Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
Patriot Act : รายการ Stand-up Comedy ที่จิกกัดการเมืองโลกได้อย่างถึงแก่น

Patriot Act : รายการ Stand-up Comedy ที่จิกกัดการเมืองโลกได้อย่างถึงแก่น

03/10/2019
Recommend
AUTHOR: คาลิล พิศสุวรรณ
SHARE:

 26 ตุลาคมค.ศ. 2001  47 วันหลังจากเหตุการณ์ 9/11 สภาคองเกรสก็ได้ผ่านร่างกฎหมายที่จะให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐสามารถเข้าถึงตรวจสอบและสอดแนมข้อมูลส่วนตัวของประชาชนไม่ว่าจะเป็นบันทึกการสนทนาอีเมลหรือข้อความเสียงเพื่อจะขัดขวางการก่อการร้ายใดๆได้ทันท่วงทีกฎหมายที่ว่านี้คือ ‘Patriot Act’ (รัฐบัญญัติรักชาติ) George W. Bushเปลี่ยนสหรัฐฯให้กลายเป็นประเทศแห่งความหวาดระแวง

 

 ภายใต้ชื่อเดียวกัน ‘Patriot Act’ คือรายการ stand-up comedy ทาง Netflix ที่ดำเนินรายการโดยฮาซันมินฮาจญ์ (Hasan Minhaj) ดาราตลกเชื้อสายอินเดีย–อเมริกันที่ในแต่ละตอนไม่เพียงจะเสียดสีสังคมอย่างแสบสันหากเขายังผูกโยงอารมณ์ขันเข้ากับประเด็นการเมืองได้อย่างน่าทึ่งตัวอย่างเช่นมินฮาจญ์พาเราไปสำรวจกระแสของ ‘Supreme’ แบรนด์สตรีทแวร์ชื่อดังทั้งต่อประเด็นที่แบรนด์แบรนด์นี้ฮิตระเบิดระเบ้อไปทั่วโลกและประเด็นที่ว่าเบื้องหลังแบรนด์แบรนด์นี้คือบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายุทโธปกรณ์สงคราม

 หรือการที่เขาชักชวนคนดูคุยเรื่องวัฒนธรรมฮิปฮอปอเมริกันในปัจจุบันที่ได้รับอิทธิพลจาก ‘บริการสตรีมมิง’ อย่างเห็นได้ชัดมินฮาจญ์ชี้ว่าเพลงแรปใหม่ๆจำนวนหนึ่งที่เกิดขึ้นภายใต้แพลตฟอร์มอย่าง SoundCloud หรือ Spotify มีทีท่าว่าจะสั้นลงๆเขาอธิบายว่าเพราะ Spotify จะจ่ายเงินให้ศิลปินผ่านจำนวนการสตรีมด้วยเหตุนี้ระยะเวลาของเพลงที่สั้นลงจึงเท่ากับจำนวนการสตรีมที่ถี่ขึ้นและรายได้ที่มากขึ้นทว่ามินฮาจญ์ไม่ได้หยุดเพียงแค่นี้หากเลือกจะพาไปสำรวจกระแสฮิปฮอปในประเทศอื่นๆที่ไปผูกโยงเข้ากับการเมืองอย่างน่าสนใจเช่นรัฐบาลจีนได้ใช้เพลงแรปในฐานะเครื่องมือประชาสัมพันธ์อำนาจรัฐในทางกลับกันที่ประเทศไทยก็ได้ปรากฏเพลงอย่าง ‘ประเทศกูมี’ ซึ่งต่อต้านรัฐบาลทหารอย่างดุเดือด

 

 

 จุดเด่นอย่างหนึ่งของ Patriot Act อยู่ตรงที่ว่าในแต่ละประเด็นที่มินฮาจญ์หยิบขึ้นมาบนเวทีเขาไม่ได้จ้องแต่จะพูดถึงด้านแย่ๆของประเด็นนั้นๆหากพยายามจะหาจุดสมดุลเพื่อให้เรื่องที่เล่า ‘กลม’ ที่สุดเช่นแม้เขาจะเห็นว่าบริการสตรีมมิงจะคือตัวอย่างหนึ่งของทุนที่มาครอบงำความคิดสร้างสรรค์แต่มินฮาจญ์ก็สรุปประเด็นนี้ว่า

 “มันบ้ามากสำหรับผมแนวเพลงที่ถูกสร้างขึ้นในปาร์ตี้ส่วนตัวแถวย่านบร็องซ์กำลังมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกทางการเมืองระดับนานาชาติเพราะสตรีมมิงเพลงฮิปฮอปกำลังช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวจากทั่วโลกเพลงประเภทเดียวกันที่ให้กำเนิด Lil Pump ขณะนี้กำลังช่วยประชาชนให้วิจารณ์ผู้นำเผด็จการสุดโหดว่า ‘ค่อนข้างจะน่ารำคาญ*’ ” (*มินฮาจญ์หมายถึงเนื้อหาท่อนหนึ่งของเพลงประเทศกูมีที่ร้องว่า ‘เป็นประเทศที่ผู้นำค่อนข้างจะน่ารำคาญ’)

 

 แน่นอนมินฮาจญ์ไม่ใช่ political comedian คนแรกของสหรัฐฯเพราะก่อนหน้าก็มีดาราตลกการเมืองแจ้งเกิดมาแล้วไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ (Jon Stewart, Stephen Colbert W, Kamau Bell และ John Oliver เป็นเพียงตัวอย่างคร่าวๆ) แต่จุดที่ส่งให้มินฮาจญ์โดดเด่นขึ้นมาไม่เพียงแค่เพราะเขาเป็นอินเดีย–อเมริกันเท่านั้นทว่ามินฮาจญ์ยังเป็นมุสลิมอีกด้วย

 ภายใต้ประเด็นการเมืองที่แตกต่างกันไปในแต่ละเอพิโซด มินฮาจญ์มักจะหยอดมุกตลกทางวัฒนธรรมอยู่เรื่อยๆไม่ว่าจะเป็นการจิกกัดสังคมอินเดียหรือวิถีชีวิตแบบมุสลิมและแม้บางมุกตลกของเขาอาจฟังดูแรงหรืออาจรบกวนจิตใจอยู่ในทีทว่าโจ๊กเหล่านี้ก็ล้วนวางอยู่บนพื้นฐานของความหลากหลายทางเชื้อชาติศาสนาวัฒนธรรมของสังคมอเมริกันที่ถึงที่สุดแล้วความหลากหลายต่างๆนี้ก็ยังดำรงอยู่ภายใต้วาทกรรมของ ‘การทำให้เป็นคนอื่น’

 ก่อนหน้า Patriot Actมินฮาจญ์มีจัดแสดงเดี่ยวไมโครโฟนในชื่อ Homecoming King ตลอดชั่วโมงกว่าๆของโชว์นี้มินฮาจญ์บอกเล่าส่วนเสี้ยงหนึ่งของชีวิตเขาที่แม้ว่าจะเกิดและเติบโตในสังคมอเมริกันแต่เพราะเป็นอินเดีย–มุสลิมเขาจึงไม่อาจหลุดออกจากกรอบของ ‘คนอื่น’ ได้เลยในช่วงหนึ่งของโชว์นี้มินฮาจญ์เล่าถึงประสบการณ์ตัวเองและครอบครัวต้องพบเจอหลังเหตุการณ์ 9/11 เขาเล่าว่าหนึ่งวันหลังจากการก่อการร้ายครอบครัวของเขาได้รับทั้งโทรศัพท์ขู่ฆ่ารถยนต์ถูกทุบกระจกจนแหลกแถมทรัพย์สินบางส่วนยังถูกขโมยไปมินฮาจญ์เล่าว่าในจังหวะนั้นเขาประหลาดใจกับท่าทีของพ่อที่ดูไม่โกรธเคืองใดๆต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

 “ทำไมพ่อไม่พูดอะไรบ้างขอร้องล่ะพูดอะไรบ้างสิ” มินฮาจญ์ถามพ่อเสียงดังด้วยทีท่าซึ่งยังคงสงบนิ่งพ่อตอบเขาเงียบๆว่า “ฮาซันเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นและมันจะยังเกิดขึ้นต่อไปมันเป็นราคาที่เราต้องจ่ายเพื่ออยู่ที่นี่” สำหรับพ่อของมินฮาจญ์เขามองตัวเองในฐานะผู้อพยพที่ต้องทนกับการเหยียดเชื้อชาติประหนึ่งเป็นเรื่องปกติแต่สำหรับมินฮาจญ์ที่เกิดและเติบโตที่นั่นเขาเห็นว่ามันเป็นเรื่องสำคัญในการกล้าจะเรียกร้องความเท่าเทียม

 “…ผมรู้ดีว่าเหตุการณ์ 11 กันยายนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนผมเข้าใจเพราะตอนที่มันเกิดขึ้นทุกๆคนในอเมริการู้สึกเหมือนประเทศนี้ถูกโจมตีแต่ในคืนนั้นวันที่ 12 กันยายนเป็นค่ำคืนแรกของค่ำคืนอีกมากมายที่ความจงรักภักดีของครอบครัวผมที่มีต่อประเทศนี้ถูกโจมตีและนั่นก็แย่มาโดยตลอดในฐานะผู้อพยพเราต้องแสดงตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าเรารักประเทศชาติเราพยายามแสดงให้คุณเชื่อว่า ‘เรารักประเทศนี้ได้โปรดเชื่อเรา’ ไม่มีใครรักประเทศนี้มากกว่าพวกเรา”

 หากลองย้อนกลับมาที่ชื่อของรายการเราจะเห็นถึงความสัมพันธ์อันชัดเจนที่ยึดโยงอยู่ระหว่าง Patriot Act ทั้งสองความหมายหนึ่งคือข้อกฎหมายที่แทนที่ ‘ความหลากหลาย’ ของผู้คนในสังคมด้วยนิยามของ ‘ความเป็นอื่น’ กับอีกหนึ่งคือรายการตลกการเมืองที่ไม่เพียงจะแสดงให้เห็นว่า ‘ความหลากหลาย’ สามารถกลายเป็นเรื่องขำขันบันเทิงหากภายใต้มุกตลกแพรวพราวก็ยังสื่อถึงความเจ็บปวดต่อการถูกมองว่า ‘เป็นอื่น’ ซุกซ่อนอยู่อีกขยักหนึ่งพูดอีกอย่างคือถ้ากฎหมาย Patriot Act คืออำนาจที่สร้างความเป็นอื่น Patriot Act ของมินฮาจญ์ก็คือเสียงสะท้อนของความเป็นอื่นที่เป็นผลผลิตจากกฎหมายบทนั้น

 

 ในบทความวิชาการเรื่อง ‘Critical Laughter: The Standup Comedian’s Critique of Culture at Home’ ของนักมานุษยวิทยา Kelsey Timler มีข้อเสนอหนึ่งที่เขาได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจ ทิมเลอร์มองลักษณะการทำงานของ stand-up comedianว่าคือการศึกษาวัฒนธรรมปัจจุบันเพื่อจะชี้ให้เห็นซึ่งความหมายต่างๆที่ซุกซ่อนอยู่ในบรรทัดฐานของสังคมภายใต้เป้าหมายที่ต้องการเผยให้เห็นถึงระดับชั้นของอำนาจ (hierarchies of power) และวาทกรรมในสังคม

 ทิมเลอร์ชี้ว่าในแง่หนึ่งอารมณ์ขันคือวิธีการที่จะพูดถึงสถานการณ์หนึ่งๆได้อย่างตรงไปตรงมาด้วยเหตุนี้ stand-up comedy จึงเป็นดั่งเครื่องมือหนึ่งในการจะตั้งคำถามต่อบรรทัดฐานหรือความอยุติธรรมใดๆของสังคมได้อย่างซึ่งๆหน้าดาราตลกเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะจับจ้องไปยังชีวิตประจำวันด้วยเจตนาที่จะเปิดเผยให้เห็นถึงความหมายที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ ‘ความปกติ’ เท่านั้นแต่ด้วยพวกเขาเลือกจะเสียบแทงมุกตลกไปยังพื้นที่ซึ่ง ‘เราไม่ทันระวังตัว’ กลับหัวกลับหางมุมมองต่อสิ่งต่างๆรอบตัวการยั่วล้อและตั้งคำถามกับสามัญสำนึกที่มักจะถูกมองว่าเป็นเรื่องปกตินี่เองที่ยิ่งจะส่งให้มุกตลกยิ่งมีพลังพูดอีกอย่างคือสำหรับ stand-up comedy การเสียดสีสามัญสำนึกจึงคือการกระชากหน้ากากของอำนาจลงมาถากถางและท้าทาย

 

 หากพิจารณาในแง่นี้เราจะเห็นได้ว่า Patriot Act จึงคือตัวอย่างที่ชัดเจนของการท้าทายกับอำนาจไม่เฉพาะแค่การจิกกัดอำนาจในระดับของชีวิตประจำวัน (การถูกทำให้เป็นคนอื่น, การเหยียดเชื้อชาติ) หากยังรวมถึงอำนาจที่ห่างไกลหรือซับซ้อนเกินกว่าที่เราจะตระหนักถึงผลกระทบของมันได้ในชีวิตแต่ละวันของเราเช่นนี้เอง Patriot Act จึงถือเป็นอีกหนึ่งรายการ stand-up comedy ที่น่าสนใจสุดๆณชั่วขณะนี้เพราะนอกจากที่คุณจะได้รู้ว่าเบื้องหลังของแบรนด์ Supreme มีความลับดำมืดซ่อนตัวอยู่หรือวัฒนธรรมฮิปฮอปที่แม้ในประเทศหนึ่งๆจะคือตัวแทนของการต่อต้านอำนาจหากก็ยังมีบางประเทศที่เพลงแรปได้กลายเป็นเครื่องมือของเผด็จการไปเสียได้คุณยังจะได้หัวเราะร่วมไปกับมุกตลกของมินฮาจญ์ที่คอยย้ำเตือนว่าอำนาจหลบซ่อนอยู่ในทุกพื้นที่ไม่เว้นแม้แต่ในโจ๊กของเขาเอง

 


 อ้างอิง
Timler, Kelsey. (2012). Critical Laughter: The Standup Comedian’s Critique of Culture at Home. Journal of Graduate Students in Anthropology (13): 49-63.

Tags:รัฐบัญญัติรักชาติฮาซัน มินฮาจญ์Hasan Minhajมินฮาจญ์ตลกการเมืองstand-up comedyNetflixประเทศกูมีreccommendPatriot Act
Share :
Author
คาลิล พิศสุวรรณ
Photographer
-
เมื่อโลกมืดมนกว่าที่คิด ‘Things We Lost in the Fire’ รวมเรื่องสั้นสุดมืดมิดจากอาร์เจนตินา
Reason to readเมื่อโลกมืดมนกว่าที่คิด ‘Things We Lost in the Fire’ รวมเรื่องสั้นสุดมืดมิดจากอาร์เจนตินานักเขียน : คาลิล พิศสุวรรณ
Parasite  ไม่ว่าคนจนจะตะกายขึ้นไปสักเท่าไหร่ สุดท้ายก็โดนความเหลื่อมล้ำเอาเท้าเขี่ยลงมา
Culture & EntertainmentParasite ไม่ว่าคนจนจะตะกายขึ้นไปสักเท่าไหร่ สุดท้ายก็โดนความเหลื่อมล้ำเอาเท้าเขี่ยลงมานักเขียน : นริศพงศ์ รักวัฒนานนท์
‘สองปี แปดเดือน กับยี่สิบแปดคืน’ หนังสือที่ว่าด้วยเสรีภาพ ความหวัง และความรุนแรง
Reason to read‘สองปี แปดเดือน กับยี่สิบแปดคืน’ หนังสือที่ว่าด้วยเสรีภาพ ความหวัง และความรุนแรงนักเขียน : คาลิล พิศสุวรรณ