ฉันเพิ่งอีดิตต้นฉบับเกี่ยวกับนักศิลปะบำบัดที่แนะนำให้ผ่อนคลายความเครียดและอารมณ์ลบในใจด้วยการพักจากหน้าจอแล้วหยิบดินสอขึ้นมาเขียนถ้อยคำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องสนใจรูปประโยคความหมายหรือความถูก-ผิดเพื่อระบายสิ่งที่อัดอั้นตันใจออกมาผ่านมือลงบนกระดาษแล้วไม่ต้องกลับไปอ่านมันอีก
ฟังดูเรียบง่ายและทำให้นึกได้ว่าฉันก็เคยใช้วิธีเดียวกันนั้นในวันที่ยังเด็กกว่านี้ฉันเคยจริงจังกับการเขียนไดอารีบันทึกความรู้สึกในแต่ละวันเหมือนที่เด็กยุค 90s ชอบทำกันแข็งขันเป็นกิจวัตรในบางปีหย่อนยานในบางช่วงชีวิตแต่ก็เป็นสิ่งที่ทำสม่ำเสมอจนเมื่อโตพอที่ชีวิตจะเจอเรื่องงี่เง่าหลากหลายนั่นแหละฉันก็ค้นพบว่าไดอารีของฉันมีแต่ถ้อยคำที่ฉัน ‘กลัวใจตัวเอง’ ยิ่งเมื่อกลับไปอ่านฉันก็พบว่าฉันเริ่มไม่ไว้ใจสมุดที่เป็นพยานหลักฐานสำคัญในการบอกว่าฉันเศร้าโกรธเกลียดและเจ็บปวดกับเรื่องต่างๆและคนอื่นๆเพียงใด
ฉันเลิกเขียนไดอารีอย่างเป็นทางการโดยไม่เคยรู้เลยว่ามันมีประโยชน์กับฉันแค่ไหนเพียงแค่ไม่ต้องกลับไปอ่านมันเท่านั้นเอง

ฉันมีอาชีพเป็นกองบรรณาธิการนิตยสารตั้งแต่เรียนจบตอนตัดสินใจออกมาเป็นฟรีแลนซ์ก็ยังชีพด้วยการเขียนล้วนๆ เมื่อเปิดออฟฟิศจิ๋วๆของตัวเองก็รับงานเล่าเรื่องผ่านการเขียนเป็นหลักมาตลอดแต่เพราะทำงานกับคอมพิวเตอร์ที่สามารถอันดูและอีดิตได้เท่าที่ต้องการนั่นทำให้ฉันสูญเสียทักษะในการเขียนลงบนกระดาษไปอย่างสิ้นเชิงแค่เขียนการ์ดเล็กๆเขียนโน้ตสั้นๆเซ็นหนังสือให้ผู้อ่านหรือแสดงความยินดีในสมุดอวยพรในงานแต่งงานฉันกลับทำได้ไม่ดีจนอายที่จะบอกว่าประกอบอาชีพนี้มันตะกุกตะกักขัดเขินและไม่มั่นใจสิ่งที่ทำได้จึงเป็นการเขียนชุดคำแสนสั้นหรือใช้ประโยคไม้ตายที่เตรียมไว้เอาตัวรอดทุกครั้ง
แน่นอนว่าไม่มีทางกลับไปเขียนไดอารีอีกครั้งได้แน่นอน
เมื่อไม่ถนัดเขียนออกมาอีกต่อไปและไม่รู้วิธีล้างสิ่งอุดตันในใจด้วยวิธีอื่นแปลกดีเหมือนกันที่ฉันก็ค้นพบวิธีใหม่ทุกครั้งที่อยู่ในสถานการณ์ที่อยากหนีไปสถานการณ์ที่ไม่อยากแบกรับไว้หรือสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกฉันสามารถดึงตัวเองออกไปเป็นคนนอกเป็นผู้เฝ้ามองเป็นผู้เขียนในวันที่ต้องยืนอยู่ข้างเตียงของพ่อในโรงพยาบาลและหมอบอกว่าพ่อคงไม่ฟื้นขึ้นมาอีกแล้วถ้อยคำในหัวของฉันเรียบเรียงออกมาได้เป็นฉากๆ…ชายร่างบางซูบบนเตียงหลับตานิ่งเราเห็นชีวิตของเขาได้ผ่านหน้าจอที่แสดงอัตราการเต้นของหัวใจเท่านั้นภรรยาและลูกสาวยืนฟังคำอธิบายของหมออย่างเงียบและง่ายไม่ฟูมฟายไม่มีน้ำตาหลังหมอและพยาบาลออกจากห้องไปผู้เป็นแม่จับมือลูกสาวและบอกคนบนเตียงว่า “ไม่ต้องห่วงทางนี้แม่อยู่กับลูกได้”
หญิงสาวเลื่อนอ่านสเตตัสในแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังด้วยน้ำตาคลอเบ้าเธอโกรธผู้คนที่ศรัทธาในสิ่งที่เธอไม่อาจศรัทธาบ้าคลั่งในสิ่งที่เธอคิดว่าไร้เหตุผลแล้วเธอก็ถกเถียงกับตัวเองว่า เธอต้องใจกว้างพอที่จะยอมรับความแตกต่างอย่างที่เธออยากให้คนคนนั้นยอมรับเช่นกันสิแต่แล้วอีกฝั่งในใจก็พูดเสียงดังว่าเธออาจเข้าใจและยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างในสังคมได้ดีกว่านี้หากเพียงสังคมที่เธออยู่เอื้อให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตใกล้เคียงกันแล้วใครจะเชื่อสวรรค์ชังนรกแบบไหนก็ช่างหัวมันเถอะ!
นั่นแหละ, วิธีนี้ทำให้ฉันแข็งแกร่งพอสมควรและผ่านวันเวลาน่าหดหู่ใจมาได้แถมบางครั้งมันก็เป็นตุเป็นตะจนกลายเป็นเรื่องแต่งที่ฉันกลับไปอ่านสิ่งที่ตัวเองเขียนได้โดยไม่กลัวใจตัวเอง
เรื่องสั้นและนิยายกลายเป็นอีกหลุมหลบภัยของฉัน

แม้จะมีผู้อ่านติดตามอยู่ในจำนวนที่น้อยนิดแต่ก็มีบ้างที่ได้รับการถามไถ่ว่าเมื่อไหร่จะเขียนหนังสืออีกทุกครั้งฉันจะยิ้มแหยและบอกว่ายังอยากเขียนอยู่เสมอแต่ยุ่งเกินจะเขียนออกมาซึ่งทุกครั้งที่ได้พูดออกไป ฉันก็พบว่ามันยากเหมือนกันที่จะกลับไปเปิดประตูหลุมหลบภัยที่เหมือนปิดตายมาหลายปีและสิ่งที่คิดต่อมาทุกทีคือ แล้วเดี๋ยวนี้ฉันหนีเข้าหลุมหลบภัยไหน
ใช่, ฉันไม่ได้แข็งแกร่งขึ้นสักหน่อยมันต้องมีหลุมไหนที่ฉันหลบแว่บเข้าไปโดยอัตโนมัติในระดับที่ฉันเองก็ไม่รู้ตัวบ้าง
จนกระทั่งสุดสัปดาห์ก่อนฉันนั่งทดท้อในคืนวันอาทิตย์หน้าแพลนเนอร์ของตัวเองเหมือนเคยแค่คิดว่าจะต้องจัดการงานอะไรบ้างในแต่ละวันก็เผลอขมวดคิ้วและปวดต้นคอตามฟอร์มแต่แทนที่จะจัดการงานอะไรสักอย่างสองอย่างให้เสร็จไปบ้างฉันกลับหยิบสมุดโน้ตเล่มโตที่ตั้งอกตั้งใจให้เป็นสมุดเลกเชอร์ของตัวเองออกมาหยิบ cookbook เล่มที่อ่านค้างไว้มาค่อยๆแปลค่อยๆทำความเข้าใจแล้วสรุปความเข้าใจลงไปในสมุดเลกเชอร์นั้นคืนนั้นฉันเรียบเรียงความเข้าใจเรื่องรสอูมามิแยกแยะออกมาผ่านศัพท์แสงเคมี (เท่าที่พอจะเข้าใจได้) คัดลอกกราฟวงกลมรสชาติลงสมุดจริงจังราวกับกำลังจะมีสอบวันรุ่งขึ้นแล้วก็นึกได้ว่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยนี่คือกระบวนการที่ฉันชอบที่สุด

การหยิบเอาเลกเชอร์ของเพื่อนๆหลายคนและหนังสือเรียนมายำรวมกันแล้วสรุปออกมาเป็นเวอร์ชั่นที่ฉันเข้าใจเองหลังเขียนเสร็จฉันพบว่าต้นคอเกร็งเครียดหายไปทั้งๆที่สิ่งที่ทำอยู่ก็เคร่งเครียดไม่ต่างไปจากงานเพราะมีการจัดการข้อมูลการเรียบเรียงชุดคำ (ที่พยายามขีดฆ่าคำผิดให้น้อยที่สุด) และเมื่อพลิกดูเลกเชอร์หน้าก่อนๆที่มีทั้งกระบวนการดริปกาแฟในเงื่อนไขเวลาต่างแบบจะให้รสชาติต่างกันยังไงมีวิธีหมักดองน้ำส้มสายชูจากผลไม้รสเปรี้ยวมีเรื่องช่องลมและการวางผังบ้านเรือนไทยมีเรื่องวัตถุดิบทดแทนในการทำอาหารแบบวีแกนฯลฯ
ช่างเป็นวิธีคลายเครียดที่เคร่งเครียดดีแท้
แต่อย่างน้อยที่สุด, ฉันก็ได้กลับมาจับปากกาเขียนบนกระดาษอีกครั้ง





