Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
MONTY ศิลปินเจนซีและหัวหน้าผองสัตว์ประหลาดในโลกกึ่งจริงกึ่งฝัน

MONTY ศิลปินเจนซีและหัวหน้าผองสัตว์ประหลาดในโลกกึ่งจริงกึ่งฝัน

13/08/2026
Uncategorized
AUTHOR: วงศกร ลอยมา
SHARE:

 ชื่อสินค้า ชื่อแบรนด์ กระทั่งชื่อบทสัมภาษณ์ จะได้รับความสนใจและเป็นที่จดจำ ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นได้เพราะมีชื่อที่ดี เพราะชื่อไม่ได้มีขึ้นเพื่อใช้เรียกเพียงอย่างเดียว แต่สามารถฉายลึกลงไปเห็นตัวตนของสิ่งนั้นได้ในคำเดียว

 เหมือนที่นักทำสารคดีชอบพูดกันว่า ถ้าไม่อยากเล่าเรื่องเยอะก็เล่าเฉพาะกรวดก้อนสำคัญที่ทำให้เห็นพื้นพิภพ 

 MONTY หรือ เอกอนันต์ ศิริฉัตรนุรักษ์ คือศิลปินและนักวาดภาพประกอบรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองมากคนหนึ่งในตอนนี้ เราว่าเขามีชื่อ(เล่น) ที่น่าสนใจ
เมื่อเห็นคำว่า MONTY เรานึกเลยไปถึงคำว่า monster เห็นสัตว์ประหลาด ความแฟนตาซี กึ่งจริงกึ่งฝัน ทั้งที่ในความเป็นจริงชื่อเล่นที่หาใครเหมือนนี้มีที่มาจากนักกอล์ฟคนหนึ่ง ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวโยงกับสัตว์ประหลาดแม้แต่น้อย

 “ชื่อ Monty พ่อผมเป็นคนตั้ง คนอาจจะคิดว่ามาจาก monster หรือเปล่า จริงๆ มาจากนักกอล์ฟคนหนึ่ง ชื่อ Colin Montgomerie เขามีชื่อเล่นว่า Monty คือพ่อผมชอบดูกอล์ฟมากแล้วก็ชอบคนนี้ ก็เลยตั้งชื่อนี้ให้ผม”

 น่าสนใจตรงที่ พอเกิดมาในชื่อ Monty แล้ว บังเอิญว่าตัวเขาในวัยเด็กก็เป็นคนชอบสัตว์โลก และสัตว์ประหลาด ผ่าน Cartoon Network ที่เขาชอบดู

 “ผมเป็นเด็กขี้อาย และชอบคิดจินตนาการ ไม่รู้ถึงขั้นเพ้อฝันไหม อาจเป็นเพราะผมติดมาจากการ์ตูน ตอนเด็กผมชอบดู Dexter, Looney Tunes หรือ Winnie The Pooh ผมชอบอียอร์ คือผมว่าการ์ตูนมีส่วนหล่อหลอมผมมากๆ เลย ติดมาจนตอนนี้”

 ชื่อสามารถกำหนดความชอบและพฤติกรรมของคนเราได้จริงหรือ ประเด็นนี้น่าสนใจ วิทยาศาสตร์มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า nominative determinism หรือแนวคิดที่ว่าชื่ออาจแอบกำหนดพฤติกรรมและเส้นทางชีวิตของมนุษย์อยู่กลายๆ

 ตั้งแต่แรกลืมตาดูโลก เราต่างก็มีชื่อกำกับแล้ว แต่กว่าจะดูการ์ตูนรู้เรื่องก็โตขึ้นมาหน่อยแล้ว กระทั่ง 3 ขวบเขาก็จับดินสอขีดเขียนสัตว์ประหลาดในจินตนาการ และกลายเป็นความชอบติดในเนื้อตัวมาจนถึงปัจจุบัน ฉะนั้น กรณีของม้อนคำตอบอาจโน้มเอียงไปทางจริง

 ไม่ใช่แค่สัตว์ประหลาด สิ่งที่ยังติดตัวเขาตั้งแต่วัยเยาว์คือความชอบในการวาดรูป กระทั่งเติบโตเข้าสู่วัยมัธยมปลาย อันเป็นช่วงเวลาที่โรงเรียนเริ่มโยนคำถามให้นักเรียน (หรือบางครอบครัวก็คิดให้เสร็จสรรพ) ตัดสินใจเลือกอนาคตของตัวเอง หนูๆ อยากเรียนสายไหนจ๊ะ วิทย์หรือศิลป์ 

 “ตอนเลือกสายเรียน โรงเรียนผมมีสายศิลปะด้วย ผมเลือกเรียนสายศิลปะ ตอนนั้นผมคิดแค่ว่าตัวเองน่าจะอยู่กับสิ่งนี้ได้นาน ซึ่งพอทำจริง ผมก็ทำได้ไม่ดี เรียกว่าทำไม่ได้เลยก็ได้ ก็เลยคิดว่าถ้าทำในแนวทางที่ตัวเองชอบน่าจะสนุกมากกว่า”

 “ผมชอบใช้พู่กันระบายสีมากกว่า drawing ที่ต้องใช้ดินสอ คือตอนเรียนอาจารย์จะให้ทำ drawing ซึ่งฝีมือผมค่อนข้างแย่ ก็เลยคิดว่าถ้าตั้งใจทำงาน painting ไปเรื่อยๆ ผมก็น่าจะทำงานศิลปะได้”

 คล้ายว่าเขาไม่ปล่อยให้ตัวเองอยู่กับสิ่งที่ชอบด้วยความรู้สึกที่ไม่ดี เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ไม่นานความชอบอาจจะเปลี่ยนได้ ด้วยมุมมองแบบนี้ เขาเป็นเด็กที่มีสายตายาวไกลใช้ได้ทีเดียว แต่คุณก็คงเห็นแล้วว่าเขาเป็นหนุ่มแว่น และใช่ เขาสายตาสั้น

 “ผมใส่แว่นมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว สั้น 400 เอียง 200 เคยมีช่วงหนึ่งวาดรูปแล้วมันเอียงแบบเราไม่รู้ตัว เลยต้องไปตัดแว่นใหม่ ถ้าดูตอนผมวาด ท่าทางมันจะแปลกๆ นิดนึง ผมหมุนไปทั่วเลยครับ เคยพยายามปรับท่าทางแล้ว นั่งให้ตรงแต่ทำได้แป๊บเดียวก็กลับมานั่งเอียงเหมือนเดิม”

 “ตอนเด็กๆ ผมขี้เขินมาก ภายนอกดูเหมือนเป็นคนเรียบร้อยเกินไปหรือเปล่า ดูเป็นคนตั้งใจเรียน ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่เลย พวกวิชาการผมไม่ได้เลยครับ ผมไม่แน่ใจนะว่าคนอื่นมองผมยังไง ผมอาจจะคิดไปเองก็ได้ คนอื่นอาจจะไม่ได้คิดอะไรเลยก็ได้”

 มหาวิทยาลัยที่ม้อนเข้าศึกษา คือสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ ภาควิชานิเทศศิลป์ ทว่าก่อนหน้านั้น เขาเคยไปสัมภาษณ์เข้าเรียนกับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมาก่อน ซึ่งนั่นทำให้เขาพบเจอกับความผิดหวังครั้งใหญ่

 “ตอนเด็กๆ ผมทำงานส่งประกวดบ้างแต่ก็ไม่เคยได้ เฟลมาเยอะ ผมมาเฟลอีกครั้งคือตอนไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกที่หนึ่ง ในการสัมภาษณ์ทั้งหมดมีผมไม่ติดคนเดียว มันยิ่งทำให้ผมไม่กล้าไปส่งประกวดที่ไหนเลย”

 สิ่งที่ควรบันทึกไว้ตรงนี้คือ ม้อนเป็นนักศึกษารุ่นเรียนออนไลน์ การเรียนการสอนในชั้นเรียนถูกหยุดเพราะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้นักศึกษาเจเนอเรชันนี้มีประสบการณ์ในรั้วมหาวิทยาลัยน้อยกว่ารุ่นอื่นๆ

 “ผมไม่ค่อยตั้งใจเรียน คือเราใช้ชีวิตอะครับ มีเพื่อนใหม่ กำลังตื่นเต้นที่ได้เจอเพื่อน ถึงขั้นอาจารย์เตือนว่าถ้าไม่ทำงานก็ไปดร็อปเรียนดีกว่า (หัวเราะ) ผมรู้ซึ้งเลยครับ พอเขาพูดแบบนั้นผมก็ตั้งใจเลย ทำงานทุกวัน”

 เราสงสัยว่าคณะสถาปัตย์ฯ ภาควิชานิเทศศิลป์ บรรยากาศ และธรรมชาติของเพื่อนพี่น้องในคณะเป็นยังไง

 “มันเหมือนอยู่อีกประเทศหนึ่งเลยนะ คือพวกเราจะอยู่กันเป็นกลุ่มก้อน ตอนผมอยู่หอก็อยู่กับเพื่อนทั้งวัน ผมเล่าเรื่องในมหาวิทยาลัยได้ไม่เยอะ เพราะรุ่นผมติดโควิดพอดี เรียนออนไลน์กันหมด แต่ว่าหลักๆ ก็อยู่กับเพื่อน ทำงานส่งอาจารย์ แต่ตอนที่ผมเริ่มโฟกัสกับงานตัวเอง ผมก็ปลีกมาอยู่คนเดียวบ่อยขึ้น”

 ระหว่างนี้ ม้อนเริ่มเผยแพร่ผลงานในนาม MONTY และมีแบรนด์เริ่มติดต่อเข้ามาให้ช่วยออกแบบ ขณะเดียวกัน ด้วยภาควิชาที่เรียนเรื่องการสร้างชิ้นงานเพื่อสื่อสาร เช่น โปสเตอร์ แผ่นพับ สื่อผสม ฯลฯ ทำให้เขาต้องหาเวลาว่างฝึกฝนฝีมือการวาดด้วยตัวเอง

 “ผมว่าดีนะ การที่เขาไม่ได้สอนด้านการวาด มันเหมือนช่วยให้เราต้องหาทางของตัวเองน่ะครับ แล้วผมก็เอาทฤษฎีที่ได้เรียนในคลาสมาพัฒนางานตัวเอง พอช่วงขึ้นปี 2 – 3 มีงานติดต่อเข้ามาเยอะมาก กระทั่งบางงานที่เขาขอปรับจนลายเส้นมันไม่ใช่ตัวตนเรา ผมก็ทำ”

 “มันเหมือนได้ฝึกตีโจทย์มากขึ้น อาชีพผมต้องเจอเรื่องพวกนี้ตลอดเวลา ทุกครั้งที่ทำงานเหมือนเราจะเอาตัวเองไปอยู่ในมุมของเขาบ้าง มองความต้องการของเขาให้ออก ผมว่าเราทำธุรกิจกันมันควรมาเจอกันครึ่งทาง บางทีเราก็แนะนำเขาได้”
ยังไม่ทันได้ใส่ครุย (ที่คนล้อว่าเหมือนคอสตูมเทวดา) เขาก็เปลี่ยนความฝันให้เป็นความจริงแล้วเรียบร้อย สร้างผลงาน กระโจนเข้าไปในโลกนั้น มองเห็นสังเวียนจริง เจอลูกค้าจริง คอมเมนต์จริง ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นประสบการณ์ที่นำไปต่อยอดได้ในอนาคต

 ถ้าอยากใส่ครุยคือต้องทำธีสิสจบ ซึ่งชิ้นงานที่เขาทำคือ

 “ผมทำ Art Toy เล่าเรื่องอวัยวะในร่างกายมนุษย์ การติดเชื้อ แบคทีเรีย สารเคมี เชื้อโรค ผมรู้สึกว่ามันน่าสนใจดีที่ตีความเรื่องพวกนี้ออกมาเป็นคาแรกเตอร์ ตอนแรกที่ทำออกมาเพื่อนก็ยังแยกไม่ออกว่าส่วนไหนคืออวัยวะอะไร อาจารย์ก็คอมเมนต์ว่าน่าจะเติมสีเข้าไปหน่อย คิดแล้วก็อยากกลับไปทำ Art Toy นะครับ แต่ตอนนี้ผมโฟกัสงานวาดมากขึ้น แนวทางที่ชอบทำมันเปลี่ยนไป”
ม้อนนำคอนเซปต์ธีสิสไปต่อยอดทำเป็นผลงานแล้วส่ง Bangkok Illustration Fair (BKKIF) ในปี 2024 เป็นครั้งแรก กระทั่งได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน 161 ศิลปินที่ได้ไปจัดแสดงและจำหน่ายผลงานที่อีเวนต์ BKKIF แม้ภายหลังจะบอกว่าไม่ค่อยชอบผลงานเซตนั้นก็ตามที

 เรื่องใหญ่ที่สุดของเด็กจบใหม่ในประเทศนี้คงหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า จบไปแล้วจะทำอะไร

 คำถามด้านบนนำมาซึ่งหลายๆ คำถามที่เด็กจบใหม่ต้องตอบให้ได้ ถ้างานในฝันยังไม่ว่าง จะอดทนรอไหม หรือจะทำอย่างอื่นเพื่อหาเงินเลี้ยงชีวิตไปก่อน หรือถ้ารอ จะบอกที่บ้านยังไง อยู่บ้านเฉยๆ ได้ถึงเมื่อไหร่ อดทนแรงกดดันที่มาปะทะแบบเงียบๆ ได้ไหม

 ม้อนในฐานะเด็กจบใหม่เขาเดินไปต่อยังไงหลังเรียนจบ

 “ผมอยากให้เวลาตัวเองสักปีหนึ่ง ยังไม่คิดทำงานประจำ ช่วงแรกกังวลมาก แต่ผมบอกที่บ้านชัดเจนว่าขอเวลาปีหนึ่งพัฒนางานตัวเอง เขาอยากให้ผมทำงานประจำมากกว่า เพราะมั่นคงกว่า แต่พอเราออกมาทำ เราไม่ได้ทำเล่นๆ เขาก็เข้าใจไปเอง พ่อผมบอกว่าอยากทำอะไรทำเลย ทำแบบที่อยากทำ โชคดีที่เขาให้ผมเลือกเองทุกอย่าง”
หนึ่งในสิ่งที่เขาเลือกคือสมัครไปทำงานประจำให้กับเบียร์คราฟต์ยี่ห้อหนึ่งในฐานะ graphic designer เพียงแต่ว่าทำได้ห้าเดือนก็ลาออก สิ่งที่เราอยากรู้คือ หนึ่ง อะไรทำให้เขาตัดสินใจสมัครทำงานประจำ

 “ช่วงหนึ่งปีนั้น ผมทำงานตัวเองและฟรีแลนซ์ควบคู่กัน มีช่วงหนึ่งโหมงานหนักจนไม่สบาย ผมตื่นกับนอนไม่เป็นเวลา เวลารวนมากๆ ไม่มีระบบให้ตัวเอง ผมอยากลองทำอะไรที่เป็นระบบดูบ้าง ก็เลยตัดสินใจไปทำงานประจำ แต่พอร่างกายดีขึ้นก็ชักไม่แน่ใจว่าตัดสินใจถูกไหม”

 และสอง อะไรทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่นำมาซึ่งความมั่นคงในทุกเดือน

 “เหตุผลหลักๆ คือ เวลาวาดรูปมันหายไป ปกติผมจะมีเวลานั่งกินกาแฟวาดรูปแต่พอทำงานประจำช่วงเวลาแบบนี้ไม่ค่อยมี เช้าถึงเย็นผมเข้าออฟฟิศ เลิกงานก็ทำงานวาดจนถึงตี 3 แล้วก็ตื่นไปทำงานต่อ ผมรู้สึกว่าเป็นแบบนี้มันไม่น่าเวิร์ก เอาเวลาไปทำงานของตัวเองดีกว่า”
“และมันอาจจะเป็นโชคดีของผมด้วย ตอนผมตัดสินใจลาออกมันมีโปรเจกต์หนึ่งเข้ามาพอดี อย่างน้อยผมมีงานทำ มีรายได้ แต่ก็อย่างที่ทุกคนรู้ ศิลปินอยู่กับความไม่แน่นอนตลอดเวลา บางช่วงงานจะเยอะมาก บางช่วงก็เงียบหายไปเลยหลายเดือน”
ช่วงไม่มีงานเขายอมรับว่าใจเสีย แต่ใจเสียในระดับไม่รุนแรง ด้วยว่ายังมีงานสอนศิลปะที่พอจะมีรายได้จุนเจือในแต่ละเดือน

 “ผมสอนมาตั้งแต่ปี 2 ถ้าเป็นช่วงวัยผมสอนหลากหลายมาก แต่ละคนก็จะมาด้วยความคาดหวังที่ไม่เหมือนกัน บางคนมาเรียนเพื่อนหวังสอบติดมหาวิทยาลัย บางคนมาเรียนเพื่อมีสกิลไว้เฉยๆ หรือบางคนมาเรียนเพื่อเปลี่ยนอาชีพ”

 “สิ่งที่ผมสอนคือเทคนิคพื้นฐาน วิธีคิด วิธีจัดการเวลา และจะไม่จับมือทำ หลักๆ ผมจะไกด์ให้แล้วบอกว่ามันมีทางนี้อยู่ ลองดูไหม แลกเปลี่ยนกัน คืออย่างที่บอก แต่ละคนเขามีความต้องการแตกต่างกัน เราจะทำยังไงให้เขาได้รับในสิ่งที่ต้องการ คนแต่ละแบบก็จะใช้วิธีพูดคุยหรือสอนแตกต่างกัน”

 “เรื่องที่ผมคิดว่าสอนไม่ได้คือ สไตล์ น้ำเสียง สิ่งพวกนี้ของใครของมัน และอีกอันที่สำคัญคือ ความกล้าในการลงมือทำ คือบางคนทำออกมาแล้วไม่ได้ดั่งใจแล้วผละไปเลย ทั้งที่ในความเป็นจริงของพวกนี้มันอาศัยการทำซ้ำ ฝึกฝน”

 เรานั่งสัมภาษณ์กันแบบสบายๆ ในสตูดีโอ เขานั่งอยู่บนโซฟาและกำลังถูกห้อมล้อมด้วยเหล่าสัตว์ประหลาดที่ขีดเขียนขึ้นมาเองกับมือ ไม่ว่าจะเป็นหนูที่กำลังฝันถึงแมวดำ กรวยจราจรปั่นจักรยาน  หรือบ้านต้นไม้สำหรับหลบหนีโลกแล้งไร้ ฯลฯ

 ทำไมถึงสนใจหยิบเรื่องกึ่งจริงกึ่งฝันมาใส่ในงาน เราสงสัยเสียงดัง 

 “ผมสร้างคาแรกเตอร์พวกนี้จากตัวเองล้วนๆ ตอนเด็กผมชอบดูการ์ตูนมาก ชอบความไม่ make sense ของพวกสัตว์ประหลาด อย่างเช่นภาพ Dream Layers เบื้องหลังของมันคือ ตอนเด็กผมอยากมีบ้านต้นไม้มากๆ ก็วาดรูปนี้ หลายอย่างในภาพดูไม่จริงเลย หนูด้านบนสไลเดอร์ไปไหนก็ไม่รู้ (หัวเราะ)”
“หรือผมวาดหนูนอนฝันถึงแมว รอบๆ ตัวมีตาแมวเต็มไปหมด ทั้งใต้เตียง หน้าต่าง คือผมไม่ได้กลัวแมวนะ แต่เปรียบเทียบสิ่งที่ผมกลัวเป็นแมว แล้วใครกลัวแมวที่สุดก็คือ หนู งานบางชิ้นก็มาจากความกลัวลึกๆ ในใจของผมเอง”
การวาดสิ่งที่มีแค่ตัวเองเท่านั้นที่รู้ ขั้นตอนแรกอาจไม่ใช่การสเกตช์ภาพร่าง แต่คือการคุยกับตัวเอง ความรู้สึกไหนหยิบมาใช้ได้

 “ถ้าเราเข้าใจตัวเองดี การทำงานมันจะราบรื่น ปรับเปลี่ยน เลือกใช้สีได้คล่องแคล่วมาก ผมว่าถ้าศิลปินมีความเชื่อ มีความคิดที่แข็งแรงงานเราก็จะดี เหมือนเราได้ทำความรู้จักตัวเองผ่านการทำงานศิลปะ หรือบางทีนะครับ เราอาจจะได้เห็นตัวเองในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน”

 เท่าที่ฟังตัวตนและความชอบของคุณไม่ได้เปลี่ยน พอโตแล้วเคยคิดไหมว่าอยากสร้างบ้านต้นไม้สานฝันตอนเด็ก เราถามเขาตรงๆ

 “ถ้ามีโอกาสก็อยากทำนะครับ เคยเกือบสำเร็จตอนเด็ก ที่บ้านยายมีต้นไม้อยู่ พอให้ช่างขึ้นไปดูเขาเจองูแผ่ใส่ แผนเลยล้มเลิก (หัวเราะ) เพราะแถวนั้นมันเป็นสวนด้วย” 

 ความเป็นห่วงจากผู้คนรอบตัว นอกจากเป็นห่วงว่าเขาอาจถูกงูกัดบนบ้านต้นไม้แล้ว ยังลามเลยมาถึงช่วงเวลาสร้างงานศิลปะในแต่ละวัน เพราะช่วงเวลาที่หัวเขาแล่น คือช่วงกลางดึกแล้วไหลยาวถึงเช้าตรู่ ซึ่งขัดต่อนาฬิกาชีวิตมนุษย์

 “พ่อผมบอกตลอดว่าให้นอนไวๆ บ้าง เพราะเวลานอนของผมไม่เหมือนใครในบ้านเลย บางทีตื่นมาแล้วไม่เจอคนในบ้านเลย เจอแต่บ้านโล่งๆ” 

 “ที่ผมทำงานศิลปะตอนกลางคืน เพราะว่าตอนเช้าผมวาดได้นิดหน่อยก็พัก แต่ถ้ากลางคืนนั่งทำได้ยาวๆ เลย บรรยากาศรอบตัวมันเงียบมาก และความรู้สึกมันก็ต่างกันนะ ตอนเช้าเราคิดแบบหนึ่ง ตอนกลางคืนเราก็คิดอีกอย่าง รู้สึกอีกอย่าง”
“บางทีวาดไปเรื่อยๆ มันหยุดไม่ได้ บางชิ้นผมก็จะแวะมาวาดวันละนิด สะสมไปเรื่อยๆ แต่บางชิ้นต้องทำซ้ำหลายรอบ แก้บ้าง เติมบ้าง หรือหนีจากมันแล้วค่อยมาดูอีกทีว่าเราพอใจหรือยัง สีใช้ได้ไหม”

 “เดี๋ยวนี้ผมเลือกสีที่เหมาะกับเรื่องที่อยากเล่า มันก็เลยออกมาสดหน่อย เมื่อก่อนจะเป็นโทนขาวดำ คือเหมือนเรายังเคอะเขินอยู่ ไม่กล้าแสดงออกอะไรมาก เราวาดอะไรลงไปมันก็เหมือนเอาตัวเองลงไปให้คนอื่นเห็นน่ะครับ”

 เรากล้าเปิดเผยตัวตนให้คนแปลกหน้าเห็นไหม คำถามน่าคิดสำหรับผู้ฝันเป็นศิลปิน

 BKKIF ในปี 2024 2025 มาจนถึง 2026 คือหมุดหมายสำคัญที่ทำให้ MONTY ค้นพบความสำคัญของการพบเจอผู้คน

 “มันทำให้เราเจอคนมากขึ้นนะครับ ผมเป็นคนติดบ้านมาก ช่วงที่มีโปรเจกต์บางทีไม่ออกไปไหนเลย กังวลว่างานจะเสร็จไหม การออกไปเจอคนมันเลยสำคัญมาก พอได้เจอได้คุยถึงผลงานของเรากับคนอื่นๆ เราจะเกิดความเชื่อในสิ่งที่ทำมากขึ้น หรืออย่างน้อยมีกำลังใจที่จะทำต่อไป”

 เมื่อทำต่อไปเรื่อยๆ ปรับตรงนั้นนิด เปลี่ยนตรงนี้หน่อย สิ่งที่ไม่ชอบในงานชิ้นก่อนๆ ก็จะถูกตัดทอนออกไปในงานชิ้นใหม่ เขาถึงขนาดพูดว่างานที่นำไปจัดแสดง BKKIF ในปีแรกกับปีที่สอง เหมือนศิลปินคนละคนทำ

 “งานปีแรกโทนสีมันน้อย และเหมือนยังไม่แน่ใจว่าจะเล่าเรื่องอะไร พอมานั่งดูแล้วก็ถามตัวเองว่ามันใช่ตัวเราหรือเปล่า พอปี 2025 ก็เลยใช้เวลาเลือกสีมากขึ้น สนุกกับมัน เล่าเรื่องที่ตัวเองอยากเล่าจริงๆ”
เราสนใจวิธีคิดเรื่องการให้เวลากับงานของเขา

 ในมุมของม้อน หัวใจสำคัญของการพัฒนาผลงานคือการเรียนรู้ผ่านการทำซ้ำๆ ต่อให้มีคนมาคอยไกด์ว่าต้องวาดแบบไหน ปรับอย่างไร เขายอมรับตามตรงว่า ผลลัพธ์ที่ได้คงไม่ดีเท่ากับการยอมเสียเวลาลองทำซ้ำด้วยตัวเอง

 “เมื่อก่อนผมทำไปโดยไม่ได้คิดอะไร ตอนเรียนวาดรูปแม้มีคนอธิบายก็ไม่ค่อยเข้าใจ ผมเพิ่งมาค้นพบว่าเราต้องทำซ้ำๆ ทำเยอะๆ มันถึงเข้าใจ ผมเพิ่งมาเข้าใจหลักการ drawing ที่มันเป็น academic หลังเรียนจบมหาวิทยาลัยไปแล้ว”

 เมื่อรู้ว่าจังหวะการเรียนรู้ของตัวเองต้องอาศัยเวลาและการทำซ้ำ เราสนใจว่าการก้าวเข้าไปอยู่ในพื้นที่รวมศิลปินอย่าง BKKIF สร้างแรงกดดันให้เขา หรือกระทั่งเผลอเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นไหม

 “แรกๆ มีครับ แต่ตอนนี้ไม่แล้ว แค่ได้ไปโชว์ตรงนั้นก็ดีใจมากๆ อย่างที่บอกว่าผมเคยส่งประกวดมาแล้วผิดหวังมาเยอะ แพ้คนอื่นตลอด ตอนนี้ผมไม่คาดหวังอะไรทั้งสิ้น คือผมกลัวความผิดหวังครับ แต่แง่หนึ่งมันก็ดี เหมือนกับว่ามันต้องผิดหวังก่อนแล้วเราจะค่อยๆ ปรับความคิดได้ ถึงจุดหนึ่งเราจะแข็งแกร่งขึ้น”

 นอกจากความผิดหวัง อีกสิ่งที่มาคู่กับการเติบโตของศิลปินคือคำวิจารณ์ซึ่ง MONTY ได้รับมาตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา

 “ผมได้รับคำวิจารณ์มาตลอด ตั้งแต่สมัยเรียนคนก็จะบอกว่ามันดูขายไม่ได้ ได้ยินแบบนั้นผมช็อกนะ แต่ก็ก้มหน้าทำต่อ รู้สึกว่าคำวิจารณ์พวกนี้มันเป็นแรงผลักดันทำให้เราอยากพัฒนาฝีมือและผลงานให้ดีขึ้น”

 “ช่วงแรกๆ ยอมรับว่ามันบั่นทอนมาก จมอยู่กับอารมณ์นั้นสักพักเลย แต่พอย้อนกลับไปมอง คำวิจารณ์บางอันมันก็ช่วยเราเยอะ”

 นอกจากในไทย ก๊วนสัตว์ประหลาดของ MONTY ยังโบยบินไปโชว์ตัวไกลถึง Kuala Lumpur Illustration Fair (KLIF) ประเทศมาเลเซีย ต่อเนื่องกัน 2 ปี

 จากการไปออกบูทที่นั่น ม้อนสังเกตเห็นเนเจอร์ของผู้ชมที่น่าสนใจ เช่นว่าบางคนเดินมาเจอ สนใจ จ่ายเงินซื้อ จบ ในขณะที่บางคนยืนคุยแลกเปลี่ยนยาวนานเกือบครึ่งชั่วโมง แต่ไม่ว่าจะประเมินจากมุมไหน ข้อสรุปก็คืออาร์ตแฟร์ในต่างประเทศคึกคักมากทีเดียว

 เบื้องหลัง KLIF ที่น่าเล่าไว้ตรงนี้คือ ผลงานของ MONTY ไปเข้าตาผู้จัดฝั่งนู้น จึงติดต่อให้เขาไปจัดแสดงโดยไม่เสียค่าบูท ค่ากิน ค่าเดินทางและค่าที่พักเขาต้องควักเงินออกเองทั้งหมด

 คุ้มค่าไหม เราแอบสงสัย

 “ผมว่าคุ้มค่านะครับ คุ้มค่าทั้งในเชิงรายได้และความรู้สึก อาจจะคุ้มค่ากว่าขายงานที่เมืองไทยด้วยซ้ำไป ไปที่นั่นผมได้แรงบันดาลใจกลับมาเยอะมาก ผู้คนก็น่ารัก หนล่าสุดที่ไปมีลูกค้าคนเดิมมาซื้อ ผมจำหน้าเขาได้แม่นเลย”

 “ผมภูมิใจที่ตัวเองมาถึงจุดนี้ได้ มีคนซื้องานเรา สิ่งที่อยากทำต่อจากนี้คือทดลองทำงานที่หลากหลายมากขึ้น แล้วก็อยากพางานไปแสดงในหลายประเทศมากขึ้น มีหลายที่ติดต่อมาแต่ติดงาน เลยยังไม่ได้ไปสักที”

 ด้วยเนื้องานที่ต้องรับผิดชอบทำให้เขาต้องนั่งทำงานเป็นหลัก และเหมือนใครหลายคน ม้อนก็มีช่วงเวลาตีบตันคิดอะไรไม่ออก ทางออกของเขาคือถอยออกมาจากงานแล้วไปพักผ่อน

 “ถ้าเหนื่อยก็ไปพักแป๊บนึงแล้วค่อยกลับมาทำใหม่ ไปพักผ่อนใช้ชีวิต แต่ถึงยังไง ระหว่างใช้ชีวิตอยู่ เราก็คิดหาเรื่องมาใส่ในงานอยู่ดี เหมือนชีวิตเราเป็นส่วนหนึ่งของงานไปแล้ว สิ่งที่เราพบเจอ ระหว่างทางที่เราผ่านมา ทุกอย่างมันเป็น input หมดเลย”

 “และผมว่างานที่มองไปแล้วเห็นตัวเองในนั้นมันทำให้เราแฮปปี้นะครับ”

Tags:a dayArtistTalkMONTY
Share :
Author
วงศกร ลอยมา
Photographer
-
จงปล่อยวางและรักในความไม่สมบูรณ์ ปรัชญาภายใต้สัมผัสของการปั้นดิน Tierra Studio
ที่ชอบจงปล่อยวางและรักในความไม่สมบูรณ์ ปรัชญาภายใต้สัมผัสของการปั้นดิน Tierra Studioนักเขียน : ปิยพัชร สาริบุตร
แหลมเจริญซีฟู้ด พลิกโฉม ชวนสัมผัส “ตัวจริงซีฟู้ดระยองแท้” พร้อม Concept Store ใหม่ ณ เซ็นทรัลเวิลด์
Agendaแหลมเจริญซีฟู้ด พลิกโฉม ชวนสัมผัส “ตัวจริงซีฟู้ดระยองแท้” พร้อม Concept Store ใหม่ ณ เซ็นทรัลเวิลด์นักเขียน : a team
HEI YIN “The Blooming Moon” ขนมไหว้พระจันทร์ประจำปี 2026 ถ่ายทอดความหมายแห่งความเจริญรุ่งเรือง ความอุดมสมบูรณ์ และการเริ่มต้นสิ่งดี ๆ
AgendaHEI YIN “The Blooming Moon” ขนมไหว้พระจันทร์ประจำปี 2026 ถ่ายทอดความหมายแห่งความเจริญรุ่งเรือง ความอุดมสมบูรณ์ และการเริ่มต้นสิ่งดี ๆนักเขียน : a team