x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)

วิ่งเพื่อฟื้นฟูเข่า

 “สัญญาณเตือนจากคนรอบข้าง และร่างกายที่ส่งผ่านความเจ็บปวดจากน้ำหนักที่มากขึ้น”

เมื่อประมาณปี 2558 ผมมีนำ้หนักตัวอยู่ที่ 126 กิโลฯ จากตอนวัยรุ่นเคยหนักแค่ 60-70 กิโลกรัม ตัวนั้นรู้สึกเหมือนจะแตก ปริไปหมด กลมทั้งหน้าตาและรูปร่าง แถมเป็นโรดไขมันในเลือดสูง ต้องควบคุมความดัน และข้อเข่าขวาก็เริ่มเสื่อมจากการแบกน้ำหนักที่มากขึ้น ทั้งเพื่อน ทั้งพี่ และน้องๆ ก็เตือนว่า “พี่ยุ้ยอ้วนเกินไปแล้วนะ ลดหน่อยดีไหม“ ใจเราก็นึกว่ายังไม่อ้วนนะ กำลังหล่อเลย ผมจะไม่ลดน้ำหนัก แต่จะควบคุมการทานอาหารให้น้อยลง โดยมีภรรยาช่วยควบคุมน้ำหนักและจดสถิติ แม้จะทานอาหารน้อยลงแต่ยังนับว่าทานเยอะอยู่ ยังตามใจปาก

ปี 2559 น้ำหนักลดลงมาหน่อยแต่เข่าเริ่มเจ็บ เป็นความเจ็บที่ทรมานมาก แค่นั่งเฉยๆ แล้วลุกเดินยังแทบทำไม่ได้ ต้องค่อยๆ ลุก ค่อยๆ ลงน้ำหนัก เจ็บปวดมากถึงขนาดที่การนั่งเป็นเรื่องยาก ตอนนั้นมีแต่คนถามว่า “พี่ยุ้ยขาเป็นอะไรเห็นเดินกะเผลกๆ“ ได้แต่ตอบว่าปวดกล้ามเนื้อขา ใจนึกว่าทำไมไม่หายสักที กินยาก็แล้ว หรือถึงเวลาต้องลดน้ำหนักแบบจริงจังแล้วนะ

จนปี 2560 เดินเหินแทบไม่ได้ ขับรถนานๆ ก็เป็นตะคริว จนถึงวันที่ต้องไปพบแพทย์ เมื่อแพทย์เอกซเรย์ขาก็ได้ให้ยานวดกับยากิน อาการเลยดีขึ้น พอเจ็บก็กินยา ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ มีมาอีกโรค โรคกระเพาะทำเอาปวดแสบปวดร้อนในท้องไปหมดไม่ว่าอิ่มหรือไม่อิ่ม แล้วก็มีปัญหาเรื่องเข่าอีก เลยไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูก ท่านรักษาดี ไม่ให้ยาทาน แต่แนะนำให้ยืดเส้นขาและลดน้ำหนักแบบจริงจัง

“หนึ่งแรงผลักดันสู่การวิ่งเพื่อสุขภาพและการลดน้ำหนัก”

ระหว่างปี 2560 มีเพื่อนรักที่วิ่งได้สักระยะแล้ว เขาไปวิ่งงานวิ่งหนึ่งที่จังหวัดชลบุรี ครั้งนั้นเขาข้ามขีดจำกัดไปวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตร ครั้งนั้นเพื่อนผมวิ่งไม่จบ วิ่งไปได้ 18–19 กิโลเมตรก็หมดสติ ดีว่ามีนักวิ่งใกล้ๆ รับร่างไว้ได้ทันเลยไม่ล้ม จากครั้งนั้นผมเลยรับปากเพื่อนว่าจะไปงานวิ่งด้วยทุกงาน เพราะเป็นห่วงว่าจะบาดเจ็บหากไม่มีคนไปด้วย เพื่อนเลยลงสมัครวิ่งอีกครั้งช่วงปลายปี และสมัครวิ่งระยะ 5 กิโลเมตรให้ผมกับแฟนไปวิ่งด้วยกัน ส่วนเพื่อนผมลงเบาๆ 15 กิโลเมตร เพราะยังกลัวจากการวิ่งเมื่อครั้งก่อน

ตอนนั้นผมก็งงๆ ว่าตัวเองจะวิ่งได้เหรอ เลยเริ่มออกวิ่งในหมู่บ้าน ไปได้แค่ 50 เมตรกับความเร็วที่คิดว่าเร็ว (แต่จริงๆ ช้ามากๆ แค่เพซ 9 เอง) เหนื่อยมากๆ จะเป็นลมให้ได้ หยุดหอบแฮกๆ แล้วถามตัวเองว่า เฮ้ย ระยะ 5 กิโลเมตรจะไหวหรือเปล่าเนี่ย แค่ 50 เมตรก็แทบตาย แต่ก็บอกตัวเองว่า ไหวน่า เพื่อนยังวิ่งได้ตั้ง 15 กิโลเมตร เราแค่ 5 กิโลเมตรเอง ต้องไหวสิ มองหน้ากับแฟน 2 คนแล้วออกวิ่งต่อ เหนื่อยก็หยุด ใช้สูตรเดิน 20 เมตรวิ่ง 20 เมตรไปเรื่อยๆ

วันคืนผ่านไป วิ่งบ้างเดินบ้าง ทำระยะได้ 1–2 กิโลเมตรก็ดีใจ คิดว่าเดินๆ วิ่งๆ ไปเดี๋ยวก็ถึงเส้นชัย ตอนนั้นผมวิ่งโดยแบกน้ำหนักตัวเองถึง 115 กิโลกรัม ขาก็เจ็บ วิ่งไปแบบกะเผลกๆ ฝึกไปเจ็บไป จนสามารถจับความเร็วในการวิ่งของตัวเองได้ว่าจะวิ่งอย่างไรให้ไปได้ต่อเนื่องครบ 5 กิโลเมตร ผมเริ่มจากวิ่งช้าๆ เพซ 11-12 แต่ไม่หยุดเดิน ไม่หยุดพัก จนได้ครบ 3 กิโลเมตรแรก ดีใจมากๆ แต่มันยังขาดอีก 2 กิโลเมตร ก็กลัวว่าจะไหวไหม ใกล้ถึงวันแข่งขันแล้วด้วย ก่อนจะคิดว่าไม่ต้องไปแข่งกับใครหรอก แค่แข่งกับใจตัวเองนี่แหละ ต้องชนะใจตัวเองไปให้ถึงเป้าหมายให้ได้

เมื่อถึงวันวิ่ง ผมตื่นเต้นจนนอนแทบไม่หลับ แฟนผมยิ่งตื่นเต้นกว่า จนถึงจุดสตาร์ท เสียงสัญญาณปล่อยตัวดังตูม ผู้คนออกสตาร์ท เพื่อนผมไปก่อนแล้วเพราะอยากชนะเวลาและตัวเอง ผมและแฟนออกสตาร์ทพร้อมกันแต่เขาวิ่งเร็วกว่าเลยให้วิ่งไปก่อน ไม่ต้องรอ

วันนั้น เมื่อต้องวิ่งกับผู้คนมากมาย เราเลยวิ่งเร็วกว่าที่เราซ้อมไว้ ทำให้หมดแรง ต้องเดินสลับไปเรื่อยๆ จนเข้าเส้นชัย รู้สึกเจ็บใจมาก โดนทั้งคนแก่ทั้งเด็กอ้วนแซงไปหมด ทำไมวิ่งเร็วกันจัง ทำไมเดินกันไวมาก สรุปว่าผมเข้าเส้นชัยด้วยน้ำตาแห่งความดีใจ จากครั้งนั้นทำให้เกิดแรงบันดาลใจเรื่องวิ่งมากขึ้น เริ่มออกวิ่งต่อเนื่อง ลงงานวิ่งต่างๆ เพื่อแข่งกับตัวเอง

นับแต่ที่ผมเริ่มออกวิ่งวันนั้น สิ่งที่ผมได้คือสุขภาพและความแข็งแรงของข้อเข่า เดี๋ยวนี้ผมลุกนั่งเดินเหินได้เหมือนเดิม หากไม่วิ่งเยอะไป ผมแทบจะไม่เจ็บเข่า แพทย์ผมแนะนำว่าการวิ่งไม่ได้ทำให้เข่าเจ็บ แต่การงอเข่าต่างหากที่ทำให้เข่าเจ็บ

การวิ่งทำให้น้ำหนักที่มากขึ้นของผมลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 115 กิโลกรัม ปัจจุบันผมมีน้ำหนักเฉลี่ย 88-89 กิโลกรัม และคิดว่าจะวิ่งต่อไปจนน้ำหนักเหลือ 80 กิโลกรัม แต่เป้าหมายใหญ่ของผมคือการวิ่งฟูลมาราธอนที่จอมบึง ปีนี้ขอแค่ฮาล์ฟมาราธอนให้ได้ก่อน ตอนนี้ 10 กิโลเมตรกลายเป็นระยะที่ผมวิ่งได้สบายๆ แต่ข้อขายังไม่แข็งแรง คงต้องค่อยๆ ไป สิ่งสุดท้ายที่ทำให้ผมมาถึงตรงนี้คือเพื่อนๆ ที่คอยให้กำลังใจ คอยแนะ คอยสอน คอยหาของดีๆ มาให้

ขอให้ทุกคนอย่าท้ออย่าถอย แล้วเราจะวิ่งไปด้วยกัน

ศุกร์สรรค์ แก้วสุวรรณ์

Related Posts