1.
“ทำไมงี่เง่าจังวะ”
ย้อนไปไกลมากในวันที่ยังไม่มีความรักหรือพูดชัดๆว่ายังไม่มีแฟนฉันเคยสงสัยเอาจริงๆจังๆว่าทำไมเพื่อนที่มีแฟนแล้วถึงขยันงอนแฟนกันนักเวลาทะเล่อทะล่าเข้าไปอยู่ในบรรยากาศมาคุระหว่างเพื่อนและแฟนเพื่อนช่างเป็นช่วงเวลาที่ต้องทำตัวคล้ายอากาศธาตุวุ่นหรือสนใจสิ่งอื่นทั้งที่จริงได้ยินได้ฟังทุกรายละเอียดของการประชดประชันถกเถียงถากถางชนิดที่ต้องยกย่องในใจว่าทำไมเพื่อนเรา (และแฟนมัน) ถึงเก่งกาจเรื่องนี้กันเหลือเกิน, หมายถึงเก่งกาจในการทำให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่น่ะนะ
ด้วยความไร้เดียงสาฉันตั้งอกตั้งใจเอาไว้ว่าถ้ามีแฟนเมื่อไหร่ฉันจะไม่งี่เง่างอแงและทำนิสัยแย่ๆอย่างนั้นใส่คนรักเด็ดขาด
แน่นอน, ย่อหน้านี้ฉันต้องสารภาพว่าฉันทำไม่ได้และที่น่าละอายใจยิ่งกว่าคือฉันออกจะเก่งกาจกว่าเพื่อนด้วยซ้ำในการทำให้อีกฝ่ายรู้สึกผิดและรู้สึกผิดมากด้วยคำพูดบางอย่างแววตาบางอย่างและอากัปบางอย่างที่น่าขนลุกขนพองฉันอาจจะไม่ใช่คนรักช่างจับผิดจู้จี้ขี้บ่นหรือขี้หึงแต่ฉันเป็นเจ้าของความสัมพันธ์ที่ใจร้ายช่างจดช่างจำไม่เคยยอมรับว่าผิดและเก่งเรื่องโยนความผิดอย่างร้ายกาจซึ่งสิ่งที่น่าละอายใจที่สุดก็คือฉันไม่เคยยอมรับ (แม้แต่กับตัวเอง) ว่าฉันเป็นคนแบบนั้นดีลกับความสัมพันธ์แบบนั้นและทำร้ายคนที่รักกันแบบนั้น

2.
“ทำเป็นเด็กๆไปได้”
เหตุการณ์จำฝังใจในวัยประถมเกี่ยวกับชีวิตคู่ของฉันคือการตื่นเช้ามาแล้วพบถ้อยคำประชดประชันถูกเขียนตัวโตๆด้วยปากกาไวต์บอร์ดหน้าบานประตูตู้เสื้อผ้าฉันตกใจมากรีบหากระดาษทิชชู่มาลบทิ้งก่อนแม่จะตื่นมาเจอฉันนึกโกรธพ่อที่เขียนอะไรแบบนี้และวิ่งโร่ไปบ้านคุณยายเพื่อฟ้องว่าพ่อเขียนว่าแม่ฉันไม่รู้หรอกว่าพ่อถูกยายจัดการอย่างที่ต้องการหรือไม่แต่ความโกรธขึ้งในใจตามประสาลูกสาวคนเก่งถือหางคนเป็นแม่ทำให้ฉันไม่ยอมพูดกับพ่อไปหลายวัน
น่าจะนานระดับสิบปีที่ฉันตระหนักได้ในวันหนึ่งว่านั่นเป็นฝีมือแม่ที่ประชดประชันพ่อต่างหากฉันจึงตั้งปณิธานเอาไว้ว่าหากได้ใช้ชีวิตร่วมกับใครฉันจะเป็นผู้ใหญ่ที่พูดคุยกันด้วยเหตุผลไม่ตัดพ้อเล่นเกมเป็นเด็กขี้งอนเด็ดขาด
ใช่, แม้จะพยายามอย่างมากแต่ฉันก็ทำไม่ค่อยได้หรอก

3.
มันเป็นกระบวนการที่ออกจะยากสักหน่อยในการยอมรับว่าเราไม่อาจรู้เท่าทันอารมณ์เอาชนะความงอแงงี่เง่าด้วยเหตุผลไม่ได้และมองความสัมพันธ์แบบไม่แบ่งเขาแบ่งเราไม่สำเร็จแต่พอยอมรับขึ้นมาจริงๆฉันก็อดสงสัยไม่ได้ว่าแล้วเราทำตัวงี่เง่าอย่างนั้นไปเพื่ออะไรผลิตตรรกะผิดเพี้ยนเพื่อเอาชนะฝั่งตรงข้ามที่เราอยากให้เขาเข้าอกเข้าใจเราที่สุดทำไม
เรา ‘สู้’ ขนาดนั้นเพื่อปกป้องอะไรกันแน่
ในโลกนอกความสัมพันธ์เราอาจจะพอเข้าใจคนขับรถแย่ๆบนถนนว่าอยากหวงแหนทางที่ตัวเองจะได้วิ่งไปข้างหน้าพยายามเข้าใจนักการเมืองที่โกหกหน้าด้านๆว่าทำไปเพื่อปกป้องอำนาจหรืออย่างน้อยที่สุดเราก็พอเข้าใจคนที่ออกมาปกป้องนักการเมืองหน้าด้านๆอีกทีว่าเป็นเพราะเขาไม่อาจยอมรับว่าปกป้องคนผิดมาตลอด
แต่กับความสัมพันธ์, ความรัก–ไม่น่าจะใช่ความถูกต้อง–มันไม่มีตั้งแต่เถียงกันว่าใครเป็นฝ่ายผิดแล้วอนาคต–ยอมรับเถอะนั่นมันข้ออ้างประชาธิปไตยในความสัมพันธ์–ใครเป็นฝ่ายค้านล่ะฯลฯ
ฉันตอบไม่ได้แต่พยายามหาข้อสรุปว่าเราไม่ได้ปกป้องอะไรเลยหรือต่อให้มันมีสิ่งที่เราอยากปกป้องอยู่จริงเราก็ปกป้องมันไว้ไม่ได้อยู่ดี

4.
“ขอโทษให้มันจบๆไปเหรอ”
ฉันชอบความคลาสสิกของคำนี้เวลาทะเลาะกันกับคนรักไม่ว่าจะออกมาจากปากใครมันคืออาวุธสุดท้ายที่เรามักหยิบมาใช้กันโดยอัตโนมัติเมื่อไม่อาจตกตะกอนความขุ่นข้องในใจแม้อีกฝ่ายจะยกธงยอมแพ้เอาจริงๆเมื่อถอดตัวเองออกมาจากสถานการณ์นั้นนี่เป็นประโยคที่เป็นมนุษย์เอามากๆไม่รู้ไม่ตื่นไม่เบิกบานจนต้องเอ็นดูมันเหมือนเราเอ็นดูแมวงี่เง่าเจ้าปัญหาที่มาอ้อนขอนอนตักทั้งที่เราเพิ่งดุมันไปเพราะมาแอบลับเล็บที่โซฟา
เลิกตั้งความหวังก็ไม่ผิดหวังเลิกหวงแหนก็ไม่ต้องปกป้องเลิกราก็ไม่ต้องรักษาไว้
แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ปกป้องสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงต่อไปเถอะมนุษย์






