‘เป็นเอก รัตนเรือง’ ในวันที่กินถั่วกับไวน์แดงเป็นมื้อเย็น และเข้าใจถ่องแท้ว่า ‘รูทีน’ คือความงดงามของชีวิต

‘เป็นเอก รัตนเรือง’ ในวันที่กินถั่วกับไวน์แดงเป็นมื้อเย็น และเข้าใจถ่องแท้ว่า ‘รูทีน’ คือความงดงามของชีวิต

ธาตุแท้เป็นเอก

ท่ามกลางหมู่มวลนกกาและแมกไม้เขียวขจี เราเห็น ‘ต้อม-เป็นเอก รัตนเรือง’ กำลังนั่งแก้ผ้าอยู่

ค่าที่ว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่มีคนมาสัมภาษณ์มากที่สุดคนหนึ่งของประเทศ ความคิด ความเห็นต่อเรื่องราวต่างๆ ถูกอัดเทป เรียบเรียง และเผยแพร่ให้คนนับหมื่นนับแสนได้อ่าน ทั้งบนเว็บไซต์และตีพิมพ์เป็นหนังสือ

แม้นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนนั่งสนทนากับเขา แต่คล้ายว่าได้นั่งพูดคุยกันมาแล้วหลายหน

“ผมมาอยู่กรุงเทพฯ แค่ช่วงนี้ โปรโมตหนังจบ เดี๋ยวผมก็กลับเชียงใหม่” เป็นเอกว่าอย่างนั้น

ครัวสาว’ คือหนังใหม่ในรอบ 8 ปีของเขา ที่มาของหนังเรื่องนี้ เป็นเอกเห็นจากข่าวหนังสือพิมพ์สมัยเขายังหนุ่ม เมียเดินไปสารภาพกับตำรวจว่าจงใจลงมือฆ่าผัวด้วยการทำอาหารให้กิน โดยไม่มียาพิษ ที่มามอบตัวเพราะพักหลัง ผีผัวมาหลอกทุกวัน คุณตำรวจได้ยินอย่างนั้นก็บอกว่า “คุณแค่ทำอาหาร มันไม่ผิดกฎหมาย”

เรานัดเจอกับเขาที่ออฟฟิศ 185 Films (ผู้อำนวยการผลิตครัวสาว) เพื่อไถ่ถามถึงหนังใหม่ และมุมมองความคิดในวัย 64 ที่ยังสนุกกับการทำหนัง เขาทำหนังมานาน ปีหน้าก็จะครบ 30 ปีพอดี เปรียบเป็นนักบินก็นับว่าเป็นนักบินรอบจัดคนหนึ่งทีเดียว

หลายคนเรียกเขาว่าเป็นผู้กำกับระดับโลก ถึงอย่างนั้นเป็นเอกว่า เขายังเป็นนักทำหนังที่หาเงินไม่เป็น (ดีแต่ใช้) ยังตื่นเต้นนอนไม่หลับทุกครั้งที่ออกกอง ยังทำหนังเหมือนหนังนักเรียน และยังไม่มั่นใจทุกครั้งที่ตัดสินใจ

และเพื่อให้สอดคล้องกับครัวสาวที่นำเสนออาหารไทย เราชวนเขาคุยเรื่องรสนิยมอาหาร เป็นเอกว่าเขาไม่สั่งอาหารดิลิเวอรี ไม่ชอบกินอาหารเสิร์ฟเป็นคอร์ส ไม่สน (อาหาร) ไทยแท้ ไม่แคร์มิชลิน เรื่อยไปถึงประสบการณ์กินอาหารไทยตอนไปโปรโมตหนังที่ต่างประเทศ

เป็นเอกว่าในวัยนี้ เขากินอาหารแค่ 2 มื้อ คือมื้อเช้ากับมื้อเที่ยง ส่วนมื้อเย็น “ผมกินแค่ถั่วกับไวน์ 2 แก้ว” 

2 ชั่วโมงคือระยะเวลาของบทสนทนาระหว่างเรา ชั่วขณะหนึ่งในระหว่างนั้น ผู้เขียนนึกถึงคำพูดของนักเล่าเรื่องฝีมือเหนือชั้นที่ได้ฟังเมื่อหลายปีก่อน อาจจำไม่ได้เป๊ะๆ แต่เขาพูดทำนองว่า คนไม่ใช่รูปปั้น มันไม่ได้อยู่ทื่อๆ ที่เราจะเอาคุณค่าไปสวมใส่ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คนมันเปลี่ยน

หลังจากนั่งคุยกับเป็นเอก เราพบว่าเขาก็เหมือนกับคนธรรมดาทั่วไป วันและวัยทำให้ความคิดหรือมุมมองต่อประเด็นหนึ่งเปลี่ยนแปร ขณะเดียวกัน ยิ่งตอกย้ำขับเน้นแก่นแกนบางอย่าง ที่เขาถือสัจจะกับมันมาตลอดชีวิตและการทำงาน เคยพูดไว้แบบไหน คิดแบบไหน วันนี้-วัยนี้ เขาก็ยังพูดแบบนั้น คิดแบบนั้น

จริงอยู่ที่ว่าคนเราเปลี่ยนแปลงกันทุกวัน แต่การสนทนากับเป็นเอกครั้งนี้คล้ายเป็นการยืนยันว่า คนคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตมาถึงอายุปูนนี้ มันจะมีบางเรื่องที่ไม่เปลี่ยน

ถ้าให้สรุปชีวิตและความคิดของเป็นเอก รัตนเรือง ในวันและวัยนี้ เรานึกถึงคำๆ หนึ่ง 

คำๆ นั้นคือ ธาตุแท้

เวลาโปรโมตหนังใหม่ คุณมีวิธีเลือกสื่อมาสัมภาษณ์ยังไง

ผมไม่ได้เป็นคนเลือกเลย ฝ่าย PR เป็นคนจัดการให้ทั้งหมด ผมไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรเลย (หัวเราะ) เขาเลือกมาแล้วผมก็ทำตาม

ถ้าทีม PR จัดคิวให้คุณโปรโมตทางทีวีก็พร้อมไป

ใช่ๆ แต่เขาคงรู้สึกว่าการไปออกทีวีมันไม่เวิร์กกับผมมั้ง ผมว่ารายการประเภทแบบนั้น ถ้านักแสดงไปออกดูจะคุ้มกว่าในแง่การโปรโมต หลังๆ ผมพยายามจะทำกิจกรรมการโปรโมตให้น้อยที่สุด น้อยเท่าที่จะน้อยได้ ใจจริงอยากให้คนอื่นทำ ผมอยากให้มีการโปรโมตเยอะๆ แต่ผมอยากทำน้อยๆ

Process การทำหนัง ตั้งแต่เกิดไอเดีย จนเขียนสคริปต์ จนถ่ายทำ จนตัดต่อ จนเดินทางไปเทศกาลหนัง จนเข้าฉายในโรง การโปรโมตหนังอาจจะเป็นกิจกรรมที่ผมชอบน้อยสุด แต่ไม่ทำไม่ได้ มันต้องทำ แล้วต้องทำให้ดีด้วย หมายความว่าเราจะไปนั่งหน้าเครียดๆ ให้สัมภาษณ์ไม่ได้ เพราะเราคือหน้าตาของหนังเรา โดยเฉพาะหนังประเภทแบบผม คนจะรู้จักผู้กำกับมากกว่าอย่างอื่น

ตั้งแต่ฝันบ้าคาราโอเกะ เรื่องไหนโปรโมตน้อยสุด

เรื่องนี้น้อยสุด แต่เป็นเพราะว่าสื่อมันเปลี่ยนไปด้วย ผมทำหนังมาจะ 30 ปี นี่เข้าปีที่ 29 แล้ว ตอนทำหนังเรื่องแรกๆ ผมทำกับค่ายหนัง ผมทำกับไฟว์สตาร์ สมัยนั้นมันไม่มีหรอกที่จะ Release หนังเป็นแบบ Limited จำกัดโรง แบบหนังอาร์ตอะไร มันไม่มี สมัยก่อนไม่มีหนังอาร์ต

หนังผมก็ถูกจัดจำหน่ายเหมือนกับบุญชู ซึ่งเข้าเต็มโรงหมดแล้ว วิธีการโปรโมตมันมีวิธีเดียวคือคุณก็ต้องไปออกสื่อที่ดังที่สุด สมัยนั้นต้องไปเยี่ยมแท่นพิมพ์ไทยรัฐ นักแสดงและผู้กำกับส่วนมากต้องไปเยี่ยมแท่นพิมพ์ไทยรัฐนะ ก่อนหนังจะเข้าโรง (หัวเราะ) เพราะว่าไทยรัฐนี่มีอิทธิพลมาก

แล้วคุณก็ต้องพยายามพูดให้มากที่สุด มันจะมีอยู่แค่ 4 – 5 สื่อ คุณต้องไปโผล่หัวให้มากที่สุด ให้คนเห็นหน้ามากที่สุด ในสมัยนี้มีสื่อเยอะแยะไปหมด แล้วเดี๋ยวนี้วิธีการโปรโมตมันฉลาด มัน Target ได้ หนังผมที่เขาโปรโมตกัน ผมไม่เคยเห็นเลยในมือถือผม เพราะผมไม่ใช่ Target แต่แฟนผมเขาเห็น

หรือเมื่อวานไปงาน Made by legacy มีคนมาทักเต็มเลย ยินดีด้วยนะครับพี่ต้อม หนังพี่จะเข้าโรงแล้ว แสดงว่าเขารับรู้ มัน Target ได้แม่นขึ้น พอมันแม่นขึ้น มันก็ไม่ต้องเหวี่ยงแห สมัยก่อนต้องสาดกระสุนไป แต่ถ้าโปรโมตเรื่องนี้ Target คนกลุ่มนี้ ซึ่งมันก็ดี ไม่ต้องทำเยอะ

ตอนทำหนังคุณ Target คนดูไหม ทำนองว่าทำให้คนกลุ่มไหนดู

ใครจะดูก็ดู ทุกครั้งที่เริ่มโปรเจกต์ ผมไม่เคยคิดไกลไปถึงขนาดนั้นว่าใครจะดูวะ กูจะทำให้ใครดู ไม่เคยคิดไปถึงตรงนั้น มันแค่ว่า เฮ้ย ไอเดียนี้อยากทำว่ะ มันมีคำถาม คำถามนี้มันเกิดขึ้นอยู่ในชีวิตเราตอนนี้ ส่วนมากมันจะเป็นอย่างนั้น ผมเป็นคนไม่คิดหน้าคิดหลัง ส่วนมากได้ไอเดียแล้วนั่งเขียนบทเลย

มีหลายครั้งที่เขียนไปถึงจุดหนึ่งก็ไปต่อไม่ได้ ก็เลิก เลิกแล้วทิ้งไว้ เดี๋ยวมันก็จะเกิดไอเดียใหม่ แต่ไอเดียที่เกิดส่วนมากมันต้องอยู่กับเรามานานพอสมควร จนเรารู้สึกว่า เฮ้ย มันไม่ไปไหนสักทีวะ เราถึงจะลงมือเขียนบท

ไม่คิดว่าวัยรุ่นจะดูหรือไม่ดู

วัยรุ่นไม่น่าดูอยู่แล้ว คือหนังเราเป็นหนังแบบผู้ใหญ่ หมายความว่าคุณจะรู้สึก หรือ Appreciate หนังเรา มันต้องมีชีวิตคล้ายๆ เรา ต้องมีความคิดคล้ายๆ เรา อ่านหนังสือคล้ายๆ เรา ฟังเพลงคล้ายๆ เรา เขาถึงจะ Appreciate ไปกับหนัง มันไม่ใช่สำหรับทุกคน เพราะผมก็ไม่ใช่วัยรุ่นแล้วนี่

แต่มันก็ไม่จริงอีก ผมรู้สึกว่าทุกอย่างแม่งน็อกรอบ ถึงที่สุดแล้ว บางอย่างมันจะเชย เชยเสร็จมันก็มีรุ่นต่อมาที่มาดูแล้วชอบ ไอ้ความเชยที่มันอยู่ตรงนี้ รู้ตัวอีกที มันน็อกรอบมาเจอกันพอดี วันก่อนผมอ่านบทความแล้วมันบอกว่า คุณสมบัติของ Gen Z มีอะไรบ้าง เช่น ไม่ใช้อีโมจิ แม่งกูหมดเลย (หัวเราะ) มันอาจจะมาน็อกรอบไว้ก็ได้มั้ง ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน

ที่จะตอบคือ ไม่ได้คิดครับ ถ้าคิดเยอะขนาดนั้นจะไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ Day 1 ที่ผมเริ่มทำหนัง ผมไม่ได้เข้ามาทำเพราะว่าอยากดัง อยากได้รางวัล อยากรวย ผมไม่เคยเข้ามาทำหนังเพราะเหตุผลเหล่านั้น เพราะก่อนหน้านี้ ผมมีอาชีพที่ค่อนข้างดี

ทำโฆษณา

ใช่ ผมทำโฆษณาชีวิตดีมาก แต่มาทำหนังเพราะอยากลองทำ ทำให้เพื่อให้รู้ว่าชอบเปล่าวะ มึงจะชอบทำหนังไหม ปรากฏว่าชอบ มีความสุขมากถึงแม้หนังมันจะออกมาดีบ้าง ไม่ดีบ้าง บางเรื่องเราก็เอาอยู่ บางเรื่องเอาไม่อยู่ แต่ว่ากิจกรรมที่ออกไปกับพรรคพวก ไปกินนอนกัน 4 – 5 เดือน แล้วก็ไปทำอะไรยากๆ ร่วมกัน ผมชอบ ทำแล้วมีความสุข จุดประสงค์ในการทำหนังของผมคือผมทำเพราะมันสนุก

หนังเรื่องหลังๆ คุณยังเอาคำถาม เรื่องราวในชีวิต มาใส่ในงานอยู่ไหม

ผมไม่ค่อยทำแบบนั้นแล้ว เช่น ผมทำหนังเรื่องฝนตกขึ้นฟ้า ที่เอาหนังสือพี่วินทร์ (เลียววาริณ) มาทำ ผมก็ไม่ได้ตั้งคำถามอะไรทั้งสิ้น แค่อยากทำหนังดูคนไล่ยิงกัน อยากจะลองดูว่าถ้าเราทำหนังที่มันไม่ต้องส่วนตัวมาก จะเป็นยังไง แต่พอออกมามันก็ดูส่วนตัวอยู่ดี มันเป็นรสมือแบบเรา เพราะเราเป็นคนทำ

เรามีความชอบแบบหนึ่ง เรามีรสนิยมแบบหนึ่ง มันเกิดจากสิ่งที่ประกอบมาเป็นเรา ตั้งแต่แบ็กกราวนด์ชีวิต เติบโตมายังไง ชอบฟังเพลงอะไร มันหล่อหลอม สมมติคุณเป็นพ่อครัวทำกับข้าว คุณก็จะมีรสมือแบบหนึ่ง

หรือผู้กำกับบางคนเขาจะมีรสมือที่ทำอะไรแม่งก็ Commercial ฉิบหาย ทำอะไรแม่งก็ได้เงิน 100 ล้าน 1,000 ล้าน ซึ่งมันไม่ได้แปลว่าเขาเก่งกว่าเรา หรือเราเก่งกว่าเขา มันแค่ทำอาหารคนละแบบ

พูดถึงหนังเรื่องล่าสุดครัวสาว’ อะไรคือเชื้อที่ทำให้คุณอยากทำเรื่องนี้

คนทำหนังที่ผมรู้จักอยู่ LA เขากำลังหาคอนเทนต์อยู่ว่าอยากได้เรื่องไปทำซีรีส์ แต่ว่าอยากได้เรื่องที่ทำจากเรื่องจริง เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ หรือไม่ก็ทำจากหนังสือ ผมเคยอ่านข่าวเรื่องนี้มานานแล้ว คือผมยังเป็นวัยรุ่นเลย มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้าไปในสถานีตำรวจ แล้วก็ไปสารภาพกับตำรวจว่าเขาฆ่าสามีด้วยการทำอาหาร

เล่าๆ ไป ตำรวจแม่งก็งง มึงเป็นใครวะ เดินเข้ามาในสถานีตำรวจแล้วมาสารภาพ ตำรวจถามว่าคุณใช้ยาพิษเหรอ ไม่ได้ใช้ยาพิษ ก็แค่ทำอาหารให้กิน ผ่านไป 20 – 30 ปีจนสามีป่วยตาย เขาบอกว่าเขาเนี่ยเป็นคนฆ่า ให้จับเขา ตำรวจบอกจับไม่ได้เพราะว่าทำกับข้าวให้คู่ชีวิตกินมันไม่ผิดกฎหมาย เพราะไม่ได้ใช้ยาพิษ มันเป็นเรื่องปกติ

แต่ผู้หญิงบอกว่าเขาจงใจว่าจะฆ่า ตำรวจบอกแล้วทำไมคุณถึงมาบอก มันผ่านไปตั้งไม่รู้กี่ปีแล้ว ทำไมเพิ่งมามอบตัว เขาบอกว่าหลังๆ มาเนี่ย แม่งชอบเห็นผีผัวตัวเอง เหมือนกับผัวแค้นอะ ไม่ยอมไปเกิด แล้วก็มาหลอกหลอน เขาก็ไปหาพระมาใส่แล้ว ไปราดน้ำมนต์มาแล้ว ไปหาหมอดูอะไรมาหมดแล้ว ทุกคนก็บอกว่าให้มึงมอบตัว เพราะว่าถ้ามึงมอบตัวเขาก็จะหยุดมาหา หยุดมาหลอกมึง

แต่ส่วนตัวผมดันไปคิดว่า หรือผัวแม่งติดใจอาหารที่เมียทำวะ ตายไปแล้วก็ยังอยากแดกฝีมือเมียอยู่ มันเคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้น ผมก็เลยเล่าเรื่องนี้ให้โปรดิวเซอร์ฝรั่งคนหนึ่งฟัง เขาบอกว่าน่าสนใจ เขาก็เลยเอาเรื่องที่ผมเล่าไปเขียนเป็นบท

ตอนแรกเขียนออกมาเป็นบทซีรีส์ ผมไม่ได้เป็นคนเขียน ฝรั่งที่ LA เขียน เขามีทีมเขียนเลย เขาเขียนออกมา 10 ตอนมั้ง เขียนไปได้สัก 2 ตอน เขาส่งมาให้ผมอ่าน อ่านไปแล้วก็เราไม่ชอบเลยว่ะ ไอที่เขาเขียนมา ผมบอกเขาว่าขอเอามาเขียนเองได้ไหม พอเขาอนุญาตผมก็เลยเอามาเขียนเอง

เขียนๆ ไป ผมก็คิดว่าเป็นซีรีส์แม่งยาวไปว่ะ ผมก็เลยบอกเขาไปว่าถ้าเกิดไม่ทำเป็นซีรีส์ได้ไหม เพราะผมไม่ชอบดูซีรีส์ ไม่รู้เขียนยังไง แต่ถ้าเขียนเป็นหนัง เป็น Feature Film ผมว่าผมเขียนได้ เขาก็เลยบอก เอาสิ ลองดู มันก็เลยเกิดเป็นโปรเจกต์นี้ขึ้นมา

เคยนำเสนอเรื่องอาหารมาแล้วใน Food Lore พอลงมือเขียนบทครัวสาว คุณสนใจเหลี่ยมไหนของอาหารไทย

ผมมีเพื่อนเป็นพวกทำอาหารเก่งๆ หลายคน แต่ไม่ได้เป็นเชฟมีชื่อเสียงนะ เป็นเพื่อนๆ ที่ชอบทำอาหารกินเอง เรารู้คนนี้ทำอาหารอร่อย ทำเก่ง มีอยู่ 2 คนที่ทำอาหารเก่ง ก็เลยบอกเขาว่ากำลังจะทำหนัง เรื่องมันเป็นแบบนี้ มันจะเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่จะฆ่าผัวด้วยอาหาร แต่ว่าไม่มียาพิษนะ

เขาก็จะลิสต์มาให้ว่าอาหารที่แม่งกินแล้วเป็นโรค กินแล้วเป็นเบาหวาน เช่น ข้าวเหนียวทุเรียน ปาท่องโก๋จิ้มนมข้น สามชั้นทอด ไอพวกของทอดทั้งหลายนี่ตัวดี มื้อเช้า มื้อกลางวัน มื้อเย็น มีเมนูอะไรบ้าง บทร่างแรกๆ ก็ใช้ลิสต์อาหารของเขามาใช้เขียน ว่ามันกินไอนี่

แต่ว่าพอจะเริ่มลงมือทำหนังจริงๆ ตอนทำ Pre-Production ตอนนั้นมันต้องจริงจังแล้ว ผมก็เลยไปหาเชฟโจ้ (วรวุฒิ ตริยเสนวรรธน์) เป็นพี่ชายของเชฟหนุ่ม (วีระวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์) เขาเปิดร้านอาหารอยู่ที่อีสาน ชื่อ Samuay & Sons

ตอนนี้เขามาเปิดร้านอยู่กรุงเทพฯ ชื่อ โสมะ คือเชฟหนุ่มน้องชายเชฟโจ้จะเป็นคนลงมือทำมากกว่า แต่เชฟโจ้เขาเป็นคนศึกษาอาหารไทยโบราณ เขาศึกษาว่าอาหารไทยโบราณมันทำอะไรกับสุขภาพ ผมก็ไปปรึกษาเขา บอกว่าจะทำหนังแบบนี้ ช่วยให้ความรู้ผมหน่อย เขาก็บอกว่าคนไทยสมัยก่อนไม่มียาใช้ ยาฝรั่งเอาเข้ามา ก่อนจะติดต่อกับฝรั่งเราใช้สมุนไพรเป็นยา ก็คือผัก ขิง ข่า กระเทียม หอมแดง

เชฟโจ้เขาบอกผมว่า พี่ต้อมถ้าอาหารมันกินแล้วเป็นยาได้อะ กินผิดมันก็เป็นยาพิษไง เขาก็ถามว่าพระเอกของพี่มันต้องตายภายในกี่ปี ตอนแรกเขาบอกเอาภายใน 5 ปีไหม โห่ เร็วไปว่ะ เราอยากให้การแก้แค้นมันใช้เวลานานๆ เหมือนที่เราเคยอ่านในข่าว งั้นขอสัก 15 – 20 ปีแล้วกัน โอเค เดี๋ยวจัดให้พี่

ถ้าอยากให้คนนี้ตายใน 15 ปี 20 ปี ต้องกินอะไรบ้าง ต้องทำยังไง เขาก็จะลิสต์มาให้ แล้วผมก็เพิ่งรู้ว่า อ๋อ การกินอาหารแบบไทยโบราณ เราต้องรู้ว่าคนกินเป็นธาตุอะไร ทุกคนเราจะมีธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ผมเป็นคนธาตุดิน คนธาตุดินก็จะมีนิสัยแบบหนึ่ง มีความคิดแบบหนึ่ง อาหารที่กินแล้วถูกโฉลกกับคนธาตุดิน กินแล้วยิ่งแข็งแรง ก็จะเป็นแบบหนึ่ง แต่อาหารที่กินแล้วฆ่า ธาตุดินก็จะเป็นแบบหนึ่ง

ตัวละครสามีเป็นคนราษีเมษ คนเกิดราศีเมษเป็นคนใจร้อน ชอบแข่งขัน เห็นคนอื่นเก่งกว่าตัวเองไม่ได้ กูต้องเอาชนะ คนราศีนี้มักจะตับอ่อนแอ ม้ามอ่อนแอ คุณอยากให้มันตายเร็วๆ ใช่ไหม คุณก็ให้แม่งแดกเบียร์เยอะๆ เขาก็จะลิสต์เป็นเมนูมาให้

แล้วผมก็เริ่มเขียนบท อันนี้บทที่ออกไปถ่ายหนังแล้ว ผมก็จะเริ่มเขียนจากสิ่งที่เชฟโจ้เขาลิสต์มาให้ เขาก็เป็นที่ปรึกษาของของโปรเจกต์นี้มาตลอด อีกคนคือเชฟแอน เขาอยู่เชียงใหม่ ก็ได้มาเป็น Food Stylist ให้หนังเรา เขาเป็นคนทำอาหารในเรื่อง

ทำงานกับ เบลล่า บุญแสง ครั้งแรกเป็นยังไง ประทับใจอะไรเขา

เบลล่าสุดยอดเลย ผมเป็นคนที่ไม่เคยมั่นใจในอะไรเลย ทั้งตัวเอง ทั้งการทำหนัง ทุกครั้งที่ออกไปทำหนัง เชี่ย คราวนี้แม่งเหี้ยแน่ๆ  ทุกคนแม่งจับได้แน่ๆ ว่าที่ผ่านมากูฟลุก มันจะมาระเบิดตอนนี้แหละ พวกทีมงานจะรู้กันว่าอยากให้พี่ทำสิ่งนี้นะ สิ่งที่เขาเก่งปล่อยให้เขาทำไปเลย ฟังเขา ที่เหลืออีก 8 อย่างฟังเขา พวกเราช่วยกัน ทีมงานผมจะรู้จุดอ่อนจุดแข็งของผม เพราะทำงานกันมาจะ 30 ปี ไม่เคยเปลี่ยนทีม

เบลล่าเป็นนักแสดงที่มั่นใจมาก ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยเล่นหนัง เขาเล่นเป็นตัวประกอบในหนังของโต้ง (บรรจง ปิสัญธนะกูล) เรื่องหนึ่งมั้ง แต่เป็นตัวประกอบนั่งฟังพระสวด แต่เขามั่นใจมากว่าเขานี่แหละคือตัวละครตัวนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าเอาอะไรมามั่นใจนะ แต่ว่าเราชอบลุกเขามากจริงๆ มีคนที่เข้าตาอยู่ 3 คน แล้วก็นั่งคุยกับทั้ง 3 คน แล้วทุกคนก็ดูดีหมดเลยนะ แต่เลือกเบลล่าเพราะว่าผมชอบลุกเขามาก บังเอิญในบทมันเขียนด้วยว่าเขาเป็นคนจากสงขลา เป็นคนใต้ ผิวต้องคล้ำหน่อย เข้มๆ หน่อย เบลล่าคล้ำสุดใน 3 คนนี้

แต่มันก็ไม่จริงหรอก เพราะว่าเกิดผมชอบอีกคนที่ผิวไม่คล้ำมากกว่า ผมก็เปลี่ยนบทให้ตัวละครมาจากเชียงใหม่ก็ได้ ตอนคุยกันก็บอกเขาว่า เอาวะ เหี้ย จับมือกันโดดเหวนะ เขาบอกว่าพี่โดดเหวกับหนูแล้วพี่จะปลอดภัย เขามั่นใจขนาดนั้น แล้วไม่ผิดหวังจริงๆ เดี๋ยวไปดูหนังก็จะเห็นเลยว่าเขาเล่นยังไง

ตัวละครนี้มันต้องเริ่มตั้งแต่เป็นคนที่ Nobody มากๆ เป็นเด็กเสิร์ฟ เวลาไปร้านอาหาร พนักงานเอาอะไรมาเสิร์ฟ คุณเคยเห็นไหมว่าเขาเป็นใคร ไม่เคยหรอก ขอบคุณครับ แล้วรับมากินใช่ไหม ตัวละครนี้จะเริ่มจากการเป็นอากาศธาตุมากๆ เขาโตจากแบบนั้นจนในที่สุดคุมหนังทั้งเรื่อง คุมชีวิตคนในหนังไว้ แล้วเบลล่าเอาอยู่ การตัดสินใจครั้งนี้ผมว่าผมฟลุกอีกแล้ว

รอดตัวไป เขาทำได้ดีมาก ตั้งใจมาก และเวลาถ่ายหนังกับนักแสดงสมัยนี้ ไม่รู้เป็นอะไร พอเราสั่งคัตปั๊บ ทุกคนจะควักมือถือออกมา แล้วก็ทำเชี่ยอะไรกับมือถือก็ไม่รู้  สิ่งที่ผมชอบในเบลล่ามากคือเขาจะไม่ควักมือถือมาเล่นเลย ทำงานคือทำงาน ตั้งใจ ยกเว้นแต่ว่าเขาได้เบรกนานๆ มาก เขาอาจจะไปนั่งเช็กข้อความอะไรของเขา ซึ่งผมประทับใจมาก

แล้วกฤษณ์ล่ะ เราเคยเห็นเขาแสดงหนังมาบ้าง ทำงานกับเขาเป็นยังไง

ทุกคนรู้จักกฤษณ์กันหมดเลย ผมไม่ได้รู้จัก ปรากฏว่าหนังเรื่องนี้บทผู้ชายหายาก แคสต์เท่าไหร่ก็ไม่ได้สักที เกือบจะยกธงขาวยอมแพ้แล้ว กฤษณ์มาเป็นคนสุดท้าย ถ้าคนนี้ยังไม่ได้อีก ก็คิดว่าอาจเลื่อนถ่าย วันแคสต์ผมไม่อยู่ ทีมแคสต์ติงส่งคลิปมาให้ดู ผมไปไหนมาไม่รู้ กลับถึงบ้านนั่งดู โห่แม่ง บุคลิกเขามีเสน่ห์มากเลยนะ

แต่ที่รู้สึกว่าคนนี้แม่งใช่เลย คือวิธีการพูด ความ Friendly หน้าตา ท่าทางทุกอย่างคือแม่งน่าฆ่ามาก (เน้นเสียง) เราก็รู้สึกว่าไอเนี่ยแม่งควรตาย รู้สึกว่าคนนี้ใช่แน่ๆ เลย แต่ก็ไม่แน่ใจนะ อย่างที่บอกผมไม่เคยแน่ใจ ไม่เคยมั่นใจอะไร ก็เลยนัดคุยกับเขา กินกาแฟกัน แม่งเขาใช่คนนั้นจริงๆ ด้วยว่ะ

เพียงแต่ผมมีความกังวลนิดๆ ตอนที่เลือกกฤษณ์ บางทีนักแสดงที่เคยแสดงหนังมา บางทีเราต้องมาปลดล็อกเขา เพราะว่าเขาจะติดการแสดงแบบหนึ่งมา แบบที่เราไม่ได้ต้องการ นักแสดงหลายๆ คนเวลาแสดงจะต้องการบอกคนดูว่ากำลังคิดอะไร จะด้วยท่าทาง จะด้วยการขมวดคิ้ว หรืออะไรก็ตาม

ต่อให้ไม่มีบทพูด เขาก็พยายามจะสื่อสารกับคนดูว่าเขากำลังผิดหวังอยู่ กำลังเศร้าอยู่ หรือเดี๋ยวอีกสองซีนเขาจะต้องตายนะ เขาถูกเทรนด์มาแบบนั้น ซึ่งหนังเรามันไม่ต้องการสิ่งนั้นเลย คนดูต้องตามเราไปเรื่อยๆ แล้วในที่สุดคุณจะได้รับรางวัล ได้รับความเพลิดเพลินเอง มันมีความกังวลตรงนี้ เพราะกฤษณ์เขามีประสบการณ์ แต่ปรากฏว่าเขาแนบเนียนมาก

ตอนเราทำเวิร์กช็อปส่วนมากเราไม่ได้เวิร์กช็อปเรื่องการแสดง เราจะช่วยกันหาว่าไอตัวละครคนนี้มันเป็นใครมากกว่า ทำไมเขาถึงมาอยู่ตรงนี้ ทำไมถึงทำแบบนี้ ทำไมถึงคิดแบบนี้ คือหนังเรามันไม่ได้เดินเรื่องด้วยเนื้อเรื่อง หนังเรามันเดินเรื่องด้วยตัวละคร มันเป็นเพราะตัวละครตัดสินใจทำแบบนี้ แล้วมันก็จะพาเรื่องไป

ทำหนังเล่าเรื่องเมียทำอาหารฆ่าผัว กังวลไหมว่าคนดูยุคนี้สมัยนี้จะไม่อิน

ไม่นะ ถ้ามันจะไม่คุยกับคนยุคนี้ มันก็คุยกับคนบางกลุ่ม หนังทุกเรื่องมีคนดูของมัน พอคุณถามคำถามนี้ ผมกลับรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้แม่งจะเวิร์กกับคนยุคนี้ เพราะว่าผมว่าตอนนี้คนยุคนี้แม่งเริ่มจะน็อกรอบ เริ่มกินหางมาถึงยุคผม อันนี้พูดเข้าข้างตัวเองเปล่าไม่รู้นะ แต่รู้สึกว่ามันจะเวิร์กกับคนยุคนี้

หนังผมความแปลกในวิธีการเล่าเรื่อง หรือความประหลาดของตัวละคร ยุคหนึ่งคนงง ทำไมไอเหี้ยนี่เลือกทำแบบนี้วะ ตัวละครนี้พอมันเจอเหตุการณ์นี้ ทำไมมันเลือกแบบนี้วะ แม่งไม่เห็น Make sense พี่เขาแม่งประหลาด แม่งติสต์แดก คือการที่ตัวละครของผมไม่ทำอะไรตามขนบ สำหรับคนยุคนี้มันเป็นเรื่องธรรมดา

เพราะคนยุคนี้เขาก็เป็นคนอย่างนั้นกัน อะไรที่มันไม่เป็นไปตามขนบ 1 2 3 4 เขาไม่ได้ตกใจเท่าคนรุ่นก่อนๆ ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้มันน่าจะวนมาเจอกันพอดี เดี๋ยวเราลองดูกันเมื่อหนังเข้าโรง ผมอาจจะล้มหน้าฟาด เลือดกบปากก็ได้นะครับ แต่ว่าก็เป็นแบบนี้มาหลายเรื่อง ไม่เป็นไร คนเรามันก็ต้องมีความหวัง

ทุกวันนี้คุณยังเข้าโรงหนังอยู่ไหม

เข้าอยู่ตลอด ถ้าจะดูหนังก็ไปดูที่โรง เรื่องไหนอดดูในโรงก็ถือว่าอดไป ไม่หามาดู

ซีรีส์ที่กำลังฮิตอยู่ตอนนี้ คุณดูหรือยัง

คือผมไม่ค่อยตามดูซีรีส์ ซีรีส์มันมีหลายตอน แต่หนังเราดูจบในชั่วโมงครึ่ง ซีรีส์มันต้องตาม เคยดูจบเรื่องเดียวคือ Chernobyl มี 5 ตอน แล้วมันสนุกก็ดูจนจบ ผมไม่มีนิสัยในการดูซีรีส์

ไม่กลัวตกขบวนเหรอ ข่าวไม่ตาม อะไรฮิตก็ไม่รู้

ไม่กลัว คือผมไม่เคยขึ้นขบวนนั้น เขาจะไปไหนกันมันไม่เคยรับผมไปอยู่ดี ผมไม่เคยโบกขึ้นด้วย เท่ากับผมไม่ตกขบวน คำว่าตกขบวน คือคุณอยู่บนนั้นแล้วลงไปเยี่ยว ไม่ตามต่อ แบบนี้คือตกขบวน ผมไม่เคยขึ้นขบวนนั้นตั้งแต่แรก มันไม่ได้มีความสำคัญกับชีวิตเรา ผมเป็นคนที่สนใจแต่ตัวเองและสิ่งที่ตัวเองทำ เพื่อนก็มีแค่จำนวนหนึ่ง

แต่เพื่อนน่าจะยังโทรมานัดกินเหล้า พบปะ พูดคุยข่าวสาร

ใช่ๆ ผมเพื่อนไม่เยอะ ส่วนมากก็มากินที่บ้าน บ้านผมที่เชียงใหม่มันไกลจากตัวเมืองมาก ผมอยู่แม่ริม มันคือทุ่ง คือป่าเลย มีวัดป่าเป็นเพื่อนบ้าน มีพระอยู่ 4 รูป บรรยากาศจะเงียบหน่อย อยู่ๆ มันก็คล้ายๆ ผมชินกับชีวิตแบบนี้ ชอบชีวิตแบบนี้ เวลามากรุงเทพฯ ที แม่งเหนื่อยชิบหาย ไม่ได้ทำอะไรเลยนะ ยังเหนื่อยเลย ไอรังสีของกรุงเทพฯ มันรู้สึกได้เลย

ทั้งที่เป็นคนกรุงเทพฯ เกิดกรุงเทพฯ วันนี้เบื่อกรุงเทพฯ

ผมเป็นคนกรุงเทพฯ 1,000% แล้วก็ไม่ค่อยชอบธรรมชาติ ไม่เคยคิดว่าจะอยู่ในธรรมชาติ แต่พออายุมากขึ้น ผมก็เปลี่ยนไป กรุงเทพฯ ที่เราชอบ ที่เรารักมันหายไปแล้ว ตอนเด็ก ๆ ที่ผมโตมา ต่อให้มันมีห้างเอ็มโพเรียมก็ตาม มันก็ยังมีร้านข้าวซอยที่กินประจำ ร้านข้าวมันไก่ที่ผมชอบกิน และมันก็มีร้านแพงๆ

หรือซื้อกางเกงมา ขาแม่งยาวไป ก็เอาไปให้พี่ตรงกลางซอยตัด เขาตัดเย็บกันตรงนั้น ตอนนี้สิ่งเหล่านี้มันไม่มีแล้ว ร้านข้าวซอยป้าแกก็ปิดไป เพราะแกสู้ค่าเช่าไม่ไหว ตอนนี้มันกลายเป็นร้านญี่ปุ่นแพงมาก เมืองห่าอะไรก็ไม่รู้

คือกรุงเทพฯ มันกลายเป็นสนามเด็กเล่นของคนเก๋ คนรวย คนฮิป คนธรรมดาไปอยู่ไหนไม่รู้ ไอ้สิ่งที่ผมเคยรักเคยชอบในกรุงเทพฯ มันหายไป เสน่ห์มันหาย แต่ก็อายุด้วยแหละ พออายุมากขึ้นผมไม่ต้องการความอึกทึกขนาดนั้น

พักเรื่องการทำหนังไว้ก่อน อยู่เชียงใหม่ คุณเป็นคนทำอาหารกินเองไหม

แฟนทำ แฟนผมทำอาหารเก่งมาก ผมเป็นคนล้างจาน (หัวเราะ) แฟนผมทำอาหารทุกอย่าง ส่วนมากเราจะทำอาหารแปลกๆ กินกัน อาหารโมร็อกโก แขกบ้าง อินเดียบ้าง อาหารไทยก็ทำ เป็นบ้านที่ชอบลองกิน เป็นคนชอบกิน

วันนี้ วัยนี้ เลือกไหม เน้นกินอะไร เลี่ยงอะไร

ผมเลือกกินมาก แต่ชอบกินอะไรซ้ำๆ ร้านอาหารที่ไปส่วนมากไปจนไม่ต้องสั่งแล้ว เดินไปนั่งเขาก็รู้แล้ว เมนูซ้ำๆ ก็อย่างเช่น กะเพรา ก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำ แล้วก็ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ เป็นคนชอบกินเนื้อ

ไม่สั่งดิลิเวอรี

คือผมไม่ค่อยชอบกินอาหารที่มาในถุง ยิ่งก๋วยเตี๋ยวนี่กินไม่ได้เลย ถ้ามาในถุงแกะออกมามันจะเป็นรูปถุง เส้นมันจะเป็นก้อนๆ ผมกินไม่ได้ ดังนั้นผมก็จะไม่ค่อยใช้บริการดิลิเวอรีอะไรพวกนี้ ถ้าไม่ทำกินที่บ้านก็เดินไปกินที่ร้าน ขับรถไปกินที่ร้าน แล้วผมชอบกินอาหารร้อนๆ ด้วย ไม่ชอบกินแบบชืดๆ

แต่ก็เข้าไมโครเวฟได้

บ้านผมไม่มีไมโครเวฟ ทีวีก็ไม่มี ผมเหมือนฤาษี (หัวเราะ)

เหมือนนักบวช

ใช่ๆ เหมือนนักบวชที่มีภาพยนตร์เป็นศาสนา

ย้อนไปเด็กๆ อาหารการกินในบ้านคุณเป็นยังไง

ผมเติบโตมาในบ้านที่ไม่กินเผ็ด กินเผ็ดไม่เป็น เพิ่งจะมากินเผ็ดเป็นตอนเริ่มทำหนัง ทำโฆษณา พอออกกองถ่ายมัน อาหารมันเริ่มเผ็ดขึ้นเวลาเขาทำ ผมก็ต้องกิน หลังๆ เราก็ชอบนะ อาหารที่มันรสจัดหน่อย

ผมโตมากับหมูทอด ต้มฟัก อาหารไม่ตื่นเต้นเลย อาหารพื้นบ้านธรรมดาทั่วไป น้ำพริกกะปิอะไรแบบนี้ แต่สมัยนั้นมันดีนะ ยาฆ่าแมลงแทบไม่มีในยุคที่ผมเติบโตมา มันไม่ต้องระวังเท่าสมัยนี้ ริมรั้วบ้านผมจะมีต้นกระถิน ก็เด็ดกินเลย ซูเปอร์มาร์เก็ตมันยังไม่มีเลยมั้ง แต่มีตลาด

ใครเป็นคนทำอาหารในบ้าน

คือพ่อแม่ผมเป็นคนทำงานทั้งคู่ แม่ทำงานสถานทูต พ่อทำงานบริษัทเอกชน บ้านเราก็จะมีแม่ครัวที่ทำอาหาร

โมเมนต์บนโต๊ะอาหาร กินข้าวพร้อมกันถือเป็นโมเมนต์ที่ดีไหม

ดีนะ พ่อผมเป็นคนเจ้าระเบียบ หมายความว่าการกินข้าวก็ต้องกินด้วยกันเป็นครอบครัว เกิดคุณกินอิ่มก่อน คุณก็ยังลุกไปไม่ได้นะ คุณต้องนั่งรอจนคนอื่นกินอิ่ม มันค่อนข้างมีระเบียบมาก ไม่ได้โตมาแบบยังไงก็ได้  คือจะมาลุกไปก่อนนี่ โห่ ไม่ได้เลยครับ เป็นบาปเลย (หัวเราะ) แล้วผมไม่เคยแหกกฎนี้ คือพ่อผมไม่ถึงกับดุนะ แต่ว่าเราก็ไม่กล้าขัดขืน เขาไม่เคยดุถึงขั้นว่าตี เราก็เคารพเขามาก ไม่กล้าจะไปขัดขืนคำสั่ง

อาหารดีๆ แพงๆ คุณกินไหม

ผมไม่ค่อยกินอาหารแพงว่ะ กินบ้างนะ ส่วนมากเวลาไปกินอาหารแพงๆ ผมมักจะไม่ได้เป็นคนออกเงิน คือเมืองไทยอาหารแม่งอร่อยแทบทุกอย่าง ไม่รู้จะไปกินอาหารแพงๆ ทำไม มันจะมีมิชลินใช่ไหม กี่ดาวก็ว่ากันไป ผมไม่กินเลย คือถ้ากินแล้วรู้สึกว่ามันแพงมาก เราจะรู้สึกไม่ชอบชอบใจ

เขาถึงบอกว่าอาหารมันสะท้อนปูมหลัง รสนิยม คุณภาพชีวิต

ใช่ๆ ผมเป็นคนชอบกินของอร่อย ชอบกินของดี แต่ถ้าแพงไม่กิน พอมันแพง มันก็มาพร้อมกับอย่างอื่น ผมแม่งแทบจะไม่เคยใส่กางเกงขายาวเลย ผมใส่กางเกงขาสั้น ผมแต่งตัวแบบนี้ แล้วให้ผมไปกินร้านที่มันหรูๆ ดีๆ มันไม่ได้

ทำไมเราต้องอยากกินอะไรขนาดนั้น ต้องเคารพกฎบ้าๆ บอๆ ที่มันไม่ได้เกี่ยวชีวิตเรา มึงจะมาห้ามกูใส่ขาสั้นทำเหี้ยอะไรวะ แม่งนี่เมืองไทยร้อนจะตายห่า (หัวเราะ) มึงให้กูใส่สูทเหรอวะ ไอเหี้ย ก็ใช่ ร้านมึงไม่ร้อนไง ร้านคุณแม่งมีแอร์ไง แต่จากบ้านผมไปร้านคุณเนี่ย ผมทำไงกับไอสูทชุดนี้วะ ไอห่า มันตลกดี แต่บางทีเขาชวนไปกินก็ไปนะ ผมจะมีรุ่นพี่ที่แบบว่ารวยๆ มีเงินเยอะ บางทีนัดกินข้าวก็นัดร้านแบบนี้ แต่เขาจะเลี้ยง

ที่ไม่กินอาหารแพง มันไม่ได้เกี่ยวกับเงินในกระเป๋าใช่ไหม จะกินก็กินได้

เกี่ยวสิ ทำไมจะไม่เกี่ยว ผมเลือกชีวิตแบบนี้ เพราะผมไม่อยากทำงานเยอะ ผมอยากทำงานน้อยๆ อยากทำเฉพาะสิ่งที่อยากทำเท่านั้น ไม่อยากต้องไปทำสิ่งที่ไม่อยากทำ ผมทำแบบนั้นมาหลายสิบปีแล้ว ต้องไปทำสิ่งที่ไม่อยากทำ แล้วก็ต้องกล้ำกลืนเข้าไป ผมทำอย่างนั้นนานมาก แล้วได้เงินเยอะด้วย

ตอนนี้ไม่อยากทำอย่างนั้นแล้ว ทีนี้ก็มานั่งคิดว่าเงินที่มีอยู่ก็ไม่ได้มาก ถ้าเราใช้ชีวิตแบบไม่ต้องแพง ไม่ต้องหรู ใช้ชีวิตแบบสมถะแบบคนปกติทั่วไป ผมก็ไม่ต้องบ้าคลั่งหาเงินขนาดนั้น ผมเลือกชีวิตแบบนี้ ทำแต่งานที่อยากทำ

เวลามีคนมาออฟเฟอร์งานให้ทำ ถ้าดูๆ แล้วผมไม่ชอบ ไม่อยากทำ ผมสามารถปฏิเสธได้เสมอ จริงๆ แล้ว ชีวิตผมตอนนี้ปฏิเสธงานมากกว่ารับงานนะ มันเป็นความหรูหราอีกแบบหนึ่ง การทำสิ่งนี้ได้มันก็เหมือนคุณมีเงินเยอะ การที่คุณสามารถ say no กับทุกอย่างได้ถ้าตีเป็นเงิน คุณรวยมากนะ

ผมเคยคุยกับเพื่อนเรื่องนี้ เฮ่ย คนรวยนี่มันวัดกันที่ไหนวะ ทุกคนก็จะคิดว่าคนรวยมันต้องวัดกันที่เงินในธนาคาร ผมว่าอันนั้นมันก็เป็นความรวยแบบหนึ่ง แต่ความรวยมันมีหลายแบบ ผมว่าใครก็ตามที่สามารถเลือกได้ว่าตอนบ่ายกูอยากนอนหลับสักชั่วโมงหนึ่ง วันไหนก็ได้ของชีวิตนี้นะ โดยไม่ต้องแคร์อะไรเลย ผมว่าคนแบบนี้แม่งรวยมากนะ

คือเวลาว่างนี่แม่ง โดยเฉพาะสำหรับคนยุคนี้สมัยนี้ เวลาว่างเป็นความร่ำรวยแบบหนึ่งเลย เพราะคนส่วนมากจะบ่นว่าไม่มีเวลา พอผมเลือกชีวิตแบบนี้ ผมก็ต้องเป็นคนไม่สุรุ่ยสุร่าย มันก็กลับมาที่คำถามไม่เลือกกินอะไรแพงๆ เกี่ยวกับเงินไหม เกี่ยวแน่นอน

อาหารที่เสิร์ฟมาเป็นคอร์ส ก่อนกินต้องฟังสตอรี่ยืดยาว โดยนิสัยคุณชอบไหม

ไม่ชอบ พิธีกรรมบ้าๆ บอๆ แล้วที่มึงมาเล่าให้กูฟัง มึงก็ท่องมาหรือเปล่าวะ บางร้านมีคนบอกอร่อยมากพี่ พี่ต้องไปกิน อร่อยยังไงแม่งก็ตลกอะ ผมไปกินอาหารไทยแล้วจ่ายหัวหนึ่งเป็นหมื่น กินแล้วไงวะ ต้องไม่ขี้ไป 3 วัน 4 วันงี้เหรอ ต้องอั้นขี้ไว้เหรอ

ตอนไปเมืองนอก เช่นว่าไปฉายหนังตามเทศกาล คุณกินอาหารไทยบ้างไหม

ไม่ค่อยได้กินอาหารไทยเลย เวลาไปต่างประเทศกินอาหารฝรั่งตลอด อ๋อ เคยครั้งเดียว กินส้มตำกับอาหารอีสานที่สตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เคยแค่ครั้งเดียว ส่วนมากถ้าไปเทศกาลหนัง เขาก็จะพาไปกิน

แล้วถ้าวันไหนผมต้องอยู่คนเดียว ไม่มีใครพาไปกิน ง่ายสุดคือกินราเม็ง (หัวเราะ) เดี๋ยวนี้ทุกประเทศมีราเม็งหมดแล้ว คุณไปประเทศอะไรแม่งมีราเม็งหมดแล้ว อร่อยหมดเลยด้วย ไม่ต้องไปญี่ปุ่นแล้วก็ได้ ผมเพิ่งไปซิดนีย์มา เอาหนังไปฉาย ร้านราเม็งเต็มไปหมดเลย เยอะกว่าเซเว่นอีก อยู่ๆ คนก็กินราเม็งกัน แล้วมันนั่งคนเดียวได้ มีเคาน์เตอร์ให้นั่ง ไม่ต้องวุ่นวายกับใคร

ส้มตำที่ว่ารสชาติถูกปากไหม บางคนบอกอาหารไทยที่ต่างประเทศรสชาติไม่เหมือนที่ไทย

เฮ่ย อร่อยแต่นี่นานแล้วนะ เป็นสิบปีแล้ว พี่คนนั้นเขาเจ๋งมากเลย ตลกดี ตอนนั้นผมเอามนต์รักทรานซิสเตอร์ไปฉาย แล้ววันนั้นมันว่าง ผมยืนอยู่กับแฟนรอข้ามถนนกันอยู่ แล้วแฟนผมบอกอยากกินราดหน้า ทำไมเราอยากกินราดหน้าที่สวีเดนวะ ระหว่างที่กำลังรอไฟแดง มันมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าเรา แม่งคนไทยแน่เลย พี่คนนี้ดูทรงคนไทยแน่ๆ

เราก็ไปถามเขา พี่ครับ คนไทยปะฮะ ไอ้เหี้ย แม่งคนไทยจริงๆ ด้วย (หัวเราะ) เราบอกเขาว่าผมอยากกินราดหน้า ในสตอกโฮล์มมันมีราดหน้าปะ มีร้านอาหารไทยไหม เขาบอกมากินร้านพี่เลย แม่งเขาเป็นเจ้าของร้านอาหารอีสาน ก็เลยไปกินอาหารอีสานกัน อร่อยนะ

กินๆ ไปเขาก็ถามว่าน้องมาทำอะไร อ๋อ ผมเอาหนังมาฉาย ห้ะ หนังอะไร หนังไทยครับ หนังไทยเลยเหรอ ฉายที่ไหนเนี่ย เดี๋ยวคืนพรุ่งนี้ฉาย อุ๊ยอยากไปดู คนไทยเต็มร้านเลย ผมก็เลยเอาตั๋วไปให้เขา 20 ใบ เขามาดูหนังผมกันสนุกสนาน

กลับมาตอบคำถาม ผมว่ารสชาติจะเป็นยังไงมันอยู่ที่เมืองด้วย สมมติคุณไป LA ผมรับรองรสชาติแม่งเหมือนที่ไทยเลย เพราะคอมมิวนิตีคนไทยแม่งใหญ่มาก มันจะมีตลาดรังสิต มันเขียนไว้เลยว่าตลาดรังสิต มีร้านอาหารไทยเต็มเลย

หรืออย่างซิดนีย์ก็มีอาหารไทยขายเยอะ คนไทยอยู่เยอะมาก ถ้าอย่างนี้รสชาติมันจะเหมือนนะ แล้วเดี๋ยวนี้มันยิ่งง่ายเลย เมื่อก่อนคนเปิดร้านอาหารไทยที่ต่างประเทศ ต้องรอวัตถุดิบจากไทย ต้องกลับมาไทยแล้วขนไป หรือไม่ก็ฝากเพื่อนขนมาให้

เดี๋ยวนี้ไม่ต้อง แม่ง Freeze dry มาทุกอย่าง ส่งข้ามคืนรุ่งขึ้นได้เลย มันขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ที่ไหน ถ้าคุณไปประเทศที่ไม่ค่อยรู้เรื่องอาหารไทย มันก็อาจจะยากหน่อย อย่างปารีสนี่ผมเชื่อว่าต้องมีร้านอาหารไทยอร่อยๆ มีแน่ๆ หรือลอนดอนมีแน่ๆ

ยุคหนึ่งคนเถียงกันเรื่องอาหารไทยแท้ คุณว่าแท้ไม่แท้อะไรเป็นตัวแบ่ง

ผมไม่มีความรู้ตรงนี้วะ ในชีวิตผม วันๆ ผมกินอาหารไทยน้อยมากนะเดี๋ยวนี้ ผมชอบกินอาหารญี่ปุ่นมากกว่า เวลาไม่รู้จะกินอะไร เวลาไม่มีไอเดียว่าจะกินอะไร ผมก็ไปแต่ร้านญี่ปุ่น หรืออย่างพิซซานี่กินบ่อยมาก เพราะหลานชอบกิน ต้องพามันไปกิน

อาหารไทยถ้าจะได้กินคือแม่ของแฟนผมทำ เขาทำอาหารเก่งมาก ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ก็จะได้กินฝีมือเขา อาหารไทยแท้หรือไม่แท้ ผมไม่แคร์ เราชอบกินของอร่อย ขอแค่อร่อยผมกินได้หมด แต่กะเพรานี่แม่งอาหารไทยเปล่าวะ

พริกก็ไม่ใช่ของไทยแล้ว

หรือไข่ดาวก็ดูไม่ใช่ของไทย แต่ถ้าเป็นอาหารไทยแท้ ผมเดาว่ามันอาจจะเป็นอาหารชาววัง แต่โอเคมันคงมีอิทธิพลมาจากที่อื่นด้วย ข้าวแช่นี่มันดูเหมือนอาหารไทยมากนะ แต่ผมดูๆ ไปก็รู้สึกว่ามันดูมีอิทธิพลจากชาติอื่นยังไงก็ไม่รู้ แต่เขาก็เคลมว่าข้าวแช่คืออาหารชาววัง

มันมีฝรั่งคนหนึ่งน่าสนใจ เขาชื่อเดวิด ทอมป์สัน (David Thompson) เป็นคนออสเตรเลีย เปิดร้านอาหารชื่อ น้ำ (Nahm) อยู่ที่โรงแรมแถวๆ สาธร (โรงแรม COMO Metropolitan Bangkok) ที่หลายคนไม่ค่อยรู้คือเขาเป็น Expert เรื่องอาหารไทย คนยกย่องเขาว่าเป็นคนทำอาหารไทยแบบ Authentic แต่เป็นฝรั่ง

เดวิด ทอมป์สัน เขาสะสมหนังสืองานศพของพวกตระกูลเก่าแก่ เจ้า หรือเชื้อพระวงศ์ พวกผู้ดีเก่า สมมติคุณตาคุณยายตาย ในหนังสืองานศพเขาชอบบันทึกสูตรอาหารไว้ มันเป็นสิ่งที่เขาทำกัน เดวิด ทอมป์สัน สะสมของพวกนี้ แล้วเขาก็ทำอาหารตามสูตรทุกอย่างแบบเป๊ะๆ โดยที่เขาเคลมว่านี่มันคืออาหารไทยแท้จริงๆ ที่ยังไม่โดนบิดพลิ้ว

เพื่อให้เห็นภาพ อร่อยของคุณมันต้องรสชาติเป็นแบบไหน

ไม่รู้เลยว่ะ บางร้านแม่งทำเผ็ดฉิบหาย กินแทบไม่ได้ แต่แม่งอร่อย คือกินไปก็ทรมานไปนะ แต่มันอร่อยอะ ผมไม่มีคำนิยามเลย มันต้องกินแล้วจะรู้เองว่า โห อันนี้อร่อย รสชาติใช้ได้ มันมีหลายร้านที่เขาชื่นชมแซ่ซ้องกันเลยนะว่าอร่อยฉิบหายเลย รีวิว 5 ดาว ผมไปกินแล้วไม่ชอบก็มีนะ ไม่อยากพูดชื่อร้าน แต่มันอาจจะถูกปากคนอื่นอีก 10,000 คนไง แค่มันไม่ถูกปากเรา

ทำไมคนยุคนี้ชอบให้คนอื่นมาบอกว่าลองกินอันนี้สิ อันนั้นสิ

อ้าว (หัวเราะ) ยุคนี้มันมีมือถือไง มันเช็กได้ มันทำให้เรารู้สึกอยากกิน มันมีรีวิว แต่ผมเป็นพวกไม่ดูอะไรพวกนี้ ไม่ค่อยเช็กรีวิว อยากไปกินผมก็ไปกิน แล้วถ้าไม่อร่อย ก็ถือว่าผมซวยไป แต่ถ้าอร่อยผมก็ เย้ นั่นแหละ สมัยนี้เขาเช็กรีวิวก่อน แต่เราก็ไม่ชัวร์อีกนะว่ารีวิวพวกนี้มันก็เพื่อนมึงเปล่าวะ

บางร้านชีวิตพลิกเพราะรีวิวเลย ขยับขยายสาขา มันมีอิทธิพลขนาดนั้น

อ๋อใช่ๆ มันดีนะ ก็นี่ไง Gelato ของพี่กฤษณ์ ผมยังไม่เคยกินนะ เคยผ่านไปหนหนึ่ง แถวยาวฉิบหายเลย แต่เขาบอกมันแพงมาก ทุกคนก็ด่ากันว่าแพง มึงไปด่าเขาแพงเนี่ย มึงรู้ว่าเขาใช้อะไรทำบ้าง เขาอาจใช้ของแพงก็ได้ใช่ไหมล่ะ แพงก็อย่าไปกิน นี่มึงไปด่าเขา

เหมือนยุคหนึ่งที่ผมทำหนังออกมาแล้วโดนด่าเยอะๆ แต่ไม่ได้โดนด่าว่าหนังห่วย ส่วนมากจะโดนด่าแบบประเด็นอะไรที่มันแรงๆ คนแม่งก็ไปดูฉิบหายเลยนะ ผมว่ามันก็คล้ายๆ กัน ยิ่งด่ามึงยิ่งโปรโมตให้เขา

วัยนี้ คุณแคร์เรื่องการกินอาหารเพื่อสุขภาพแค่ไหน

แคร์นะ แต่ผมไม่ได้เข้มงวดกับการกินขนาดนั้น รู้ตัวว่าอายุขนาดนี้ไม่สามารถกินแบบที่เราเคยกินตอนอายุ 30 ได้ มันกินน้อยลงไปเอง อย่างเดี๋ยวนี้ถ้าไม่มีนัดกับเพื่อน ถ้าอยู่บ้าน บางทีข้าวเย็นผมแทบไม่กินเลย บางวันกินถั่วกับไวน์ 2 แก้ว มื้อเช้ากับมื้อเที่ยงผมกินเยอะเลย เย็นไม่ค่อยกิน อายุขนาดนี้ความเป็นห่วงสุขภาพมันจะตามมาเอง

ไม่ถึงขั้นกินผักต้มจิ้มน้ำพริก

ไม่ขนาดนั้น ผมไม่ได้มีกฎเกณฑ์ในการกินเท่าไหร่ แต่บังเอิญว่าโดยส่วนตัวของที่ชอบกินมักจะเป็นของที่ค่อนข้างโอเค อย่าง Junk Food ผมไม่กิน ไม่ใช่เพราะสุขภาพนะ ของหวานผมก็ไม่กิน เค้กอะไรแบบนี้ ไม่กิน ไม่ชอบ แต่ไม่ถึงขั้นว่ากูจะไม่กินไอนี่ ต้องไม่กินไอนั่น ที่เขาทำ IF อะไรกันผมก็ไม่เคยทำ

ผมว่าตัวเราเป็นหมอที่ดีที่สุดของตัวเอง เราใช้วิธีสังเกตตัวเอง อย่างวันนี้รู้สึกไม่ค่อยดี รู้สึกว่าจะป่วยยังไงไม่รู้ เพราะเมื่อคืนแม่งหนัก แล้วมันไม่ได้หนักงี้มานานแล้วไง เนี่ยเดี๋ยววันนี้รู้สึกจะเป็นไข้ละ เย็นๆ นี้เป็นแน่เลย งั้นเดี๋ยวเย็นนี้กูต้องกินข้าวต้มละ วันนี้ต้องงดแอลกอฮอล์ แล้วก็นอนหัวค่ำ ผมจะสังเกตตัวเองเอา แล้วก็ออกกำลัง

ไม่รู้คุณเห็นหรือยัง ‘ครัวสาว’ เป็น 1 ใน 8 หนังไทยที่มีลุ้นเป็นตัวแทนส่งเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศ

ยังไม่เห็น ไม่รู้ 

เข้าชิงบ่อยๆ ยังรู้สึกอะไรไหม แอบลุ้นให้เป็นหนังตัวเองไหม

มันไม่ได้มีผลอะไรกับผมหรอกครับ หนังผมจะได้เป็นตัวแทนหรือไม่ได้เป็นตัวแทนส่งไปออสการ์ ผมก็ทำเรื่องต่อไปอยู่ดี ถึงยังไงผมก็ทำหนังด้วยวิธีของผมอยู่ดี มันก็หาเงินมาทำยากอยู่ดี หนังเราเคยเป็นตัวแทนส่งไปออสการ์ตั้งไม่รู้กี่เรื่องแล้ว มันไม่เห็นเปลี่ยนชีวิตผมให้ดีขึ้นหรือแย่ลง ผมก็ยังทำหนังของผมเหมือนเดิม

ผมว่าถ้าจะดี มันคงดีกับคนที่ร่วมงานกับผมในหนังมากกว่า สิ่งนี้มันไปส่งผลที่ดีกับอาชีพ เช่น นักแสดง ถ้าหนังที่เขาเล่นได้เป็นตัวแทนไปออสการ์ นักแสดงเขาก็เหมือนมีเครดิตสูงขึ้น เวลาหนังได้รับรางวัลอะไร ผมลุ้นให้นักแสดงได้รับรางวัล ผมจะมีความสุขมากเวลานักแสดงได้รับรางวัล เพราะว่ามันดีกับเขา เขาต้องการสิ่งนี้ มันเหมือนเป็นใบเบิกทาง เพราะนักแสดงที่ผมเลือกมาเล่นหนัง ส่วนมากเป็นนักแสดงหน้าใหม่ เขาไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์ รางวัลมันดีกับเขา

เวลาทำหนังแล้วนักแสดงได้รางวัลบ่อยๆ มันดีตรงที่ว่าพอจะทำเรื่องต่อไป ผมอยากได้นักแสดงคนไหน โทรไปส่วนมากเขาจะอยากมาเล่นให้ ถึงแม้เราจะมีเงินให้เขาแค่ เศษ 1 ส่วน 5 ของที่เขาเคยได้ คือรางวัลมันคงเป็นการบอกว่าคนกลุ่มหนึ่งเขา appreciate กับสิ่งที่เราทำ ซึ่งก็ไม่มีอะไรแย่ ไม่มีอะไรเสียหาย

ถ้าการที่หนังถูกส่งไปชิงออสการ์คือใบเบิกทางให้นักแสดงได้รับการยอมรับ แล้วผู้กำกับล่ะ อะไรทำให้ผู้กำกับคนหนึ่งได้รับการยอมรับ

ไม่รู้ว่ะ ผมว่าคนที่ทำงานสร้างสรรค์ จะเป็นผู้กำกับหนัง จะเป็นช่างภาพ จะเป็นนักแสดง ผมว่าสิ่งที่พิสูจน์ว่าคนคนนั้นเป็นของจริงหรือไม่ใช่ของจริง มันไม่ได้วัดที่รางวัลนะ มันวัดกันที่ความยาวนานในการทำอาชีพมั้ง

ยืนระยะ

ใช่ เขาเรียกยืนระยะใช่ไหม ถ้าคุณสามารถยืนระยะได้ ผมว่าอันนี้สำคัญ เพราะสิ่งที่เราทำกันอยู่แม่งยากมาก การทำหนังเป็นกิจกรรมที่ยากที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษยชาติเลยวะ (หัวเราะ) ไม่ว่าคุณจะคิดมาดียังไง มันก็ไม่เคยเป็นไปตามแผน มันไม่เคยได้อย่างใจสักอย่าง เพราะฉะนั้นวิธีเดียวที่คุณสามารถพัฒนาฝีมือตัวเอง คือต้องทำแล้วทำอีก ทำแล้วทำอีก ทำแล้วทำอีก ถึงที่สุดคุณต้องยืนระยะให้ได้

สมมติผู้กำกับทำหนังไปถึงเรื่องที่ 4 ที่ 5 คุณอาจจะเริ่มรู้สึกว่ากูพอจะทำเป็นแล้ววะ อาจจะยังไม่เก่ง แต่มันอาศัยการทำหนัง 4 – 5 เรื่อง กว่าคุณจะรู้สึกว่า อ๋อ ถ้ากูคิดแบบนี้แล้วอยากทำให้ได้อย่างที่คิดมันต้องทำแบบนี้วะ เรื่องแรกเรื่องสองเรื่องสามมันยังทำไม่ได้ Know how กับประสบการณ์มันไม่พอ

เพราะฉะนั้น เวลาคนตั้งใจทำหนังแทบตายแล้วมันออกมาห่วย ผมไม่เคยไปรู้สึกแย่กับเขา หรือไปซ้ำเติมอะไรเขา เพราะการทำการหนังมันยาก ทุกคนพร้อมจะล้มตลอดเวลา ทุกคนพร้อมจะเฟล การทำหนัง 1 เรื่อง โอกาสเฟลมันมากกว่าโอกาสที่มันจะสำเร็จ ถ้าตอบคำถามก็คือ การได้รับการยอมรับคือคุณได้ทำเรื่องต่อไป ถ้าคุณไม่ได้รับการยอมรับ คุณจะจบลงแค่เรื่องนี้

ไม่มีใครให้เงินคุณทำ ไม่มีนายทุนให้เงินทุน ส่งไปชิงกองทุนที่ไหนก็ไม่มีใครให้ ฉายไปก็ไม่มีคนดู นั่นคือจบ อาชีพผู้กำกับหนัง คุณจะได้ทำอะไรหรือไม่ได้ทำอะไร มันไม่ได้ถูกกำหนดโดยคุณนะ คุณอาจจะมีไอเดียได้ คุณอาจจะสร้างความฝันขึ้นมาได้ แต่ว่าการที่มันจะถูกทำหรือไม่ถูกทำมันขึ้นอยู่กับคนอื่น ซึ่งมันก็แฟร์ มันก็เลยทำให้เราต้องตั้งใจทำงานมากๆ


หลังๆ มานี้ คนเบื้องหลังถูกมองเห็นมากขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี แต่คนเบื้องหลังบอกว่าช่วยจ่ายค่าตอบแทนให้สมน้ำสมเนื้อกว่านี้ได้ไหม ในฐานะคนทำหนังทุนไม่สูง คุณมองเรื่องนี้ยังไง

ผมแม่งไม่สามารถพูดอะไรได้เลย เพราะอะไรรู้ไหม เพราะกองถ่ายผมค่าตอบแทนต่ำมาก คนที่ทำงานกับผม เขาทำเพราะเขาสนุก อยากทำ ชอบทำหนังด้วยกัน แต่ให้เขาไปดาวน์รถคันใหม่จากหนังผมคงไม่ได้ คือเราจะบอกกันเสมอว่าเวลาหนังได้ไฟเขียว ได้ทำปั๊บ เราจะบอกทุกคนว่าอย่าไปดาวน์รถนะ อย่าไปซื้อบ้านนะ มันไม่ขนาดนั้น

นักแสดงที่ผมเลือกมาเล่นหนัง โอกาสที่จะเป็นซูเปอร์สตาร์น้อยมาก เพราะว่าเราไม่สามารถจ่ายค่าตัวเขาไหว ถ้าจะพูดเรื่องค่าตอบแทน ผมว่าอย่างนี้ เราไม่ใช่ฮอลลีวูด มาตรฐานในการตอบแทนไม่มีทางเป็นแบบนั้น แต่ผมคิดว่าทุกคนในกองถ่ายควรจะถูกทรีตแบบแฟร์ หมายความว่าเขาต้องถูกทรีตแบบมีศักดิ์ศรี

ถ้าผมมาทำงานในกองถ่าย ผมเป็นใครก็ได้ สมมติผมเป็นคนหาพร็อป ต่อให้ผมได้เงินน้อย แต่ถ้าผมมีความรู้สึกว่า เฮ้ย โปรดิวเซอร์แม่งแคร์ผม ดูแลผมอย่างดี ในเมื่อทุกคนได้เงินน้อย งั้นเรามารีบถ่ายให้จบภายในเวลาด้วยการวางแผนที่ดี อย่าไปมั่ว เตรียมงานให้ดี ถ่ายให้เนี๊ยบ หลังจากนั้นทุกคนจะได้ไปหาเงินหาทอง

กองผมทุกคนจะได้รับการทรีตแบบดีมาก กับข้าวกองผมอร่อยแน่ๆ อันนั้นผมใช้เงินส่วนตัวจ่าย กาแฟทั้งกอง 3 เดือนผมออกเอง เพราะผมชอบกินกาแฟ เพราะงั้นทุกคนก็จะได้กินกาแฟที่อร่อย อาหารต้องอร่อย อาจจะไม่ได้มี 5 อย่างบนโต๊ะ อาจจะมีแค่ 3 อย่าง แต่มันเหมือนทำหนังอะ เราก็จะเลือกคนทำอาหารที่ทำด้วยใจ ตั้งใจทำให้ทุกคนกิน

ต้นทุนมันไม่เท่ากัน หนังของผมทุกอย่างมันจะอันเดอร์บัดเจ็ตนิดๆ เสมอ แต่ถ้าคุณไปทำกับแพลตฟอร์ม อิสรภาพในการที่คุณจะทำตามใจตัวเองมันก็น้อยลง คุณต้องฟังเขาเพราะเขาจ่ายเงินให้คุณ เขาสั่งให้คุณตัดต่อแบบนี้ คุณก็ต้องแก้ให้เขา

แต่พอมาทำแบบกองแบบผม ทุกคนสามารถออกความเห็นได้ แล้วกองเราก็ทำหนังกันเหมือนนักเรียนมาก ทำมาจะ 30 ปีแล้วก็ยังรู้สึกว่าทำหนังนักเรียนอยู่ พอมันเป็นแบบนี้ ค่าตอบแทนมันก็อาจจะน้อยหน่อย แต่คุณได้ทำสิ่งที่ใจปรารถนา ไม่ต้องฟังคนมาก

ตอนทำหนังคุณมีเผลอรู้สึกบ้างไหมว่าต้องการพิสูจน์ตัวเองอะไรบางอย่าง

ถ้ามัวแต่คิดว่าต้องมาพิสูจน์อะไรกับใคร ผมคงไม่ต้องทำห่าอะไรแล้วละ เพราะถ้าผมยังต้องพิสูจน์อะไรอยู่ ทำหนังเรื่องนี้คงไม่มีใครมานั่งสัมภาษณ์แบบนี้ คุณต้องรู้จักผมแล้ว เมื่อคืนผมเพิ่งคุยกับป๋าเต็ด ป๋าเต็ดบอกว่าเขาแม่งเป็นคนแบบ Forrest Gump คือเขาไม่ตั้งคำถามอะไร อยากทำอะไรก็ทำไปเลย ดีชั่วเขาก็ทำ แต่ผมไม่เคยดู Forrest Gump ผมก็เลยไม่รู้ว่า Forrest Gump มันเป็นยังไง

พอป๋าเต็ดบอกแบบนั้น ผมว่าผมคงคล้ายๆ Forrest Gump ผมไม่ค่อยคิดอะไรมากไปกว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้า การพิสูจน์ตัวเองมันต้องมองไปตรงนู้น (ชี้นิ้วไปที่ไกลๆ) ไปตรงที่มีคนยืนรอตบมือให้เรา หรือจะกระทืบเราอยู่ ตั้งแต่ผมเป็นวัยรุ่น เรียนจบ จนเริ่มทำงาน ผมไม่เคยมองเกินไอกระดาษสี่เหลี่ยมตรงนี้เลย ผมอยากทำตรงนี้ให้แม่งดีมากๆ แล้วผมไม่เห็นอย่างอื่น

ผมไปเรียนเมืองนอก พอเรียนจบงานแรกที่ผมทำคือไปทำบริษัทออกแบบกราฟิกที่นิวยอร์ก โห เท่มากเลยอะ ออฟฟิศมีแค่ 6 คน แล้วผมถูกจ้างเข้าไป ครูเป็นคนพาเข้าไป ผมทิ้งขยะกับซื้อกาแฟให้คนอื่นกินอยู่ 1 ปี ไม่ได้แตะงานดีไซน์เลย ผมเป็นเบ๊อะ ต้องไปถึงออฟฟิศก่อนทุกคนเพื่อไปเปิดออฟฟิศ เปิดแอร์ เปิดทุกอย่าง ต้องเอาขยะไปทิ้ง เอาถุงขยะใหม่มาใส่

พอทุกคนเริ่มเข้ามาออฟฟิศ ผมก็มีหน้าที่ไปซื้อกาแฟให้ทุกคนกิน ที่ออฟฟิศไม่มีเครื่องทำกาแฟ ผมก็ต้องวิ่งลงไปร้านจีน ใกล้ๆ วิ่งไปซื้อ ผมก็จะรู้หมดว่าทีมกินกาแฟแบบใส่น้ำตาล 2 ช้อน คนนี้ไม่ใส่น้ำตาล คนนี้ไม่ใส่นม กินกาแฟดำ 6 คน 7 คน ผมจะรู้หมดทุกใครกินอะไร แล้วผมซื้อได้ถูกใจทุกคน การทิ้งขยะของผม ถุงขยะผมจะเนี้ยบมากเลยเวลาเอาไปวางข้างนอก รอรถขยะมาเก็บ ถุงขยะของผมนี่วางไว้อย่างเนี้ยบ

หน้าที่ผมมีแค่นี้ วันๆ ก็ทำความสะอาดออฟฟิศ รับโทรศัพท์ แต่ผมก็ไม่เคยมองเกินตรงนี้ ผมไม่เคยคิดว่าเดี๋ยววันหนึ่งกูจะต้องไปก้าวขึ้นไปเป็นหัวหน้า ผมไม่คิด พอผมอยู่มานานพอ ผมก็ถูกย้ายไปทำอีกตำแหน่งหนึ่ง วันหนึ่ง มีดีไซน์เนอร์คนหนึ่ง เขาเป็นรุ่นพี่ผม เขาออกไป ผมก็ขึ้นมาแทนเขา เพิ่งได้เริ่มออกแบบ ถึงเวลาเดี๋ยวมันมาเอง

กลับไปตอบคำถามว่ารู้สึกว่าต้องพิสูจน์ตัวเองอะไรไหม มันคงมีอะ แต่ผมไม่ค่อยมีเวลาไปคิดตรงนั้นอย่างที่บอกว่าทำหนังเนี่ย มันยาก เพราะฉะนั้น พอได้ทำแล้ว มันไม่มีวันได้โงหัวออกไปจากการทำหนังได้ ตอนทำ Pre-Production มันจะมีคำถามร้อยคำถามทุกวัน ทรงผมอันนี้พี่จะเอายังไง ต้นไม้จะให้ตัดไหม พี่เลือกให้หน่อยรถเอาสีอะไร

คือคุณไม่มีเวลาไปคิดอย่างอื่น พอเปิดกล้อง ออกกองถ่ายปั๊บ คราวนี้ยิ่งไม่มีเวลาโงหัวเลย มันยาวไปจนรู้ตัวอีกทีเนี่ยหนังเข้าโรงละ แล้วก็ลุ้นเอาว่า ไอ้เหี้ย แม่ง เอาวะ กูหวังว่าคนที่มันควรจะชอบ ขอให้มันชอบเถอะ

วันนี้ วัยนี้ คุณยังสนุกกับการทำหนังอยู่ไหม

สนุกเท่า Day 1 ตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว มีความสุขมากเวลาได้ทำ แต่ความกระตือรือร้นมันลดน้อยลงเยอะนะ มันไม่เท่ากับเมื่อตอนทำหนัง 2 – 3 เรื่องแรก ตอนนั้นความกระตือรือร้นมันมหาศาลมาก ตอนนี้ความกระตือรือร้นมันน้อย ถ้าเรื่องนี้ยังหาเงินไม่ได้ ยังไม่ได้ทำ ไม่เป็นไร เดี๋ยวไปทำงานศิลปะก่อนอันนี้ค่อยว่ากัน แต่ว่าความสุขในการได้ทำ เมื่อได้ทำเหมือนกลับไปเป็นเด็กเลย คือเท่ากับ Day 1 เลย ตื่นเต้น นอนไม่หลับตลอด 4 เดือน ถ่ายหนังทุกเรื่องก็ยังน้ำหนักลด 3 – 4 กิโลทุกเรื่อง

เอาเข้าจริง คุณกังวลไหมที่ตัวเองมีความกระตือรือร้นในการทำหนังน้อยลง

มันช่วยไม่ได้ เรากำหนดมันไม่ได้ มันมากับอายุ มากับวิถีชีวิต เพราะว่าตอนเราเป็นเด็กกว่านี้ เป็นหนุ่มกว่านี้ ชีวิตเราไม่มีอะไร มีแต่หนัง เราทำแต่หนัง ดูแต่หนัง อ่านหนังสือหนัง หายใจเข้าออกก็มีแต่สิ่งนี้ ตอนนี้มันไม่ใช่แล้วไง  ตอนนี้ผมมีลูกสาวเป็นหมาลาบราดอร์ ผมก็มีความสุขกับมัน ผมอยู่ที่บ้านเชียงใหม่ ผมก็ขี้เกียจไปวันๆ ชีวิตมันเปลี่ยน พอชีวิตเปลี่ยนมันก็มีผลกับความกระตือรือร้นของเรา พูดง่ายๆ คือมันมีอย่างอื่นเข้ามาในชีวิตเยอะขึ้น ที่ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับหนัง มันแย่งเอาความกระตือรือร้นนั้นไป

แต่ไม่ถึงขั้นเลิกทำใช่ไหม

ไม่ มันเสพติดไปแล้ว มันเหมือนมันติดเชื้อไปแล้ว เหมือนเชื้อโรค ผมติดเชื้อ Cinema Virus ติดไปแล้วมันไม่หาย แต่โอกาสมันน้อยลง พออายุมากขึ้นโอกาสก็น้อยลง เราก็ต้องจัดการกับตัวเอง จะไปพลุ่งพล่านมากมันก็เป็นทุกข์เปล่าๆ

มีคนบอกว่างานทำให้ชีวิตมีความหมาย คุณว่าเป็นอย่างนั้นจริงไหม

เราว่าจริง สังเกตดีๆ คนว่างงานแม่งจะแก่เร็ว ผม 64 เพื่อนรุ่นเดียวกันบางคนแม่งแก่สัสเลย เพราะมันเกษียณไว มันเลิกทำงานมาตั้งแต่อายุ 50 แล้วมันก็อยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย

คือทำงานไม่ได้แปลว่าต้องทำงานแลกเงินเสมอไปนะ หมายความว่าคนเราต้องมีสิ่งให้ตื่นมาทำ ตัดต้นไม้ ทำสวนทั้งวันมันก็คืองาน

แต่ถ้าจะให้ดีกว่านั้นอีกหน่อยมันควรเป็นงานที่มีความกดดัน เช่น ทำหนัง คือเราไปเอาเงินชาวบ้านเป็นล้านๆ มาทำหนัง คุณก็ต้องมีความรับผิด มีความกดดัน ไอความกดดันระดับหนึ่งมันดีเหมือนกัน มันช่วยให้ชีวิตเราไม่ง่ายไป มีความกดดันหน่อยมันเหมือนกินพริก เผ็ดนิดๆ

ชีวิตง่ายมันไม่ดีหรือ

เราว่าไม่ดี แต่มันไม่มีชีวิตใครที่ง่ายหรอก คนที่คุณนึกว่าคนนี้แม่งรวยมากแล้วจะมีชีวิตที่ง่าย มันก็ไม่จริงหรอก ชีวิตแต่ละแบบมันมีแรงกดดัน แรงเสียดทานอยู่เสมอ ชีวิตควรมีแรงกดดันบ้างแต่ต้องในระดับที่พอควร มันให้อะไรเราเยอะ

แรงกดดันทำให้เรามีความรับผิดชอบ และคนเป็นผู้ใหญ่ต้องมีความรับผิดชอบ ด้วยนิยามแบบนี้ คุณว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้ได้ไหม

ผมไม่เคยเป็นผู้ใหญ่ ถามคนรอบๆ ตัวผมได้ ความรับผิดชอบผมต่ำมาก ผมทำทุกอย่างเอาสนุกเอามันอย่างเดียว ทำหนังมาตั้งกี่เรื่องก็หาเงินไม่เป็น เป็นแต่ใช้ เขาหามาเท่าไหร่ก็ใช้หมด ผมไม่เคยเป็นผู้ใหญ่เลย ผมไม่เคยเติบโตไปทางนั้น ผมว่าผมเป็นเด็กมาเรื่อยๆ มันแค่แก่ลงแค่นั้นเอง

แล้วอะไรคือตัวแบ่งว่าคนคนหนึ่งเป็นผู้ใหญ่แล้ว

ผมว่าถึงที่สุดแล้ว ความเป็นผู้ใหญ่มันไม่ใช่เรื่องอายุ มันคือความเป็นผู้ใหญ่ มีความรับผิดชอบ ผมมีสิ่งเหล่านี้ในระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับอายุ แม้อาชีพจะเปลี่ยน แต่สิ่งที่การทำหนังและโฆษณามันเรียกร้องเหมือนกันคือมึงต้องเป็นคนครีเอทิฟ มันไม่เคยเรียกร้องว่ามึงต้องเป็นคนครีเอทิฟด้วยแล้วมึงต้องเป็นผู้ใหญ่ด้วย

เหมือนกับว่าถ้าพี่เขาไม่เหี้ยมากก็พอรับได้ (หัวเราะ) ความไม่เป็นผู้ใหญ่ของผมมันอยู่ในดีกรีที่ไม่ได้ไปขว้างปาของใส่หัวชาวบ้าน คนที่ทำงานด้วยก็รับได้ หรือแม้แต่คนรอบๆ ตัว ครอบครัวก็พอจะรับได้

ในแง่ความสัมพันธ์ล่ะ เพราะเราจะได้ยินคำว่าความสัมพันธ์แบบผู้ใหญ่ หรือควรทรีตกันแบบผู้ใหญ่

เข้าใจกันมั้ง เพราะถ้าเป็นเด็กมันจะทะเลาะกันตลอดเวลา สมมติกับแฟนก็อาจจะตีกันทะเลาะกัน แต่ผมไม่รู้ว่ามันเรียกว่าความเป็นผู้ใหญ่ได้รึเปล่า

สำหรับคุณ ผู้ใหญ่ที่น่ารักเป็นแบบไหน

ผู้ใหญ่ที่มีอารมณ์ขัน ผมชอบคนมีอารมณ์ขัน คนมีอารมณ์ขันส่วนมากฉลาด มีความคิด อารมณ์ขันมันเป็นผลลัพธ์ของความคิดที่ค่อนข้างซับซ้อน สมมติคุณไปดูเดี่ยวไมโครโฟนของอุดม (แต้พาณิชย์) สิ่งที่เขาเอาออกมาพูด จริงๆ มันเป็นสิ่งที่คุณเห็นทุกวัน แต่คุณไม่เคยคิด 

พออุดมเอามาเล่าแม่งตลกว่ะ หัวเราะกันขี้แทบแตก มันเป็นความฉลาดนะ เขาสามารถพลิกมุมให้มันตลกได้ ทั้งที่บางเรื่องถ้าเจอเองแม่งไม่ขำนะ ผมเลยถือว่าคนมีอารมณ์ขันแม่งฉลาด คนมีอารมณ์ขันน่าอิจฉานะ

กำลังบอกว่าตัวเองไม่ค่อยมีอารมณ์ขัน

ผมมีประมาณหนึ่ง มีให้พอใช้ชีวิตในประเทศนี้แล้วไม่ Suffer (หัวเราะ) คนอยู่ประเทศนี้แม่งต้องมีอารมณ์ขันมากนะ เพราะไม่รู้ว่าไอ้เหี้ยแม่ง ตกลงแล้วบอลโลกจะได้ดูเปล่าวะปีนี้ แล้วได้ดูทีแม่ง 6,000 บาท ถ้าไม่ขำทำไงล่ะ จะไปเรียกร้องกับใคร ขับรถไปอยู่ๆ มีอะไรหล่นใส่หัวที่พระราม 2

คุณชอบอะไรในชีวิตตัวเองตอนนี้ที่สุด

ผมชอบที่ที่ผมอยู่ ผมชอบอยู่เชียงใหม่ มีความสุข รักหมาลาบราดอร์ ชื่อเปเป้ เป็นหมาที่โตในกองถ่าย รู้ว่าสเลตตีแล้วต้องเงียบ แล้วก็ชีวิตครอบครัว อีกอย่างที่ชอบมากคือ รูทีน ถ้าเปลี่ยนเป็นคำถามว่าตอนนี้มีความสุขกับอะไร ผมมีความสุขกับการที่ได้ทำรูทีนซ้ำๆ

บางคนเบื่อรูทีน ต้องการความหวือหวาในชีวิตตลอดเวลา

เขาไม่ค่อยชอบรูทีนกันไง แต่ผมชอบ การได้ทำรูทีนมันทำให้เรามีเวลาไปทำอย่างอื่น ไม่ต้องคิดเรื่องที่ต้องทำซ้ำๆ คนชอบไปค่อนแคะรูทีนว่ามันน่าเบื่อ แต่จริงๆ คุณจะรู้เลยว่าถ้าวันหนึ่งคุณทำรูทีนหรือกิจวัตรที่ทำซ้ำๆ ทุกวันไม่ได้แล้ว คุณจะคิดถึงมัน

วันหนึ่งเป็นอัมพาตติดเตียงขึ้นมาทำไง ผมชอบวิ่ง ชอบเตะบอล วันหนึ่งออกไปวิ่งไมได้ ไปเตะบอลไม่ได้ ฉิบหายเลยนะ วันหนึ่งถ้ารูทีนมันหายไปคุณจะรู้สึกว่ารูทีนโคตรมีค่าเลย ล้างจานนี่ผมเกลียดมากเลย แต่นึกภาพถ้าเป็นอัมพาต ล้างจานไม่ได้ ผมจะอยากล้างจาน คนบอกซื้อเครื่องล้างจานก็ได้ ไอ้เหี้ย แต่เครื่องล้างจานมันต้องก็เอามือใส่จานเข้าไป คุณจะทำยังไงล่ะ

เมื่อกี้คุณพูดว่ามีความสุขชีวิตครอบครัว คุณว่าครอบครัวที่สมบูรณ์ต้องเป็นแบบไหน

ผมว่ามันน่าจะเป็นครอบครัวที่คนในครอบครัวแฮปปี้ คือเราอย่าเอารูปแบบมาครอบดิ ผมไม่เคยอยากมีลูกเลย ผมแฮปปี้มากที่ไม่มีลูก ผมรักอิสรภาพมาก หวงแหนมาก คุณจะไม่มีลูก หรือจะมีลูก 12 คน มีแม่ยายมาอยู่ด้วย หรือมีคุณตาคุณยายอยู่ด้วย ถ้าทุกคนแฮปปี้ มันก็คือครอบครัวที่สมบูรณ์ หรือคุณอยู่กันแค่สองคน ไม่ได้แต่งงานด้วยซ้ำ แต่อยู่กันมานานพอที่จะเรียกว่าเป็นครอบครัว ถ้าต่างฝ่ายต่างแฮปปี้ก็จบ

ใครๆ ก็น่าจะรู้ข้อนี้ดี ทำไมบางบ้านถึงยังคาดหวัง (สูง) อยู่ ทำร้ายกันอยู่

ทุกคนรู้แต่ทำไม่ได้ เป็นคำตอบที่โคตรจะกำปั้นทุบดินเลย มันมีคนดูดบุหรี่เต็มไปหมด คนดูดมันก็รู้ว่าดูดมากๆ จะเป็นมะเร็ง ทำไมมันยังดูดล่ะ การที่คุณรู้ว่าอะไรเป็นอะไร มันไม่ได้แปลว่าคุณทำได้ หรือบางทีเราจะไปป้ายสีว่าคนอื่นทำไม่ได้เพราะนิสัยส่วนตัวที่ไม่ดี มันก็อาจจะไม่ใช่ เพราะมันอาจจะมีความจำเป็นที่ทำให้ทำไม่ได้ ชะตากรรมนั้นมันไม่ได้อยู่ในมือเรา

เรารู้ว่าการทำให้คนคนหนึ่งมีความสุขมันเป็นเรื่องดี แต่บางทีมันทำไม่ได้ หรือจริงๆ คุณอาจจะเป็นคนเหี้ยก็ได้  คุณก็รู้ใช่ไหมว่าถ้าคุณเรียนหมอซะให้จบๆ แม่ก็จะแฮปปี้ ไม่เป็นทุกข์ วันข้างหน้าคุณก็จะไม่อดตาย ใครๆ ก็รู้ แต่รู้แล้วบางทีมันทำไม่ได้

คือชีวิตเราแม่งเป็นของเราแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งเป็นของใครก็ไม่รู้ มันถึงครึ่งจริงๆ รึเปล่าไม่รู้ แต่เอาว่าครึ่งหนึ่งแล้วกัน อีกครึ่งหนึ่งมันเป็นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ ผมอยากถ่ายช็อตนี้ชิบหาย ตอนมาดูโลเคชันตรงนี้แม่งได้เลย สวยมาก พอถ่ายจริงฝนตกทั้งวัน

มันถึงสำคัญว่าคุณต้องใช้ชีวิตแบบค่อนข้างรู้ตัว เพราะเวลาที่อะไรมันไม่เป็นไปตามคาด คุณจะได้ไม่ฆ่าตัวตาย ไม่เอาหัวไปฟาดกำแพง ไม่ไปทำร้ายคนอื่น

AUTHOR