Marriage Story (2019) คือภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ Noah Baumbach ผู้กำกับที่เคยสร้างเสียงหัวเราะแบบขื่นๆให้กับเราผ่านชีวิตเฉาๆของหญิงสาวนักเต้นใน Frances Ha (2012) มาคราวนี้ Baumbach พาเราไปสำรวจฉากชีวิตหลังแต่งงานของคู่รักชวนฝัน ชาร์ลี (Adam Driver) ผู้กำกับละครเวทีดาวรุ่งกับนิโคล (Scarlett Johansson) อดีตดาราหนังวัยรุ่นที่ผันตัวมาเป็นนักแสดงละครเวที

ชาร์ลีกับนิโคลพบรักกันในวานวันที่ทั้งคู่ยังเยาว์วัยฝ่ายหญิงเพิ่งจะโด่งดังในวงการบันเทิงใหม่ๆส่วนฝ่ายชายยังเป็นเพียงผู้กำกับละครเวทีโนเนมที่ไม่มีผลงานดังๆเป็นของตัวเองในวันที่ชีวิตของชาร์ลียังอุดอู้แออัดอยู่ในนิวยอร์ก แต่ชีวิตของนิโคลกลับกำลังไปได้สวยในลอสแอนเจลิสทว่าด้วยไฟรักแผดเผาร้อนแรงของทั้งสองนิโคลตัดสินใจทิ้งอนาคตเลิกรับงานแสดงโยกย้ายสำมะโนครัวมาเริ่มต้นชีวิตใหม่กับชาร์ลีที่นิวยอร์ก ก่อนจะผันชีวิตมาสู่นักแสดงละครเวที นิโคลช่วยผลักดันคนรักอย่างเต็มที่กระทั่งในที่สุดเขาก็ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้กำกับละครเวทีผู้โด่งดังสมใจ

แล้วชาร์ลีกับนิโคลก็มีลูกด้วยกัน เฮนรี่ (Azhy Robertson) คือชื่อของเด็กน้อยผู้โชคดีคนนั้นเด็กน้อยที่เติบโตขึ้นท่ามกลางพ่อแม่ที่ให้ความรักความอบอุ่นกับเขาอย่างเต็มที่ ชาร์ลีนั้นใส่ใจในรายละเอียดรักการได้เป็นพ่อคนอีกทั้งไม่เคยบ่นเมื่อลูกมาปลุกให้ไปนอนด้วยยามดึกดื่นส่วนนิโคลก็เป็นแม่ที่ห่วงใยความรู้สึกทุ่มเวลากับเด็กน้อยอย่างเต็มที่และรักที่จะตัดผมให้ลูกและสามีเมื่อเห็นว่ามันยาวเกินไป Marriage Story เริ่มต้นด้วยสารพัดเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องรักสามีภรรยาคู่นี้แต่แล้วภายในเวลาไม่ถึงแปดนาทีที่ตัวตนอันน่าหลงใหลของชาร์ลีกับนิโคลเบ่งบานในหัวใจคน ดูบอมบัคก็ได้ถีบเราออกจากภาพของครอบครัวอบอุ่นชวนฝันด้วยการเปิดเผยความจริงว่า เรื่องราวของนิโคลกับชาร์ลีที่เราเพิ่งได้รับรู้ไป แท้จริงแล้วถูกบอกเล่าผ่านกระบวนไกล่เกลี่ยก่อนการหย่าร้างที่พยายามจะให้คู่รักที่กำลังจะเลิกกันได้นึกถึงความทรงจำดีๆของอีกฝ่ายเมื่อแรกตกหลุมรัก–ใช่ชาร์ลีกับนิโคลกำลังจะหย่ากัน

Marriage Storyคือภาพยนตร์ที่ว่าด้วยกระบวนการหย่าร้างซึ่งไม่มีอะไรสวยงามมันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดความโกรธเกรี้ยวและหยดน้ำตาที่ร่วงหล่นซ้ำๆร้ายไปกว่านั้นคือ เมื่อการตัดสินใจจะเลิกราระหว่างชาร์ลีกับนิโคลไม่ได้สิ้นสุดลงที่ข้อตกลงของพวกเขาแต่กลายไปสู่การขึ้นโรงขึ้นศาลจากจุดเริ่มต้นของหนังที่เรียกร้องคนดูให้หลงรักตัวละครผ่านความทรงจำทว่าผ่านกระบวนการหย่าร้าง บอมบัคกลับค่อยๆลบล้างความทรงจำดีๆที่ทั้งสองเคยมีให้กัน Marriage Story เปิดเผยให้เราเห็นถึงด้านอัปลักษณ์ของอดีตคู่รักที่แม้ว่าลึกๆแล้วทั้งคู่อาจยังห่วงใยกันอยู่แต่ต่อหน้าทนายความและชั้นศาลความนึกคิดด้านบวกของพวกเขากลับถูกทุบทำลายลงไปภาพอดีตอันหอมหวานถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นสมรภูมิสงครามที่สามีภรรยาจะคอยขุดคุ้ยพฤติกรรมแย่ๆของอีกฝ่ายขึ้นมาอย่างมาดร้าย ยิ่งเมื่อชาร์ลีกับนิโคลต่างมีนิสัยเหมือนกันคือทั้งคู่เกลียดความแพ้พ่ายยิ่งพอเป็นเกมของการหย่าร้างที่รางวัลของผู้ชนะคือสิทธิในการเลี้ยงดูลูกชาย ชาร์ลีกับนิโคลจึงงัดอุบายเพื่อหวังจะชนะอีกฝ่ายอย่างเต็มที่

หากพูดถึงการหย่าร้างโดยเฉพาะในบริบทสังคมตะวันตกอาจกล่าวได้ว่าคล้ายจะเป็นเรื่องปกติของ ‘ชีวิตครอบครัว’ ไปแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกปัจจุบันที่ทัศนคติต่อการหย่าร้างเป็นไปในแง่บวกมากขึ้น Anthony Giddens นักสังคมวิทยากล่าวถึงการหย่าร้างว่าเป็น “รูปแบบหนึ่งของกระบวนการ ‘ค้นพบตัวเอง’ ซึ่งคือเงื่อนไขที่สังคมสมัยใหม่คอยกดดันเรา” พูดอีกอย่างคือภายใต้สังคมสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าของปัจเจกความหมายของการหย่าร้างได้แปรเปลี่ยนไปสู่ความเป็นอิสระและการถือกำเนิดใหม่ของปัจเจกที่หลุดพ้นจากพันธนาการของชีวิตคู่ความเก่งกาจอย่างหนึ่งของบอมบัคคือ แม้ประเด็นของหนังจะหนักหน่วงเพียงใดแต่เขาจะหยอดแสงสว่างเล็กๆไม่ให้สถานการณ์ที่ตัวละครกำลังเผชิญอยู่นั้นมืดมนเกินไปนักกับ Marriage Storyก็เช่นกันเพราะในขณะที่บอมบัคนำเสนอด้านที่ไร้หัวจิตหัวใจของกระบวนการหย่าร้างหากเขาก็ไม่ลืมจะย้ำเตือนว่าหากมองให้ดีๆการเลิกราก็มีแง่งามหลบซ่อนอยู่เหมือนกันประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นอย่างน่าสนใจผ่านความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างชาร์ลีกับนิโคลที่รับรู้ผ่านบทสนทนาอันเรียบง่ายแต่แยบคายและแหลมคม
ตัวอย่างเช่นในฉากเล็กๆหนึ่งที่ชาร์ลีเริ่มจะกังวลว่าเขาอาจสูญเสียสิทธิเลี้ยงดูลูกชายไปอยู่ๆเขาก็เอ่ยถามนิโคลว่าเธอย้อมสีผมใหม่หรือเปล่า

“เปล่านะฉันก็เป็นอย่างนี้ครั้งก่อนที่เจอคุณก็สีนี้” นิโคลตอบด้วยสีหน้างุนงง
“ผมรู้แต่ตอนนั้นผมไม่ได้ทักน่ะ” ชาร์ลีรีบสวนทันที
“ไม่ชอบเหรอ” นิโคลถามอย่างไม่เข้าใจ
“เปล่าผมก็ว่าดีมันสั้นลงหรือเปล่าผมชอบให้ยาวกว่านี้แต่…”
แต่ไม่ทันที่ชาร์ลีจะพูดจบหญิงสาวก็พลันหัวเราะแทรกขึ้นมาแต่พอเห็นสีหน้าสับสนของคู่สนทนา นิโคลเลยขอโทษอย่างรีบๆ “มันน่าขันดีน่ะ” เธอว่า
“ทุกอย่างโอเคหรือเปล่า” ชาร์ลีถามอย่างไม่แน่ใจ
“โอเคสิทำไมเหรอ” นิโคลยิ้ม
“คุณดู…ไม่รู้สิเหมือนมีอะไร…”
“ทุกอย่างเรียบร้อยดี” นิโคลชิงตอบอย่างรวดเร็วสีหน้าของเธอดูผ่อนคลายตรงกันข้ามกับชาร์ลีที่บัดนี้เต็มไปด้วยความไม่สบายใจ


ผ่านบทสนทนาสั้นๆนี้เราพอจะอนุมานได้ถึงรูปแบบความสัมพันธ์คร่าวๆของทั้งคู่ในวันที่ยังรักกันอยู่ความพิลึกพิลั่นของบทสนทนานี้อยู่ที่ว่าทำไมชาร์ลีที่มักจะใส่ใจรายละเอียดถึงเพิ่งจะสังเกตได้ว่าสีผมของภรรยาเปลี่ยนไป? ยิ่งกับคำพูดที่ว่า “…ผมชอบให้ยาวกว่านี้…” ก็ยิ่งจะเปิดเผยให้เห็นถึงตัวตนและลักษณะการใช้อำนาจของชาร์ลี นั่นคือเขาในฐานะผู้กำกับและเขาในฐานะผู้ชายต่อบทบาทของผู้กำกับชาร์ลีคุ้นเคยอยู่แล้วกับการเป็น ‘ผู้สั่ง’ และ ‘ผู้กำหนด’ รายละเอียดต่างๆของละครเวทีแต่ละเรื่องนั่นจึงทำให้เขามีสถานะเป็น ‘ผู้ตัดสินใจ’ การที่เขาออกความเห็นเรื่องทรงผมของนิโคลจึงเป็นการออกความเห็นในฐานะผู้กำกับทว่าอีกตัวตนหนึ่งที่ซ้อนทับชาร์ลีอยู่อีกชั้นหนึ่งคือ ‘ความเป็นผู้ชาย’ ที่มักจะมองนิโคลว่าต่ำกว่าเสมอซึ่งนิโคลเองก็รับรู้ถึงมันอยู่ตลอด
ในฐานะของอดีตนักแสดงดาวรุ่งที่ยอมทิ้งอนาคตเพื่อมาเป็นลมใต้ปีกให้กับคนรักแม้เธอจะภูมิใจกับการได้เห็นว่าสามีประสบความสำเร็จในทางที่ฝันแต่ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันนิโคลกลับไม่เคยรู้สึกเลยว่าชาร์ลีมองเห็นเธออยู่ในสายตาไม่ว่าจะในฐานะนักแสดงละครเวทีในสังกัดในฐานะแม่ของลูกชายหรือในฐานะภรรยาแค่เพราะว่านิโคลเป็นผู้หญิงนั่นจึงเท่ากับว่าสถานะของเธอจะอยู่ต่ำกว่าชาร์ลีโดยทันที นิโคลไม่เพียงจะต้องเผชิญกับอำนาจของชาร์ลีในบทบาทของผู้กำกับเท่านั้นแต่ยังรวมถึงบทบาทของสามีที่ไม่เคยจะรับรู้หรือสนใจเลยด้วยซ้ำว่าภรรยาของเขาเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้ากับความสัมพันธ์นี้มากมายเพียงใด

สำหรับนิโคล การที่สามีเกิดสังเกตได้ว่าทรงผมของเธอเปลี่ยนแปลงไป ‘ในช่วงของการหย่าร้าง’ จึงเป็นเรื่องน่าขันนั่นเพราะนิโคลรู้ดีว่าการที่อยู่ๆตัวตนของเธอก็ถูกรับรู้โดยสามีในครั้งนี้ไม่ได้มาจากการที่ชาร์ลียอมรับว่าเขากับภรรยามีสถานะเท่ากันหรอกแต่มันมาจากความหวาดกลัวของเขาต่างหากเป็นความสิ้นหวังและกังวลว่าจะสูญเสียสิทธิในการเลี้ยงดูลูกไปต่างหากที่เป็นสาเหตุให้ชาร์ลีสร้างบทสนทนาลอยๆนี้ขึ้นด้วยหวังว่ามันจะช่วยเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างเขากับนิโคล

อาจเรียกได้ว่า Marriage Storyคือหนังที่ว่าด้วย ‘การล่มสลายของความเป็นชาย’ ความเป็นชายที่ไม่ได้หมายถึงเพศชายแต่คืออุดมการณ์ความเป็นชายที่มองผู้หญิงว่ามีสถานะที่ต่ำกว่าและคอยแต่จะตัดสินว่าผู้หญิงคืออารมณ์ส่วนผู้ชายเท่านั้นคือเหตุผล บอมบัคได้ล้มล้างมายาคตินี้อย่างถอนรากถอนโคนและชี้ให้เห็นว่าความหมกมุ่นที่คอยแต่จะสร้างคู่ตรงข้ามระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงเช่นนี้ไม่เคยจะเกิดประโยชน์อะไรอารมณ์กับเหตุผลไม่เคยจะผูกขาดอยู่แค่กับเพศภาวะใดและอำนาจของเพศชายก็ไม่ได้หมายความถึงชัยชนะไปเสียทุกครั้ง

เมื่อโครงสร้างของ Marriage Storyขับเคลื่อนไปบนตรรกะการแพ้–ชนะของกระบวนการหย่าร้างอำนาจทางเพศจึงยิ่งสะท้อนให้เห็นชัดผ่านความหมกมุ่นของตัวละครที่ต้องการจะเอาชนะอีกฝ่ายเสมอมาในอดีตการหย่าร้างไม่เคยจะสร้างข้อจำกัดกับผู้ชายเท่ากับที่มันสร้างภาระให้กับผู้หญิงหากลองพิจารณาวาทกรรมที่บอกว่าผู้หญิงที่ดีคือผู้หญิงบริสุทธิ์และบ้านคือพื้นที่ของผู้หญิงในบริบทของการหย่าร้างจะเห็นว่าการทำงานของวาทกรรมเหล่านี้ไม่เพียงจะจำกัดผู้หญิงจากความเป็นอิสระและคอยแต่จะจำกัดว่าผู้หญิงต้องเป็นทรัพย์สินของผู้ชายที่แต่งงานด้วยแต่ Marriage Story แสดงให้เห็นว่านิโคลนั้นได้หลุดพ้นจากวาทกรรมเหล่านี้ไปแล้วเพราะไม่เพียงแต่การหย่าร้างกับสามีจะส่งผลให้เธอคล่องตัวกับชีวิตขึ้นเท่านั้นแต่นิโคลยังมีความสามารถที่จะเลี้ยงดูเฮนรี่ได้อย่างเต็มกำลังโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งความช่วยเหลือจากชาร์ลี
ประโยคที่ทนายฝั่งนิโคลพูดขึ้นในฉากหนึ่งว่า “แปลว่ามันเป็นข้อตกลงเมื่อมันเป็นสิ่งที่คุณต้องการและเป็นการคุยกันเมื่อเป็นสิ่งที่นิโคลต้องการเหรอ” จึงสรุปปัญหาของความขัดแย้งระหว่างนิโคลกับชาร์ลีที่วางอยู่บนฐานของความสัมพันธ์เชิงอำนาจได้อย่างชัดเจนเพราะเสียงชาร์ลีนั้นดังเกินไปคอยแต่จะกดเสียงของนิโคลไว้จนไม่เคยถูกรับรู้และได้ยินทว่าเสียงอันเงียบเชียบนี้ไม่เคยจะสูญสลายไปมันสะสมความอัดอั้นไว้ค่อยๆเติบใหญ่กระทั่งวันหนึ่งก็ปะทุขึ้นมาในอดีตไม่เคยเลยที่เสียงของนิโคลจะมีคุณค่าหากในวันนี้เสียงของเธอกลับดังเกินกว่าที่ชาร์ลีจะต้านทานได้เป็นเสียงของอดีตภรรยาที่กำหนดความเป็นไปไม่ใช่เสียงของอดีตสามีอีกแล้ว

Alain de Botton ได้กล่าวถึงนิยามการแต่งงานไว้ในหนังสือ The Course of Love ว่า “การแต่งงานนั้นเปี่ยมด้วยความหวังความเมตตาและการพนันอย่างไม่มีสิ้นสุดของสองชีวิตที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองคือใครและอีกฝ่ายเป็นใครพันธนาการทั้งคู่ไว้ด้วยอนาคตที่พวกเขาไม่อาจมองเห็นหรือกล่าวได้ว่าพิจารณาแล้วอย่างถ้วนถี่”
ชีวิตคู่ของชาร์ลีกับนิโคลก็ดำเนินไปคล้ายกับการพนันที่แม้ว่าในระหว่างการแต่งงานอำนาจของชาร์ลีคล้ายจะกดทับให้นิโคลรู้สึกพ่ายแพ้อยู่ซ้ำๆทว่าภายในสนามของการหย่าร้างมันกลับเป็นเกมกติกาที่ต่างกันไปในเกมนี้นิโคลเป็นฝ่ายที่ถือไพ่เหนือกว่าในเกมนี้กลายเป็นเธอที่ได้รับชัยชนะไป
และแม้ว่าถึงที่สุดแล้วทั้งคู่ต้องแยกทางกันแต่ก็อย่างที่นิโคลลงท้ายไว้ในจดหมายที่เขียนเล่าความรู้สึกของเธอต่อชาร์ลีว่า “…ฉันจะไม่มีวันเลิกรักเขาเลยแม้มันจะดูไม่สมเหตุสมผลแล้วก็ตาม” ความรักของทั้งสองจะยังคงอยู่ความคำนึงของทั้งคู่จะยังไม่เลือนหายไปไหนเพียงแต่ความรู้สึกเพียงอย่างเดียวไม่อาจจะรักษาความสัมพันธ์ไว้ได้อีกต่อไป
ถึงแม้ว่านิโคลจะยังรักชาร์ลีเพียงใดหากการเลือกอยู่กับเขาต่อจะต้องแลกมากับตัวตนของเธอที่ถูกลดทอนลงเรื่อยๆทุกวันการที่นิโคลจะเลือกถอยออกจากเส้นทางสายนั้นก็ไม่ใช่ความผิดอะไรเลย…





