เหตุการณ์สำคัญของประเทศไทยในช่วงนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องน้ำท่วมที่ภาคใต้ โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
อุทกภัยที่เกิดจากปริมาณฝนตกหนักที่สุดในรอบ 300 ปี ก่อให้เกิดภาพน่าสะเทือนใจ น้ำที่ท่วมจนมิดหลังคาบ้าน เอ่อล้นทั่วเมืองจนจมบาดาล บางคนต้องแช่น้ำนานเป็นวันๆ กว่าจะมีความช่วยเหลือเข้าถึง ขณะที่ชาวบ้านจำนวนมากไม่สามารถอพยพได้ทัน ต้องติดคาอยู่ในบ้านและหลังคาบ้าน
ความล้มเหลวและล่าช้าของการบริหารจัดการวิกฤติของรัฐบาลถูกตั้งคำถามอย่างหนัก สำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆ ที่ไม่ใช่ผู้ประสบภัยจึงเป็นเรื่องน่าเศร้าและน่าโมโหไปพร้อมกัน เมื่อเลื่อนอ่านฟีดโซเชียลมีเดียในแต่ละวัน และต้องเห็นการแชร์ภาพหรือคลิปของผู้ประสบภัยที่ยังรอความช่วยเหลือ
แน่นอนว่ารวมถึงช่วงเวลาหลังน้ำลด ที่ยังต้องใช้เวลาและพลังอีกมากในการฟื้นฟู โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้มากน้อยขนาดไหน
ในช่วงเวลาเช่นนี้ รัฐบาลควรเป็นเสาหลักของการจัดการให้ได้ ขณะที่ภาคประชาชนเองก็สามารถช่วยเหลือคนละไม้ละมือเท่าที่ทำได้เช่นกัน ในมุมผู้ประสบภัยเอง เมื่อบางสิ่งเกิดขึ้นแล้ว อาจต้องค่อยๆ รวบรวมสติ แม้จะเป็นความยากลำบากอย่างสาหัส แต่การพยายามไม่สูญเสียกำลังใจ และมองหาความหวังไว้ยึดเกาะระหว่างรอความช่วยเหลือและหลังฟื้นฟูก็เป็นสิ่งจำเป็น
สำหรับผู้ประสบภัย ความหวังและกำลังใจที่มองหาได้ง่ายที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้ อาจหมายถึงคนที่อยู่ข้างๆ เพราะคนเหล่านั้นคือผู้ที่กำลังเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ใหญ่ในชีวิตไปพร้อมกับเรา การจับมือกันให้แน่นเพื่อผ่านบททดสอบสำคัญจึงเป็นเรื่องสำคัญ
แม้ไม่อาจพูดหรือจินตนาการถึงความรู้สึกของผู้ประสบภัย และไม่อาจช่วยเหลือได้อย่างแท้จริง แต่อย่างน้อยที่สุด คำแนะนำเล็กๆ สำหรับผู้ประสบภัยในการจับมือกับคนข้างๆ เพื่อผ่านสถานการณ์ลำบากนี้อาจเป็นกำลังใจเล็กๆ ได้ไม่มากก็น้อย
สื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมา

ในสถานการณ์ของการประสบภัย ระดับความเครียดของคนเราจะเพิ่มขึ้นสูงมาก และสมองของเราจะเริ่มทำงานแบบ ‘เอาตัวรอด’ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติของร่างกายและสมองเพื่อรับมือกับสถานการณ์อันตรายหรือความเครียด ในช่วงเวลานี้เองคนจะคิดน้อยลง ฟังน้อยลง และเสี่ยงต่อการตีความผิดๆ มากขึ้น การพูดอ้อม ความเกรงใจ หรือการคาดหวังว่าอีกฝ่ายต้องเข้าใจ อาจเป็นตัวจุดชนวนความขัดแย้งขึ้นได้
ดังนั้นการสื่อสารกันตรงไปตรงมาด้วยการรักษาระดับน้ำเสียง กระชับ ชัดเจน จึงสำคัญและหลีกเลี่ยงคำว่า ‘ต้อง…สิ’ หรือ ‘ทำไมไม่…ล่ะ’ ในเวลาเช่นนี้กับอีกฝ่าย เพราะมันอาจฟังดูเป็นการโยนความผิดได้
แบ่งบทบาทเพื่อควบคุมความรู้สึก

สะท้อนจากรัฐบาลในการบริหารจัดการช่วงเวลาวิกฤติก็น่าจะพอมองเห็นว่า การแบ่งบทบาทอย่างจริงจังเป็นสิ่งสำคัญในเวลาเช่นนี้ เพราะช่วงเวลาวิกฤตินั้น บทบาทก็เท่ากับโครงสร้าง หากไม่มีโครงสร้าง ความเครียดจะถูก ‘โยน’ ไปที่ตัวบุคคลแทน สิ่งที่ตามมาคือการ ‘โทษกันไปมา’ ว่า อีกฝ่ายมัวทำอะไร หรือทำไมอีกฝ่ายไม่ช่วยอะไรเลย ดังนั้นเมื่อติดอยู่ในสถานการณ์วิกฤติกับผู้อื่นไม่ว่าใครก็ตาม ควรหาทางแบ่งบทบาทที่จำเป็น ไม่ใช่เหมาะกับนิสัย เช่น ใครควรทำหน้าที่เคลื่อนย้ายของ ใครควรเช็กน้ำ ไฟฟ้า อาหาร ใครควรติดต่อขอความช่วยเหลือ หรือใครควรดูแลผู้สูงอายุ เด็ก และสัตว์
บทบาทที่ชัดเจน จะทำให้รู้สึกว่าเรายังควบคุมบางอย่างได้ แม้จะอยู่ในสถานการณ์อันตรายก็ตาม
ยอมรับอารมณ์ที่เกิดขึ้น

คนใกล้ชิดกันมักคิดว่าต้องเข้มแข็งต่อหน้ากัน แต่หากต้องติดอยู่ในพื้นที่จำกัดกับคนใกล้ตัวที่รู้จักในสถานการณ์ของอุทกภัย การกดอารมณ์ไว้อาจส่งผลต่อการระเบิดทีหลังได้ และคำพูดเพื่อ ‘ขวาง’ ความรู้สึกที่แท้จริง เช่น อย่าร้องไห้ ทำตัวเข้มแข็งหน่อย คนอื่นยังแย่กว่า ก็อาจสร้างความกดดันมากขึ้น ดังนั้นการยอมรับความรู้สึกตรงๆ อาจส่งผลบวกมากกว่า เช่น ยอมรับว่ากลัว กังวล หรืออยากหยุดพัก เพราะการยอมรับความจริงทางอารมณ์จะทำให้สมองกลับมาคิดได้
เคารพและเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์

ในช่วงน้ำท่วมหรือหลังน้ำท่วม ผู้คนจำนวนมากต้องอาศัยศูนย์อพยพเป็นที่พักพิง เนื่องจากบ้านที่อยู่อาศัยถูกทำลายจากมวลน้ำ ซึ่งสถานการณ์ที่คนมากหน้าหลายตาต้องมาอยู่รวมกัน อาจเกิดความสับสนและความกลัวขึ้นได้ สิ่งที่จำเป็นในการอยู่ร่วมกันเช่นนี้ ต้องอาศัยการเคารพและเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ระหว่างกันอย่างมาก เช่น เสนอความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ โดยไถ่ถามความสมัครใจก่อน จัดแบ่งพื้นที่ส่วนตัวแก่กัน ขณะเดียวกันก็สามารถ ‘ร่วมกัน’ ทำงานบางอย่างได้ เช่น ทำอาหารหรือแจกอาหาร ทำความสะอาด เพราะการทำสิ่งต่างๆ ร่วมกันมากกว่าการ ‘ทำแทน’ จะทำให้มีพลังมากขึ้น และรู้สึกว่าเราไม่ใช่แค่ผู้ประสบภัย
อย่างไรก็ดี ช่วงวิกฤติทำให้ร่างกายและสมองอ่อนล้า ควรสนับสนุนให้แบ่งงานกันทำเท่าที่จำเป็นและพักผ่อนให้มาก โดยไม่ลืมที่จะเคารพความแตกต่าง พื้นที่ส่วนตัว และสร้างความหวังเล็กๆ ให้แก่กัน
ฟื้นฟูเมืองเป็นเรื่องของทุกคน

อีกเรื่องสำคัญหลังน้ำลด คือการฟื้นฟูเมือง ซึ่งไม่ใช่แค่การซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้าง แต่มันคือการสร้างชุมชน ความปลอดภัย และความไว้วางใจกันขึ้นมาใหม่ นอกจากรัฐบาลที่ต้องเป็นแกนหลักในการจัดการ ผู้คนเองก็สามารถช่วยเหลือกันได้ ตั้งแต่การช่วยเก็บกวาดอย่างปลอดภัย ไม่ใช่เพื่อให้เมืองกลับมาสะอาดสมบูรณ์แบบ แต่เพื่อให้เมืองกลับมา ‘เดินหน้า’ ได้อีกครั้ง สนับสนุนกันและกันในด้านสุขภาพจิต ขณะที่กลุ่มผู้นำชุมชนก็ควรมีบทบาทในการวางแผนปรับปรุง ชวนผู้คนหารือแบ่งปันความเห็นของแนวทางการฟื้นฟู
พลังเล็กๆ เหล่านี้จะค่อยๆ กอบกู้ความหวังให้กลับมาทีละน้อย เพราะการฟื้นฟูต้องใช้เวลา ดังนั้นต้องโฟกัสไปที่ความคืบหน้ามากกว่าความสมบูรณ์เพอร์เฟกต์
ไม่มีใครอยากประสบกับสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลใหญ่หลวงต่อชีวิต และไม่ควรมีใครต้องตกอยู่ในความมืดแปดด้านเพื่อรอความช่วยเหลือจากผู้มีอำนาจในการจัดการ ที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดีพอ
ผู้ที่ประสบภัยด้วยกันเองก็จำเป็นต้องหมั่นให้กำลังใจกันในสถานการณ์นี้เพื่อพยุงร่างกายและหัวใจฝ่าวิกฤติอันหนักหน่วง แต่สำคัญยิ่งกว่า คือคนทั่วไปอย่างเราๆ ที่จะช่วยมอบความหวังเล็กๆ ผ่านสิ่งที่พอทำได้ ทั้งการส่งกำลังใจ ส่งความช่วยเหลือ บริจาคของ แชร์ข่าวสารที่เป็นประโยชน์ ไปจนถึงเป็นกระบอกเสียงเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจเร่งมือในการจัดการ เพื่อไม่ทำให้แสงเทียนแห่งความหวังจากการรอคอยของผู้ประสบภัยนั้นดับสูญ





