ในปีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักนักร้องสาวเสียงมหัศจรรย์อย่าง ซาบรินา คาร์เพนเทอร์ (Sabrina Carpenter) นักร้องสาวผู้โด่งดังไปชั่วข้ามคืนจากหลากหลายบทเพลงอันน่าจดจำ หรือหากใครไม่คุ้นชื่อเธอ ก็ต้องมีบ้างที่เคยได้ยินเพลงของเธอผ่านหู ไม่ว่าจะเป็น Feather, Nonsense และ Please Please Please ตลอดจนเพลงยอดฮิตติดทุกชาร์ต อย่าง Espresso เป็นต้น
แม้จะสร้างเพลงติดหูมาแล้วกว่าหลายเพลง ทว่าซาบรินาก็ไม่หยุดสร้างสรรค์เพลงติดหูใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ ล่าสุดทั่วทั้ง TikTok คงหลอนหูกันไปแล้วกับเพลง Manchild โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท่อน
“Oh, I like my boys playing hard to get
And I like my men all incompetent
And I swear they choose me, I’m not choosing them
Amen…”
และถ้าถามว่าเพลงนี้ติดหูขนาดไหน? ก็คงต้องตอบว่า เลื่อนฟีตไปเจอ 10 คลิป ต้องมีอย่างน้อย 8 คลิปใช้เพลงนี้เป็นเพลงประกอบคลิป และคงมีอีกสักคลิปถึงสองคลิปแหละ ที่เต้นประกอบเพลงนี้อย่างสนุกสนาน จนมันกลายเป็นไวรัลอันดับหนึ่งในชาร์ตอยู่พักใหญ่เลย
อย่างไรก็ตาม Manchild เป็นเพียงประตูบานหนึ่ง ที่ซาบรินาวางเอาไว้ รอให้แฟนเพลงได้เปิดออกไปสู่อัลบั้มเต็มชุดที่ 7 ของเธอ อย่าง ‘Man’s Best Friend’ อัลบั้มที่อัดแน่นไปด้วยความเป็นพ็อปแบบสุดขีด รวมถึงเนื้อหารวมของเพลงที่สะท้อนความเป็นสาวแสบของซาบรินาได้อย่างสุดๆ
Man’s Best Friend อัลบั้มที่ขึ้นชื่อว่า รวบรวมเรื่องราวความรักของซาบรินาอย่างเต็มเปี่ยมนี่ จะสะท้อนแง่มุมความรักของเธอในแง่ไหนบ้าง?
Man’s Best Friend อัลบั้มใหม่กับการเติบโตอีกก้าวของ Sabrina Carpenter
ก่อนจะไปดูกันว่ามุมมองความรักของซาบรินาที่ถูกสอดแทรกอยู่ในอัลบั้ม Man’s Best Friend เป็นอย่างไร เรามาเกริ่นถึงที่มาที่ไปของอัลบั้มนี้กันสักหน่อยดีกว่า เพราะมันถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญในฐานะศิลปิน ไม่แพ้กับอัลบั้มที่ผ่านๆ มาของเธอเลย
หลังจากอัลบั้ม ‘Short n’ Sweet’ ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ชื่อของซาบรินาก็ได้กลายเป็นศิลปินระดับต้นๆ ที่มีน้อยคนจะไม่รู้จัก ทำให้หลังจากที่เธอประกาศปล่อยอัลบั้มใหม่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แฟนเพลงต่างคาดหวังและตั้งหน้าตั้งตารอ พร้อมคาดเดากันไปต่างๆ นานา ว่าอัลบั้มที่ 7 ของเธอจะเป็นอย่างไร แล้วมันจะติดหูเหมือนที่ผ่านมาหรือไม่
อย่างไรก็ตาม เมื่อเพลง Manchild ถูกปล่อยออกมา และตามมาด้วยตัวอัลบั้มตัวเต็ม ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าตัวเธอยังคงความสามารถและคุณภาพของเพลงของเธอได้อย่างเต็มร้อยเฉกเช่นที่ผ่านมา ด้วยการสร้างกระแสไวรัลจากเพลงของเธอ จนประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย

นอกจากนี้ Man’s Best Friend ยังเป็นอัลบั้มที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ความเป็นซาบริน่า คาเพนเทอร์เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น การนำเสนอเนื้อหาเพลงที่จิกกัดอย่างเจ็บแสบ ดนตรีพ็อปที่เข้าถึงง่าย เปิดโอกาสให้ทุกคน ซึ่งแม้จะไม่ใช่แฟนเพลงพ็อป ก็สามารถฟังและเอนจอยไปกับมันได้
ทั้งนี้ ถึงอัลบั้มนี้จะยังคงความเป็นซาบรินาในหลายแง่มุม หากแต่ต้องยอมรับว่าอัลบั้มนี้ก็ถือเป็นอัลบั้มที่แตกต่างจากอัลบั้มก่อนๆ พอสมควร โดยอัลบั้มก่อนหน้าเธอร่วมงานกับนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์มากมาย ทว่าครั้งนี้เธอเลือก ที่จะร่วมงานกับอดีตเพื่อนร่วมงานเพียงสามคน ได้แก่ เอมี อัลเลน (Amy Allen), แจ็ค แอนโทนอฟฟ์ (Jack Antonoff) และ จอห์น ไรอัน (John Ryan) ทำให้กระบวนการต่างๆ ให้ความรู้สึกเหมือนการทำวงดนตรี
แถมในครั้งนี้ยังเป็นการเปิดตัวซาบรินาในฐานะโปรดิวเซอร์ด้วย เพราะเธอร่วมโปรดิวซ์ทุกเพลงกับทั้งสามคนเลย จึงรับประกันได้เลยว่า ทุกเพลงใน Man’s Best Friend เราจะได้สัมผัสถึงตัวตนของซาบรินาอย่างแท้จริงแน่นอน

Man’s Best Friend จึงไม่ได้เป็นแค่อัลบั้มใหม่ แต่คือการประกาศศักยภาพครั้งสำคัญของซาบรินากับการก้าวขึ้นมามีบทบาททั้งในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง และโปรดิวเซอร์ อัลบั้มนี้จึงไม่เพียงสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเธอ แต่ยังตอกย้ำการเติบโตทางดนตรีของเธอด้วยในเวลาเดียวกัน
ความรักของ Sabrina Carpenter ในแบบ Man’s Best Friend

แน่นอนว่า ด้วยตัวตนความเป็นสาวแซ่บ ผู้รักการจิกกัดทั้งตัวเองและคนรักเก่า มีหรือที่ซาบรินาจะไม่พูดถึงหัวข้อเหล่านั้นในอัลบั้มนี้ บอกได้เลยว่า อัลบั้มนี้นี่แหละได้รวบรวมมุมมองความรักของซาบรินาได้อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุดอัลบั้มหนึ่งเลย
ทั้งนี้ทั้งนั้น เธอได้ออกตัวชัดเจนถึงจุดยืนของเธอเกี่ยวกับอัลบั้มนี้ผ่านบทสัมภาษณ์ของ BBC ว่าอัลบั้มนี้ไม่เหมือนกับพวกที่รับอะไรแรงๆ ไม่ได้ (ซาบรินาใช้คำว่า Pearl Clutchers ในการพูดถึงกลุ่มคนเหล่านี้) เพราะอัลบั้มนี้เรียกได้ว่าแซ่บขั้นสุด จนกลุ่มคนที่รับอะไรแรงๆ ไม่ได้เหล่านี้ ก็อาจเผลอยิ้มมุมปากหรือหัวเราะกับตัวเองหลังจากฟังเพลงจากอัลบั้มนี้ของเธอได้เช่นกัน
มาถึงตรงนี้แล้ว เรามาลองดูกันหน่อยดีกว่าว่าเธอมีมุมมองความรักอย่างไร แล้วมันจะแสบสันขนาดไหน?
เรามาดูกันที่เพลงเปิดอัลบั้มอย่าง ‘Manchild’ กันดีกว่า โดยเพลงนี้เธอได้เล่าถึง ความรักที่มีเพียงความสนุกสนาน ปราศจากความจริงจัง โดยเฉพาะความรักในช่วงชีวิตวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยความสับสน ทว่ามันก็ยังคงมีความสนุกสนานซ่อนอยู่ มันก็อาจสะท้อนมาจากหลายๆ ครั้ง ที่ผู้หญิงมักเจอกับหนุ่มหล่อกล้ามโตหน้าตาถูกใจ แต่พวกเขาก็สร้างได้แค่ความพึงพอใจทางร่างกาย แต่ในเรื่องความสัมพันธ์พวกเขากลับไร้สาระ และไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งที่สามารถจับต้องได้เลย
สำหรับซาบรินา Manchild จึงอาจเป็นเหมือนภาพสะท้อนของการเจอความรักที่ไม่จริงจัง ในหลายครั้งเราอาจต้องเจอกับคนที่ถูกใจ แต่ถูกใจก็ไม่ได้หมายถึงทุกอย่างจะจบลงแบบสวยหวาน หากแต่คนที่ถูกใจเหล่านี้ก็อาจมอบความสุขให้เราได้เพียงผิวเผิน ไม่ได้จริงจังมากพอจะทำให้เรามั่นใจในความสัมพันธ์ได้

‘Tear’ เพลงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ และความประชดประชัน ตลอดจนการสอดแทรกเนื้อหาเชิงเพศเข้ามาอย่างโฉ่งฉ่างตามสไตล์ของซาบรินา คาร์เพนเทอร์ กับการมองความรักในมุมที่ท้าทายกรอบเดิมๆ เธอใช้เนื้อหาที่แรงประมาณหนึ่ง แต่ก็เสริมมุกตลก เพื่อเสียดสีถึงความคาดหวังต่อผู้ชายและความสัมพันธ์
กระทั่งทวงคืนพื้นที่ในการพูดเรื่องเพศและความรักของผู้หญิงในแบบที่พวกเธอเลือกได้เอง
ถึงอย่างนั้น เธอก็ไม่ได้มองความรักเป็นเรื่องตลกขบขันเพียงอย่างเดียว หากแต่เธอยังมองมันในมุมจริงจังมากขึ้น เมื่อเธอได้เริ่มโตขึ้นด้วยเช่นกัน อย่างใน ‘We Almost Broke Up Last Night’ หนึ่งในเพลงที่สะท้อนความเปราะบางของเธอมากที่สุดในอัลบั้ม เธอเล่าถึงความสัมพันธ์ที่กำลังจะพลังทลาย การทะเลาะเบาะแว้งอย่างบ้าคลั่ง แม้ภาษาในเพลงจะยังคงเสียดสีจิกกัด แต่มันกลับทำให้ความรู้สึกเจ็บปวดที่แท้จริงค่อยๆ เผยออกมามากขึ้นด้วยในเวลาเดียวกัน

สำหรับ We Almost Broke Up Last Night คือภาพสะท้อนที่เธอมองถึงความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งและเจ็บปวด หลายคนที่เอาใจลงไปเล่นอย่างจริงจัง เมื่อถึงเวลาที่ความรักไม่ผลิบานอีกต่อไปแล้ว การจะถอนตัวเองออกมาก็ย่อมทำได้ยาก มันจึงอาจกลายเป็นสิ่งที่ย้อนกลับมาทำร้ายความรู้สึกเราในภายหลังได้
ต่อด้วย ‘Nobody’s Son’ ซึ่งพูดถึงความอกหักและความสัมพันธ์ที่ล้มเหลว โดยเพลงได้อธิบายจากการเลิกราแบบคลาสสิกทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการร้องไห้บนเตียง การมีเพื่อนมาปลอบ กระทั่งการต้องเผชิญกับภาวะ PTSD ทุกวัน ท้ายสุดแล้วความสัมพันธ์ที่พังทลายนี้ก็ได้ลากเราให้พังลงไปพร้อมกันด้วย
นั่นจึงสะท้อนให้เห็นถึงหลายครั้งเราจะติดภาพจำการเป็นสาวขี้เล่น ยียวน กวนประสาทของเธอ แต่แท้จริงแล้ว การถูกบอกเลิก และต้องจมอยู่กับความสัมพันธ์ที่ล้มเหลวนี้นานๆ มันกลับทำให้เธอจมดิ่งไปกับความเศร้าและความเจ็บปวดเฉกเช่นกับหลายคนที่เผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้

เพราะฉะนั้นแล้ว หากจะพูดว่า Man’s Best Friend คือกระจกสะท้อนแค่มุมมองความรักของซาบรินา คาร์เพนเทอร์เพียงคนเดียวก็อาจยังไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะมันก็ถือเป็นมุมมองที่ถูกหยิบมาจากทุกความสัมพันธ์ของพวกเราทุกๆ คนที่เคยประสบพบเจอมา บางครั้งมันก็อาจจะตลก บางครั้งมันก็น่าจะหยิบมาจิกกัดย้อนหลังกับเพื่อน และบางครั้งมันก็อาจทำให้เราเศร้าซึมกินไม่ได้นอนไม่หลับไปเป็นเดือน
เพราะความรักเกิดขึ้นได้ทุกรูปแบบ Man’s Best Friend จึงอาจเป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการทำความเข้าใจคำว่า ‘ความรัก’
อ้างอิงจาก





