5 สิงหาคมค.ศ. 2019 คือวันที่ Toni Morrison ลาจากโลกใบนี้ไปด้วยวัย 88 ปี มอร์ริสันไม่เพียงจะเป็นหนึ่งในนักเขียนอเมริกันที่ยิ่งใหญ่และได้รับความเคารพมากที่สุดคนหนึ่งเท่านั้นหากงานเขียนของเธอยังสร้างคุณูปการสำคัญให้กับวงการวรรณกรรมนั่นเพราะนวนิยายของมอร์ริสันได้เปิดพื้นที่ให้กับประวัติศาสตร์อันโศกเศร้าของชาวแอฟริกันอเมริกันที่อยู่ในความเงียบงันเสมอมา
แม้ว่าตลอดชีวิตของมอร์ริสันจะเขียนนวนิยายไว้กว่าสิบเล่มแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า Beloved คือหนึ่งในงานเขียนเล่มสำคัญและเป็นที่รู้จักมากที่สุดด้วยไม่เพียงแค่หนังสือเล่มนี้จะได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ ใน ค.ศ. 1988 เท่านั้นหากไม่กี่ปีให้หลังมอร์ริสันยังได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรมส่งให้เธอกลายเป็นนักเขียนแอฟริกันอเมริกันคนแรก (และคนเดียว) ที่เป็นผู้หญิงที่ได้รับรางวัลในสาขานี้
ต่อมาใน ค.ศ. 2007 Belovedก็กลายเป็นที่พูดถึงอีกครั้งเมื่อ 5 โรงเรียนในอเมริกาแบนหนังสือเล่มนี้เพราะมองว่าเนื้อหาของมันรุนแรงและมีฉากเซ็กซ์ที่โจ่งแจ้งเกินไปแม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะตีพิมพ์มาแล้วกว่าสามสิบปีแต่ Beloved ก็ยังคงสร้างแรงสั่นสะเทือนภายในสังคมอเมริกาได้อย่างต่อเนื่องคำถามคือหนังสือเล่มนี้สำคัญอย่างไร?

อย่างคร่าวๆ Beloved คือเรื่องราวของเซเธอ ทาสที่หอบหิ้วลูกๆและแม่สามีเพื่อหลบหนีการกดขี่ด้วยหวังจะไปมีชีวิตอันสงบสุขในรัฐทางตอนเหนือที่ปราศจากการกดขี่คนผิวสีเฉกเช่นรัฐในแดนใต้ทว่าเสรีภาพที่เซเธอวาดหวังไว้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริงเพราะแม้ว่าหล่อนจะสามารถหลบหนีไปถึงแดนเหนือและหาที่พักอาศัยให้กับครอบครัวได้สำเร็จแต่ชีวิตของเซเธอกับสมาชิกในบ้านกลับถูกตามหลอกหลอนด้วยวิญญาณร้ายแห่งอดีตวิญญาณที่ในแง่หนึ่งอาจคือฝันร้ายจากวันวานหากขณะเดียวกันก็คือผีร้ายตัวเป็นๆที่คอยตามรังควาญไม่ให้ครอบครัวของเซเธออยู่ร่วมกันในบ้านได้อย่างสันติ
สำหรับผมเนื้อหาของ Beloved ชวนให้นึกถึงวิธีการเขียนแนว ‘สัจนิยมมหัศจรรย์’ (magical realism) ที่หลายๆคนคงจะคุ้นเคยกันดีจากงานเขียนของ Gabriel Garcia Marquez หรือ Salman Rushdie เพียงแต่ในขณะที่สัจนิยมมหัศจรรย์ของมาร์เกซถือกำเนิดจากวัฒนธรรมชาวบ้านและนิทานท้องถิ่นของโคลอมเบียส่วนรัชดีมีพื้นฐานจากสังคมอินเดีย
แต่สัจนิยมมหัศจรรย์ของมอร์ริสันวางอยู่บนระบบความเชื่อและคติทางวัฒนธรรมของชาวแอฟริกันอเมริกันเป็นมุขปาฐะและตำนานที่บอกเล่าต่อๆกันในกลุ่มทาสผิวดำที่มอร์ริสันประกอบสร้างโลกของ Beloved ขึ้นมาในขณะเดียวกันสัจนิยมมหัศจรรย์เองก็ผูกโยงกับประเด็นอำนาจอย่างแยกกันไม่ขาดถ้า หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว คือการปะทะกันระหว่างคติความเชื่อพื้นบ้านกับการครอบงำของวิทยาศาสตร์และความเป็นสมัยใหม่ Belovedก็คือการปะทะกันระหว่างโลกทัศน์ของทาสกับอำนาจของคนขาว
เมื่อ Belovedถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสายตาของทาสเหตุการณ์เหนือธรรมชาติต่างๆที่เกิดขึ้นจึงคือความเป็นจริงที่ปรากฏให้เห็นผ่านสายตาของผู้ถูกกดขี่มอร์ริสันมองว่าสาเหตุที่ประวัติศาสตร์ของชาวแอฟริกันอเมริกันยังคงเงียบใบ้อยู่แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะยกเลิกระบบทาสมาแล้วนานปีเป็นเพราะว่าอิทธิพลของระบบทาสยังคงหยั่งรากอยู่ในสังคมและวัฒนธรรมอเมริกันปัจจุบันในแง่นี้ความมหัศจรรย์ต่างๆที่ปรากฏใน Beloved จึงสะท้อนนัยของการมองโลกที่แบ่งแยกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจนระหว่างการมองโลกผ่านสายตาของคนขาวกับการมองโลกผ่านสายตาของทาสเพราะใน Belovedทาสเท่านั้นจึงจะรับรู้ถึงเหตุการณ์เหนือธรรมชาติต่างๆได้
หากเชื่อมโยงจุดนี้เข้ากับการมุมมองของมอร์ริสันต่อประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาเราจะพบได้ว่าสาเหตุที่มอร์ริสันกล่าวว่าประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ไม่ปรากฏเรื่องราวของชาวแอฟริกันอเมริกันเป็นเพราะตัวผู้เขียนประวัติศาสตร์ (คนขาว) ไม่ได้มองเห็นในสิ่งเดียวกับที่ทาสมองเห็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสายตาของคนขาวเป็นคนละข้อเท็จจริงกับที่ทาสมองเห็นด้วยเหตุนี้ประวัติศาสตร์ในสายตาของทาสจึงคือเรื่องราวที่ไม่ถูกรับรู้หรือจดบันทึกไว้

ในสหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษ 1980s และ 1990s ได้เกิดกระแส ‘ทลายความเงียบ’ (broke silence) ของกลุ่มสตรีชาวแอฟริกันอเมริกันโดยมอร์ริสันก็ถือเป็นหนึ่งในนักเขียนคนสำคัญที่ขับเคลื่อนประเด็นนี้เพราะแม้ว่าชาวแอฟริกันอเมริกันจะมีสิทธิและเสียงมากขึ้นแต่สิทธิและเสียงที่มากขึ้นนี้ยังถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มของผู้ชายการทลายความเงียบของกลุ่มสตรีชาวแอฟริกันอเมริกันจึงคือการตอบโต้กลับไปยังวาทกรรมกระแสหลักที่ผลิตซ้ำภาพแทน (representation) ของผู้หญิงให้ถูกกดทับอยู่ภายใต้อำนาจจากที่ผู้หญิงแอฟริกันอเมริกันไม่เคยถูกให้คุณค่าการทลายความเงียบนี้ได้เปิดเผยตัวตนของพวกเธอให้เป็นที่รับรู้
กลุ่มสตรีชาวแอฟริกันอเมริกันนิยามการขับเคลื่อนนี้ว่า ‘black feminism’ Pearl Cleage หนึ่งในนักวิชาการสาย black feminism กล่าวว่าเฟมินิสม์คือ ‘ความเชื่อที่ว่าผู้หญิงคือมนุษย์ที่มีความสามารถในการมีส่วนร่วมและการเป็นผู้นำในกิจกรรมทุกๆรูปแบบของมนุษย์ต่อกิจกรรมทางสติปัญญา, การเมือง, สังคม, เพศวิถี, จิตวิญญาณและเศรษฐกิจ’ เธอชี้ว่าเฟมินิสม์คืออุดมการณ์ทางการเมืองระดับโลกที่พุ่งตรงไปยังโครงสร้างทางอำนาจของผู้ชายที่เหนือกว่าผู้หญิงแต่ black feminism นั้นเฉพาะเจาะจงกว่านั้นโดยเฉพาะในบริบทของสหรัฐอเมริกา
ตำแหน่งแห่งที่ของ black feminism ในอเมริกาคือการต่อสู้กับ ‘การเมืองทางเชื้อชาติ’ (racial politics) ที่ยังคงกีดกันชาวแอฟริกันอเมริกันรวมถึงการคุกคามจากพวก white supremacy ที่มองว่าคนขาวย่อมมีสถานะเหนือกว่าชาติพันธ์อื่นๆ black feminism คือเฟมินิสม์ที่เฉพาะเจาะจงและอิงอยู่กับบริบทมากขึ้นเช่นกันที่ขบวนการนี้ก็ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดในสายตาของเฟมินิสม์ณช่วงเวลานั้นที่ยังมองไม่เห็นและไม่ได้ผนวกรวมผู้หญิงในชาติพันธ์อื่นๆเข้ากับขบวนการพูดอีกอย่างคือเฟมินิสม์ยังคงให้ความสำคัญกับผู้หญิงผิวขาวอยู่นั่นเอง
ในแง่นี้ Belovedจึงไม่เพียงแต่จะท้าทายต่ออำนาจของคนขาวและอำนาจของผู้ชายแต่ยังรวมถึงการกีดกันในกลุ่มผู้หญิงด้วยกันเองเพราะตัวละครหลักของ Beloved ไม่ใช่ผู้หญิงที่มีความรู้อย่างที่สังคมนิยามไม่ได้เรียนจบจากสถาบันการศึกษาดีๆแต่เป็นอดีตทาสที่สถานะของตัวเธอนั้นถูกกดทับอยู่แล้วในหลายระดับ มอร์ริสันเคยกล่าวถึง Beloved ในบทความหนึ่งของเธอว่า
“ผ่านมุมมองของทาสผู้หญิงการมีลูกและการถูกเรียกว่าแม่คือจุดสูงสุดของเสรีภาพเพราะแทนที่ทาสผู้หญิงคนหนึ่งๆจะมีลูกจากการถูกเรียกร้องให้มี (จะด้วยข้อเรียกร้องทางเพศภาวะ สถานะของทาส หรือผลประโยชน์ใดๆ) แต่หล่อนจะเป็นผู้เลือกที่จะรับผิดชอบลูกๆและอ้างสิทธิเหนือลูกๆว่าพวกเขาเป็นของหล่อนไม่ใช่ในฐานะผู้ให้กำเนิดแต่ในฐานะแม่คนหนึ่งทว่าภายใต้ระบบทาสของสหรัฐอเมริกาการอ้างสิทธิเช่นนี้ไม่เพียงสังคมจะยอมรับไม่ได้เท่านั้นแต่มันยังผิดกฎหมาย”
มอร์ริสันต้องการชี้ให้เห็นถึงระดับของความกดขี่ในสังคมปิตาธิปไตยที่คุณค่าของความเป็นแม่นั้นถูกบดบังอยู่ภายใต้บริบทของหน้าที่นั่นคือการให้กำเนิดลูกๆเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ทางสังคมยิ่งเมื่อผู้หญิงคนหนึ่งๆเป็นทาสการจะอ้างตนว่าเป็นแม่ที่มีสิทธิเหนือลูกๆของหล่อนนั้นก็ยิ่งเป็นเรื่องน่าวุ่นวายเข้าไปใหญ่เพราะนั่นเท่ากับประสิทธิภาพในการทำงานของทาสผู้หญิงจะสูญเสียไปถ้าต้องแบ่งเวลาไปเลี้ยงลูกๆของหล่อนและยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับนายทาสมากกว่าเดิม

ผมคิดว่าความสำคัญอย่างที่สุดของ Beloved จึงคือการที่วรรณกรรมเล่มนี้เปิดเผยให้เห็นว่าภายในสังคมชายเป็นใหญ่ไม่ใช่ผู้หญิงทุกๆคนถูกกดทับด้วยอำนาจในลักษณะเดียวกันอย่างการถือกำเนิดขึ้นของกลุ่ม black feminist ที่สะท้อนให้เห็นว่าเสียงของผู้หญิงทุกๆคนไม่อาจถูกเหมารวมได้อย่างง่ายๆแต่ต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบว่าสิทธิและเสียงของผู้หญิงที่เรากำลังเรียกร้องอยู่นี้คือสิทธิและเสียงของผู้หญิงกลุ่มใดยึดโยงอยู่กับบริบทของสังคมแบบใดและอุปสรรคอะไรที่กดทับเสียงของผู้หญิงกลุ่มนี้ไว้ไม่ให้เปล่งเสียงออกมา
มอร์ริสันเคยกล่าวไว้ว่า “black feminist เคยเรียกตัวเองว่า womanist แต่มันไม่ใช่อย่างเดียวกันเลยหรือกระทั่งในส่วนความสัมพันธ์ (ระหว่างผู้หญิง) กับผู้ชายในทางประวัติศาสตร์ผู้หญิงผิวดำคอยปกป้องสามีของพวกหล่อนอยู่เสมอเพราะพวกหล่อนคือคนที่ทำงานอยู่ข้างนอกและพวกหล่อนก็มักถูกฆ่าอยู่เสมอ”
หากอำนาจของผู้ชายจำกัดผู้หญิงผิวขาวให้อยู่แต่ในบ้านอำนาจของนายทาสกลับบีบบังคับให้ทางผู้หญิงต้องทำงานอยู่ตลอดเวลาจึงไม่แปลกว่าทำไมมอร์ริสันจะมองว่าบาดแผลของผู้หญิงผิวดำกับบาดแผลของผู้หญิงผิวขาวนั้นไม่อาจจะทาบทับกันได้อย่างแนบสนิท
เช่นเดียวกับนิยามต่อคำว่า ‘บ้าน’ ก็เป็นคนละนิยามกันโดยสิ้นเชิงเพราะถ้าบ้านของผู้หญิงคือพื้นที่ของความไม่เป็นส่วนตัวแต่กับทาสผู้หญิงที่ไม่เคยแม้แต่จะมีตัวตนอยู่ในบ้านล่ะ?
แค่กับการจะมีพื้นที่อันไม่เป็นส่วนตัวในบ้านกลับคล้ายจะเป็นความฝันที่ห่างไกลเกินเอื้อมสำหรับพวกหล่อนด้วยซ้ำ






