Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
Rewild My City: เมื่อเทรนด์ปี 2020 ไม่ใช่การแยก ‘ป่า’ ออกจาก ‘เมือง’

Rewild My City: เมื่อเทรนด์ปี 2020 ไม่ใช่การแยก ‘ป่า’ ออกจาก ‘เมือง’

21/01/2020
Culture & Entertainment
AUTHOR: Little Thoughts
SHARE:

 ถึงตอนนี้ชาวกรุงเทพฯหลายคนคงได้แวะเวียนไปเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมที่น่าตื่นเต้นอย่างน้อย 2 แห่ง

 ที่เราพูดถึงไม่ใช่ห้างแต่เป็นโครงการสวนเกษตรในเมือง (urban farming) ที่ยกระดับกรุงเทพฯและหวังว่าจะกลายเป็นแฟชั่นใหม่ที่จะได้เห็นมันเกิดขึ้นในวงกว้างในไม่ช้า

 เรากำลังพูดถึงอุทยาน 100 ปีจุฬาฯที่ได้รับรางวัลอันเปรียบได้กับออสการ์ทางภูมิสถาปัตยกรรมของโลกอย่าง ASLA และอุทยานการเรียนรู้ป๋วย 100 ปีในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิตที่กล่าวได้ว่าเป็นสวนเกษตรในเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเอเชีย

 ทั้งสองอุทยานออกแบบโดยบริษัทภูมิสถาปนิกเดียวกัน ชื่อว่า LANDPROCESS ซึ่งมีผู้ก่อตั้งคือกชกร วรอาคมคนไทยคนแรกที่ได้รับเกียรติให้ขี้นเวที TED Talks ใหญ่ (TEDWoman 2018 ณเมืองปาล์มสปริงส์) และเป็นคนไทย 1 ใน 3 ที่ได้รับการประกาศให้เป็น TIME 100 Next ของปี 2019

 ผลงานออกแบบของ LANDPROCESS ไม่ได้มีเพียงอุทยานสองแห่งนี้นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทภูมิสถาปนิกแห่งนี้ก็สั่งสมผลงานที่มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่สีเขียวซึ่งไม่ได้หมายความเพียงการเพิ่มออกซิเจนและการดูดซับคาร์บอนแต่ยังเป็นเรื่องของการกักเก็บและการระบายน้ำสำหรับเมืองและหากไม่มีอะไรผิดพลาดไม่เกินกลางปี 2020 คนกรุงเทพฯก็จะได้ชื่นชมอีกหนึ่งโครงการซึ่งเปลี่ยนซากทางรถไฟฟ้าลาวาลินที่ถูกทิ้งร้างตรงกลางสองฝั่งสะพานพระปกเกล้าให้เป็นสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำที่จะเป็นทั้งพื้นที่สาธารณะสีเขียวและหวังว่าจะเป็นแลนด์มาร์กใหม่ที่ยกระดับจิตวิญญาณแห่งอนาคตให้กับเมืองแห่งนี้

 

 เมื่อพูดถึงปี 2020 สิ่งที่หลายคนเฝ้ารอก็คือโอลิมปิกของโตเกียว

 หลายคนในนั้นไม่ได้รอชมกีฬาโอลิมปิกแต่รอดูความน่าตื่นเต้นของภาพโตเกียวใหม่ที่เราจะได้เห็น โดยเฉพาะสนามกีฬาโอลิมปิกที่ได้รับการสร้างขึ้นใหม่ซึ่งเสร็จก่อนกำหนดจริงหลายเดือน

 แม้มีเรื่องยุ่งยากในตอนเริ่มต้นโครงการเมื่อแบบที่ชนะการประกวดซึ่งเป็นของซูเปอร์สตาร์ทางสถาปัตยกรรมอย่าง Zaha Hadidผู้ล่วงลับถูกปัดตกในที่สุดหลังจากมีเสียงเรียกร้องโดยเฉพาะรุ่นใหญ่ในแวดวงสถาปัตยกรรมของญี่ปุนว่า อยากเห็นโครงการที่จะเป็นหน้าเป็นตาของญี่ปุ่นนี้สร้างสรรค์โดยยอดฝีมือชาวญี่ปุ่นเองและที่สำคัญคือแบบแรกนั้น ‘แพงเกินไป’

 ยอดฝีมือที่ส้มหล่นใส่คนนั้นก็คือ Kengo Kuma สถาปนิกระดับปรมาจารย์ของญี่ปุน

 พูดก็พูดเถอะแม้จะมีข้อครหาแต่ใครจะกล้าพูดล่ะว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดสนามกีฬาซึ่งสร้างจากคอนเซปต์ป่าในเมือง (urban forest) ของคุมะ อาจวาดภาพให้ชาวโตเกียวเห็นอนาคตที่พวกเขาอยากเดินไปมากกว่าสถาปัตยกรรมล้ำหลุดโลกที่ฮาดิดฝากไว้ในหลายเมืองทั่วโลกก็ได้

 ไม่ใช่ว่าแบบของใครดีกว่าหรือแม้แต่ยั่งยืนมากกว่าแต่บางทีมันก็แค่ถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจว่า ‘ภาพ’อนาคตคือการไปอวกาศหรือการหันกลับมาปลูกต้นไม้กันแน่

 ทั้งความล้ำสมัยและการอยู่กับธรรมชาติเป็นสิ่งที่ชาวโตเกียวรู้จักดีทั้งคู่แต่สำหรับปรัชญาของโตเกียว 2020 ดูเหมือนว่าพวกเขาเลือกที่จะกลับมาสรรเสริญอย่างหลัง

 หากติดตามผลงานของคุมะเราจะเห็นธรรมชาติอยู่ในนั้นเสมอและในหลายครั้งมันก็สะท้อนผ่านสถาปัตยกรรมไม้ที่ให้ความรู้สึกโปร่งโล่งสบายและกลมกลืน

 ในวันที่มนุษย์เริ่มสร้างตึกสูงแทบไม่มีใครคิดถึงวัสดุอย่างไม้เพราะความมั่นคงทำให้เรานึกถึงวัสดุที่แข็งแกร่งอย่างเหล็กและคอนกรีตแต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเริ่มมีการพูดกันว่าตึกสูงที่สร้างจากไม้อาจเป็นอนาคตของสถาปัตยกรรมซึ่งสิ้นเปลืองทรัพยากรในการก่อสร้างน้อยกว่า (อาคารไม้เบากว่าจึงสิ้นเปลืองคอนกรีตสำหรับวางรากฐานน้อยกว่า) ก่อให้เกิดของเสียในการผลิตน้อยกว่า (คอนกรีตเป็นวัสดุหลักที่ปล่อยคาร์บอนร้อยละ 4-8 ของคาร์บอนที่ปล่อยสู่บรรยากาศในปัจจุบัน) และที่สำคัญคือไม้ช่วยดูดซับคาร์บอนในเมืองให้กับพวกเราด้วย

 ด้วยความรู้และเทคโนโลยีใหม่การกลับไปหาวัสดุอย่างไม้และการเร่งสร้างพื้นที่สีเขียวกลายเป็นทางเลือกของภาพอนาคตที่เข้าใจได้ไม่ยากและเป็นอนาคตที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปมีส่วนร่วมได้ง่ายขึ้น

 

 เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิของปี 2020 โลกก็จะมีสวนเกษตรในเมืองที่ใหญ่ที่สุดแห่งใหม่บนหลังคาของคอมเพลกซ์ศูนย์ประชุมPorte de Versaillesทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ในเขต 15 ของปารีสครอบคลุมพื้นที่ 14,000 ตารางเมตรหรือราว 2 เท่าของสนามฟุตบอล

 ประมาณการว่าสวนแห่งนี้จะผลิตผักและผลไม้ให้เก็บเกี่ยวได้ราววันละ 2,000 ปอนด์ในฤดูเก็บเกี่ยวโดยใช้เทคโนโลยีการเพาะปลูกแบบ aeroponics ที่ใช้น้ำน้อยกว่าการเพาะปลูกแบบดั้งเดิมราวร้อยละ 90 และเหมาะกับการปลูกสวนแนวตั้งTokyo Stadium ก็ใช้เทคนิคเดียวกันนี้

 แน่นอนว่าปารีสเป็นอีกเมืองที่จริงจังกับการฟื้นคืนธรรมชาติเพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพอากาศมีการตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2030 ปารีสจะปรับเปลี่ยนพื้นที่ครึ่งหนึ่งของเมืองให้เป็นพื้นที่สีเขียวทั้งในแนวตั้งและแนวนอนรวมถึงบนหลังคาเริ่มจากทำเลที่เป็นแลนด์มาร์กอย่างบริเวณหน้าศาลาเมือง,โรงโอเปร่า Palais Garnier,สถานีรถไฟ Gare de Lyon,และแน่นอน…ริมแม่น้ำแซน

 แต่หากลองเข้ากูเกิลเอิร์ทดูผืนเมืองปารีสก็จะรู้ว่ามหานครที่เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องงดงามนี้มีงานต้องทำอีกมากในเรื่องการเติมพื้นที่สีเขียวไม่เหมือนกับมหานครอีกแห่งอย่างลอนดอน ที่ Paul Wood ผู้เขียนหนังสือ London is a Forest เคลมว่าเป็น urban forest แห่งใหญ่ที่สุดของโลก

 จะว่าไปก็คงไม่จริงเสียทีเดียวหากเรานับผืนป่าที่ใหญ่ที่สุดและตั้งอยู่ในเมืองนั่นก็อาจจะเป็นสวนสาธารณะTijuca ในรีโอเดจาเนโรแต่หากดูจากสถิติว่าลอนดอนซึ่งมีประชากรราว 8.6 ล้านคน มีต้นไม้ 8.4 ล้านต้นและมีพื้นที่ปลูกต้นไม้คิดเป็นร้อยละ 21 ของเมืองก็คงไม่ผิดเหมือนกันหากจะเรียกเมืองแห่งนี้ว่าป่า (องค์การสหประชาชาติให้คำจำกัดความ ‘ป่า’ไว้ว่า พื้นที่ที่มีต้นไม้อยู่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20)

 ด้วยทุนทางธรรมชาติดั้งเดิมของการเป็นเมืองที่ล้อมรอบด้วยพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ซึ่งยังคงเหลือเป็นมรดกให้กับคนรุ่นหลังไม่ใช่น้อยบวกกับพื้นที่สีเขียวที่มีอยู่ทั่วเมืองไม่แปลกที่ภาพจากกูเกิลเอิร์ทสะท้อนความจริงให้เห็นว่าชาวลอนดอนมีพื้นที่สีเขียวน้อยใหญ่ในทุกระยะเดินถึงไม่นับต้นไม้ที่ปลูกอยู่ตามถนนหนทางซึ่งพบเห็นได้ทั่วไป

 แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่ามรดกสีเขียวคือการที่ชาวลอนดอนรู้ว่าสีเขียวนั้นสำคัญกับเมืองของพวกเขาขนาดไหนเพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมาลอนดอนเป็นเมืองหนึ่งในโลกที่มีโครงการฟื้นคืนความเป็นป่าให้กับเมืองอย่างเป็นรูปธรรม (รวมถึงพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งช่วยรับมือปัญหาน้ำท่วม)คำว่า rewild ที่ใช้เป็นชื่อแคมเปญต่างๆไล่ตั้งแต่ Rewilding Britain, Rewilding London, Rewild My Street ฯลฯกลายเป็นบทสนทนาสาธารณะเป็นเรื่องที่ประชาชนยื่นคำร้องให้รัฐบาลออกนโยบายอย่างจริงจังและเป็นวาระที่เข้าสู่สภา

 ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าในวันที่ชาวลอนดอนเห็นนกหายากกลับมาบินอยู่ใจกลางเมืองพวกเขาจะรู้สึกยังไง

 แม้เรื่องราวจากมหานคร 4 แห่งของโลกจะตามมาด้วยคำถามว่า เพราะอะไรเราจึงแยก ‘ป่า’ออกจาก ‘เมือง’ตลอดมาแต่นั่นไม่ใช่สำหรับปี 2020 เป็นต้นไป


 อ้างอิง

 BBC

 BBC (2)

 CityLab

 Lonely Planet

Tags:parisLondonBangkokcitiesRewild My CityUrban Farmingอุทยานการเรียนรู้ป๋วย 100 ปีอุทยาน 100 ปีจุฬาฯRewildingUrban Foresttokyo
Share :
Author
Little Thoughts
Photographer
-
Unfinished Berlin, I Love You ตกหลุมรักเบอร์ลิน เมืองที่สร้างเท่าไหร่ก็ไม่เสร็จ
Culture & EntertainmentUnfinished Berlin, I Love You ตกหลุมรักเบอร์ลิน เมืองที่สร้างเท่าไหร่ก็ไม่เสร็จนักเขียน : Little Thoughts
Stockholm: The Open City เมื่อสตอกโฮล์มเปิดรับและยินดีต้อนรับคุณในแบบที่คุณเป็น
Culture & EntertainmentStockholm: The Open City เมื่อสตอกโฮล์มเปิดรับและยินดีต้อนรับคุณในแบบที่คุณเป็นนักเขียน : Little Thoughts
Library Oodi ห้องนั่งเล่นขนาดยักษ์ใหญ่ที่เต็มไปด้วยหนังสือของคนฟินแลนด์
Culture & EntertainmentLibrary Oodi ห้องนั่งเล่นขนาดยักษ์ใหญ่ที่เต็มไปด้วยหนังสือของคนฟินแลนด์นักเขียน : Little Thoughts