Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
Something Nouveau ส่องมุมมองต่อ ‘ผู้หญิงสมัยใหม่’ ในศิลปะแบบอาร์ตนูโว

Something Nouveau ส่องมุมมองต่อ ‘ผู้หญิงสมัยใหม่’ ในศิลปะแบบอาร์ตนูโว

08/03/2020
Art & Design
AUTHOR: โอ๊ต มณเฑียร
SHARE:

 วันที่ 8 มีนาคมของทุกปีถือเป็น ‘วันสตรีสากล’ (International Women’s Day) ซึ่งบัญญัติขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองพัฒนาการความก้าวหน้าและการยอมรับสตรีเพศในสังคม เราจึงอยากชวนผู้อ่านไปพินิจพิเคราะห์ nouveau femme หรือผู้หญิงสมัยใหม่ในศิลปะของนิทรรศการเทคโนโลยีสื่อผสมSomething Nouveau ณ River City Bangkok ผ่านบทความนี้ด้วยกัน

 ลองคิดกันเล่นๆ ดูว่ากว่าร้อยปีที่ผ่านมามุมมองต่อผู้หญิงสมัยใหม่ของสังคมนั้นเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน อย่างไร

Art Nouveau

 นิทรรศการนี้เป็นการจัดแสดงภาพงานศิลปะผ่านระบบดิจิทัล ทั้งการฉายภาพ projection mapping รวมถึงเทคนิคการสร้างภาพ 3 มิติกับ virtual reality ทำให้รายละเอียดของจิตรกรรมในอดีตกลับมาผลิบาน มีชีวิตขึ้น ในพื้นที่ของนิทรรศการอย่างน่าตื่นเต้น

 นับเป็นการจัดแสดงลักษณะนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้วของ River City Bangkok หลังจากประสบความสำเร็จกับสองโชว์ก่อนหน้าคือ From Monet to Kandinskyและ Italian Renaissanceส่วนธีมในครั้งนี้เป็นสไตล์ศิลปะที่เรียกกันว่า อาร์ตนูโว ซึ่งเป็นแนวศิลปะ ‘ใหม่’ (nouveau เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่าใหม่)ที่ผุดเกิดและกระจายไปทั่วทวีปยุโรปในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20 ในงานนี้เราจึงได้ชมผลงานจากศิลปิน 3 คนที่ถือว่าเป็นมาสเตอร์ของงานศิลปะแนวนี้นั่นคือ Aubrey Beardsley จากอังกฤษ, Alphonse Mucha จากสาธารณรัฐเช็กและ Gustav Klimt จากออสเตรีย

 

 งานของพวกเขาล้วนมีลักษณะเด่นตามสไตล์อาร์ตนูโวหลายประการ คือหนึ่ง การผสมผสานเส้นโค้งเว้าที่ได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงในธรรมชาติเข้ากับนวัตกรรมการผลิตสมัยใหม่ สอง การอ้างอิงอารยธรรมลึกลับน่าหลงใหล และสาม มีตัวเอกของภาพเป็นผู้หญิงที่ทั้งงดงามและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน ซึ่งทั้งสามสิ่งนี้ล้วนเชื่อมโยงกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมอย่างน่าสนใจ

 

 

 

 

Industrialised Society

 แม้ไม่มีใครฟันธงได้แน่ชัดว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมนั้นเริ่มต้นอย่างเป็นทางการที่ไหนและเมื่อไหร่ บ้างโยงไปถึงพื้นเพยุคทองของเจ้าอาณานิคมและเส้นทางเดินเรือที่เปิดให้เกิดการค้าขายและการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนบ้างอ้างอิงถึงการเปิดโรงงานสิ่งทอที่ใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคนการแล่นของรถยนต์และรถไฟหัวจักรไอน้ำบ้างโยงเข้ากับการปฏิวัติและการโอนถ่ายอำนาจจากกษัตริย์สู่พ่อค้าและนักธุรกิจ

 แต่สิ่งที่เราฟันธงได้แน่ชัดคือสังคมยุโรปตอนนั้นถือว่าเฟื่องฟูและก้าวหน้าที่สุดในโลก เห็นได้ชัดจากสถาปัตยกรรมที่มุ้งเน้นประโยชน์ใช้สอยมีเทคโนโลยีในการใช้โครงเหล็กสร้างอาคารสูงใหญ่อย่างไม่เคยมีมาก่อนและถือเป็นจุดเริ่มต้นของเมืองสมัยใหม่อย่างแท้จริง

 ในขณะเดียวกันคนอีกส่วนหนึ่งก็ยังยืนยันให้นักออกแบบผนวกความงามจากธรรมชาติเข้าไปกับสิ่งสร้างอุตสาหกรรมด้วย เช่น William Morris ผู้นำ art and craft movement มีลักษณะเด่นในการประยุกต์ฟอร์มพฤกษาพรรณไม้เข้าไปในผลงานตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ชิ้นจิ๋ว ลายวอลเปเปอร์ จวบจนการออกแบบสถาปัตยกรรม

 

 มอร์ริสบอกว่าในยุคที่เครื่องจักรเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคงความนิยมในสุนทรียะซึ่งแสดงถึงความเป็นมนุษย์เอาไว้แนวคิดนี้ถูกสะท้อนอย่างชัดเจนในศิลปะอาร์ตนูโวที่ให้ความสำคัญกับการกลับไปสร้างเส้นโค้งความไม่สมมาตรเพื่อโต้ตอบกับทรงเหลี่ยมและความแข็งทื่อของกรรมวิธีการผลิตแบบอุตสาหกรรม

 นอกจากได้เห็นการประยุกต์ใช้รูปดอกไม้ใบหญ้านานาชนิดยังมีการใช้ส่วนโค้งเว้าของสรีระผู้หญิงเพศที่เป็นตัวแทนแห่งจิตวิญญาณและความอ่อนโยนเพื่อแทรกแซงความก้าวร้าวในสังคมปิตาธิปไตยด้วย

Nouveau Femme

 จะว่าไปผู้หญิงยุคนั้นก็ไม่ได้เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้เสียทีเดียว เนื่องจากสังคมที่เปลี่ยนไปมีการเกิดขึ้นของไฟฟ้า การคมนาคม ห้างสรรพสินค้าที่เต็มไปด้วยนวัตกรรม เครื่องอำนวยความสะดวก (และการขยายตัวของชนชั้นแรงงาน) ทำให้เหล่าชนชั้นกลาง–เศรษฐีใหม่ (bourgeoisie) มีเงินและเวลาว่างเพื่อกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจมากขึ้น ผู้หญิงจากที่เคยอยู่บ้านเป็นแม่บ้านเต็มตัว ก็มีจำนวนไม่น้อยลุกขึ้นมาประกาศความเป็นตัวของตัวเองเป็นหญิงหัวก้าวหน้า หรือ nouveau femme ซึ่งกลายมาเป็นหมุดหมายของสังคมอุตสาหกรรมด้วย

 หนึ่งในศิลปินอาร์ตนูโวที่วาดผู้หญิงสมัยใหม่ได้งดงามอย่างน่าทึ่งคือ อัลโฟนส์ มูคา (1860-1939) มูคาเป็นชาวเช็กจากครอบครัวยากจนแต่อาศัยพรสวรรค์ด้านศิลปะของตัวเองเข้ามาเรียนและหาเงินที่ปารีสในปี1887 เขารับงานออกแบบโปสเตอร์ภาพพิมพ์หิน (lithograph) อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมสูงในสมัยนั้นเพื่อโปรโมตสินค้านานาชนิด

 งานของมูคามักมีหญิงงามเป็นพรีเซนเตอร์เสมอไม่ว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะเป็นน้ำหอม คุกกี้ เบียร์ สุรา จักรยานไปจนถึงกระดาษมวนบุหรี่มูคาก็วาดนางแบบของเขาในชุดกรุยกรายแสดงถึงอิสระ (ไม่รัดรึงอยู่ในคอร์เซตเหมือนสมัยก่อน) พวกเธอใช้สอยสินค้าด้วยทีท่าและสายตาแห่งความมั่นใจแบบผู้ชายในขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่งเส้นโค้งที่ยั่วยวนชวนเสน่หาเสมอ

Alphonse Mucha, Job Cigarette

 วันหนึ่งชีวิตของมูคาต้องเปลี่ยนไปเพราะผู้หญิงคนหนึ่งเธอคือ Sarah Bernhardt นักแสดงละครปารีเซียงที่มีชื่อเสียงและเป็นที่จดจำจากฝีมือการเล่นละครเวทีพอๆ กับคาแร็กเตอร์สุดโต่งหลังม่านของเธอที่เป็นดั่งนิยามคำว่า femme fatale หรือผู้หญิงที่ทั้งงดงามและน่ากลัว

 ซาราห์บอกนักข่าวว่าเธอชอบซ้อมบทของเธอในโลงศพ เธอเป็นนักแสดงหญิงคนแรกของยุคที่แต่งตัวและเล่นบทพระเอก จวบจนครั้งหนึ่งในปี 1894 เธอปฏิเสธภาพสเกตซ์สำหรับโปสเตอร์ของเธอที่โรงละครเรอเนซองซ์ในนาทีสุดท้าย ทำให้โรงละครต้องไปว่าจ้างศิลปินคนใหม่อย่างเร่งด่วน และศิลปินคนนั้นคือมูคานั่นเอง

 โชคดีที่ภาพใหม่ของเขานั้นถูกใจซาราห์อย่างมาก จนเธอระบุว่าต่อไปนี้ผู้ออกแบบโปสเตอร์ทุกโชว์ของเธอจะต้องเป็นมูคาเท่านั้น ภาพสไตล์อาร์ตนูโวของเขาจึงได้เดินทางไปกับโชว์ของเธอทั่วยุโรปและอเมริกาสร้างชื่อเสียงให้กับทั้งคู่ไปทั่วโลก

Alphonse Mucha, Gismonda Sarah Bernhardt American Tour Poster

 คำว่าfemme fataleไม่ได้จำกัดอยู่แค่นางเอกผู้มีเกียรติเท่านั้นแต่ถูกใช้พูดถึงลักษณะของผู้หญิงในซ่องด้วย (บางโรงละครก็มีการให้ ‘ซื้อเวลา’นักแสดง นักเต้น ประหนึ่งสถานบริการไปในตัวอย่างมูแลงรูจเป็นต้น) ในเวลานั้นโสเภณีเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมอย่างมากแต่พวกเธอก็ถูกมองเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคและโรคติดต่ออย่างซิฟิลิสด้วยเช่นกันในแง่นี้โยนีของพวกเธออาจเป็นประตูสู่ความสุขและความตายของผู้ชายในเวลาเดียวกันจึงไม่แปลกที่ศิลปินมากมาย ตั้งแต่ Toulouse Lautrec, Édouard Manet ยาวไปจนถึงยุคของ Picasso ล้วนออกตามหาและเพนต์femme fataleสำหรับงานมาสเตอร์พีซของพวกเขาในหอนางโลม

Toulouse Lautrec La Goulue Arriving At The Moulin Rouge With Two Women
Pablo Picasso Les Demoisellesd Avignon

The Orientalists

 อีกกระแสที่มากระเพื่อมให้ความนิยมนี้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากดินแดนอันไกลโพ้นเนื่องจากช่วงนี้เริ่มมีการเดินเรือสินค้าไปสู่ประเทศตะวันออกกลางและเอเชียอย่างจริงจังเรื่องราวของ ‘โลกเก่า’ ที่ยังคงไว้ซึ่งเวทมนตร์และความงามของธรรมชาติถูกส่งต่อมาที่ยุโรปผ่านสินค้างานศิลปะและหนังสือสร้างความตื่นตาตื่นใจจนเป็นแฟชั่น orientalism (คตินิยมตะวันออก) ที่ป้อนภาพโรแมนติกแฟนตาซีของสุลต่านและฮาเร็มจากดินแดนอันไกลโพ้นให้กับสำนึกของคนผิวขาวที่กำลังเบื่อหน่ายกับมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมของตัวเอง

 ผู้คนในสังคมชั้นสูงหันมาตกแต่งบ้านด้วยศิลปะอิสลามสวมใส่กิโมโนราคาแพงหรือแม้กระทั่งเรื่องราวในพระคัมภีร์ก็ถูกนำมาเล่าใหม่อย่างมีสีสันโดยเฉพาะบทที่พูดถึงความรุ่มรวยของตะวันออกเช่นเรื่องของนักเต้น Salome ก็ตื่นหูตื่นใจชาวตะวันตกอย่างมาก

 เรื่องที่ได้รับความนิยมคือ ซาโลเมเจ้าหญิงนักเต้น femme fatale ที่เต้นระบำยั่วยวนกษัตริย์ Herodจนพระองค์หลงเสน่ห์และสั่งตัดหัวนักบุญ John the Baptist ตามคำขอของเธอในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่

 

 ในนิทรรศการนี้เราจะได้เห็นภาพวาดของซาโลเมในสไตล์อาร์ตนูโวโดยออเบรย์ เบียร์ดสลีย์ (1846-1932) ศิลปินอังกฤษที่มีชื่อเสียงจากลายเส้นที่คมชัดและกลิ่นอายอีโรติกอันงดงาม

 

 เบียร์ดสลีย์ได้รับแรงบันดาลใจอย่างมากจากภาพพิมพ์อูกิโยะจากญี่ปุ่นสังเกตได้ชัดจากการจัดองค์ประกอบภาพที่ถูกลดทอนเป็นแบบ 2 มิติและรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆอย่างชุดแต่งกายและทรงผมของตัวละครที่ถอดแบบมาจากเกอิชาในขณะเดียวกันเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะเครื่องแป้ง หรือกาน้ำชา ในภาพนั้นมีเป็นรูปทรงแบบอาหรับ-เปอร์เซีย และใช้ลายขนนกยูงซ้ำๆ หลายจุดด้วย

 

 

 เบียร์ดสลีย์ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคโดยพันธุกรรมตั้งแต่ 7 ขวบความตายที่มาถึงได้ทุกขณะอาจเป็นเหตุให้เขากล้าวาดรูปวาบหวิวและลากสะบัดอย่างจัดจ้านไม่แคร์ใคร

 รูปซาโลเมที่วาดโดยเบียร์ดสลีย์มีเอกลักษณ์จากเส้นโค้งที่เป็น c curve และ s curve ชวนให้เปรียบเทียบกับท่าเต้นของหญิงแพศยากับลำตัวของงูอสรพิษอย่างมีนัย

 

The Serpentine

 มาถึงประเด็นสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กันนั่นคือการใช้สัญลักษณ์ที่มาจากจิตวิเคราะห์ซึ่งเห็นได้ชัดมากในงานของกุสตาฟ คลิมต์ (1862-1918)

 ตั้งแต่งานสำคัญชิ้นแรกๆ ของคลิมต์อย่างการวาดตกแต่งผนังของ Kunsthistorisches Museum เราจะเห็นว่าเขาใช้สัญลักษณ์จากอารยธรรมโบราณเพื่อแทรกความหมายและปรัชญาที่มากกว่าความสมจริง เช่น การใช้รูปเทพี Athena จากเทพปกรณัมกรีกหรือรูปเทพีอีกองค์จากอียิปต์

Gustav Klimt in The Kunsthistorisches Museum

 ต่อมาเมื่อถูกว่าจ้างโดยมหาวิทยาลัยเวียนนาให้วาดภาพในธีมเภสัชศาสตร์ เขาก็ใช้สัญลักษณ์คนถืองู ซึ่งตามตำนานกรีกแล้วมาจากไม้เท้าของ Asclepius ลูกของเทพ Apollo ผู้มีวิชาความรู้ด้านการรักษาในขั้นที่ช่วยให้คนกลับคืนชีพจากความตายได้ดังนั้นงูในที่นี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมต่อระหว่างโลกคนเป็นกับโลกคนตาย

Gustav Klimt,Hygieia

 หนึ่งปีก่อนที่คลิมต์จะวาดภาพนี้เสร็จนักจิตวิเคราะห์ชื่อดังอย่าง Sigmund Freud ยังออกหนังสือ The Interpretation of Dreams และเคยพูดไว้ว่างูนั้นมีนัยสื่อถึงอวัยวะเพศชาย ความต้องการทางเพศของผู้หญิงอีกทั้งเป็นสัญลักษณ์ของปัญญาและความชั่วร้าย (ตามไบเบิล) ได้พร้อมๆ กันงูจึงไม่ได้มีความหมายในทางตำนานอย่างเดียวแต่มันถูกแปลเป็นเรื่องของจิตใต้สำนึกทุกคน

 ประจวบกับการศึกษาอาชญวิทยาในสังคมยุคนั้นที่มีต้นทุนมาจากความกลัวของคนชั้นสูงที่ต้องใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกับชนชั้นแรงงานมากขึ้นหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม จึงมีการถ่ายรูปอาชญากรแล้วเอามาเรียงซ้อนกันอย่างในงานของ Francis Galton เพื่อพยายามทำความเข้าใจ ‘ลักษณะของคนชั่ว’รวมถึงผู้ป่วยทางจิต

 หากเป็นผู้หญิงในสมัยนั้น ไม่ว่าจะมีอาการเบื่ออาหาร ลมบ้าหมูไปจนถึงซึมเศร้า มักถูกวินิฉัยว่าเป็น ‘ฮิสทีเรีย’ หรือโรคที่เชื่อว่าเกิดจากแรงขับทางเพศที่ไร้การควบคุมของพวกเธอเป็นโรคที่อันตรายอย่างยิ่งต่อสังคมมีการถ่ายรูปและเผยแพร่รูปคนไข้หญิงขณะถูกชอร์ตด้วยไฟฟ้าหรือกำลังชักโชว์ใบหน้าที่มึนเบลอ ตาปรือ ข้อมือข้อเท้ารวมถึงลำตัว บิดงอเหมือนงูให้สังคมเวทนาในเคราะห์ร้ายที่มาจากความต้องการร่านสวาทที่ผิดธรรมชาติของสตรีเพศ

 ไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญที่คลิมต์เลือกวาดผู้หญิงในงานของเขาในท่าทางบิดเบี้ยวลำตัวโป๊เปลือยยืดยาวตาปรือเหมือนอยู่ในห้วงฝันหรือแม้กระทั่งตั้งชื่อผลงานว่า Water Serpents เปรียบเปรยถึงนางไม้น้ำ (บ้างบอกว่าเป็นเลสเบี้ยน) ที่พร้อมหยิบยื่นความหายนะให้ผู้ชายด้วยความงามของพวกหล่อน

Gustav Klimt, Water Serpents II

The Kiss

 ในตอนจบของโชว์เราอยากชวนให้พินิจพิเคราะห์ The Kiss ภาพชิ้นเอกของคลิมต์ กันใกล้ๆภาพนี้ถือเป็นหนึ่งในภาพที่ดังที่สุดในโลกสร้างขึ้นในช่วง ‘ยุคทอง’ ของเขาที่หันมาใช้ทองคำเปลวในงานอย่างมลังเมลือง

Gustav Klimt, The Kiss

 หากมองให้ดีจะเห็นว่าลายสัญลักษณ์บนตัวของผู้ชายนั้นเป็นเหลี่ยมมีสีดำ-ขาวแข็งขรึมเปรียบถึงตัวแทนของตรรกะส่วนบนตัวผู้หญิงเป็นทรงกลมหลากสีสันประหนึ่งอารมณ์และธรรมชาติเรือนร่างที่กำลังหักงอของเธอชวนตั้งคำถามว่าใครกันแน่ที่กอดรัดใคร มือที่กำลังบีบรัดคอของเธอขณะที่เขากำลังบรรจงจุมพิตตรงแก้มแสดงให้เห็นความกำกวมของทีท่าเพศชายที่มีต่อเพศหญิงได้ดีชวนให้คิดว่าสุดท้ายแล้วผู้หญิงอยู่ใต้แรงกดดันของผู้ชายหรือเธอเป็นผู้ควบคุมเขาด้วยเสน่หากันแน่

 คำถามนี้แม้ผ่านมากว่าร้อยปีก็ยังคงตอบยากและนั่นเองเป็นสิ่งที่ทำให้อาร์ตนูโวร่วมสมัยเสมอมา

Tags:Gustav KlimtThe KissAubrey BeardsleyAlphonse MuchaศิลปะวันสตรีสากลInternational Women’s Dayผู้หญิงสมัยใหม่Nouveau FemmeArt NouveauSomething Nouveau
Share :
Author
โอ๊ต มณเฑียร
Photographer
-
รูปคู่รักเนียลสันและเฮส์ใน Neilson Hays Library ห้องสมุดแห่งความรักของบางรัก
Culture & Entertainmentรูปคู่รักเนียลสันและเฮส์ใน Neilson Hays Library ห้องสมุดแห่งความรักของบางรักนักเขียน : โอ๊ต มณเฑียร
'ศิลปิน ผู้ตกหลุมรัก หนังสือ’ นิทรรศการศิลปะที่นักอ่านก็ควรไป
ตามไปดู'ศิลปิน ผู้ตกหลุมรัก หนังสือ’ นิทรรศการศิลปะที่นักอ่านก็ควรไปนักเขียน : บุญญานันท์ กาญจนกิจ
ผู้ชายนู้ด สูตรเสน่หา ชาร์โคลแท่ง และเวลาแห่งความรัก ของ โอ๊ต มณเฑียร
ตามไปดูผู้ชายนู้ด สูตรเสน่หา ชาร์โคลแท่ง และเวลาแห่งความรัก ของ โอ๊ต มณเฑียรนักเขียน : ฆฤณ ถนอมกิตติ