x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)

ชวน เร แมคโดนัลด์ คุยเรื่องวัย 41 กับที่อยู่อาศัยที่ไม่มีเส้นกั้นระหว่างคนกับธรรมชาติ

นี่เป็นครั้งที่ 4 แล้วที่ a day ได้นั่งคุยกับ เร แมคโดนัลด์

ครั้งแรกคือการเป็นปกของ a day ฉบับที่ 1 เมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว เรในวันนั้นเป็นเหมือนดาวดวงใหม่ของวงการบันเทิง เขาปรากฏตัวมาด้วยผมยาวประบ่าและหน้าตาหล่อเหลาสมกับการเป็นวัยรุ่นในวัย 23

ครั้งที่ 2 คือการเป็นปกของ a day ฉบับที่ 24 ในอีก 2 ปีต่อมา ครั้งนั้นเรกลับมาด้วยผมสั้นย้อมน้ำตาลตามเทรนด์ของยุคสมัย เขาเริ่มกลายเป็นที่รู้จักด้วยลุคกวนๆ พร้อมบทบาทการเป็นพิธีกรรายการท่องเที่ยวที่เขาเริ่มทำ

ครั้งที่ 3 คือการเป็นปกของ a day ฉบับที่ 79 เมื่อปี 2007 ด้วยลุคผมสั้นติดหนังหัว เวลานั้นเรมาเป็นตัวแทนของกระแสแบ็กแพ็กเกอร์ที่กำลังบูมมาก ทุกคนรู้จักเรในฐานะไอดอลคนรุ่นใหม่ผู้หลงใหลในการออกไปท่องเที่ยวรอบโลก จิตวิญญาณแห่งการผจญภัยเป็นเหมือนลายเซ็นที่ไม่ว่าใครก็รับรู้ได้

ครั้งนี้คือครั้งที่ 4 และมันกินเวลานานห่างจากครั้งที่แล้วถึง 11 ปี

เราพบกับเรที่ทะเลหัวหินท่ามกลางผืนทรายและต้นไม้ร่มรื่น เขาปรากฏตัวมาในเสื้อยืดสีขาว กางเกงขายาวสีครีม และรองเท้าแตะหุ้มส้นใส่สบาย เรในวันนี้อายุ 41 ปีแล้วและมีรูปลักษณ์ที่ต่างจากวันวานอย่างชัดเจน ผมทรงลำลองสุภาพ ผิวกร้านแดด และรอยเหี่ยวย่นบนหน้า คือหลักฐานอย่างดีของขวบวัยและการผจญภัยที่เขาเคยผ่านมา ดูผิวเผินเราคงคิดว่าทุกอย่างของเขาเปลี่ยนแปลงไปตามอายุและประสบการณ์

แต่เมื่อการสนทนาของเราเริ่มต้น เราพบว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นกับความคิดของเขาด้วย

ไม่บ่อยนักที่เราจะได้สัมภาษณ์ใครท่ามกลางหาดทรายและสายลม แต่ครั้งนี้เป็นกรณีพิเศษ เพราะเราคิดว่าคงเป็นเรื่องดีที่สิ่งแวดล้อมรอบตัวจะเอื้อต่อประเด็นการพูดคุยของเรา เราอยากคุยกับเรเรื่องสิ่งที่เขาเห็นในทุกวันนี้ ในฐานะของคนที่ออกเดินทางไปเห็นโลกมาเยอะ เขายังรู้สึกกับทุกอย่างเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า และในวัยแตะเลขสี่ สมดุลชีวิตในเรื่องนี้ของเขาเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหมจากเมื่อครั้งอดีต

คำตอบของเรออกมาเป็นเสียง เดินทางผ่านลมทะเล สัมผัสผืนทราย เจือแต่งด้วยกลิ่นต้นไม้

และกระตุกความคิดของเรา

“สำหรับหนุ่มสาว ถ้ามีโอกาส คุณออกเดินทางเลย การเดินทางจะทำให้เข้าใจโลกมากขึ้น

แต่ 20 ปีข้างหน้าผมคงจะหายซ่าและไม่ออกเดินทางแล้วมั้ง

อาจจะขายเย็นตาโฟอยู่แถวนี้ก็ได้ (หัวเราะ)”

(เร แมคโดนัลด์, 2002)

ในวัย 41 ปี การออกเดินทางของคุณยังเหมือนเดิมอยู่ไหม

ปัจจุบันผมคิดว่ามันคือการหาจุดที่พอดี ตอนนี้เวลาออกเดินทาง มันก็มีบ้างที่บางครั้งเรารู้สึกว่านี่เรากำลังทำอะไรอยู่ ช่วงนี้เราออกไปข้างนอกหรือเสี่ยงชีวิตบ่อยไปแล้วนะ พอถึงเวลาแบบนั้นผมจะกลับบ้านมาพัก ไม่ว่าจะพักในเมืองหรือออกมาให้ธรรมชาติเติมพลังก็ตาม

แต่พอสักพักเราก็จะเริ่มรู้สึกคัน ผมจะเริ่มมีความคิดว่ามันยังมีอะไรที่กูยังไม่ได้ทำนี่หว่า ไม่รู้ว่ามันเกิดจากการที่ผมหนีอะไรบางอย่างอยู่หรือเปล่านะ คือผมรักบ้านของผมตอนนี้มากนะ แถวนั้นก็เป็นตัวเมืองที่เราหลงรัก แต่มันก็ทำให้เราอยู่ไม่ได้นาน สักพักเราก็อึดอัด นี่เป็นแรงผลักดันให้เราออกไปอีกครั้ง ดังนั้นตรงนี้เองที่ผมคิดว่าสมดุลมันต้องเกิด คนเราอยากออกไปข้างนอกตลอดเวลาพอๆ กับที่อยากจะอยู่บ้าน

“ผมอยากออกไปเห็นโลกกว้าง

เวลาเราออกไป มันจะทำให้ผมย้อนกลับมาเห็นอะไรชัดขึ้น”

(เร แมคโดนัลด์, 2007)

อายุปูนนี้แล้ว มุมมองต่อการเดินทางเปลี่ยนไปไหม

แตกต่างอย่างสิ้นเชิงเลย ถ้าให้เปรียบแบบชัดเจนหน่อย มุมมองของผมช่วงยี่สิบต้นๆ คือเราไม่เข้าใจว่าทำไมหลายๆ คนชอบไปเที่ยวในพื้นที่สีเขียว มีแต่หิน ทราย หรือสัตว์ป่า อะไรก็แล้วแต่ ถ้าเกิดย้อนกลับไปตอนนั้น เราเป็นคนหนึ่งที่จะบอกว่าตรงนั้นมันไม่มีอะไรเลยเพราะเราชอบอย่างอื่น แต่กลายเป็นว่าประโยคนี้มันได้เปลี่ยนไปแล้ว จากเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เห็นว่ามันไม่มีอะไร เราเริ่มรู้สึกว่าจริงๆ แล้วธรรมชาติตรงนั้นแม่งมีครบหมดเลย

ถามว่าก่อนหน้านั้นที่เราออกไปท่องเที่ยวมันมีสิ่งเหล่านี้อยู่ไหม มีนะ เห็นมันด้วย เพียงแต่เราไม่รู้สึก ไม่เห็นคุณค่า ธรรมชาติไม่ได้เป็นอะไรที่เราโหยหา แต่ช่วงหลังๆ พอเราได้ลองกลับไปที่เดิม เรากลับพบว่าสิ่งที่ยังเหมือนเดิมคืออะไรแบบนี้ เริ่มเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ว่าจริงๆ ธรรมชาติมีครบหมดทุกอย่างมาตั้งนานแล้วนี่หว่า เราเริ่มเข้าใจมากขึ้น เข้าใจทั้งตัวเองและธรรมชาติ

ก่อนหน้านั้นคุณหลงใหลกับอะไร

ถ้าให้ย้อนคิด จริงๆ สมัยวัยรุ่นผมก็เป็นเด็กเมืองเลยล่ะ หลงใหลอยู่กับอะไรที่เป็นเปลือกของเมืองที่คนรุ่นนั้นเขาสนใจกัน มันก็เป็นธรรมชาติของคนวัยนั้นนะ เมืองก็เติมพลังให้เรา แต่เราก็รู้สึกว่ามันไม่ได้สมบูรณ์แบบ

แล้วมันเปลี่ยนไปเป็นธรรมชาติตอนไหน

ผมว่ามันค่อยๆ ซึมซับ จากที่เคยมองข้าม พอเราเห็นโลกมากขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น เราเริ่มรู้สึกว่ามันมีคุณค่าและให้อะไรกับโลกเยอะมาก เอาจริงๆ ตอนเด็กๆ เราก็ไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมแม่เราต้องถ่ายรูปกับดอกไม้ตอนไปเที่ยวด้วย และผมเดาว่าทุกบ้านก็คงมีลูกที่ไม่เข้าใจพ่อแม่แบบนี้ แต่นั่นก็อาจจะเป็นเพราะเรายังไม่ถึงจุดนั้นไง วันหนึ่งเราก็อาจจะเป็นแบบนั้น อายุมีผล ไม่ได้บอกว่าทุกคนนะ วัยรุ่นบางคนอาจจะสัมผัสคุณค่าของธรรมชาติได้ตั้งแต่วันนี้เลย แต่บางคนอาจจะช้าหน่อยอย่างผม

ไม่หลงใหลในเมืองแล้วเหรอ

พอเวลาผ่านไปนานๆ ผมรู้สึกว่าเมืองใหญ่ของแต่ละประเทศมันมีความคล้ายกันอยู่ วิถีชีวิตและความเป็นอยู่มันคล้ายๆ กันไปหมด อันนี้หมายถึงทุกทวีปเลยนะ ทุกคนตามๆ กัน ถึงจุดหนึ่งผมก็เริ่มรู้สึกว่าไอ้สิ่งที่เราค้นหา ผมไม่พบเจอมันในเมืองใหญ่เลย แต่ไปเจอกับคนที่เขาอยู่แนบชิดกับธรรมชาติของพื้นที่นั้นจริงๆ สิ่งแวดล้อมที่แท้จริงแบบไม่ปลูกสร้างมันหล่อหลอมวิธีคิดและจิตใจของคนที่อยู่ ความคิด ความนิ่ง ความไม่เร่งรีบ และความมีน้ำใจ ดังนั้นมันเลยต่างกัน ซึ่งหลังๆ ผมชอบชาร์จแบตโดยการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติมากกว่า

“ได้มาแล้วก็ต้องมีให้บ้าง ถ้าจะทำเพื่อตัวเองอย่างเดียว ไม่สนใจ ไม่แคร์ใคร มันก็ไม่รอด ”

(เร แมคโดนัลด์, 2007)

ดังนั้นทุกคนควรกลับไปหาธรรมชาติหรือเปล่า

อาจจะไม่ใช่ทุกคนนะ ผมก็ไม่ใช่สไตล์เขียวจ๋าขนาดนั้น (นิ่งคิด) แต่อย่างตอนนี้ผมมีสื่ออยู่ในมือ ผมก็อยากส่งต่อและทำเท่าที่ทำได้ คือหยอดสิ่งที่เราได้เรียนรู้ลงไปในรายการบ้าง ข้อหนึ่งคืออยากไปสะกิดให้เขาได้คิด อีกข้อคืออยากให้คนได้ตระหนักและเริ่มหวงแหนสิ่งที่เรามี เราอยากจะเก็บไว้ให้ลูกหลานเราบ้าง ไม่ใช่แค่เศษซาก

ผมเคยทำรายการหนึ่งที่ตั้งคำถามกับเรื่องนี้ เป็นรายการที่ตั้งคำถามกับคนเมืองว่าสิ่งที่คุณตามหามันอยู่ในเมืองจริงเหรอ ถ้าใช่ก็ยินดีด้วย แต่ถ้าไม่ ผมจะพาไปเจอผู้คนที่กลับไปหาธรรมชาติ พวกเขาคิดแล้วก็ทำเลย ผมเชื่อว่าหลายๆ คนมีสิ่งนี้เข้ามาอยู่ในหัว ฉันอยากไปอยู่ทะเลจัง อยากไปอยู่บนเขา แต่คนส่วนใหญ่ไม่กล้า แต่ผู้คนในรายการนี้คือคนที่หลุดออกมาจากความแออัดและความคิดเหล่านั้นได้ คนเหล่านี้คือไอดอลของผมเลยนะ ผมยังทำได้แค่ครึ่งหนึ่งของเขา เขาเจอสมดุลในธรรมชาติ และมันถูกจังหวะ

สุดท้ายคุณอยากจะไปใช้ชีวิตครอบครัวอยู่กับธรรมชาติบ้างไหม

(นิ่งคิด) ผมเพิ่งมีลูกเมื่อไม่นานมานี้และผมก็ถามตัวเองด้วยคำถามนี้ตลอดเวลาเหมือนกัน เราอยากให้ลูกเราโตมาในสิ่งแวดล้อมแบบไหน อย่างที่บอกไปว่าสิ่งแวดล้อมมันหล่อหลอมให้เด็กเติบโตขึ้นมา ดังนั้นนี่จึงเป็นคำถามที่เกิดขึ้นตลอดว่าเราจะเลี้ยงเขาขึ้นมาในสภาพแวดล้อมแบบไหนดี สุดท้ายผมคิดว่าคำตอบมันคงย้อนกลับไปที่คำว่าสมดุล บาลานซ์มันต้องเกิด ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้เขาได้รับทั้งสองด้านของชีวิต คือทั้งธรรมชาติและป่าคอนกรีต

BENTOTA BY SANSIRI เขาเต่า หัวหิน คอนโดมิเนียมริมหาด

เพราะชีวิตที่ไม่มีเปลือก คือชีวิตที่มีความสุขอย่างแท้จริง

คำตอบของความสมดุลในชีวิต ท่ามกลางสายลม น้ำทะเล และธรรมชาติแสนร่มรื่น

คอนโดมิเนียมสไตล์ Modern Tropical ที่มาพร้อมกับดีไซน์ที่ให้คุณอยู่กับธรรมชาติโดยไม่มีอะไรมาปิดกั้น

ใช้ชีวิตชิดธรรมชาติได้ที่ siri.ly/bentotahuahin3

 

Author

ฆฤณ ถนอมกิตติ

ชายชื่อแปลกแห่งกองบรรณาธิการ a day magazine ผู้เชื่อว่ามนุษย์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเพราะเราต่างเติบโตเพิ่มขึ้นมาจากเมื่อวานตั้งยี่สิบสี่ชั่วโมง

Photographer

ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ

ช่างภาพนิตยสาร a day ที่เพิ่งมีพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มใหม่ชื่อ view • finder ออกไปเจอบอลติก ซื้อสิ ไปซื้อ เฮ่!

Related Posts