กว่า 13 ปีที่ชีวิตของโยฮันน์ฮารี ดำเนินควบคู่ไปกับภาวะซึมเศร้าในวันแรกที่มั่นใจว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้านั้นฮารีกำลังยืนร้องไห้อยู่ริมชายหาดเพราะถูกคนที่เขาตกหลุมรักปฏิเสธ
แน่นอนล่ะว่าเป็นใครก็ย่อมจะเสียใจเป็นธรรมดาหากถูกคนที่รักปฏิเสธความรู้สึกทว่าฮารีกลับควบคุมน้ำตาของตัวเองไม่อยู่หยุดยั้งความเศร้าของตัวเองไม่ได้ความเจ็บปวดถาโถมเข้ามาจนยากจะทนไหวและการอันตรธานหายไปจากโลกก็คล้ายจะเป็นความคิดที่เข้าท่าในชั่วขณะนั้นเองเพื่อนคนหนึ่งของฮารีที่มองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็พูดกับเขาว่า ‘นายรู้ใช่ไหมว่าคนส่วนใหญ่ไม่เป็นแบบนี้กัน’
“และตอนนั้นเองที่ผมเข้าใจกระจ่างราวกับมีดวงตาเห็นธรรมซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งในชีวิตผมหันไปหาเพื่อนและพูดว่า ‘ฉันเป็นโรคซึมเศร้า! มันไม่ใช่ความคิดในหัวที่ฉันมโนไปเอง! ฉันไม่ใช่คนอมทุกข์ฉันไม่ได้อ่อนแอแต่ฉันเป็นโรคซึมเศร้า!’” ฮารีบอกกับเพื่อนด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น

‘Lost Connections’ หรือ ‘โลกซึมเศร้า’ คือหนังสือที่ฮารีเขียนขึ้นเพื่อหาคำตอบให้กับความไม่เข้าใจของเขาที่ว่าทำไมตลอดหลายสิบปีที่เขากินยาต้านเศร้าเรื่อยมาเขาถึงยังไม่หายจากภาวะซึมเศร้าเสียที บวกความไม่เข้าใจที่ว่าทำไมอยู่ๆผู้คนมากมายถึงพากันรู้สึกซึมเศร้าและวิตกกังวลอย่างรุนแรงอะไรคือปัจจัยที่นำมาซึ่งปรากฏการณ์นี้
“…ผมค่อยๆสังเกตว่ายาพวกนั้น (ยากระตุ้นประสาท, ยาต้านโรคซึมเศร้า) ปรากฏในชีวิตของใครหลายคนมากขึ้นเป็นยาที่หมอสั่งอนุญาตและแนะนำให้กินทุกวันนี้ยาพวกนั้นอยู่รอบตัวเรา 1 ใน 5 ของผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกากินยารักษาโรคจิตเวชอย่างน้อยหนึ่งขนานเกือบ 1 ใน 4 ของหญิงกลางคนในสหรัฐอเมริกากินยาต้านซึมเศร้าเด็กผู้ชายในโรงเรียนมัธยมปลายของสหรัฐอเมริการาว 1 ใน 10 ได้รับยากระตุ้นประสาทฤทธิ์แรงเพื่อช่วยให้มีสมาธิ…”
ในยุคหนึ่งการใช้ยาประเภทนี้ถูกรับรู้ว่าเป็นความไม่ปกติแต่เรื่องนี้กลับคือความปกติในสังคมปัจจุบัน “เราต่างยอมรับโดยไม่ต้องพูดให้เปลืองน้ำลายว่าผู้คนจำนวนมากรอบตัวเราเศร้าหมองเสียจนพวกเขารู้สึกว่าต้องกินสารเคมีที่ออกฤทธิ์รุนแรงทุกวันเพื่อตั้งสติและประคองจิตใจ” ฮารีกล่าว
ด้วยข้อสงสัยมากมายที่มีในหัวฮารีจึงออกเดินทางเพื่อพูดคุยกับผู้คนในวงการต่างๆที่น่าจะให้คำตอบกับเขาได้ไม่ว่าจะเป็นแพทย์นักสังคมศาสตร์และเหล่าผู้คนที่คล้ายจะหายขาดจากภาวะซึมเศร้าการเดินทางของฮารีที่กลายมาเป็นเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ได้นำมาซึ่งข้อโต้เถียงสำคัญ ต่อความเข้าใจและวิธีการรักษาโรคซึมเศร้าในสังคมปัจจุบัน

โลกซึมเศร้า คือหนังสือที่ท้าทายกับความรู้กระแสหลักของโรคซึมเศร้าอยู่พอสมควรสารพัดข้อมูลที่ปรากฏบนหน้ากระดาษไม่เพียงแต่จะคัดง้างคำอธิบายที่เราคุ้นเคยหากยังถึงขั้นถอนรากความเชื่อเดิมๆทิ้งไปนั่นไม่ได้หมายความว่าผู้เขียนมุ่งมั่นจะทำลายสิ่งที่เราเชื่อเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าอย่างไร้หัวจิตหัวใจ
ตรงกันข้ามฮารีย้ำเตือนอยู่เสมอว่าการจะรับเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและเขาก็ไม่ได้คาดหวังให้ผู้อ่านต้องเชื่อทุกอย่างโดยทันทีเพราะเขาเองก็ยังต้องเผชิญกับความยากลำบากในกระบวนการเขียนหนังสือเล่มนี้ไม่ต่างกัน
“การเดินทางครั้งนี้ไม่ง่ายเลยสำหรับผมอีกเดี๋ยวคุณจะได้เห็นว่าผมยึดติดกับเรื่องเล่าเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าของตัวเองว่ามีสาเหตุจากสมองบกพร่องผมต่อสู้เพื่อเรื่องเล่าในแบบฉบับของตัวเองผมปฏิเสธอยู่นานแสนนานไม่ยอมมองหลักฐานที่คนอื่นนำเสนอนี่ไม่ใช่การค่อยๆเปลี่ยนผ่านสู่วิธีคิดใหม่อย่างละมุนละไมมันเป็นการต่อสู้ฟาดฟัน”

โลกซึมเศร้า คือหนังสือที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ฟาดฟัน หนึ่งในคำอธิบายที่แพร่หลายที่สุดของโรคซึมเศร้าคือ ‘สารเคมีในสมองไม่สมดุล’ ทว่าระหว่างบทสนทนาของฮารีกับศาสตราจารย์โจแอนนามอนครีฟฟ์จิตแพทย์ชาวอังกฤษและผู้วิพากษ์ประเด็นการใช้ยาเพื่อการบำบัดทางจิต (Psychopharmacology) มอนครีฟฟ์กลับย้ำชัดว่า “ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าสารเคมีไม่สมดุล”
เธออธิบายว่าเรามักจะเข้าใจว่ายาต้านอาการซึมเศร้าช่วยปรับสมองให้สมดุลตามธรรมชาติแต่เธอบอกว่านั่นไม่จริง และความคิดที่ว่าสารเคมีไม่สมดุลคือต้นเหตุของความทุกข์ทรมานทางจิตใจ เป็นมายาคติจากบริษัทยา
ศาสตราจารย์เออร์วิงเคิร์ช แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดคือนายแพทย์อีกคนหนึ่งที่ช่วยยืนยันข้อเท็จจริงที่ว่าบริษัทยาคือตัวการสำคัญที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลังยาต้านเศร้าโดยข้อมูลที่เขาค้นพบคือสิ่งที่เรียกว่า ‘อคติในการตีพิมพ์’ (publication bias)
“งานวิจัยส่วนใหญ่ที่ศึกษาว่ายารักษาโรคทั่วไปได้ผลหรือไม่นั้นมักได้รับเงินสนับสนุนจากบริษัทผลิตยาเจ้าใหญ่ๆบริษัทเหล่านี้ทำการวิจัยเพื่อเหตุผลข้อเดียวคืออยากส่งเสริมการขายยาเหล่านี้เพื่อทำกำไรนั่นคือเหตุผลที่บริษัทยาทำงานวิจัยอย่างลับๆและหลังจากนั้นก็ตีพิมพ์เฉพาะผลวิจัยที่ทำให้ยาของพวกเขาดูดีหรือทำให้ยาของคู่แข่งดูแย่ลงพวกเขาทำแบบนี้ด้วยเหตุผลแบบเดียวกับที่ (สมมติว่า) เคเอฟซีจะไม่มีวันเผยแพร่ข้อมูลที่ระบุว่าไก่ทอดไม่ดีต่อสุขภาพอย่างแน่นอน”

เคิร์ชพบว่าบริษัทยาเลือกตีพิมพ์งานวิจัยเพียงบางส่วนที่จะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาเช่นในการทดสอบยาโพรแซ็กแม้ว่าผู้วิจัยจะแจกยาให้กับผู้ป่วย 245 คนแต่บริษัทยากลับตีพิมพ์ผลลัพธ์แค่ 27 คนจากคนไข้ทั้งหมดคือกลุ่มที่ใช้ยาแล้วได้ผลเท่านั้นโดยที่เมื่อลองคำนวณว่าผู้ป่วยที่ใช้ยาต้านเศร้าอาการดีขึ้นแค่ไหนเมื่อเทียบกับคนที่ใช้ยาเม็ดแป้ง (placebo) เขาพบว่าแม้ยาต้านซึมเศร้าจะส่งผลให้คนที่เป็นโรคซึมเศร้าอาการดีขึ้นจริงๆทว่าตัวเลขของอาการที่ดีขึ้นกลับเป็นแค่ 1 ใน 3 เท่านั้น
ความน่าตกใจก็คือเมื่อเคิร์ชตีพิมพ์ข้อค้นพบลงในวารสารวิทยาศาสตร์แทนที่เขาจะโดนโจมตีจากนักวิจัยเจ้าของงานวิจัยต่างๆแต่ในความเป็นจริงนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากกลับโล่งใจและละอายใจ
“นักวิจัยกลุ่มหนึ่งเขียนว่าฤทธิ์ของยารักษาโรคซึมเศร้าเหล่านี้ซึ่งในความเป็นจริงมีเพียงน้อยนิดนั้นเป็น ‘ความลับเล็กๆที่น่ารังเกียจ’ ในวงการมาเป็นเวลานานก่อนที่งานของเออร์วิงจะตีพิมพ์เออร์วิงคิดว่าเขามีข่าวใหญ่น่าตื่นตะลึงที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนทว่าแท้จริงแล้วเขาเพียงแค่ค้นพบสิ่งที่หลายคนในวงการเก็บงำมาตลอด”
คำถามคือเมื่อยาต้านเศร้าอาจไม่ใช่คำตอบเดียวแล้วทางออกจากภาวะซึมเศร้าอยู่ตรงไหนล่ะ

ข้อเสนอสำคัญของฮารีในหนังสือเล่มนี้คือในการจะพิจารณาภาวะซึมเศร้าของใครสักคนหนึ่งเราจำเป็นต้องคำนึงถึงสามปัจจัยด้วยกันได้แก่ชีววิทยาจิตวิทยาและสังคม
ฮารีชี้ว่าเมื่อพูดถึงภาวะซึมเศร้าในปัจจุบันเรามักให้ความสำคัญกับปัจจัยทางชีววิทยาเป็นอันดับแรกปัญหาคือเมื่อปัจจัยทางชีววิทยาถูกเน้นหนักเช่นนี้ความเข้าใจต่อภาวะซึมเศร้าจึงถูกลดทอนให้เรียบง่ายลงจนละเลยความซับซ้อนอื่นๆ
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้กำลังจะบอกให้เราปฏิเสธปัจจัยทางชีววิทยาทิ้งไปเพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นความจำเป็นต่อการพิจารณาปัจจัยอื่นๆควบคู่กันด้วย
“เพราะเราวางกรอบปัญหาผิดมาโดยตลอดที่ผ่านมาเลยเจอวิธีแก้ที่ไม่สมบูรณ์ถ้าโรคซึมเศร้าเป็นปัญหาของสมองเป็นหลักการมุ่งเน้นมองหาคำตอบในสมองก็ย่อมสมเหตุสมผลแต่ถ้าโรคซึมเศร้าเป็นปัญหาเรื่องการใช้ชีวิตของเรามากกว่าเราก็จำเป็นต้องมองหาคำตอบจากตรงนี้จากในชีวิตของเราซึ่งผมอยากรู้ว่าควรจะเริ่มตรงไหนดี”
สอดคล้องกับที่ดร.เดเร็กซัมเมอร์ฟิลด์จิตแพทย์ชาวแอฟริกาใต้บอกว่าเวลาที่เขารักษาคนไข้หายคือตอนที่เขาพยายามจะแก้ปัญหาจากสถานการณ์ทางสังคมของพวกเขาไม่ใช่ที่สมอง
ฮารีมองว่าทางออกจากภาวะซึมเศร้าไม่อาจหยุดนิ่งอยู่กับปัจจัยทางชีววิทยาเพียงอย่างเดียวแต่ต้องควบคู่ไปกับปัจจัยอื่นๆด้วยนั่นจึงนำมาซึ่งแนวทางในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ 7 ข้อที่ฮารีอธิบายว่าคือยาต้านซึมเศร้าทางสังคมและทางจิตวิทยาซึ่งตรงกันข้ามกับยาต้านซึมเศร้าทางเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
ท่ามกลางแนวทางการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทั้ง 7 ข้อผมคิดว่าข้อเสนอหนึ่งที่น่าสนใจคือการที่ฮารีชี้ให้เห็นว่าคุณลักษณะของสังคมปัจจุบันคือการที่เราต่างหวาดหวั่นต่อความไม่มั่นคงของอนาคต “พวกเขาเหนื่อยล้าและรู้สึกราวกับว่าความกดดันนั้นทวีขึ้นทุกปีเป็นเรื่องยากที่จะเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งใหญ่ในเมื่อทุกวันนี้แค่ใช้ชีวิตในแต่ละวันก็เหมือนกำลังดิ้นรนต่อสู้อยู่แล้วการขอให้ใครสักคนกัดฟันสู้ต่อในห้วงยามที่เขาสู้จนหมดแรงแล้วนั้นแทบไม่ต่างอะไรกับการเยาะเย้ยถากถางดีๆนี่เอง”

ระหว่างเขียนหนังสือเล่มนี้ฮารีได้ค้นพบการทดลองหนึ่งที่ออกแบบมาเพื่อคืนเวลาให้กับผู้คนและช่วยให้พวกเขากลับมามั่นใจต่ออนาคตได้อีกครั้งโดยการทดลองที่ว่าเกิดขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 1970 ในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งในแคนาดาที่มีประชากรเพียง 17,000 คน เท้าความก่อนว่าในช่วงเวลานั้นประชาชนชาวแคนาดากำลังรู้สึกกังขาต่อแนวคิดรัฐสวัสดิการที่รัฐบาลค่อยๆผลักดันด้วยเป้าหมายของรัฐสวัสดิการคือการคุ้มครองและรองรับประชาชนทุกคนให้มีชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคงไม่ให้มีใครต้องยากจนหากชาวแคนาดากลับมองว่าภายใต้การพยายามผลักดันแนวคิดนี้ของรัฐบาลพวกเขากลับมองเห็นแต่ความไร้ประสิทธิภาพไม่มีใครเชื่อว่ารัฐสวัสดิการจะครอบคลุมประชากรทุกคนได้จริงๆ
“ก่อนหน้านี้รัฐสวัสดิการทำหน้าที่อุดช่องโหว่ด้วยการอุ้มที่อยู่ต่ำกว่าระดับที่กำหนดและดันพวกเขากลับขึ้นไปในระดับที่เหมาะสมแต่มีคนตั้งข้อสงสัยว่าถ้าความไม่มั่นคงคือการมีเงินไม่พอใช้แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราให้เงินทุกคนอย่างเพียงพอโดยไม่มีพันธะผูกพันใดๆทั้งสิ้นถ้าทุกปีประชาชนชาวแคนาดาทุกคนไม่ว่าเด็กหรือแก่จะได้รับเช็คเป็นจำนวนเงินที่เพียงพอสำหรับใช้ในชีวิตประจำวันโดยยอดเงินจำนวนนี้เป็นตัวเลขที่คำนวณมาอย่างรอบคอบคราวนี้คุณก็จะมีเงินพอใช้แต่ไม่มากพอสำหรับซื้อของฟุ่มเฟือยพวกเขาเรียกสิ่งนี้ว่ารายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (universal basic income) แทนที่จะกางตาข่ายไว้คอยรองรับคนที่หล่นลงมาพวกเขาเสนอให้ยกระดับพื้นที่ที่ทุกคนอยู่ให้สูงขึ้นแทน”
การทดลองที่เกิดขึ้นในเมืองเล็กๆแห่งนี้คือการที่ชาวเมืองจะได้รับเงินจากรัฐบาล 19,000 ดอลลาร์สหรัฐโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆน่าเสียดายว่าหลังจากที่เวลาผ่านไปสามปีอำนาจของรัฐบาลแคนาดาก็ได้เปลี่ยนมือจากฝั่งเสรีนิยมไปอยู่ในฝั่งอนุรักษนิยมแทนการทดลองนี้จึงเป็นอันต้องสิ้นสุดลงแต่ถึงอย่างนั้นระยะเวลาเพียงสามปีก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ให้เห็นผลลัพธ์ของรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า

ฮารีเล่าว่าผู้คนในเมืองเล็กๆแห่งนี้ต่างยืนยันว่าไม่เพียงแต่เงินที่ได้รับจะช่วยให้พวกเขาหลุดพ้นจากสภาพง่อนแง่นไร้ความมั่นคงได้เป็นครั้งแรกในชีวิตเท่านั้นแต่มันยังขจัดความเครียดจากการต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆเป็นปลิดทิ้งอีกผลลัพธ์หนึ่งของการทดลองที่ฮารีเห็นว่าสำคัญไม่แพ้กันคือ
“โรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวลในชุมชนลดลงอย่างมีนัยสำคัญส่วนโรคซึมเศร้ารุนแรงและความผิดปกติทางสุขภาพจิตอื่นๆที่เคยหนักหนาสาหัสจนต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลก็ลดลงร้อยละ 9 ภายในเวลาเพียงสามปี” เมื่อรายได้ในแต่ละเดือนมั่นคงขึ้นความเครียดในชีวิตประจำวันจึงค่อยๆถูกทุเลาลงไปในขณะที่ภาพของอนาคตที่เคยเลือนพร่าก็ค่อยๆชัดเจนขึ้นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า ‘ช่วยเพิ่มอำนาจเล็กๆให้กับผู้คนในเมือง’
กล่าวคือเมื่อผู้คนมีรายได้เพียงพอพวกเขาจะกล้าที่จะลุกขึ้นปฏิเสธงานหรือคุณภาพชีวิตใดๆที่ไม่เห็นคุณค่าในตัวพวกเขาโดยที่ในระยะยาวรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในเมืองเล็กๆแห่งนี้ลงและมันอาจช่วยลดอัตราการเกิดโรคซึมเศร้าอันเป็นผลสืบเนื่องจากฐานะทางสังคมที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วแต่แม้ผลลัพธ์การทดลองนี้จะฟังดูเข้าท่าเพียงใดฮารีก็ไม่ลืมที่จะย้ำเตือนถึงความท้าทายต่อการผลักดันนโยบายรัฐสวัสดิการในสังคมปัจจุบัน
“เราต้องยอมรับตรงๆว่านี่คือข้อเสนอที่ราคาแพงลิ่วการประกันรายได้ที่แท้จริงต้องใช้เงินก้อนใหญ่จากมูลค่าทรัพย์สินโดยรวมของประเทศพัฒนาแล้วซึ่งยังเป็นเป้าหมายที่ห่างไกลในขณะนี้แต่ข้อเสนอโครงการที่สร้างความเป็นอารยะทุกชิ้นล้วนเริ่มจากความฝันในอุดมคติทั้งนั้นตั้งแต่รัฐสวัสดิการสิทธิสตรีไปจนถึงความเท่าเทียมของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ
“ถ้าเราเริ่มถกเถียงหารือกันตั้งแต่วันนี้โดยมองว่าโครงการนี้เป็นยาต้านซึมเศร้าชนิดหนึ่งเป็นหนทางรับมือกับความเครียดที่คุกคามไปทั่วและฉุดให้เราจมลงในห้วงความทุกข์และในระยะยาวมันจะช่วยให้เรามองเห็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เราหดหู่เศร้าหมองกันตั้งแต่ต้น…นี่เป็นวิธีการกู้คืนอนาคตที่มั่นคงให้แก่คนที่ไม่อาจมองเห็นอนาคตของตนเองและเป็นหนทางในการกู้คืนพื้นที่หายใจของพวกเราทุกคนเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตและสังคมของเราเอง”

อย่างที่ได้กล่าวไปว่าข้อเสนอที่ผมยกมานี้เป็นเพียงหนึ่งข้อเล็กๆของแนวทางการฟื้นฟูความสัมพันธ์ 7 ข้อในฐานะยาต้านซึมเศร้าทางสังคมและทางจิตวิทยาและแม้ว่าจะยังมีข้ออื่นๆที่ไม่ได้กล่าวถึงหากนั่นก็ไม่ได้แปลว่าอีก 6 ข้อที่เหลือจะไม่สำคัญแต่อย่างใดเพียงแต่สาเหตุที่ผมเลือกข้อเสนอที่ว่าด้วยความไม่มั่นคงต่ออนาคตมาพูดถึงเพราะมันสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าปัจจัยทางสังคมส่งผลต่อภาวะซึมเศร้ายังไง
ฮารีชี้ว่าภายใต้การยึดถือคำอธิบายทางชีววิทยาเพียงอย่างเดียวที่มองว่าต้นเหตุของภาวะซึมเศร้าคือสารเคมีในสมองไม่สมดุลไม่เพียงจะเป็นการยัดเยียดให้ปัจเจกต้องรู้สึกว่าร่างกายของพวกเขาบกพร่องแต่ยังเป็นการผลักความรับผิดชอบทั้งหมดต่อการเยียวยาตัวเองไปยังบุคคลหนึ่งๆอย่างไม่สนใจไยดี
ถึงตรงนี้ไม่ได้แปลว่าฮารีกำลังบอกให้ทุกคนเลิกกินยาต้านเศร้าเพราะเขายืนยันว่า “…แต่นั่นไม่ได้แปลว่ายาต้านซึมเศร้าไม่ได้ไม่มีอะไรดีเลยนักวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือบางคนให้ความเห็นว่ายาต้านซึมเศร้าช่วยบรรเทาอาการให้คนไข้กลุ่มเล็กๆได้ชั่วคราวและเราไม่ควรเลิกใช้ยานี้เรื่องหลอกลวงคือคำกล่าวที่อ้างว่าโรคซึมเศร้าเกิดจากสารเคมีในสมองไม่สมดุลและบอกว่าหนทางรักษาอันดับแรกสำหรับคนส่วนใหญ่คือยาเคมีต้านซึมเศร้าข้อมูลดังกล่าวทำเงินให้อุตสาหกรรมยากว่าแสนล้านดอลลาร์สหรัฐซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักว่าทำไมเราถึงยังใช้ยาตัวนี้กันอยู่”
พูดอีกอย่างคือเสรีนิยมใหม่เป็นอุดมการณ์สำคัญที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลังผ่านคำประกาศของมาร์กาเรตแทตเชอร์ที่กล่าวไว้ “ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าสังคมหรอกมีแต่ปัจเจกบุคคลและครอบครัวของพวกเขา” นั่นทำให้ปัจเจกชนกลายเป็นคำตอบของทุกอย่าง
“ที่ผ่านมาเราผลักการแก้ปัญหาโรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวลให้เป็นภาระของคนไข้เพียงผู้เดียวเราสั่งสอนหรือหลอกล่อพวกเขาโดยบอกให้เขาพยายามมากขึ้น (หรือไม่ก็กินยาต้านซึมเศร้าซะ) แต่ถ้าปัญหาไม่ได้เกิดจากพวกเขาฝ่ายเดียวพวกเขาย่อมแก้คนเดียวไม่ได้เราต้องรวมพลังเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของเราร่วมกันเพื่อขจัดสาเหตุของโรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวลที่สร้างความทุกข์ใจอย่างล้นเหลือ”
ความเศร้าเป็นเรื่องปกติคือสิ่งที่ย้ำเตือนว่าเราคือมนุษย์คนหนึ่งที่มีอารมณ์ความรู้สึกมีความรักได้มีความผูกพันได้เจ็บปวดได้และร้องไห้เป็นความเศร้ามีระยะเวลาของมันสั้นบางยาวบ้างแตกต่างกันไปโดยระยะเวลาที่สั้น–ยาวไม่เท่ากันนี้ก็ไม่ได้แปลว่ามนุษย์คนหนึ่งจะผิดปกติกว่ามนุษย์อีกคนแต่อย่างใด
โรคซึมเศร้าไม่ใช่เรื่องที่ปัจเจกจะต้องรับผิดชอบด้วยตัวคนเดียวไม่ใช่ความบกพร่องทางร่างกายของใครคนหนึ่งคนใดในสังคมปัจจุบันที่ผู้คนนับล้านๆต่างเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยววิตกกังวลและซึมเศร้าการตัดขาดจากสังคมไม่ใช่ทางออกแต่เป็นการเชื่อมโยงกับผู้คนต่างหากที่สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อปัจจัยต่างๆอันเป็นต้นเหตุของภาวะซึมเศร้า

แน่นอนนั่นไม่ใช่เรื่องที่ทุกๆคนจะทำกันได้และฮารีก็ย้ำชัดว่าเขาไม่ได้กำลังบอกว่า ‘ผมทำได้แล้วคุณก็ทำได้เช่นกัน’ เพราะในความเป็นจริงมนุษย์ทุกคนต่างมีเงื่อนไขทางสังคมและเศรษฐกิจที่แตกต่างกันไปเขากล่าวว่า
“นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงไม่ควรและต้องไม่พูดถึงการแก้ปัญหาโรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวลโดยพิจารณาแค่ความเปลี่ยนแปลงเชิงปัจเจกบุคคลเท่านั้นการบอกคนอื่นว่าวิธีแก้อยู่ที่การปรับเปลี่ยนชีวิตของคุณเพียงอย่างเดียวหรือขึ้นอยู่กับวิธีนี้เป็นหลักถือเป็นการปฏิเสธหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมได้เรียนรู้ระหว่างการเดินทางครั้งนี้เมื่อคุณเข้าใจแล้วว่าโรคซึมเศร้าถือเป็นปัญหาที่สังคมมีร่วมกันในระดับหนึ่งซึ่งมีสาเหตุจากบางอย่างที่ไม่ถูกต้องในวัฒนธรรมของเราก็เป็นที่ชัดเจนว่าสังคมต้องหาวิธีแก้ร่วมกันในระดับหนึ่งด้วยเช่นกันเราต้องเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของเราเพื่อให้คนจำนวนมากขึ้นได้มีอิสระที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเขาเอง”
สำหรับฮารีโรคซึมเศร้าไม่ได้เป็นแค่เรื่องของปัจเจกหากยังเป็นเรื่องที่สังคมต้องเข้าใจในแง่นี้ทางออกจากโรคซึมเศร้าจึงไม่ได้อยู่ที่ความรับผิดชอบของปัจเจกเพียงผู้เดียวแต่โครงสร้างทางสังคมเองก็ต้องถูกตั้งคำถามเปลี่ยนแปลงและแก้ไข
อาจฟังดูไม่ง่ายนักแต่ก็เช่นเดียวกับแนวคิดรัฐสวัสดิการสิทธิสตรีและความเท่าเทียมของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศไม่ง่ายแต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียเลย





