‘ฉันไม่สนว่าคุณเป็นใครมาจากที่ใดโหวตให้ใครนามสกุลใหญ่แค่ไหนไม่สนด้วยว่าคุณจะหัวก้าวหน้าหรืออนุรักษ์
ฉันไม่สนว่าคุณรักหรือรังเกียจใครไม่สนว่าคุณจะรวยจนหรืออยู่ตรงกลาง
ไม่สนว่าคุณจะเป็นผู้ชายผู้หญิงหรืออยู่ตรงกลางเช่นกัน
ฉันไม่สนด้วยซ้ำว่าคุณจะรู้สึกยังไงกับฉันไม่ว่าคุณจะรักฉันเกลียดฉันหรือยังไม่ได้ตัดสินใจ
ฉันยินดีต้อนรับคุณอยู่ดีอย่างที่คุณเป็นพร้อมกับความฝันความเชื่อความกังขาไปจนถึงอคติของคุณ’
คือข้อความโปรโมตแคมเปญ Stockholm: The Open Cityของเมืองสตอกโฮล์มที่ออกมาเมื่อต้นปี 2018 ซึ่งถือว่าช้ามาก
ไม่เพียงเพราะว่ามันเป็นแคมเปญที่หลายเมืองใช้กันมาก่อนหน้ารวมถึงเฮลซิงกิเมืองหลวงของประเทศเพื่อนบ้านอย่างฟินแลนด์
แต่เป็นเพราะว่าหากจะมีเมืองใดในโลกที่เหมาะสมจะใช้แคมเปญ ‘เมืองเปิด’นี้ที่สุดหนึ่งในนั้นควรเป็นสตอกโฮล์มอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่งตั้งสามัญชนต่างชาติเป็นกษัตริย์
เมื่อพูดถึงสตอกโฮล์มหลายคนอาจนึกถึง Greta Thunbergกับแคมเปญ Climate Strike ของเธอหรือไม่ก็อาจนึกถึงรางวัลโนเบลที่จัดพิธีมอบกันเป็นประจำทุกปีในวันที่ 10 ธันวาคมณเมืองแห่งนี้โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรสวีเดนเป็นผู้พระราชทาน
หรือไม่ก็นึกถึงความเรียบง่ายของสมเด็จพระราชาธิบดีรวมถึงสมาชิกราชวงศ์แบร์นาดอตต์แห่งสวีเดนนี้เอง
ย้อนกลับไปราวสองร้อยปีก่อนประวัติศาสตร์ใหม่ของสวีเดนเริ่มต้นขึ้นภายใต้ราชวงศ์แบร์นาดอตต์ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่สืบเชื้อสายกษัตริย์สวีเดนมาจนปัจจุบัน
มันคือต้นศตวรรษที่ 19 และสงครามนโปเลียนกำลังปะทุในยุโรปกษัตริย์สวีเดนในเวลานั้นคือพระเจ้าคาร์ลที่ 13 มีพระชนมายุ 61 พรรษาและมีพระพลานามัยอ่อนแอคงไม่ใช่เรื่องใหญ่หากทายาทที่มีไม่ชิงลาโลกไปก่อนส่วนโอรสบุญธรรมชาวเดนมาร์กที่รับมาเลี้ยงเพื่อเป็นรัชทายาทก็ชิงตายไปก่อนเช่นกัน

เรื่องประหลาดก็คือ อยู่ดีๆส้มก็หล่นใส่จอมพลชาวฝรั่งเศส Jean-Baptiste Bernadotteผู้เป็นสามัญชน เขากลายเป็นรัชทายาทองค์ใหม่
แม้ในเวลานั้นนโปเลียนมักส่งญาติไปเป็นกษัตริย์ตามดินแดนต่างๆแต่เรื่องนี้ไม่ใช่ดำริของเขาหากเป็นความคิดของมหาดเล็กคนสนิทของพระเจ้าคาร์ลในเวลานั้นเหตุผลสำคัญคือสวีเดนต้องการความแข็งแกร่งของฝรั่งเศสกับอีกอย่างหนึ่งคือแบร์นาดอตต์ยินยอมที่จะเข้านิกายลูเทอรันอันเป็นนิกายหลักของสวีเดนด้วย
เมื่อพระเจ้าคาร์ลที่ 13 เสด็จสวรรคตในปี 1818 จอมพลชาวฝรั่งเศสจึงขึ้นพระเจ้าคาร์ลที่ 14 โยฮันแห่งสวีเดนและเริ่มต้นราชวงศ์แบร์นาดอตต์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ที่พักพิงสำหรับเหยื่ออธรรม
นับตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาทการเมืองสวีเดนก็อยู่ในมือของแบร์นาดอตต์แม้สวีเดนจะมอบตำแหน่งรัชทายาทเพื่อหวังให้เขาในฐานะพลทหารชาวฝรั่งเศสช่วยยึดฟินแลนด์จากรัสเซียที่คานอำนาจกันอยู่กับฝรั่งเศสแต่กลายเป็นว่าเขากลับร่วมมือกับรัสเซียเพื่อสู้กับนโปเลียนด้วยการยกฟินแลนด์ใหัรัสเซียหน้าตาเฉย
เป้าหมายของรัสเซียคือต้องการฟินแลนด์ไปเป็นดินแดนกันชนสิ่งที่เป็นการแลกเปลี่ยนก็คือการที่รัสเซียช่วยสวีเดนยึดนอร์เวย์มาจากเดนมาร์กซึ่งในขณะนั้นเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศส ที่สำคัญคือแบร์นาดอตต์หวังว่าจะได้ขึ้นครองฝรั่งเศสเมื่อนโปเลียนพ่ายแพ้ด้วยนั่นเอง

เมื่อสงครามนโปเลียนสิ้นสุดลงในปี 1814 และการประชุมใหญ่แห่งเวียนนาเพื่อหาหนทางในการ ‘อยู่ร่วมกันในยุโรปอย่างสันติ‘ สิ้นสุดลงในปี 1815 สวีเดนก็ถือนโยบายเป็นกลางนั่นคือไม่ทำสงครามกับใครนับแต่นั้น โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ความเป็นกลางอย่างเป็นทางการของสวีเดนกลายเป็นภาพจำและจุดขายมาจนถึงทุกวันนี้แม้ในอีกแง่หนึ่ง การวางตัวเป็นกลางนั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็นการฝักใฝ่ทั้งสองฝ่ายมากกว่าจะเรียกว่าไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดไม่ว่าจะเป็นการขายสินแร่ที่ใช้ในสงครามให้เยอรมนีพร้อมกับเปิดทางให้เยอรมนีผ่านจากนอร์เวย์ไปสวีเดนหรือการช่วยฝึกอาวุธให้ผู้อพยพชาวเดนมาร์กและนอร์เวย์เพื่อไปปลดปล่อยดินแดนของตนจากเยอรมนี
เช่นเดียวกับความจริงที่ว่าการที่สวีเดนคงความเป็นกลางไว้ได้ ในขณะที่ประเทศอื่นแม้จะเป็นกลางในตอนแรกแต่ก็ถูกบังคับให้เข้าร่วมสงครามในตอนหลังนั้นทำเลที่ตั้งที่อยู่เหนือขึ้นไปบนคาบสมุทรสแกนดิเนเวียก็มีส่วนช่วยไม่น้อยเพราะคู่สงครามทั้งสองฝ่ายไม่มีความจำเป็นต้องแย่งชิงพื้นที่สวีเดนโดยไม่จำเป็น
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบทบาทของสวีเดนในสงครามโลกครั้งที่ 2 คือการช่วยรับผู้อพยพชาวยิวจากทั่วทั้งยุโรป โดยเฉพาะชาวยิวในเดนมาร์กประเทศคู่แค้นตลอดกาลของสวีเดนมาตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ (สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องราวความแค้นระหว่างสวีเดนกับเดนมาร์กสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยการค้นคำว่า Bloodbath เหตุการณ์อันเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญของฉาก The Red Wedding ในซีรีส์ Game of Thrones)

เมืองหลวงของความหลากหลาย
ปัจจุบันประชากรกว่าหนึ่งในสี่ที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงอย่างสตอกโฮล์มคือผู้อพยพหรือครอบครัวผู้อพยพโดยประชากรราวร้อยละ 15 มีถิ่นกำเนิดนอกประเทศคิดเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในเมืองแถบนอร์ดิกด้วยกันภาษาพูดที่ใช้กันในเมืองแห่งนี้จึงหลากหลาย ไล่ตั้งแต่ภาษาสวีเดนฟินแลนด์อังกฤษไปจนถึงตุรกีอารบิกเปอร์เซียเคิร์ดและเซอร์เบียโดยประชากรที่เกิดนอกประเทศกลุ่มใหญ่สุดมาจากฟินแลนด์อิรักและอิหร่าน

แน่นอนว่าเมื่อมีนโยบายรับผู้อพยพก็ย่อมมีความขัดแย้งในประเทศข่าวเหตุกราดยิงในสวีเดนน่าจะเคยผ่านตาหลายคนมาบ้างสำหรับสตอกโฮล์มเหตุการณ์ที่เป็นที่พูดถึงมากที่สุดน่าจะเป็นการประท้วงในปี 2013 ที่เกิดขึ้น 2 ครั้งครั้งแรกเป็นการประท้วงของกลุ่มเยาวชนผู้อพยพที่ไม่พอใจที่เจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุในการยิงผู้ต้องสงสัยในย่านที่มีผู้อพยพอยู่เป็นจำนวนมากกับอีกครั้งในช่วงปลายปีที่กลุ่มนีโอนาซีเข้าทำร้ายการเดินขบวนของกลุ่มต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ
ในความเป็นจริงนโยบายรับผู้อพยพของสวีเดนนั้นใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายด้วยความที่เป็นรัฐสวัสดิการที่ผู้คนจ่ายภาษีในอัตราสูงลิ่วและคาดหวังการดูแลอันครอบคลุมจากรัฐเป็นการตอบแทนเมื่อมีผู้อพยพที่ไม่ได้มีความสามารถในการสร้างรายได้และจ่ายภาษีเท่าชาวสวีเดนมาเป็นตัวหารสวัสดิการเพิ่มเรื่องนี้จึงไม่น่าเป็นที่พอใจสำหรับชาวสวีเดนสักเท่าไหร่และในที่สุดรัฐบาลจึงต้องเข้มงวดเรื่องการรับผู้อพยพมากขึ้น
แต่อย่างน้อยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาประเทศที่มีประชากรเพียง 10 ล้านคนนี้ก็รับผู้ลี้ภัยรวมถึงญาติของผู้อพยพไว้มากกว่า 400,000 รายกล่าวได้ว่าเป็นประเทศที่เอื้ออารีต่อผู้อพยพที่สุดในยุโรป

ในขณะที่คาดการณ์กันว่าประชากรในเมืองสตอกโฮล์มจะทะลุ 3 ล้านภายในปี 2045 ซึ่งเป็นผลมาจากการรับผู้อพยพชาวอัฟกานิสถานและซีเรียซึ่งหมายความว่าเมืองจะต้องเตรียมสถานศึกษาและที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับประชาการในอนาคต
บางทีแคมเปญเมืองเปิดของสตอกโฮล์มอาจเป็นการยืนยันกับตัวพวกเขาเองในความเป็นดินแดนแห่งสิทธิมนุษยชน ‘มากที่สุดเท่าที่จะทำได้’นั่นเอง

อ้างอิง





