การมีคำว่าอิสระต่อท้าย ทำให้ร้านหนังสือประเภทนี้แตกต่างจากร้านหนังสือทั่วไปขนาดนั้นไหม มองเผินๆ อาจจะไม่ ก็ขายหนังสือเหมือนกัน มีโซนคาเฟเหมือนกัน งานเสวนาหนังสือต่างก็จัดอยู่ออกจะบ่อย
เช่นนั้นแล้ว เสน่ห์ของร้านหนังสืออิสระคืออะไร – คำถามนี้ผุดขึ้นระหว่างเราเดินทางมาที่ย่านพระนคร
มาคิดดูให้ดี ร้านหนังสืออิสระมีเสน่ห์ดึงดูดใจหลายข้อ
ข้อแรก ฝีมือพรีเซนต์หนังสือของพนักงานเข้าขั้นฉกาจ หาใช่แค่จัดเรียงเติมสต๊อก
ข้อสอง ตั้งอยู่ในชุมชน บ่อยครั้งถูกเรียกว่าร้านลับ หาใช่อยู่ในห้างร้านใหญ่โต
ข้อสาม บรรยากาศในร้านมีเอกลักษณ์ของตัวเอง หาใช่จัดเป็นแพตเทิร์นเหมือนกันทุกสาขา
ข้อสี่ มีสาขาเดียว
ข้อห้า …
“ตอนนี้สังคมต้องการความหลากหลาย เราจะกินราดหน้ารสชาติเดียวทั้งประเทศ มันก็ยังไงอยู่ใช่ไหม”
เจ้าของประโยคเมื่อครู่ เกียว – นงลักษณ์ สุขใจเจริญกิจ เธอเป็นอดีตนักข่าวที่ผันตัวมาเป็นหนึ่งในทีมงานของร้านสวนเงินมีมา ร้านหนังสืออิสระในย่านเฟื่องนคร เธอหมายความว่าหนังสือประเภทที่เชนส์ร้านหนังสือไม่มี แต่สามารถหาได้ที่ร้านหนังสืออิสระ
นั่นล่ะข้อห้า

บทสนทนาครั้งนี้เกิดขึ้นในวันท้ายๆ ของเทศกาลย่านหนังสือพระนคร BKK BOOK District นี่เป็นงานที่มีคนสนใจมากไม่แพ้งานสัปดาห์หนังสือ เราเห็นคนหลายช่วงวัยเดินเลือกซื้อหนังสือในย่านพระนคร ในรายคนชอบดูตึก แชะภาพเมืองเก่าเก็บไว้สนุกมือ
ในมุมของเรา (ที่มาย่านนี้ไม่บ่อย) นักอ่านปริมาณมากเท่านี้นับว่าน่ายินดีมากแล้ว
ในมุมของเขา (ร้านหนังสืออิสระ) นักอ่านมาก ยอดขายพุ่งพรวด น่ายินดีและใจฟูไม่ต่างกัน แต่โดยความหลังของย่านพระนคร หลายปีมานี้ ร้านหนังสือประสบปัญหาหลายอย่าง ทั้งยอดคนและยอดขาย
“หลังโควิด ถนนเส้นนี้เงียบเหงาลง มันเหมือนจะดีนะ มีรถไฟฟ้าแล้ว แต่เรารู้สึกเหนื่อยกว่าเดิม ทำยังไงก็ไม่กระเตื้องขึ้นเลย”
มิ – วรนุช ชูเรืองสุข บรรณาธิการสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา ผู้เฝ้าดูการขึ้นและลงของย่านพระนครมา 20 กว่าปี อยู่มาตั้งแต่ยังไม่มีรถไฟฟ้ามาถึง ครั้นมาถึงแล้วแต่คนกลับไม่มาตาม
ระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษบ่งบอกอะไรบ้างในบ้านเมืองที่ร้านหนังสือ (รายใหญ่) ทำโปรโมชันขายหนังสือได้ในราคาถูกกว่า ทำเลดีกว่า และคนมองเห็นมากกว่า
หนึ่ง มันบ่งบอกว่าหากทำร้านหนังสืออิสระอย่างตั้งใจและไม่ยอมแพ้ การประคับประคองให้ร้านอยู่รอดในเชิงธุรกิจมันเป็นไปได้
สอง มันบ่งบอกถึงความตั้งใจและความเชื่อมั่นลึกๆ ของคนทำที่มีต่อร้านหนังสืออิสระ การคัดเลือกหนังสือที่ดีวางไว้บนชั้นรอวันนักอ่านเดินมาเจอ แม้หนังสือเล่มนั้นจะอับแสง ไม่ค่อยมีคนพูดถึง แต่คนทำเชื่ออย่างแน่วแน่ว่าหนังสือที่เลือกมาจะเปลี่ยนชีวิตผู้ที่ได้อ่านมัน หรืออย่างน้อยที่สุด อ่านแล้วได้รู้จักตัวเองมากขึ้น
หญิงแกร่งทั้งสองคนนั่งอยู่ตรงหน้าเราแล้ว ต่อจากนี้คือบทสนทนาว่าด้วยการบริหารร้านหนังสืออิสระ ปมปัญหา วิธีแก้ไข เทคนิคดึงดูดนักอ่านให้มาที่ร้าน และวิธีคัดเลือกหนังสือ หวังว่าเมื่ออ่านจบ คำตอบของคำถามที่เราทิ้งไว้ตอนต้นคงกระจ่างขึ้น – เสน่ห์ของร้านหนังสืออิสระคืออะไร

เดิน = อ่าน
เคยคิดไหมว่าการเดินกับการอ่านคล้ายกันตรงไหน
อย่างที่ทราบ เทศกาลย่านหนังสือมีกิจกรรมเดินทัวร์ร้านหนังสืออิสระในย่านพระนคร 16 ร้าน นี่เป็นกิจกรรมที่ต่อยอดมาจากสิ่งที่มิและเกียวเคยทำ ก่อนหน้าจะมีย่านหนังสือ ทั้งสองจัดกิจกรรมเดินทัวร์ร้านหนังสือ 9 ร้าน ด้วยมีความเชื่อลึกๆ ว่าการเดินทำให้เราสัมผัสและซึมซับสิ่งที่ซ่อนอยู่ในตรอกซอกซอย
เกียว : หลังยุคโควิดเป็นต้นมา อยู่ดีๆ หนังสือก็กลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย กำลังซื้อหดลงไปเยอะ เราเลยเริ่มทำออนไลน์ ทั้งจัดบุ๊กคลับ งานทอล์ก รูททัวร์ก็จัด
เผอิญว่ารูททัวร์ย่านหนังสือที่เราจัดถูกมองเห็น เราเลยเขียนโปรเจกต์นี้ส่งโครงการย่านสร้างสรรค์ของ กทม. ตอนนั้นเราคิดกันว่าการทำย่านสร้างสรรค์ ไม่ใช่แค่คนจัดงานได้ ผู้ประกอบการร้านหนังสือต้องรอดไปด้วยกัน
เกียวเขียนโปรเจกต์นี้ส่งไปให้ กทม. โดยระบุว่าจะจัดทำรูททัวร์สำรวจร้านหนังสือในย่านพระนคร ทั้งหมด 9 ร้าน โดยจะมอบคูปอง 200 บาทให้กับผู้ร่วมกิจกรรมทุกคน เพื่อนำไปซื้อหนังสือในย่าน
คงมีไม่มาก นักอ่านที่มีโอกาสได้ไปเดินรูททัวร์กับมิและเกียวในครั้งนั้น เราเลยถามแทนให้ว่าเดินทัวร์ร้านหนังสือและสำรวจย่าน ได้ประสบการณ์แบบไหน ร้อน เหนื่อย สนุก?
เกียว : อยากให้ลองมาเดินทัวร์ร้านหนังสือดูสักครั้งนะคะ เราจะเห็นสีหน้าแววตาและความตื่นเต้นของเจ้าของร้านหนังสือ เขาพรีเซนต์ร้านตัวเองยังไง เขามีวิธีขายหนังสือแบบไหน และร้านเหล่านี้มีหนังสือเล่มที่คุณหาไม่ได้แล้วในร้านใหญ่ๆ
การมาเดินในย่านพระนคร เราจะได้เห็นเรื่องราวในประวัติศาสตร์ พระนครเป็นย่านที่สุมหัวสุมทุมของโรงพิมพ์เก่า เพราะสมัยก่อน ทุกอย่างต้องพิมพ์ออกมาเป็นเอกสารหมด นั่นทำให้มี 3 – 4 กระทรวงใหญ่ๆ อยู่แถวนี้ ไม่ว่าจะเป็นมหาดไทย กลาโหม กระทรวงพาณิชย์ พระนครมันคือแหล่งของการผลิตศิลปวิทยาในสมัย 100 ปีที่ผ่านมา

ใช่ว่าดื่มด่ำความงามของเมืองอย่างเดียว เกียวเล่าว่าการลงมาเดินบนถนนทำให้เห็นเลยว่าทางเท้าและสัญญาณไฟจราจรในย่านพระนคร ไม่ค่อยน่ารักกับคนใช้ถนนเลย
เกียว : เดินๆ ไป เราจะรู้สึกว่าทำไมทางเท้าห่วย หรือทำไมไฟแดงต้องเร่งให้เราเดินขนาดนั้น คนแก่ที่เขาเดินสามขาเราไม่รอเขาหรือไงนะ สมมติว่าเขาแข้งขาไม่ดีแล้วต้องหิ้วของจ่ายตลาดมา เขาต้องเดินด้วยความเร็วแค่ไหน
มิ : ส่วนตัวยังมีความหวังลึกๆ นะ พอมีคนหน้าใหม่เข้ามาเยอะขึ้น หรือตอนที่เจ้าหน้าที่ภาครัฐเข้ามาเดินดูด้วยตัวเอง เขาก็คงจะทำให้เมืองมันเข้าถึงง่ายกว่านี้ ตอนนี้เขาอาจจะเอาแค่สีมาป้ายเป็นหย่อมๆ ว่าทางเดินปลอดภัย แต่เดี๋ยวสักพักเราว่าเดี๋ยวเขาก็ต้องปรับ
ไม่แน่ใจคนอื่นเป็นเหมือนกันไหม วันทำงานที่เราต้องเดินไปทำงานบนฟุตพาทเดิมและใช้ถนนเส้นเดิมทุกวัน สิ่งที่รู้สึกอยู่ลึกๆ คือทำไมชีวิตมันวนซ้ำเป็นลูปแบบนี้นะ เกียวบอกว่าอย่าเอาแต่เดิน ลองมีปฏิสัมพันธ์กับคนดูบ้าง
เกียว : การเดินเป็นการสร้างความสัมพันธ์ของมนุษย์ ตอนเดินเราเห็นเลยว่าชุมชน บ้าน หรือย่าน มันเป็นมายังไง และการที่คนยุคนี้หันมาเดินหรือวิ่งกันมากขึ้น เพราะมันใช้แค่ร่างกายของเราเอง ไม่ต้องใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปเดินคุณร้อนจริง คุณเห็นจริง คุณฟังจริง คุณสัมผัส สบตา มีรีแอกชันกันตรงๆ ไม่ใช่แสดงผ่านสติกเกอร์
การไปซื้อหนังสือที่ร้านต่างจากซื้อผ่านออนไลน์ตรงที่คนไปซื้อหนังสือเขาได้จ่ายเงินจริง ได้จับหนังสือจริง มันมีหนังสืออีกมหาศาลที่ไม่อยู่ในออนไลน์ ออนไลน์คือเขาเลือกมาให้เราแค่นั้น แต่หนังสือเหล่านี้มันไม่ถูกทำการตลาด เราต้องเดินไปหาถึงเจอ
เห็นด้วยไหมว่าหากเรามีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ชีวิตถึงเป็นชีวิต
ขายหนังสือ สร้างกิจกรรม ทำบรรยากาศให้นิ่งคิด
ยอมรับแต่โดยดีไหม หากเราบอกว่าทุกวันนี้ใครๆ ก็ซื้อหนังสือทางออนไลน์กันแล้ว ก็แค่เลือกหนังสือที่อยากได้ จ่ายเงิน และรอ ขั้นตอนมีเท่านี้ กลับกันหากตั้งใจไปซื้อหนังสือที่ร้าน เราต้องอาบน้ำแต่งตัว เดินทาง สารพัดขั้นตอนกว่าจะถึงร้านหนังสือ
มองแบบหยาบๆ ซื้อทางออนไลน์สะดวกกว่าเยอะ กับข้อสรุปนี้ เกียวชวนมองต่างมุม เธอว่าการได้มาซื้อหนังสือที่ร้านให้อะไรมากกว่าที่คิด
เกียว : ตอนนี้ คนโหยหาคอมมิวนิตีทางกายภาพ บุ๊กคลับทำให้คนได้มาเจอกัน กล้าแสดงความคิด รับฟังการวิพากษ์วิจารณ์ ขณะที่โลกออนไลน์เราเขียนอะไรก็ได้ แต่มีสักกี่คนที่กล้าพูดในสิ่งที่คิดจริงๆ แต่พอมาเจอกัน คุณสามารถแสดงสิ่งจริงแท้ได้เต็มที่
สมมติมาแลกเปลี่ยนกันที่งานบุ๊กทอล์ก หนังสือ 1 เล่ม เราอ่านแล้วอาจจะคิดกันคนละแบบก็ได้ เพราะเราโตมาต่างกัน วงโคจรของเราไม่เหมือนกัน หนังสือเล่มนั้นอาจจะรับใช้ปรัชญาความเชื่อของอีกคนหนึ่งมากกว่าก็ได้ ฉะนั้นการมีคอมมิวนิตีทางกายภาพ มันทำให้คนรู้สึกว่าได้สานสัมพันธ์กัน เจอคนเผ่าเดียวกัน มีจุดร่วมเหมือนกัน มีความทุกข์ในเรื่องคล้ายๆ กัน

ไม่แน่ใจ ความรู้สึกนี้เรียกว่าทุกข์ได้ไหม บ่อยครั้งเราคล้อยตามรีวิวหนังสือในโลกออนไลน์ของนักอ่านทรงอิทธิพล (BookTok) แล้วลงเอยด้วยความผิดหวัง เราเชียร์ให้ซื้อหนังสือที่ตัวเองอยากอ่าน อย่างน้อยที่สุดเราเลือกเอง
มองลึกลงไปกว่านั้น รีวิวมหาศาลในออนไลน์เป็นหนึ่งในกลยุทธ์กระตุ้นยอดขายของสำนักพิมพ์ หรือร้านหนังสือเจ้าใหญ่ ซึ่งมีเงินถุงสำหรับซื้อโฆษณา ไม่ว่าซื้อด้วยเงินหรือให้เป็นหนังสือก็ตาม
การเสกหนังสือสักเล่มให้แมสในออนไลน์ กลยุทธ์แบบนี้ไม่เกิดขึ้นกับร้านหนังสืออิสระ กระนั้นก็เถอะ หนังสือในร้านสวนเงินมีมาเคยแมสในออนไลน์อยู่ช่วงหนึ่ง มิและเกียวบอกว่ามีคนตามมาจากรีวิวในออนไลน์ ขายดีชนิดต้องพิมพ์แล้วพิมพ์อีก

หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า ‘รูมี กวีลำนำรัก’ คัดสรรและเรียบเรียงโดย สดใส ขันติวรพงศ์
มิ : เราไม่คิดว่าเด็กจะอ่าน เพราะมันเป็นงานลึก แต่โซเชียลมีเดียทำให้ไปถึงพวกเขาได้ สิ่งที่เรารับรู้มาก็คือ เด็กรุ่นใหม่เขาตีความรูมีด้วยวิธีคิดแบบของเขา เช่นว่าบางคนอ่านรูมีด้วยมุมมองของความรักและความสัมพันธ์
เกียว : สิ่งสำคัญคือถ้าเขารู้สึกหลงรักหนังสือเล่มนี้แล้ว หนังสือเล่มนี้ก็จะอยู่ในชีวิตเขาไปตลอด ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหน เหมือนที่หนังสือของ คาลิล ยิบราน อยู่กับเราตั้งแต่เด็กจนเราโต
ภายในร้านสวนเงินมีมา มีหนังสือวางเบียดซ้อนกันทั่วร้าน มีหนังสือหลากหลายหมวด ทั้งหนังสือสายศาสนธรรม จิตวิญญาณ การเมืองการปกครอง วรรณกรรม มิกับเกียวนิยามหนังสือเหล่านั้นว่าเป็นเหมือนเพื่อนหรือคู่มือให้นักอ่าน เพื่อสร้างการตระหนักรู้ต่อตนเอง และความเป็นไปของสังคม
การตระหนักรู้หรือเข้าใจตัวเอง เราถาม
เกียว : ถ้าไม่เข้าใจตัวเอง เราจะอยู่แบบมึนๆ แล้วก็จะทุกข์ร้อนกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิต ไม่ว่าจะเกิดแก่เจ็บตาย การเปรียบเทียบ การโบยตีตัวเอง การอยากเป็นคนอื่น ไม่เคารพตัวเองมากพอ ไม่รู้จะเอาตัวเองไปไว้ตรงไหน
เกียว : มีอยู่ยุคหนึ่ง มิเขาทำหนังสือภาวนาออกมาเยอะมาก จนเรางงว่าทำไมจะต้องมาสนใจเรื่องภาวนา ฟังดูเป็นศาสนามาก แต่พอเราอ่านแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องศาสนาเลย มันเป็นหนังสือที่ทำให้เรามีเวลาในการใคร่ครวญ ตอนนี้ความคิดฉันกำลังอยู่ตรงไหน ถ้าเรารู้ทันตรงนี้มันจะช่วยได้มากเลย
มิ: ทุกวันนี้มันเร็วเสียจนรู้สึกต้องตามคนอื่นเขาไปตลอด บางคนอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองรู้สึกยังไง
บทถัดไป
ด้วยพลังของโซเชียลมีเดีย มิและเกียวเห็นตรงกันว่านั่นเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่มีนักอ่านหน้าใหม่มากมายแวะเวียนเข้ามาเลือกซื้อหนังสือที่ร้าน ยิ่งช่วงจัดงานเทศกาลย่านหนังสือ BKK BOOK District ยิ่งคึกคัก
หากหมดกระแส ร้านหนังสือย่านพระนครจะกลับสู่วังวนเดิมหรือไม่ – คือคำถามที่เราสงสัย
เราหมายถึงวังวนแห่งการซบเซา วังวนแห่งการรอคอยลูกค้า วังวนแห่งการคิดคำนวณต้นทุนกำไร ไม่ใช่แค่เรา แต่มิและเกียวก็เกิดคำถามเหล่านี้เช่นเดียวกัน เราเลยถามทั้งสองคนว่าจบงานแล้วจะเป็นยังไงต่อไป
มิ : มันจะเป็นภาพจำของคนรุ่นใหม่ๆ ที่ไม่เคยมาย่านนี้ไปสักพักใหญ่ๆ เลย รูททัวร์ทำให้เขาได้ไปเจอร้านหนังสืออิสระ ทุกคนไปแล้วก็จำได้ มีหนังสือแนวนี้ด้วยเหรอ หนังสือนิยายเป็นปกแข็งทั้งหมดเลยเหรอ
เกียว : หวังว่าจะสร้างการจดจำแบบนั้น นั่นคือความตั้งใจของคนทำ BKK BOOK District เพียงแต่ว่าในระยะยาว ความอยู่รอดของร้านหนังสือมันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ลูกค้าจะมีมาต่อเนื่องไหม แล้วเราจะสนับสนุนกันต่อไปอย่างไร
มิและเกียวอัปเดตให้ฟังว่าตอนนี้มีหลายวงสนทนา ที่คุยกันถึงนโยบายสำหรับสนับสนุนร้านหนังสืออิสระ ซึ่งมีอยู่ 2 ประเด็นที่ถกกันออกรส หนึ่ง ค่าเช่าที่ สอง ต้นทุนหนังสือ

เกียว : เราจัดวงพูดคุยกันที่สวนรมณียนาถ มีการเสนอว่าสำนักทรัพย์งานพระคลังข้างที่ในย่านเมืองเก่า กทม. สามารถไปเจรจา เพื่อให้เช่าพื้นที่ในราคาถูกได้ไหม แล้วเปิดให้เข้าไปขายหนังสือ ปลอดค่าเช่าสัก 2 – 3 ปี เพื่อให้ตั้งตัวได้
หรืออีกเรื่องคือมีงบประมาณจัดซื้อที่แน่นอน สมมติพิมพ์มา 2,000 เล่ม ถ้ามั่นใจว่ามีหน่วยงานรับซื้อไปแล้วครึ่งหนึ่ง ระบบนิเวศของหนังสือจะคล่องตัวขึ้นทันที และเราก็ไม่ต้องเสียโอกาสในการอ่านต้นฉบับดีๆ เพียงเพราะกลัวขายไม่หมด
มิ : ไม่ว่าใครก็อยากทำหนังสือดีๆ
เกียว : มิเขาเป็นบรรณาธิการ เขามีต้นฉบับดีๆ ที่อยากนำสู่สังคมไทยเยอะแยะ แต่ไม่สามารถทำได้ทุกเล่ม เพราะต้องคิดว่าจะขายได้เท่าไหร่ เพียงพอค่าพิมพ์แล้วหรือยัง วิธีคิดแบบนี้มันทำให้เราเสียโอกาสอ่านหนังสือดีๆ

แดดคล้ายจะลดดีกรีลงแล้ว ตลอดการพูดคุย มีนักอ่านแวะเวียนมาดูหนังสือที่ร้านสวนเงินมีมาไม่ขาดสาย ประเมินแล้วย่านหนังสือทำให้ย่านพระนครคึกคักเกินความคาดหมาย เราถามมิและเกียวทิ้งท้ายว่า
หากวันหนึ่งย่านพระนครเฟื่องฟูมากๆ กลายเป็นย่านหนังสือที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ร้านหนังสือรายใหญ่ตัดสินใจมาเปิดแถวนี้ ในมุมผู้ประกอบการร้านหนังสืออิสระ จะรับมือกับสัจธรรมข้อนี้ยังไง
เกียว : เค้าไม่น่ามาเปิดนะ
มิ : เชนร้านหนังสือใหญ่ไม่น่ามีคนขายแบบเรา (หัวเราะ)
เกียว : แบบเราเป็นแบบไหนต้องลองมาเจอเองนะคะ
มิ : แต่ละร้านจะมีนักป้ายยาหนังสือของตัวเองที่ทุกคนจำได้
เกียว : การคัดเลือกหนังสือเข้าร้านก็ไม่เหมือนกัน เราจะไม่มีหนังสือแบบที่เขามี เขาก็จะไม่มีหนังสือแบบที่เรามี ตอนนี้สังคมต้องการความหลากหลาย เราจะกินราดหน้ารสชาติเดียวทั้งประเทศ มันก็ยังไงอยู่ใช่ไหม
ถึงจุดหนึ่ง คนจะอิ่มตัวกับความแมส แล้วจะแสวงหาความคราฟต์ เราเป็นคนทำงานคราฟต์ เพียงแต่เราจะปรุงตัวเองยังไงให้แตกต่างและอยู่รอดให้ได้นานที่สุด
เราเห็นด้วยชนิดตบเข่าฉาด หนังสือแมส หนังแมส เพลงแมส ฯลฯ มีไว้ก็ดี แต่เราเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่อยากชิมราดหน้ารสชาติแบบอื่นดูบ้าง
และร้านสวนเงินมีมาเตรียมไว้ให้เราลองชิมเพียบ ร้านตั้งอยู่ที่ย่านเฟื่องนคร (ตรงข้ามวัดราชบพิธ) อย่าลืมแวะไปกันนะ





