นิทานพื้นบ้านยิวในยุโรปตะวันออก (Jewish Folklore) เล่าขาน ชายหนุ่มในชุดเจ้าบ่าวสีเรียบกำลังออกเดินทางเพื่อไปยังลานพิธีแต่งงาน หญิงสาวรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ แม้หนทางจะไกลลิบ ต้องเดินข้ามภูเขาลำเนาไพร เธอก็หวังให้เจ้าบ่าวไม่ทดท้อไปเสียก่อน ระหว่างทางนั้น ชายหนุ่มเหนื่อยหอบ เนื้อตัวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เขานั่งลงพักบนพื้นดินครู่ใหญ่ ท่ามกลางเพื่อนชายที่รายล้อมตัว สนทนาถึงคำสาบานของการแต่งงาน
ชายหนุ่มเหลือบตาเห็นกิ่งไม้แห้งกรัง เขาเล่นตลกจำลองสถานการณ์ด้วยการเสียบกิ่งไม้ลงในดิน ก่อนจะสวมแหวนวงให้ประหนึ่งมันเป็นนิ้วมือของเจ้าสาว
เขาพูดแหย่พลางหัวเราะ “ข้าขอสาบานว่าจะรับเจ้าเป็นภรรยาด้วยแหวงวงนี้”
แต่แล้วความขบขันก็ถูกชะงัก เมื่อพื้นดินใต้เท้าสั่นสะเทือนราวแผ่นดินไหว กิ่งไม้ที่ชายหนุ่มยกขึ้นมาสะบัดกลางอากาศไม่ได้มาจากลำต้นใหญ่ หากแต่มันคือกระดูกนิ้วมือของศพหญิงสาวที่ถูกฝังอยู่เบื้องล่าง หลุมศพแผ่ออกเป็นวงกว้าง ดินถล่มลงไปเป็นบ่อลึก ร่างของหญิงคนหนึ่งในชุดเจ้าสาวที่เปรอะเปื้อนลุกขึ้นมา นัยน์ตาเต็มไปด้วยความเศร้า
เธอเอ่ยเสียงเย็นเยือก “เจ้าสาบานต่อหน้าฟ้าดินแล้ว และเจ้าคือเจ้าบ่าวของข้า”
ชายหนุ่มดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกใจสุดขีด เขาส่ายหัวปฏิเสธไปมานับครั้งไม่ได้ เพื่อนฝูงวิ่งกระเจิดกระเจิงไปคนละทิศทาง แต่วิญญาณเจ้าสาวกลับตามติดชายหนุ่มไม่ห่าง ไม่ว่าชายหนุ่มจะไปที่ไหน เธอจะปรากฏตัวขึ้น เรียกร้องหาสิทธิในความเป็นภรรยาเสมอ ไม่ใช่เพียงพิธีแต่งงานในวันนั้นที่จบสิ้นลง แต่ชายหนุ่มเองก็สิ้นหวัง จนเขาต้องร้องขอความช่วยเหลือจากบาทหลวงชาวยิว หรือที่คนเรียกกันว่า ‘รับบี’
รับบีตัดสินใจทำพิธีเรียกชายหนุ่ม และวิญญาณของหญิงสาวมาประจันหน้ากันใต้แสงตะเกียงสว่าง “การแต่งงานต้องเกิดขึ้นด้วยเจตนาของทั้งสองฝ่าย ชายหนุ่มมิได้ตั้งใจจริง เขาเพียงหยอกล้อเท่านั้น วิญญาณเอ๋ย เจ้าจงไปสู่สุคติ และโปรดปล่อยเขาไปตามทางของชีวิตเถิด” บาทหลวงกล่าว
หญิงสาวตกอยู่ในความเงียบงัน น้ำตาไหลพรากอาบแก้มที่ผุพังไร้เนื้อหนัง มันลึกลงไปจนเห็นกระดูก เธอเล่าว่าก่อนไร้ลมหายใจ เธอถูกฆาตกรรม ร่างกายถูกกลบฝังทั้งที่ยังไม่ได้แต่งงาน เธอเฝ้ารอให้ใครสักคนมาปลดปล่อยอยู่นานแสนนานแล้ว และชายหนุ่มผู้นี้เป็นบุคคลที่เธอรอคอย
บาทหลวงและชายหนุ่มพยักหน้าอย่างเข้าใจปนเปกับความรู้สึกเวทนา พวกเขาทำพิธีสวดส่งวิญญาณหญิงสาวและแล้วเธอก็สลายหายไปในความมืดมิด
เหลือเพียงเสียงกระซิบแผ่วเบากลางลมหวีดหวิว “ขอให้เจ้าพบรักแท้และช่วยสัมผัสมันสักครั้งแทนข้าเถิด”
จากนิทานพื้นบ้านที่เล่าขานต่อก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ ‘ทิม เบอร์ตัน’ ผู้กำกับในแคลิฟอร์เนียที่มีลายเซ็นดาร์กแฟนตาซีที่เจนจัด บนภาพยนตร์แอนิเมชัน ‘Corpse Bride’ ก่อนหน้าที่ทิมจะค้นพบตัวเอง เขาเคยทำงานเป็นโปรดิวเซอร์อยู่ในดิสนีย์ ดินแดนที่เฉิดฉายด้วยแสงสีรุ้ง และเสียงหัวเราะจากเด็กตัวน้อย แต่เขาคิดว่าตัวเองดูแปลกประหลาด เมื่อเดินเหินอยู่ในดิสนีย์ ทำให้ทิมเริ่มสร้างภาพยนตร์ในสไตล์ของตัวเองที่ผู้คนจดจำว่าเป็นสไตล์ Burtonesque ความสยองขวัญแบบกอทิกที่ทั้งดาร์ก ประหลาด แต่กลับมีชีวิตชีวาด้วยการซ่อนกลิ่นอายความหวานแหววเอาไว้

การทำพิธีสมรสกับวิญญาณนั้นไม่ได้มีอยู่แค่ในนิทานพื้นบ้าน แต่กับบางประเทศมันคือความเชื่อที่ผูกแน่นถึงรากถึงโคน เช่น ในแผ่นดินจีนกว้างใหญ่ ความเชื่อว่าไว้หากใครสิ้นลมหายใจทั้งที่ยังไม่ได้แต่งงาน วิญญาณจะออกเร่ร่อนอย่างเปล่าเปลี่ยว และส่งความอาฆาตอย่างแรงกล้า จนอาจกลับมาหลอกหลอนครอบครัวได้ การแต่งงานกับผีจึงถือกำเนิดขึ้น!
หากชายหนุ่มสิ้นลมทั้งที่ยังครองโสด ครอบครัวของเขาจะออกตามหาเจ้าสาวที่สิ้นลมแล้ว เพื่อจัดงานแต่งงานให้ลูกชายในโลกหลังวิญญาณ หากไม่อาจหาเจ้าสาวได้ก็จะต้องประดิษฐ์หุ่นฟางขึ้นมาทดแทน แต่หลายครอบครัวที่ร่ำรวยยอมเสียทรัพย์ก้อนใหญ่ซื้อศพหญิงที่สิ้นลมหมาดๆ มาทำพิธี และเมื่อความเชื่อผูกโยงเข้ากับเงินแล้ว ความสยดสยองก็เริ่มปรากฏ

ปี 2015 ณ มณฑลซานซี ชายหนุ่มคนหนึ่งถูกฆ่าเพื่อขายศพนำไปเป็นเจ้าบ่าวเซ่นผี กระบวนการทางกฎหมายออกล่าตัวผู้กระทำทันที และสั่งตัดสินให้โทษประหาร เพราะนี่ไม่ใช่การทำพิธีเพื่อบูชา แต่เป็นอาชญากรรมการค้าศพที่มีมูลค่าสูงต่างหาก ร่างเจ้าสาวบางรายถึงกับถูกขายในตลาดมืดด้วยราคา 70,000 หยวน ตีเป็นค่าเงินบาทได้มากกว่า 300,000 บาท จำนวนเงินนั้นมากพอจะซื้อบ้านหลังเล็กๆ ได้หนึ่งหลังเสียด้วยซ้ำ แต่แม้โทษจะสูงสุด ในทุกปีก็ยังมีข่าวเล็ดลอดออกมาว่ามีคนขุดศพผู้หญิงขึ้นมาจากหลุมเพื่อขายต่อ เป็นเจ้าสาวให้แก่ดวงวิญญาณชายหนุ่มที่รอคอยความรักอยู่ในโลกหลังความตาย
หากตัดภาพจากทวีปเอเชียมายังทวีปยุโรปอย่างประเทศฝรั่งเศส การแต่งงานกับผู้ตายในที่แห่งนี้ไม่ใช่พิธีลับหรือตลาดมืด แต่มันกลับถูกกฎหมายรองรับไว้อย่างถูกต้อง
เมื่อปี 1959 ที่เขื่อนทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสพังทลาย กระแสน้ำหลากพัดพาคนกว่าร้อยชีวิตให้หมดลมหายใจ หนึ่งในนั้นคือชายหนุ่ม ผู้เป็นคู่หมั้นของหญิงสาวนาม ‘Irène Jodard’ เธอไม่อาจทำใจยอมรับได้ลงว่าสูญเสียคนรักไป เพราะไม่กี่วันก่อนหน้านั้น พวกเขาวางแผนการแต่งงานทุกอย่างไว้แล้ว เธอเขียนจดหมายขออนุญาตแต่งงานกับผู้ตาย เรียนถึงประธานาธิบดี ‘Charles de Gaulle’ และเขาอนุมัติ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ฝรั่งเศสได้บัญญัติมาตราในกฎหมายพลเรือน อนุญาตให้ผู้ที่ยังมีชีวิตแต่งงานย้อนหลังกับคู่รักที่ไร้ชีวิตไปแล้วได้ ตราบใดที่มีหลักฐานถึงความตั้งใจอยากจะแต่งงาน

ผลของมันไม่ใช่เพียงพิธีสมรสที่เป็นสัญลักษณ์ของความรัก แต่เป็นการแต่งงานที่สมบูรณ์ทางกฎหมาย ภาพของหญิงคนหนึ่งในชุดเจ้าสาวที่ยืนอยู่ข้างโลงศพของคู่หมั้น เปล่าเป็นตำนานเล่าขาน มันเป็นภาพที่เกิดขึ้นจริงในประเทศฝรั่งเศสตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาเลยต่างหาก
ในแดนสยามเราก็ไม่ได้แปลกแยกจากความเชื่อนี้ ในชนบทไทยยังมีความเชื่อว่าวิญญาณผีตายโหง โดยเฉพาะหญิงสาวที่สิ้นลมทั้งที่ยังไม่ได้แต่งงานจะกลายเป็นผีดุร้าย และเพื่อให้ดวงวิญญาณของเธอจากไปอย่างสงบสุข ครอบครัวจึงจัดพิธีแต่งงานกับผีให้ บางแห่งหาชายหนุ่มในหมู่บ้านมาสวมบทเจ้าบ่าว ยกขันหมากมาแห่ ท่ามกลางแขกเหรื่อในงานที่จ่อคิวรดน้ำสังข์ให้มือซีดโพลน และมือที่ยังเต็มไปด้วยเส้นเลือดวิ่งพล่าน เมื่อจบพิธีแล้วจะทำการหย่าร้าง เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างไม่ผูกพันกันราวว่าได้เกิดใหม่อีกครั้ง ข่าวหนึ่งที่เกิดขึ้นจริงจนโด่งดังไปทั่วโลก อยู่ในจังหวัดสุรินทร์ที่คู่รักสัญญากันว่าจะเข้าประตูวิวาห์ หลังรักกันมานานกว่าสิบปี แต่อนิจจา หญิงสาวจากไปอย่างกะทันหันเสียก่อน ทำให้เจ้าบ่าวสู้กับครอบครัวเพื่อให้ตัวเองสมหวังในรัก แม้จะเป็นรักในโลกหน้าก็ตาม

ทั้งหมดล้วนแล้วแต่สะท้อนสิ่งเดียวกันถึงความรักและความกลัวของมนุษย์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ความรักเปรียบดังคำสัญญาที่ดำรงอยู่ใต้ความเกรงกลัวว่าคนรักจะจากไป ไม่ว่าจะเป็นการจากเป็นหรือจากตาย การแต่งงานกับผีไม่ได้เป็นแค่พิธีที่แปลกประหลาดในสายตาใครหลายคน แต่เป็นเงาดำหนึ่งที่ปกคลุมหัวใจมนุษย์ที่ไม่อาจปล่อยวางได้ทั้งความรัก มวลความคิดถึงมหาศาล และความเศร้าโศกที่ยังลอยล่องเหมือนควันในอากาศ ดังสำนวนว่าที่ใดมีรัก ที่นั้นย่อมมีทุกข์





