“นี่น้องไม่คิดจะทาลิปสติกก่อนมาคุยกับพี่หน่อยเหรอ”
จริงๆฉันจำบริบทชัดๆไม่ได้ว่าอะไรทำให้ประโยคนี้อยู่ในบทสนทนาระหว่างการสัมภาษณ์ในหัวข้อที่ไม่เกี่ยวข้องแต่จำผลการตีความในหัวตอนนั้นได้ว่าเจ้าของประโยคที่แต่งหน้าเต็มกำลังสอนฉันด้วยเสียงกลั้วหัวเราะแต่ชัดถ้อยชัดคำพอที่จะทำให้ฉันรู้สึกว่าการหน้าเปลือยเปล่ามาพบผู้ใหญ่ของฉันคือการไม่ให้เกียรติกัน
ฉันปล่อยผ่านประโยคนั้นไปเพราะคิดว่ามันไม่สำคัญกับงานตรงหน้าไม่ทันถามตัวเองว่ารู้สึกอย่างไรด้วยซ้ำแต่กลายเป็นว่าประโยคนี้อยู่กับฉันมาตั้งแต่อายุยี่สิบกว่าๆเพื่อถามตัวเองอยู่บ่อยๆว่าฉันคิดอย่างไรกับมันและคำตอบก็คือแม้ในวันที่ไปเลือกซื้อลิปสติกแท่งใหม่ฉันก็ยังไม่ซื้อชุดความคิดนี้อยู่ดีเพราะฉันจะทาลิปสติกเมื่อฉันอยากทาลิปสติกเท่านั้น

เอาเข้าจริงฉันค่อนข้างเข้าใจสิ่งที่พี่คนนั้นบอกฉันด้วยหวังดีเขาคงคิดว่าเธอคงจะดูดีกว่านี้หากหวีผมเผ้าให้เรียบร้อยนั่งหลังตรงขึ้นหน่อยฉาบหน้าบางๆด้วยแป้งผสมรองพื้นนิดหนึ่งและเพียงเติมสีที่ปากให้ดูสดใสเพราะมันย่อมดูดีกว่าหน้าโทรมๆคิ้วตกๆและปากซีดจืดชืดที่ต้องทนมองตลอดชั่วโมงเพื่อพูดคุยกันในบางวิธีมองโลกของบางคนการแต่งหน้าคือวิธีแสดงออกถึงความใส่ใจตัวเองอกผายไหล่ผึ่งคือบุคลิกภาพที่น่าเชื่อถือเสื้อผ้าและกระเป๋าบ่งบอกรสนิยมไปจนถึงรายได้ไปจนถึงดีเทลมากมายที่เรามักยึดฉวยไว้เพื่อตัดสินใครจากบริบทเท่าที่เราเห็น
ฉันเคยหัวเราะให้กับวิธีคิดของเพื่อนคนหนึ่งเคยบอกกับฉันว่าถ้าไปในที่ที่ไม่รู้ว่าควรเลือกกินข้าวร้านไหนดีเขาจะเลือกมองแม่ครัวถ้าร้านไหนแม่ครัวแต่งตัวสวยเขาจะเข้าร้านนั้นเพราะถ้าแม่ครัวดูแลตัวเองอาหารก็น่าจะอร่อยไปด้วยเพียงแต่ว่าร้านที่เขาเลือกวันนั้นสำหรับฉันมันไม่อร่อยเว้ยแก
แน่นอนฉันเติบมาในสังคมที่ความสวยเป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกับเราจำนวนใหญ่เราเห็นเพื่อนที่สวยถูกเลือกไปเป็นเชียร์ลีดเดอร์ในกีฬาสีเราชื่นชอบดาราในทีวีเป็นไอดอลด้านความงามเราอยากเป็นนางเอกกะโปโลในละครที่อยู่ดีๆก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกเมคโอเวอร์ฉับพลันเดินลงบันไดวนลงมาให้พระเอกมองตาค้างเราเชื่ออย่างจริงจังว่าโฟมล้างหน้าในโฆษณาจะทำให้เราหน้าใสวิ้งจนหนุ่มๆที่เรียนพิเศษจะมองเห็นเราบ้างเราคับข้องใจที่คนที่เราแอบชอบไม่เคยเห็นเราอยู่ในสายตาเพราะเราสวยไม่พอ
เราทุกข์ทรมานกับสิวที่ขึ้นบนใบหน้าและร้อนรนจนต้องไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเราอยากดัดฟันเพื่อให้โครงหน้าเปลี่ยนเราทนเหม็นเคมีอยู่ในร้านทำผมตลอดวันเพื่อยืดผมให้ตรงสวย เราเฝ้ามองกระจกแล้วคิดว่าคงจะดีกว่านี้ถ้าจมูกเราเล็กลงอีกหน่อยหรือถ้ารูขุมขนเราหดลงจนผิวหน้าละเอียดขึ้นอีกนิดก็คงดีฯลฯซึ่งทั้งหมดที่ว่ามาคือสิ่งที่มันฝังอยู่ในหัวจนทำให้เราไม่มั่นใจในตัวเอง
และเละเทะยิ่งกว่าเมื่อเราเอาความไม่มั่นใจนั้นไปถมใส่คนอื่นด้วยคำว่า “ไม่เห็นจะสวยเลย”

“ไม่เห็นจะสวยเลยมาเป็นนางเอกได้ยังไง” “เสียดายพี่เขาออกจะหล่อแต่ทำไมแฟนไม่เห็นจะสวย” “อย่าพยายามค่ะน้องไม่เห็นจะสวยขึ้นมาเลย” และสารพัดสิ่งที่เรา ‘ไม่เห็น’ ความงามอื่นๆที่นอกเหนือจากกรอบพิมพ์เดียวที่เราเข้าใจกลายเป็นระบบนิเวศอันสมบูรณ์ที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของความเกลียดชังร่างกายตัวเอง
ถ้ารู้เท่าทันเราก็จะพบว่านี่มันช่างย้อนแย้งอย่างยิ่งเราไม่ชอบที่ถูกใครบอกว่าไม่สวยแต่เราก็ตัดสินคนอื่นจากความไม่เห็นจะสวยด้วยเหมือนกัน
หรือในกรณีของฉันที่เกลียดการถูกบอกว่าไม่สวยต้องพยายามเพราะฉันจะไม่พยายามใดๆทั้งสิ้นฉันจะอยู่ในร่างโทรมที่ถูกตัดสินนี้ไปตลอดกาล!
กว่าจะหลุดจากกรอบของกรอบที่ต่อต้านฉันก็ใช้เวลาอยู่นานหลายปีกว่าจะค้นพบว่าช่วงเวลาที่ได้ใช้ออยล์หอมๆโปะหน้าโดยไม่ต้องหวังว่ามันจะลดริ้วรอยที่หน้าผากหรือไม่หรือการได้เลือกลิปสติกสักแท่งที่ฉันชอบใจเพราะแบรนด์ให้ค่ากับความงามตามธรรมชาติคือความสุขของการดูแลความงามในแบบของฉันเองและนั่นทำให้ฉันชอบใจเทรนด์ body positivity ในช่วงนี้ที่เริ่มบอกให้เราทุกคนยอมรับความงามที่ร่างกายมีและเคารพร่างกายตัวเองเพราะนั่นจะนำมาซึ่งการเคารพในร่างกายของคนอื่นด้วย
ฟังดูเป็นคอนเซปต์ที่ง่ายแสนง่ายแค่รู้สึกดีกับรูปลักษณ์ของตัวเองที่อาจจะไม่สวยตามพิมพ์นิยมจมูกโตไปนิดขาโก่งไปหน่อยอ้วนเกินหรือผอมไปซึ่งนอกจากจะสื่อสารกับปัจเจกเจ้าของร่างกายมันยังเลยรวมไปถึงวิธีพูดกับแมสหมู่มากพอกันทีคำว่าลดน้ำหนักเพื่อลดความอ้วนเมื่อวิธีการสื่อสารรุ่นใหม่จะพูดว่าเราจะออกกำลังกายเพื่อเป้าหมายที่ความแข็งแรงไม่ใช่ความผอมเพรียวเลิกซะทีการแซวกันด้วยรูปลักษณ์อ้วนคล้ำดำเตี้ยสิวซึ่งก็คือการฟื้นฟูระบบนิเวศใหม่ให้ไม่พ่นความเกลียดชังใส่กันภายใต้หน้ากากของความ “ก็แค่ขำๆมั้ยอะแก”

บางคนอาจรู้สึกว่า body Positivity จะทำให้เราหยุดอยู่กับที่เลิกดูแลตัวเองหรือเปล่าลองดูในพันทิปสิมีคนมากมายเปลี่ยนคำดูถูกเป็นพลังน้องอ้วนดำคนนั้นค่อยๆเปลี่ยนแปลงตัวเองลดน้ำหนักจนกลายเป็นสาวสวยถ้าไม่ถูกบุลลี่คนอ้วนเผละคงไม่คิดจะลุกขึ้นมาออกกำลังกายถ้าไม่อกหักจะเปลี่ยนตัวเองให้สวยขึ้นได้ยังไงแต่ฉันคิดว่าการใช้ความเกลียดชังเป็นแรงผลักดันก็ไม่ทำให้เรารักตัวเองอยู่ดีและการลบคำสบประมาทของใครควรเชื่อมโยงกับความสุขหรือความสะใจกันแน่
เอาเข้าจริงมันก็ยากเหมือนกันที่จะหลุดจากความเกลียดชังที่ฝังอยู่ในหัวแต่หลายๆสำนักก็แนะวิธีรักและเคารพร่างกายตัวเองไว้หลากหลายรูปแบบถ้าพอจะหมวดรวมเข้าด้วยกันหลักๆก็คงเป็นการตามฟอลโลว์ผู้คนที่หลากหลายเราอาจจะมีนางแบบที่ชอบอินฟลูเอนเซอร์คนโปรดหรือเซเลบริตี้ที่เราทั้งเลิฟและเฮตแต่ถ้าถอยออกมามองเราเห็นความงามที่หลากหลายจากผู้คนบนโลกออนไลน์ของเราไหมถ้ายังไม่มากพอให้เพิ่มความหลากหลายเข้าไปเพราะมันคือสื่อที่เราเสพทุกวันและเผลอไผลตัดสินตัวเองและใครเพราะความงามเลื่อนไวเหล่านี้
อีกกฎสำคัญคือการโละกางเกงเก็บหน้าท้องรัดติ้วบราเสริมทรงแสนอึดอัดหรือกางเกงยีนส์ตัวโปรดที่ยัดขาเข้าไปไม่ได้แล้วเอาล่ะเรื่องเล่าหลายคนบอกว่าการลดน้ำหนักจนกลับไปใส่กางเกงตัวเดิมได้มันสุดฟินแล้วพยายามยัดร่างลงในกางเกงตัวที่ว่าตลอดเวลามันคือการรีดเค้นร่างกายที่ใจร้ายกับบั้นท้ายไปหน่อย
สุดสำคัญงานเซลฟ์แคร์ต้องมาการดูแลตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจคือการรักและเคารพร่างกายที่ชัดที่สุดจริงที่สุดและไม่ต้องสนใจใครที่สุดเลิกเปรียบเทียบตัวเองกับใครเพราะความสวยฉาบหน้าจอบอกทุกข์และสุขของใครไม่ได้ทั้งสิ้น

หากร่างกายต้องการคำชมจงมอบให้มันหากมันต้องการการปลอบประโลมจงเป็นเพื่อนที่อยู่ข้างๆอะไรที่เราไม่กล้าพูดกับคนอื่นเพราะกลัวทำร้ายหัวใจใครก็อย่าเผลอพูดกับตัวเอง
และสุดท้ายอย่าก้าวก่ายความงามของใครอีกเลย





