเทาเลื้อยจากกะโหลกเมดูซ่าทั้งนังนึงและเคลื่อนคลายใต้แสงไฟโซเดียมสีเหลืองคนไร้บ้านนอนเหยียดยาวรายเรียงบนทางเท้าสูงๆแคบๆไกลสุดตาความลับแก่เก่าถูกม้วนเก็บไว้ใต้ผิวแห้งเหี่ยวหย่อนยานรอยย่นคือถนนหนึ่งสายถนนแต่ละสายคืองานฉลองหนึ่งงานข้อที่ปวดเมื่อยแต่ละข้อคือโรงละครกลางแจ้งทรุดโทรมที่เรื่องราวของความรักความบ้าคลั่งความโง่เขลาความยินดีและความเหี้ยมเกรียมสุดที่จะกล่าว ได้โลดแล่นมาตลอดหลายศตวรรษ”

 สำหรับรอยเดลีจึงไม่ต่างอะไรกับหญิงชราอายุนับพันปีที่แม้ว่าเรือนกายของแม่มดเฒ่าผู้นี้จะประดับประดาไปด้วยเพชรนิลจินดาระยิบระยับจากดวงไฟนับล้านๆพาดผ่านด้วยเส้นสายของถนนลอยฟ้า

 “แต่ยามนี้คืออรุโณทัยแห่งการฟื้นคืนชีพนายใหม่ของเธอต้องการซ่อนเส้นเลือดขอดปูดโปนไว้ใต้ถุงน่องตาข่ายจากต่างประเทศยัดเต้าเหี่ยวยานไว้ในยกทรงบุฟองน้ำยัดเท้าเจ็บระบมไว้ในรองเท้าส้นเข็มหัวแหลมพวกเขาอยากให้สะโพกแก่แข็งทื่อของเธอยักย้ายส่ายไหวปรับรอยยิ้มเสียใหม่จากยิ้มแฉ่งแช่มชื้นเป็นรอยยิ้มเปล่าว่างร้างความรู้สึกนี่คือฤดูร้อนที่ยายกลายเป็นกะหรี่”

 

 แม้ว่าเดลีจะแผ่ขยายพรมแดนของเมืองไปอย่างไพศาลเพียงใด รอยกลับชี้ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงความพยายามที่จะกลบฝังความเป็นจริงอันฟอนเฟะของเมืองภายใต้ภาพลักษณ์ของการพัฒนาสำหรับรอยแล้วทุนนิยมคือพลังสำคัญที่คอยกำหนดคุณลักษณะของเดลีนั่นเท่ากับว่าพื้นที่ต่างๆในเมืองจึงเปลี่ยนแปลงไปเพื่อผลประโยชน์ของทุนและนายทุนไม่ใช่เพื่อประชาชนแต่อย่างใดด้วยเหตุนี้เดลีจึงไม่ต่างอะไรกับโสเภณีแก่หงำแทบไม่มีปากเสียงเป็นของตัวเองแล้วร่างกายของยายเฒ่าก็จะยิ่งเน่าเฟะลงทุกทีจากกระแสของการพัฒนาที่ประชาชนตัวเล็กๆแทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ

 แน่นอนว่าถ้ามองผ่านกระแสของการพัฒนาเมืองไม่ใช่ทุกพื้นที่จะถูกพัฒนาไปพร้อมกันเพราะภายใต้สายตาของทุน พื้นที่หนึ่งย่อมจะมีคุณค่าและสร้างประโยชน์ได้มากกว่าอีกพื้นที่หนึ่งเสมอ

 สำหรับผมแล้ว กระทรวงสุขสุดๆ จึงเป็นนวนิยายที่สะท้อนให้เห็นมุมมองที่รอยมีต่ออินเดียในปัจจุบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อความรุนแรงที่ยังคงปรากฏชัดในสังคมทุกวันนี้ รอยเริ่มต้นจากเรื่องราวของฮิจราคนหนึ่ง แล้วขยายภาพกว้างให้เห็นถึงความรุนแรงที่ปรากฏอยู่ในทุกหย่อมหญ้าของอินเดียความรุนแรงอันเกิดจากแนวคิดการพัฒนาที่เรามักมองว่าดี

 เปล่าเลยไม่ใช่ว่าการพัฒนาเป็นเรื่องไม่ดีเพียงแต่ว่าการพัฒนาที่พร่ำพูดกันอยู่นี้เรากำลังนับแค่เฉพาะใครเพศภาวะใดหรือศาสนาใดอยู่หรือเปล่า

 มีใครตกหล่นไปภายใต้กระแสของการพัฒนาหรือเปล่า

 

Tags:หนังสืออินเดียreason to readgenderเดลีThe Ministry of Utmost Happinessอรุณธตี รอย
Share :
Author
คาลิล พิศสุวรรณ
Photographer
-
‘โลกซึมเศร้า’ หนังสือของโยฮันน์ ฮารี ที่บอกว่าโรคซึมเศร้าคือเรื่องที่โครงสร้างทางสังคมต้องถูกตั้งคำถาม
Reason to read‘โลกซึมเศร้า’ หนังสือของโยฮันน์ ฮารี ที่บอกว่าโรคซึมเศร้าคือเรื่องที่โครงสร้างทางสังคมต้องถูกตั้งคำถามนักเขียน : คาลิล พิศสุวรรณ
มนุษย์เราทำร้ายกันผ่านเสียงหัวเราะบ่อยเพียงใด ใน A Horse Walks into a Bar
Reason to readมนุษย์เราทำร้ายกันผ่านเสียงหัวเราะบ่อยเพียงใด ใน A Horse Walks into a Barนักเขียน : คาลิล พิศสุวรรณ
ผู้หญิง บาดแผลของทาส และประวัติศาสตร์ไร้เสียง ใน Beloved โดย Tony Morrison
Reason to readผู้หญิง บาดแผลของทาส และประวัติศาสตร์ไร้เสียง ใน Beloved โดย Tony Morrisonนักเขียน : คาลิล พิศสุวรรณ