คุยกับ ‘บอย – ณัฐกร’ นายกสมาคมหนังสือ ถึงวันฟ้าเปิดของโลกตัวอักษรในศตวรรษที่ ๒๑

“ซื้อหนังสือที่ถูกลิขสิทธิ์ แบ่งปันหนังสือให้เพื่อน คิดถึงหนังสือเยอะๆ คิดถึงเราเยอะๆ พกหนังสือในกระเป๋าไปทุกที่ อ่านหนังสือข้างนอกบ้าง เปลี่ยนจากดูโทรศัพท์เป็นดูหนังสือ วันหนึ่งมันจะกลายเป็นวิถีชีวิตคุณ แล้วก็จะเปลี่ยนสังคมนี้ไปได้” คำตอบจากชายคนหนึ่งทิ้งทวนไว้ให้แก่คำถามที่ว่า “เราจะสามารถช่วยวงการหนังสือได้อย่างไรบ้าง” 

แม้ภายนอกของหนังสือดูเป็นเพียงหน้ากระดาษกับร่องรอยหมึกพิมพ์ ทว่าภายในนั้นเปี่ยมไปด้วยจินตนาการของผู้อ่าน จิตวิญญาณที่นักเขียนคนหนึ่งกลั่นคั้นมันออกมา และกว่าจะออกมาเป็นหนังสือเล่มให้เห็นกันเบื้องหน้า กระบวนการเบื้องหลังไม่เคยง่ายดาย

เพราะหนังสือทุกเล่มที่อยู่บนชั้น ไม่ได้มีเพียงความฝันของนักเขียน แต่ยังมีโครงสร้างที่เปราะบางซ่อนอยู่ในระบบ เมื่อโลกหมุนเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน คำถามสำคัญคือหนังสือไทยจะปรับตัวอย่างไรเพื่อไม่ให้เสียงของตัวอักษรถูกกลืนหายไปกับกาลเวลา อนึ่งต้องมองให้ลึกไปกว่ายอดขายหรือจำนวนผู้อ่าน ลึกไปจนถึงชีพจรของวงการหนังสือไทยว่ามันกำลังเต้นในจังหวะระรัวหรือแผ่วเบาลง

คงไม่มีใครตอบคำถามนั้นได้ดีไปกว่า  ‘บอย – ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล’ นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ที่กำลังเผชิญปัญหาใต้พรมในวงการหนังสือ เขาอยู่มานานจนเข้าใจดีว่าความยากของวงการหนังสือไม่ได้เกิดจากคนใดคนหนึ่ง และการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งต้องอาศัยอีกหลายสิ่งผนวกเข้าด้วยกัน

The First Chapter in His Journey

แรงผลักดันอะไรที่ทำให้คุณอยากผันตัวมาเป็นนายกสมาคม

ผมเป็นกรรมการที่ทำงานกับสมาคมมาได้ 2 สมัย แล้วก็รู้สึกว่าอยากทำตัวให้เป็นประโยชน์ ผลักดันวงการหนังสือให้ดีขึ้น หากทำได้นะ ผมเลยลองสมัครเป็นนายกสมาคมดู

คิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติอะไรในการขึ้นเป็นนายกสมาคมหนังสือ

จริงๆ ผมก็ไม่ได้เก่งอะไรมากหรอก แต่ผมมีทีมที่มาด้วยกัน แล้วพวกเขาเป็นคนเก่งหมดเลย วิธีที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพคือการให้คนเก่งได้ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด

ความตั้งใจแรกของบอยในการเข้ามาเป็นนายกสมาคมหนังสือคืออะไร

มิสชันหลักของสมาคมหนังสือคือจะทำอย่างไรให้คนหันมาอ่านหนังสือมากขึ้น แล้วทุกคนจะรอดไปด้วยกัน (หัวเราะ) เราจะแก้ไขปัญหาการอ่านของชาติให้ดีขึ้นด้วยการเป็นนายกวาระ 3 ปี มันก็ยาก แต่ต้องทำให้ดีที่สุด คนทำหนังสือต้องมีใจรักในระดับหนึ่งเลยนะ เพราะกระบวนการทำหนังสือหนึ่งเล่มมันยาวนานมาก ไม่ใช่ว่าจะรวยกันได้ง่าย วงการหนังสือเป็นวงการที่อยู่ด้วยความรัก 

มีหลักการอะไรที่ใช้ในการทำงานกับสำนักพิมพ์และผู้คนในวงการหนังสือไหม

อะไรที่เราสามารถทำให้มันดีขึ้นได้ เราก็ทำ อย่างในปัจจุบันที่สำนักพิมพ์มันเยอะไปหมด แต่ละคนก็มีความต้องการไม่เหมือนกัน เราไม่สามารถจะทำให้ทุกคนแฮปปี้ได้ แต่ตามปกติแล้วต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง ส่วนในเรื่องคอมมอนเซนส์ อะไรที่ทำได้อย่างไม่ลำบากเกินไป ผมก็พร้อมจะทำ

สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดสำหรับการทำสำนักพิมพ์คืออะไร

แน่นอนว่าเป็นเรื่องยอดขาย ทุกคนกังวลว่าจะขายได้ไหม ลงทุนทำหนังสือสักเล่มจะมีกำไรไหม คู่แข่งเยอะไหม โดยเฉพาะเศรษฐกิจขณะนี้ที่ไม่สามารถใช้คำว่าดีได้

สมาคมผู้จัดพิมพ์มีบทบาทอย่างไรในการช่วยเหลือหรือสนับสนุนสำนักพิมพ์ต่างๆ

แต่ละสำนักพิมพ์ไม่ได้มาปรึกษาสมาคมโดยตรง แต่จะเป็นการถามมากกว่าว่าเทรนด์หนังสือในปีนี้เป็นอย่างไร ทุกสำนักพิมพ์มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก ไม่ว่าจะใหญ่ กลาง หรือเล็ก พวกเขารู้ว่าคนอ่านของเขาคือใคร คนอ่านของเขาจะชอบอะไร ไม่มีใครรู้ดีกว่าตัวเขาอยู่แล้ว 

และทางสมาคมได้ทำโครงการติดอาวุธให้ผู้ประกอบการ ด้วยการจัดอบรมให้เขามีความรู้ในเรื่องการขาย การทำการตลาดออนไลน์ เป็นอีกทางหนึ่งให้สำนักพิมพ์มีช่องทางจำหน่ายมากขึ้น บางคนเป็นนักเขียนแต่ไม่เคยเป็นผู้ประกอบการ อาจจะไม่เคยทำบัญชีเลยด้วยซ้ำ ก็ต้องมาเรียนรู้กันไปครับ

Second Chapter

 In the State of Thai Publishing

ต้นทุนการผลิตหนังสือในตอนนี้ต่างจากเมื่อสิบปีก่อนมากไหม

ของทุกอย่างมันแพงขึ้น แล้วหนังสือก็ไม่ใช่อาหารที่ต้องซื้อกินเป็นประจำ มันเป็นเรื่องปกติของโลกนะ ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ต้นทุนขึ้น คนก็จะคิดเยอะขึ้น เฟ้นหามากขึ้นกว่าเดิม และซื้อหนังสือน้อยลง ถ้าในสมัยก่อนที่เงินสะพัด เขาก็ซื้อกันเป็นยี่สิบสามสิบเล่ม ตอนนี้เป็นโลกของข้อมูลที่คนจะดูรีวิวก่อนซื้อ

คิดว่าหนังสืออีบุ๊กส่งผลกระทบต่อยอดขายของหนังสือเล่มหรือเปล่า

ผมมองว่าเป็นเรื่องดีมากกว่านะ บางคนไม่สามารถซื้อหนังสือต่างประเทศก็ซื้อหนังสือภาษาไทยได้ ผมไม่ได้คิดว่าอีบุ๊กจะมาทำลายหนังสือเล่ม ช่วยส่งเสริมอีกต่างหาก เพราะบางคนอาจจะมีที่เก็บหนังสือในบ้านน้อยแล้ว ในขณะที่บางคนก็ซื้อทั้งสองแบบ มันเป็นโลกที่เปลี่ยนไป มีวิธีการอ่านมากขึ้น 

หนังสือเล่มยังจำเป็นอยู่ไหมในเมื่อมีโลกดิจิทัลแล้ว

จำเป็นอยู่ เพราะหนังสือเล่มมีเสน่ห์ของตัวเอง เราไม่ได้แค่ขายสตอรี เราขายประสบการณ์ในการสัมผัสหนังสือ การออกแบบปก ลูกเล่นที่อยู่บนปก การที่เรารู้สึกว่าได้เป็นเจ้าของหนังสือจริงๆ อย่างในประเทศเยอรมัน อีบุ๊กของพวกเขาเฟื่องฟูมาก แต่เขายังขายหนังสือเล่มกันจริงจัง

อาชีพนักเขียนในปัจจุบันยังใช้นิยามว่าเป็นอาชีพไส้แห้งเหมือนยุคก่อนได้อยู่ไหม

บางคนไม่แห้งเลยนะ บางคนรวยมากๆ ยิ่งถ้าเขามีแฟนคลับของตัวเอง ผมว่าโดยทั่วไปแล้ว นักเขียนก็ไม่ได้รวยทุกคนหรอก ถ้าถามถึงความไส้แห้งต้องดูว่าอยู่ที่ใคร นิยามนี้ใช้ไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว จริงๆ ทุกวงการทุกอาชีพก็มีคนทำเงินได้เยอะ ทำเงินได้น้อยเป็นปกติ

ทางสมาคมหนังสือช่วยผลักดันอาชีพนักเขียนอย่างไรบ้าง

เราเปิดการอบรมอยู่เรื่อยๆ ครับ อีกนโยบายหนึ่งที่อยากทำคือให้นักเขียนรู้จักเรื่องการทำตลาด หนังสือเราดี แต่เขาอาจจะไม่รู้จักเรา แล้วตอนนี้ก็กำลังผลักดันนักเขียนให้ไปสู่โกอินเตอร์ มีทุนการแปลหนังสือให้เป็นภาษาอังกฤษเพื่อจะไปขายยังต่างประเทศ 

มองว่าอะไรเป็นสิ่งที่ยากที่สุดในการทำหนังสือ

ถ้าในแง่ของบริษัทต้องมีความอดทน อดทนที่จะทำให้ลูกค้าและหนังสือเป็นที่รู้จัก มันไม่มีหลักการประสบความสำเร็จในชั่วข้ามคืน อาจจะมีบางเล่มที่ทำแล้วดังเลย แต่เกิดขึ้นได้น้อยมาก ผมเองทำขายเล่มแรกก็ไม่ได้ขายดีมาก แต่ถ้าเล่มแรกมันดี เล่มสอง เล่มสาม เขาก็จะกลับมาซื้ออีก มันคือการอดทนแล้วเดินไปอย่างมั่นคง ที่สำคัญต้องมีความต่อเนื่อง มีหนังสือออกมาเรื่อยๆ 

Third Chapter 

In keeping Thai books rightful and alive

ณ ขณะนี้ปัญหาใหญ่ของวงการหนังสือที่บอยเห็นคืออะไร

นอกจากยอดขายแล้ว เราโฟกัสเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ที่มันเป็นปัญหามานานแล้ว เราอยากจัดการให้มีการละเมิดน้อยที่สุดและจัดการเรื่องเอาตัวรอดในทางธุรกิจ พอวงการหนังสือขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ มันก็จะมีทั้งคนที่รอดและไม่รอด เราก็จะพยายามโอบอุ้มทุกคนให้ไปด้วยกัน

มีวิธีอย่างไรในการแก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์หนังสือ

เราสร้างความตระหนักรู้ให้ผู้คนว่าการละเมิดลิขสิทธิ์มันส่งผลร้ายอย่างไร บางคนยังไม่รู้ว่าหนังสือบางเล่มที่เขาซื้อไปมีลิขสิทธิ์ไหม การละเมิดลิขสิทธิ์ก็เหมือนการขโมยของ ขโมยทรัพย์สินทางปัญญา สิ่งสำคัญคือต้องทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่าสิ่งนี้คือการขโมย ผู้ที่ละเมิดเองก็อาจจะมีเหตุผลร้อยแปดประการ แต่ก็ไม่ได้ทำให้มันถูกต้อง ในด้านความเป็นจริงก็คือขโมย เราพยายามส่งเสริมให้เขาทำให้ถูกต้อง 

ปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์หนังสือมีมานานหรือยัง

นานมากครับ จริงๆ สมัยที่ผมยังเป็นเด็ก หนังสือก็ไม่ค่อยมีลิขสิทธิ์นะ แต่มันเปลี่ยนผ่านมาเรื่อยๆ จนถึงในปี พ.ศ. 2537 ที่มีจดหมายคุ้มครองลิขสิทธิ์ออกมา เท่ากับว่าถ้าจะพิมพ์หนังสือต่างประเทศก็ต้องขอเขา ตอนนี้ก็มีเอเจนซีเข้ามาดูแลเรื่องลิขสิทธิ์ในประเทศไทยหลายเจ้าเหมือนกัน สมมติผมอยากคุยกับนักเขียนอเมริกาคนนี้ ก็จะมีเอเจนซีมาบริการแล้ว ราคาไม่แพงนะ เรื่องของลิขสิทธิ์มันถูกเปลี่ยนผ่านมากว่าสามสิบปีแล้ว แต่ก็ยังมีคนที่ละเมิดอยู่และไม่ยอมเปลี่ยนผ่าน

มองว่าการละเมิดลิขสิทธิ์สะท้อนอะไรในวงการหนังสือ

ความมักง่าย ขาดความเข้าใจ และเห็นอกเห็นใจคนอื่น ด้วยตอนนี้ที่เราพยายามจะผลักดันหนังสือไทยให้ออกไปทั่วโลก สหประชาชาติก็จะเล็งแล้วว่าเรื่องลิขสิทธิ์หนังสือของประเทศเราเป็นอย่างไร ถ้ามันยังมีคนบางกลุ่มจงใจทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ก็นะ ผมไม่รู้จะพูดให้ดูดีได้อย่างไร (หัวเราะ)

ผลกระทบที่ตามมาของการละเมิดลิขสิทธิ์หนังสือคืออะไร

คนเขียนจะไม่ได้เงินสักบาท แล้วเราก็ขาดความน่าเชื่อถือต่อต่างประเทศ อาจจะละเมิดแค่หนึ่งคนก็จริง แต่มันทำให้เดือดร้อนกันทั้งวงการ ลองคิดดูว่าถ้ามีหนังสือละเมิดลิขสิทธิ์วางขายอยู่เต็มเลย แล้วคุณเป็นตัวแทนหนังสือมีลิขสิทธิ์หรือเป็นเจ้าของหนังสือ คุณจะไปขายใคร ใครจะมาซื้อ ในเมื่อมันมีคนขายอยู่เต็มไปหมดแล้ว

หลังจากประกาศแล้วว่าจะระงับหนังสือที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ฟีดแบกเป็นอย่างไรบ้าง

โดนด่าบ้าง มีคนไม่เข้าใจบ้าง แต่คนส่วนมากเข้าใจเรื่องลิขสิทธิ์นะ เขาเห็นใจนักเขียน รู้ว่าต้องทำให้มันถูกต้อง แต่ก็จะมีคนจำนวนหนึ่งที่ยังติดกับภาพเก่าและไม่แคร์อะไร

ก่อนหน้าจะจัดระบบใหม่ บอยมีความกังวลอะไรบ้างไหม

ตอนที่ต้องจัดการเรื่องนี้ ผมคิดหลายอย่างเลย โดยส่วนตัวผมรู้ว่าจะต้องเสียเพื่อน บางคนจะผิดหวังว่าทำไมไม่ช่วยปกป้องเขา ผมรู้ว่ามันต้องเกิด แต่การที่ผมอยู่ตรงนี้ ผมต้องทำหน้าที่ดูแลทั้งวงการทั้งสมาคม เราไม่สามารถเอาความสนิทส่วนตัวมาปกป้องกันได้ ผมเชื่ออย่างมากว่าถ้าเราเป็นเพื่อนกับใครสักคน เรารักใครสักคน สิ่งที่จำเป็นต้องทำ คือนำพาเขากลับมาทำสิ่งที่ถูกต้อง มันจะสวยงามขนาดไหน ถ้าคุณไปที่บูทแล้วไม่มีหนังสือผิดลิขสิทธิ์เลยสักเล่ม ผมเป็นทุกข์อยู่แล้ว เครียดอยู่แล้ว แต่มันเป็นเรื่องที่ต้องทำ 

แล้วตอนนี้ที่ทำลงไปแล้ว หายทุกข์หรือยัง

ดีขึ้นแล้วครับ แม้จะเกิดความไม่เข้าใจอยู่ ไม่อยากมองหน้ากันบ้าง แต่สักวันเขาจะเข้าใจ ก็เป็นราคาที่ต้องจ่าย

Fourth Chapter 

When Thai books meet their readers again

หลังจากไม่มีหนังสือผิดลิขสิทธิ์เหลืออยู่แล้ว บอยคิดว่าเรื่องของยอดขายจะตกลงจากเดิมไหม

ผมไม่คิดว่ายอดขายโดยรวมจะลดลงนะ ข่าวที่ออกไปจะทำให้คนยิ่งอยากสนับสนุนสำนักพิมพ์ที่ทำถูกต้อง ที่คนโฆษณาหนังสือกันอยู่มีแต่ของดีทั้งนั้นเลย ผมเองก็คงจะเสียเงินเยอะเหมือนกัน (หัวเราะ)

ภาพงานหนังสือในครั้งนี้มีอะไรเปลี่ยนไปจากครั้งก่อนไหม

มีกิจกรรมมากขึ้นเยอะเลย อย่างโชว์เจ้าขุนทอง สัมมนาวิชาการ เปิดอบรมการซื้อขายลิขสิทธิ์บนเวที ผมมองว่ามันไม่ใช่แค่การมาเดินซื้อหนังสือ แต่คือการได้รับประสบการณ์ อยากให้คนที่มามีความสุข พ่อแม่ลูกอาจจะอ่านหนังสือคนละเล่มกัน แต่พวกเขามาเจอกันตรงกลางได้ที่นี่ หนังสือออนไลน์น่ะกดซื้อได้ แต่งานหนังสือเป็นอีกแบบหนึ่งที่ไม่มีอะไรมาแทนได้

พฤติกรรมการอ่านหนังสือของคนไทยปัจจุบันเป็นอย่างไร

เกิดการรีวิวหนังสือมากขึ้น อย่าง Booktoker หรือยูทูบเบอร์ ผมว่ามันเป็นอีกทางที่จะได้รู้จักหนังสือดีๆ ใหม่ๆ คนเหล่านี้มีพลังเยอะมากที่จะนำยอดขายหนังสือให้พุ่งขึ้นมหาศาล อย่างในตอนนี้กลุ่มผู้ซื้อก็จะเป็นเด็กรุ่นใหม่ไล่ไปจนถึงวัยกลางคน 

บอยคิดว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่หันมาอ่านหนังสือมากขึ้นแทนการจับโทรศัพท์

เบื่อ อยากอยู่เงียบๆ (หัวเราะ) เหมือนทุกคนรู้สึกว่าตัวเองมีนอยซ์ตลอดเวลา แต่โลกออนไลน์ก็ทำให้คนเห็นหนังสือมากขึ้นด้วยส่วนหนึ่ง กลายเป็นวนกลับมาที่เทคโนโลยีพาคนออกจากการอ่าน และพาคนกลับเข้ามาสู่การอ่าน ถ้าคุณรู้จักเพจอาทิตย์ละเล่มจะเห็นว่าหลังจากเขามาเปิดบูทในงานหนังสือ เขาขายได้หลายล้านเลยนะ

มองสถานการณ์ของร้านหนังสือในปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง

ผมว่าตอนนี้ร้านหนังสืออิสระน่าเป็นห่วง เพราะปิดตัวกันลงไปไม่น้อยเลย คนซื้อออนไลน์มากขึ้นหรือไม่ก็มาซื้อที่งานหนังสือ จริงๆ แล้วภาครัฐเองก็มีส่วนช่วยร้านหนังสืออิสระให้อยู่ได้ ถ้าเราซื้อหนังสือในร้านใกล้บ้านก็จะทำให้พวกเขาอยู่ได้ 

มีแนวทางการปรับตัวหรือคำแนะนำสำหรับร้านหนังสืออิสระไหม

ร้านหนังสือที่ดีคือร้านหนังสือที่เชื่อมต่อกับชุมชน อาทิตย์หนึ่งมีเจ็ดวันก็ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้เราเข้าถึง หรือเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนได้มากขึ้น มีมุมให้เด็กๆ มาอ่านหนังสือหลังเลิกเรียน ฉายภาพยนตร์ตอนกลางคืน ทำกิจกรรมเยอะๆ ครับ ให้คนในชุมชนรู้สึกตื่นเต้น หลายร้านหนังสือนี่นา! น่าตื่นเต้นมากนะ แต่คนอาจจะยังไม่ค่อยรู้จัก

สำหรับสำนักพิมพ์ที่เพิ่งเริ่มต้นเปิดใหม่จะทำอย่างไรให้เติบโตขึ้นได้

ถ้าในสำนักพิมพ์เล็กๆ เราต้องเลือกเลยว่าจะทำหนังสือแบบไหน หนังสือแนวไหนที่คิดว่าจะทำเป็นหลัก อย่าทำสลับไปมาอย่างไม่รู้ตัวตน สมมติอยากจะทำหนังสือที่เป็นแนวนี้ก็ทำแนวนี้ไปเลย อย่างบางสำนักพิมพ์ก็จะเน้นสืบสวนสอบสวนที่เป็นงานแปลจากญี่ปุ่น คนอ่านก็จะนึกชื่อสำนักพิมพ์นี้ขึ้นมาเมื่อเขาอยากอ่านแนวนี้ ต้องทำให้คนจดจำเราได้

ปัจจุบันคนมักจะพูดถึงแต่หนังสือกัน แต่นิตยสารที่ยังอยู่มักถูกลืมไป บอยคิดว่านิตยสารกำลังจะตายลงหรือเปล่า

กำลังอยู่ในช่วงขาลงอย่างมาก ผมมีแผงนิตยสารที่เคยซื้อสะสม ปัจจุบันก็เห็นว่าหนังสือเขาน้อยลงมาก มันน่าเสียดาย ผมเป็นคนหนึ่งที่ตื่นเต้นเวลาเห็นนิตยสารเล่มใหม่ออก เหมือนรู้ว่าละครตอนใหม่กำลังจะมา นิตยสารอยู่ยากขึ้นมาก เพราะนิตยสารจะอยู่ได้ก็ด้วยโฆษณา มันคือโลกที่เปลี่ยนไป ถ้าจะอยู่ได้คงต้องอาศัยวิทยายุทธเยอะมากเหมือนกัน

แล้วพอจะมีวิทยายุทธสำหรับการปรับตัวของนิตยสารไหม

โห! แนวทางแก้ไขเรื่องนิตยสารเหรอ ปัญหาโลกแตกเลยนะ (หัวเราะ) คือนิตยสารมันเคยเป็นข่าวรายปักษ์ใช่ไหม แต่ตอนนี้ข่าวก็ลงออนไลน์หมดแล้ว เพราะฉะนั้นต้องมีคอนเทนต์ที่หาอ่านจากที่ไหนไม่ได้ แล้วก็ขายการสมัครสมาชิก มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ อย่างในหน่วยงานราชการเขาก็ยังอ่านนิตยสารกันอยู่ อาจจะยังกลับเข้ามาได้ แต่ต้องมีฐาน มีกำลังสนับสนุนมากกว่านั้น ผลักดันให้คนรุ่นใหม่ นักเรียน นักศึกษาหันมาอ่าน 

Fifth Chapter 

Reminding us why books still matter

บอยคิดอย่างไรกับประโยคที่ว่าคนไทยอ่านหนังสือไม่เกิน 8 บรรทัด

ในงานวิจัยมันก็ไม่ใช่แล้วครับ ไม่รู้เขาเอามาจากไหนกัน เราอ่านในมือถือก็เกินแล้ว งานหนังสือนี่คนมาเป็นล้านเลย คนยังอ่านหนังสืออยู่ครับ แต่เราต้องส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่อ่านหนังสือมากขึ้น ภาครัฐต้องเข้ามาสนับสนุนให้การอ่านเป็นหนึ่งในวิถีชีวิต อย่างทางสมาคมก็มีแผนว่าหลังงานหนังสือที่กรุงเทพจบลงแล้ว จะมีจัดขึ้นอีกที่จังหวัดอุบลราชธานี ขอนแก่น เราพยายามไปจัดต่างจังหวัดให้ได้ทุกเดือน

เห็นว่าหายไปจากเทศกาลแฟรงก์เฟิร์ตบุ๊กแฟร์นานถึง 3 ปี เพราะอะไรถึงหายไป

ผมว่าเรายังไม่พร้อม ไม่อยากไปแล้วไม่ได้อะไร แต่หนังสือที่จะนำไปในปีนี้มีการวางแผนมากขึ้นแล้ว เราพร้อมมากขึ้น และต้องเตรียมตัวให้ดีเพื่อจะไปโชว์หน้าของเรากับต่างประเทศ อย่างหนังสือวายของประเทศเราก็ได้รับความนิยมมากนะ 

วงการหนังสือจะอยู่ได้ต้องอาศัยองค์ประกอบอะไรเป็นหลัก

เป็นคำถามที่ใหญ่มาก (หัวเราะ) ผมว่าแต่ละสำนักพิมพ์ต้องแข่งกันทำหนังสือที่มีคุณภาพ ทำให้คนอ่านอยากอ่านต่อไปเรื่อยๆ ตอนนี้มันเหมือนการเอาตัวรอดกันอยู่ เพราะต้องแข่งขันทำคอนเทนต์ไปด้วย ประเทศไทยนี่สุดยอดเหมือนกันนะ แข่งขายแบบรูปเล่ม แข่งทำคอนเทนต์อีก ทั้งยังมีคนที่กล้าทำหนังสือในสไตล์ของตัวเอง มันมีความหลากหลายมากขึ้น และทั้งหมดล้วนจำเป็นต่อวงการหนังสือ

อีกอย่างรัฐบาลต้องสนับสนุนให้คนรักการอ่านตั้งแต่เด็ก ตอนนี้งบประมาณในการซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดต่อปีน้อยมาก เมื่อก่อนเด็กๆ เข้าห้องสมุดได้โดยไม่ต้องจ่ายเงิน เข้าไปอย่างมีความสุข เติบโตมาเป็นคนที่รักการอ่าน แต่ตอนนี้งบประมาณที่รัฐบาลให้มันน้อย ทางสมาคมเองก็กำลังผลักดันโครงการคนละครึ่งให้สามารถใช้เงินมาซื้อหนังสือได้ ยังไม่รู้ว่าผลสรุปจะเป็นอย่างไร ประเทศเราต้องสู้กันเอง ทั้งที่จริงเป็นเรื่องของรัฐบาล ถ้าคุณไปงานหนังสือของมาเลเซียนะ คุณจะได้เงินสนับสนุนสองพันบาทก่อนเข้างานด้วย นี่ขนาดเราสู้กันเอง ก่อตั้งสมาคมกันเองยังมาได้ไกลขนาดนี้เลย งานหนังสือของประเทศไทยนี่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นะ ถ้ารัฐบาลเข้ามาจริงจัง เราคงกลายเป็นซูเปอร์ซอฟต์พาวเวอร์ 

หมายความว่าเมื่อก่อนรัฐบาลเข้ามาสนับสนุนหนังสือมากกว่าปัจจุบันนี้เหรอ

เมื่อก่อนยังไม่มีอินเทอร์เน็ต หนังสือเป็นหนึ่งในความบันเทิง แต่พอตัวเลือกมากขึ้น หนังสือก็เลยถูกลดความสำคัญลง ถ้าภาครัฐเข้ามาสนับสนุน ต้นทุนของผู้พิมพ์ก็จะลดลง ราคาหนังสือถูกลง คนก็ซื้อได้มากขึ้น อย่างเรื่องของรางวัลวรรณกรรมเยาวชนในต่างประเทศ เขาจะซีเรียสกันมากนะ แต่ถ้าถามในตอนนี้ รู้ไหมว่าหนังสือวรรณกรรมเยาวชนยอดเยี่ยมของประเทศไทยคือเรื่องอะไร ไม่มีใครรู้หรอก เพราะมันไม่เกิดการโปรโมตขึ้น แต่ในต่างประเทศถ้าคุณได้รางวัลนี้จะกลายเป็นมหาเศรษฐีเลย หนังสือในประเทศเราเป็นวัฒนธรรมที่รัฐบาลไม่ได้เข้ามาช่วย 

ผมอกหักจากภาครัฐมาเยอะแล้ว (หัวเราะ) มองว่าหลายครั้งเขายังไม่จริงใจในการปลูกฝังการอ่าน อาจจะเพราะมันไม่ใช่นโยบายที่เอามาหาเสียงกันได้ง่าย นโยบายประชานิยมคือแจกเงิน มีรถคันแรก การที่คุณเป็นรัฐบาลก็ควรจะเข้าใจสิ่งที่ประชาชนอยากได้และสิ่งที่ประชาชนต้องการ ทุกคนอยากได้อะไรกันมากมายอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราต้องการในฐานะคนของชาติคือการอ่าน ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีเนื้อหาวิถีชีวิตไม่น่าเบื่อเลย หนังสือไทยที่ดีๆ ก็มีเยอะมาก คิดดูว่าก่อนที่มันจะออกไปสู่เมืองนอก คนในชาติเราได้อ่านกันทั่วถึงหรือยัง

เราจะสามารถช่วยวงการหนังสือได้อย่างไรบ้าง

ซื้อหนังสือที่ถูกลิขสิทธิ์ แบ่งปันหนังสือให้เพื่อน คิดถึงหนังสือเยอะๆ คิดถึงเราเยอะๆ พกหนังสือในกระเป๋าไปทุกที่ อ่านหนังสือข้างนอกบ้าง เปลี่ยนจากดูโทรศัพท์เป็นดูหนังสือ วันหนึ่งมันจะกลายเป็นวิถีชีวิตคุณ แล้วก็จะเปลี่ยนสังคมนี้ไปได้ 

แม้โลกจะหมุนเร็วขึ้นจนแทบไม่มีเวลาเหลือให้หยุดหายใจ แต่หนังสือยังคงรอเราอยู่ตรงนั้นเสมอ บนชั้นไม้ของร้านเล็กๆ ในซอกหลืบกระเป๋าผ้า หรือในความทรงจำที่รื้อออกมาครั้งใดก็จะเห็นเพื่อนตัวเล็กตัวจ้อยในจินตนาการของเราโลดแล่นไปมาอีกครั้ง 

ความตั้งใจของบอยคือการประคองให้เรื่องเล่าเหล่านี้ได้มีชีวิตต่อไป วงการหนังสือไทยไม่อาจมีผู้พิทักษ์อักษรได้เพียงแค่หนึ่งคน แต่ต้องอาศัยมือเล็กๆ ของคนรักหนังสือทุกคน และบทต่อไปของวงการหนังสือไทยจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับพวกเราที่กำลังร่วมกันเขียนมันขึ้นมา 

สำหรับใครที่เป็นมิตรรักกองดองคงรู้ดีว่ากำลังจะเกิดมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 30 ขึ้น! อ่านมาไกลจนหลบสปอยล์กันไม่ทันแล้ว เห็นว่าปีนี้เขามาในธีม ‘Melody of Books – อ่านหรือยัง ฟังหรือเปล่า’ ด้วยนะ เป็นการผสานโลกแห่งตัวอักษรและเสียงดนตรีเข้าไว้ด้วยกัน เพราะหนังสือนั้นเปรียบดังบทกวีที่มีดนตรีเป็นท่วงทำนอง 

พบกับ 900 บูท จาก 400 สำนักพิมพ์ชื่อดัง ที่จะยกกองทัพหนังสือดีๆ น่าอ่านมาให้เลือกซื้อกว่า 2 ล้านเล่ม พร้อมหนังสือปกใหม่ให้เลือกอีกกว่า 2,000 ปก ในวันที่ 9 – 19 ตุลาคม 2568 ณ ฮอลล์ 5 – 7 ชั้น LG ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เตรียมตัวไปตามเก็บหนังสือกันอย่างอิ่มหนำ กินบะหมี่สำเร็จรูปสิ้นเดือนอย่างปริ่มเปรม

AUTHOR