Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
Midtown Manhattan: พื้นที่แห่งความใฝ่ฝันดันทุรังสร้างในยุคเศรษฐกิจดำดิ่งที่ดันสำเร็จ

Midtown Manhattan: พื้นที่แห่งความใฝ่ฝันดันทุรังสร้างในยุคเศรษฐกิจดำดิ่งที่ดันสำเร็จ

20/04/2020
Culture & Entertainment
AUTHOR: Little Thoughts
SHARE:

 

 นี่คือภาพที่ได้รับการจัดให้อยู่ในลิสต์ 100 ภาพประวัติศาสตร์ของนิตยสาร TIME (TIME 100 Photos)

 ภาพถ่ายชาย 11 คนกำลังรับประทานอาหารกลางวันและสนทนากันอย่างผ่อนคลายราวกับว่าความสูง 256 เมตรจากพื้นดินทำอะไรพวกเขาไม่ได้นี้มีชื่อว่า Lunch atop a Skyscraper ถ่ายขึ้นเมื่อปี 1932

 น่าเสียดายว่าทั้งที่เป็นภาพประวัติศาสตร์แต่ชื่อผู้ถ่ายกลับไม่ได้รับการบันทึกไว้เพราะไม่รู้ว่าเป็นใครกันแน่ระหว่างช่างภาพ 3 คนได้แก่ Charles C. Ebbets, Thomas Kelley และ William Leftwich ซึ่งอยู่ที่นั่นในวันนั้น (ข้อมูลบางแห่งบอกว่าอาจจะมีคนที่ 4 ด้วย)

 มันไม่ใช่ภาพประวัติศาสตร์เพียงเพราะองค์ประกอบแต่เป็นภาพที่บันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เอาไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์จนเราสามารถเล่าเรื่องราวของนิวยอร์กณวันนั้นได้โดยเริ่มจากภาพนี้เพียงภาพเดียว

 พูดง่ายๆก็คือหากภาพ Migrant Mother (1936) ที่ถ่ายโดย Dorothea Lange คือภาพจำของเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) ภาพชายกลุ่มนี้ที่นั่งอยู่บนคานเหล็กของ RCA Building ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ก็อาจเป็นภาพสะท้อนนิวยอร์กในช่วงเวลาเดียวกันได้ดีที่สุด

 นั่นคือความทะเยอทะยานแม้ในยามวิกฤต

Bottom of the Great Depression

 ประวัติศาสตร์โลกบันทึกเรื่องราวเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ด้วยเหตุการณ์ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทล่มในวันอังคารที่ 29 ตุลาคม 1929

 แม้เศรษฐกิจจะดิ่งเหวแต่น่าสนใจว่าในช่วงเวลานั้นแมนฮัตตันมีโครงการใหม่เกิดขึ้นมากมายโดยเฉพาะตึกระฟ้าซึ่งกำลังแข่งกันสร้างสถิติสูงที่สุดในโลกอย่างไม่มีใครยอมใครโดยเฉพาะในพื้นที่ย่านมิดทาวน์ (Midtown Manhattan) โดยมีปัจจัยสำคัญก็คือการนำเหล็กมาใช้เป็นโครงรับน้ำหนักตึกสูงซึ่งไม่ต่างจากการปลดล็อกเพดานความสูงของสิ่งก่อสร้างในวันนั้น

 

 ไล่ตั้งแต่ตึก 40 Wall Street ที่เริ่มสร้างในปี 1929 และเปิดใช้งานในปี 1930 ขับเคี่ยวความสูงกันอยู่กับตึก Chryslerที่เริ่มสร้างตั้งแต่ปี 1928 และเปิดใช้งานในปี 1930 เช่นกันทั้งสองตึกนี้ผลัดกันครองสถิติตึกสูงสุดของโลกในช่วงเวลาสั้นๆก่อนที่ตึก Empire State ซึ่งเริ่มก่อสร้างในปี 1930 จะเปิดใช้งานในปี 1931 จะแซงหน้าไป

 น่าสนใจอย่างยิ่งว่าการล้มครืนของตลาดหุ้นและการดำดิ่งของเศรษฐกิจไม่สามารถหยุดยั้งโครงการเหล่านี้ได้ ตรงกันข้ามภาพชาย 11 คนที่เต็มไปด้วยความสบายบนคานเหล็กณชั้น 69 ของอาคาร RCA และมีฉากหลังเป็นเซ็นทรัลพาร์ก กลับบอกให้เรารู้ถึงความมุ่งมั่นที่จะไปต่อของเมืองแห่งนี้

 หรือไม่อย่างนั้นก็อาจเป็นความจงใจในการใช้ภาพถ่ายเพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนลูกค้าหรือแม้กระทั่งเจ้าของโครงการเอง

Top of the Rock

 เรากำลังพูดถึงโครงการที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (urban building project) ที่ใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 ซึ่งสร้างขึ้นในช่วงเวลาดำลึกที่สุดของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่

 โครงการที่ว่านี้คือRockefeller Center คอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ระหว่าง 48th Street และ 51st Street และระหว่าง Fifth Avenue กับ Sixth Avenue ที่ประกอบด้วยอาคารแบบอาร์ตเดโครวม 14 อาคารบนพื้นที่ 22 เอเคอร์ (ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 19 อาคาร)

 มันสะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่น ความใฝ่ฝันรวมถึงความปรารถนาที่จะยกระดับเมืองเมื่อเอาโครงการที่กำลังเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ มาเทียบกับโครงการนี้ที่ห่างกันเกือบศตวรรษก็แทบไม่มีอะไรใหม่

 แต่จะบอกว่าเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นก็คงไม่ถูกนักเพราะความเป็นจริงก็คือมีหลายครั้งที่John D. Rockefeller Jr.ผู้เป็นเจ้าของโครงการรู้สึกว่านี่อาจเป็นการตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ที่ทำให้เขาต้องเฝ้าระวังทุกฝีก้าวแต่ทุกอย่างต้องไปต่อเพราะการหยุดยั้งนั้นมีต้นทุนมากกว่าความเสี่ยงที่รออยู่ตรงหน้า

 ในความเป็นจริงเรื่องราวของ Rockefeller Center เริ่มต้นจากความจำเป็นในการหาที่อยู่ใหม่ให้กับ Met Opera (Metropolitan Opera) แหล่งรวมตัวของสังคมผู้ดีในนิวยอร์ก ที่เดิมเคยอยู่บน 39th Street โดยมีร็อกกี้เฟลเลอร์ จูเนียร์ เป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดหาที่ใหม่สำหรับการก่อสร้างและที่ที่เขาเลือกก็คือ Upper Estate ในย่านมิดทาวน์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียครอบครองอยู่ก่อน

 แต่กว่าที่จูเนียร์จะตกลงเรื่องสัญญาเช่าและเคลียร์ผู้เช่าเดิมออกเสร็จสิ้นตลาดหุ้นก็ล่มลงแล้วพร้อมกับ Met Opera ที่ล้มเลิกโครงการสร้างโรงละครแห่งใหม่กลางคันในระหว่างทางเลือก 2 ทาง คือล้มเลิกทุกอย่างไปเสียกับเปลี่ยนมันให้เป็นธุรกิจของเขาเองจูเนียร์เลือกอย่างหลัง

 แม้ Met Opera จะถอนตัวไปแต่จูเนียร์ก็ได้ผู้เช่ารายใหม่อย่าง Radio Corporation of America (RCA) เข้ามาเป็นผู้เช่าหลักนั่นคือสาเหตุที่อาคารสูงซึ่งเป็นเหมือนหัวใจของโครงการนี้ได้รับการตั้งชื่อว่า RCA Building โดย RCA คือผู้ก่อตั้ง National Broadcasting Corporation (NBC) เครือข่ายวิทยุโทรทัศน์ที่เก่าแก่ที่สุดของอเมริกาซึ่งถือเป็น 1 ใน 3 เจ้าใหญ่ (The Big Three) ร่วมกับ ABC และ CBS

 

 แม้ความสูงเพียง 260 เมตรหรือ 66 ชั้นของ RCA Building จะเทียบไม่ได้กับตึก Empire State ซึ่งมีความสูงนับถึงยอด 443.2 เมตรแต่มันก็ถือเป็นอาคารสูงที่โดดเด่นเป็นสง่าอยู่กลางคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่โดยมีชั้น 67-70 สร้างเป็นหอชมวิวเมืองนิวยอร์กแบบพาโนรามาที่มีชื่อว่า Top of the Rock

 หมายเหตุว่า RCA เป็นบริษัทในเครือของ General Electric (GE) มาก่อนโดย GE ถูกบังคับให้ขาย RCA ในปี 1932 ตามกฎหมายต่อต้านการผูกขาด (antitrust law) ของอเมริกาก่อนที่จะกลับมาซื้อกิจการคืนในปี 1986 โดยคราวนี้ GE ขายกิจการของ RCA หลายอย่างแต่เก็บ NBC เอาไว้ส่วนอาคาร RCA Building เปลี่ยนชื่อเป็น GE Building ในปี 1988

 ในปัจจุบัน NBC กลายเป็นบริษัทในเครือ Comcast ธุรกิจเทเลคอมอันดับ 2 ของอเมริกาและอาคารที่หลายคนยังคงคุ้นกันในชื่อ GE Building เปลี่ยนชื่อเป็น Comcast Building ในปี 2015

 ไม่ว่าวันเวลาจะเปลี่ยนผ่านไปนานเท่าใดและอาคารแห่งนี้จะเปลี่ยนมือเจ้าของ (และเปลี่ยนชื่อเรียก) ไปสักกี่ครั้ง NBC ก็ยังปักหลักอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ปี 1933 และภาพผู้คนต่อแถวรอเข้าไปชมรายการในห้องส่งรวมถึงเข้าคิวขึ้นไปยัง Top of the Rock ก็คือภาพชินตาในย่านมิดทาวน์แห่งนี้

30 Rock

 สำหรับหลายคน 30 Rock คือซีรีส์ยอดนิยมกวาดรางวัลล้นหลามที่แพร่ภาพระหว่างปี 2006-2013 มันไม่ได้หมายถึงหิน 30 ก้อน (มิเช่นนั้นก็ควรเติมตัว s ให้เป็น 30 Rocks) แต่มันหมายถึงอาคารเลขที่ 30 Rockefeller Plaza หรือ RCA Building ของเรานั่นเองใช่แล้วมันมีชื่อเล่นว่า 30 Rock

 30 Rock หรืออาคารแห่งนี้คือที่ผลิต 30 Rock คอเมดี้แบบเสียดสีที่สร้างและนำแสดงโดย Tina Feyนักแสดงนักเขียนบทผู้กำกับและคอเมเดียนชื่อดังของอเมริกาผู้โด่งดังมาจากรายการยอดนิยมอย่าง Saturday Night Live (SNL) ของ NBC โดยเธอได้นำประสบการณ์ความประสาทเสียนานาที่พบเจอในฐานะหัวหน้าทีมเขียนบทรายการ SNL มาสร้างสรรค์เป็นซีรีส์ 30 Rock นั่นเอง

 การใช้ชื่อ 30 Rock บอกให้รู้ว่าอ้างถึง NBC หากให้สรุปง่ายๆก็คือเธอผลิตซีรีส์เสียดสีเรื่องราวใน NBC ให้ NBC เอง

 

 นอกจากชื่อติดปากอย่าง 30 Rock อีกชื่อหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นความทรงจำก็คือ Radio City ซึ่งเคยใช้เรียกพื้นที่โครงการส่วนที่ติดกับ Sixth Avenue ซึ่งเป็นส่วนที่เช่าโดย RCA ทั้งหมดในปัจจุบันชื่อ Radio City เหลือเพียงส่วนที่ใช้เรียก Radio City Music Hall ที่ยังคงโดดเด่นด้วยแสงไฟนีออนอยู่ตรงหัวมุม Sixth Avenue ตัดกับ 50th Street

 นอกจาก Sixth Avenue หรือที่เรียกในอีกชื่อว่า Avenue of the Americas จะเป็นที่ตั้งของ NBC แล้วยังเป็นที่ตั้งของ CBS และ Fox News (ซึ่งมาทีหลังและได้รับการเพิ่มเข้าไปเป็น The Big Four) โดย Fox News ตั้งอยู่ในพื้นที่ส่วนขยายของ Rockefeller Center นั่นเอง

เมืองในเมืองเมืองของโลก

 หาก Rockefeller Center ทางฝั่ง Sixth Avenue คือฐานที่มั่นของสื่อพื้นที่ส่วนที่ติดกับ Fifth Avenue ก็คือฐานที่มั่นของโลก

 ในความเป็นจริงจูเนียร์ไม่เพียงตั้งใจสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่แบบ ‘เมืองในเมือง’เท่านั้นแต่เขาผลักมันไปไกลถึงการเป็นชุมชนเศรษฐกิจโลกที่มีธุรกิจและหน่วยงานจากประเทศต่างๆมาตั้งอยู่ด้วยแม้ว่าเหตุผลส่วนหนึ่งจะมาจากการที่เขาหาผู้เช่าชาวอเมริกันไม่ได้และทำให้ต้องเปลี่ยนแผนและธีมในการก่อสร้างแต่เขาก็ทำสำเร็จไม่น้อยผลลัพธ์คือพื้นที่ในส่วน International Complex ซึ่งประกอบด้วยอาคารนานาชาติเรียงรายกันอยู่บน Fifth Avenue

 แต่การสร้างพื้นที่ของโครงการให้เป็นศูนย์กลางของโลกอาจยังไม่เท่ากับความสำเร็จในการสร้างพื้นที่สาธารณะในระดับที่สถาปนิกระดับตำนานอย่าง I. M. Pei ยังยกย่องให้เป็น ‘พื้นที่เมือง (urban space) ที่ประสบความสำเร็จที่สุดของอเมริกา’

 เรากำลังพูดถึงพื้นที่พลาซ่าของ Rockefeller Center ที่หลายคนคุ้นชินจากภาพยนตร์หลายเรื่องไม่ว่าภาพยนตร์เหล่านั้นจะเล่ามันด้วยภาพต้นคริสต์มาสหรือลานสเกตน้ำแข็งก็ตาม

 

พื้นที่ของผู้คน

 จนถึงทุกวันนี้ต้นคริสต์มาสซึ่งนำมาประดับบริเวณพลาซ่าตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนของทุกปีก็ยังเป็นข่าวในอเมริการาวกับว่ามันคือศูนย์กลางของการเฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุข

 ในปี 2019 ที่ผ่านมาต้นคริสต์มาส ‘แห่งชาติ’ นี้เป็นต้นสนพันธุ์ Norway spruce สูง 77 ฟุตหนัก 12 ตัน ที่ตัดมาจากสวนของชาวอเมริกันในรัฐฟลอริดาแต่ย้อนกลับไปในปี 1931 มันเป็นเพียงต้นสนขนาด 20 ฟุตที่คนงานในโครงการรวบรวมเงินกันซื้อและช่วยกันตกแต่งด้วยพวงดอกไม้จากฝีมือของคนในครอบครัวสองปีให้หลังเมื่อพื้นที่แห่งนี้เปิดให้บริการพิธีจุดไฟต้นคริสต์มาสจึงกลายเป็นประเพณีประจำปีนับแต่นั้น

 มันกลายเป็นประเพณีสำคัญในระดับที่ทำให้มีการถ่ายทอดสดการเปิดไฟต้นคริสต์มาสนี้มาตั้งแต่ปี 1997 ผ่านรายการChristmas in Rockefeller Centerของ NBC ในวันพุธหลังเทศกาล Thanksgiving มีการแสดงสดและนายกเทศมนตรีมากดปุ่มเปิดไฟกันเลยทีเดียว

 มันอาจเป็นโชคชะตาหรือการตลาดที่ทำให้พื้นที่แห่งนี้เชื่อมโยงเข้ากับจิตวิญญาณของอเมริกาหรืออาจเป็นการออกแบบด้วยเช่นกันที่สร้างให้เกิดพื้นที่สาธารณะที่เชื่อมโยงกับผู้คนของแมนฮัตตันเมื่อพื้นที่เปิดโล่งซึ่งมีไว้เพื่อรับแสงและอากาศได้รับการออกแบบให้เชื่อมโยงกับอาคารทั้งหมด

 หรือไม่อย่างนั้นมันก็คือการแก้ปัญหาเพื่อออกจากวิกฤตอีกนั่นเองที่ทำให้เกิดพื้นที่อย่าง The Rink ลานสเกตน้ำแข็งซึ่งเป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลก

 ย้อนกลับไปในปี1935 แม้การก่อสร้างโครงการยังไม่แล้วเสร็จดีแต่พื้นที่แห่งนี้ก็มีผู้คนกว่า 60,000 คนมาใช้พลาซ่าในแต่ละวันกระนั้นคนจำนวนมากก็ยังเดินลงไปไม่ถึงด้านล่างซึ่งมีร้านค้าตั้งอยู่เพื่อที่จะแก้ปัญหานี้ลานสเกตน้ำแข็งจึงเปิดให้บริการในวันคริสต์มาสของปี 1936 จากที่หวังให้เป็นกิจกรรมดึงดูดผู้คนลงมายังพื้นที่พลาซ่าด้านล่าง (พลาซ่าของโครงการสร้างในหลายระดับความสูง) The Rink กลับกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของนิวยอร์กซึ่งนักท่องเที่ยวชื่นชอบมาถ่ายรูปกับประติมากรรมสำคัญหนึ่งในหลากหลายผลงานศิลปะที่พบเห็นได้ในสถานที่แห่งนี้

พื้นที่ศิลปะ

 เราเดินทางมาถึงความปรารถนาเรื่องสุดท้ายที่จูเนียร์มีสำหรับโครงการของเขา นั่นคือการสร้างคอมเพล็กซ์แห่งนี้ให้เป็น ‘เมกะสำหรับคนรักศิลปะ’

 แน่นอนว่าเขาเป็นผู้อุปถัมภ์งานศิลปะตัวยงและภรรยาของเขาก็คือผู้ร่วมก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัย MoMA ของนิวยอร์กโดยจูเนียร์ได้ว่าจ้างให้ศิลปินกว่า 40 รายสร้างชิ้นงานถาวรสำหรับ Rockefeller Centerภายใต้ธีมที่ชื่อว่า New Frontiers

 แม้จะมีคำวิจารณ์ว่าในความเป็นจริงมุมมองต่อศิลปะของเขาค่อนไปทางอนุรักษนิยมอยู่สักหน่อยแต่เขาก็ทำได้ตามที่ตั้งใจนอกจากจะเป็นไม่ต่างจากพิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมอาร์ตเดโคในตัวมันเองโครงการแห่งนี้ยังเป็นพื้นที่ที่รวบรวมผลงานศิลปะถาวร ไม่ว่าจะเป็นประติมากรรมภาพเขียนหรือสิ่งทออยู่ไม่ต่ำกว่าร้อยชิ้นโดยมีหลายชิ้นที่กลายเป็นแลนด์มาร์กของเมืองไม่ว่าจะเป็น Atlas ประติมากรรมแอตลาส (หนึ่งในไททันตามตำนานกรีก) แบกสวรรค์ไว้บนบ่าที่ตั้งอยู่ตรงข้ามมหาวิหารเซนต์แพทริคบน Fifth Avenue หรือPrometheusประติมากรรมที่เด่นเป็นสง่าอยู่ณลานสเก็ตน้ำแข็งว่าด้วยไททันโพรมีธีอุสผู้ขโมยไฟลงมาเป็นแสงสว่างให้กับโลกมนุษย์

 แม้ในปัจจุบัน Rockefeller Center จะเปลี่ยนมือเจ้าของไปแล้วแต่โครงการก็ยังสานต่อเจตนารมณ์ในการเป็นสวรรค์สำหรับศิลปะนอกจากผลงานศิลปะถาวรคอมเพล็กซ์แห่งนี้ยังคงเป็นสถานที่จัดแสดงศิลปะหมุนเวียนทุกปีมันยังคงเป็นทั้งศูนย์กลางโลกธุรกิจและพื้นที่ทรงพลังทางวัฒนธรรมไม่เปลี่ยนแปลง

 Rockefeller Center ใช้เวลาก่อสร้างระหว่างปี 1931-1939 และเมื่อเข้าสู่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2พื้นที่ย่านมิดทาวน์แมนฮัตตันก็ก้าวข้ามเขต financial district หรือวอลล์สตรีทที่อยู่ทางตอนใต้ของเกาะแมนฮัตตันในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของนิวยอร์กและของโลก

 พื้นที่แห่งนี้ได้รับการประกาศให้เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของอเมริกา (National Historic Landmark) ในปี 2017

 

อยู่รอดและเติบโต

 เชื่อหรือไม่ว่าในช่วงเวลาเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ชาวอเมริกันกลับมีอายุยืนขึ้นอาจจะจริงอย่างที่มีคนบอก…ความยากลำบากจะทำให้เราแข็งแกร่ง

 เมื่อเข้าสู่ปี 2020 นิวยอร์กกลายเป็นศูนย์กลางหายนะของโลกอีกครั้งแม้จะไม่ใช่ที่จุดชนวนแต่ก็ต้องเผชิญกับระเบิดก้อนใหญ่เมื่อต้องรับมือกับจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 มากที่สุดในโลก

 ถึงตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าเมื่อการแพร่กระจายของไวรัสสิ้นสุดเมืองแห่งนี้จะพาโลกเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอีกครั้งหรือไม่แต่สิ่งที่เราเรียนรู้จากภาพชายทั้ง 11 คนบนคานเหล็กของ 30 Rock ก็คือการเดินหน้าสร้างสิ่งใหม่ที่โลกไม่เคยมีโดยปราศจากความหวั่นกลัว

 เพราะไม่มีใครรู้ได้เลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นณช่วงเวลาของความยากลำบากที่สุดอาจกลายเป็นสิ่งที่อยู่ยั้งยืนยงได้ทนทานกว่าใครไม่ว่าจะเป็นตัวคอมเพล็กซ์แห่งความฝันใฝ่นี้หรือจิตวิญญาณของความเป็นศูนย์กลางของโลกก็ตาม


 อ้างอิง

 Nevius, Michelle and Nevius James. 2009. Inside the Apple: A Streetwise History of New York City. Free Press.

 NBC News

 Smithsonian Magazine

Tags:Rockefeller CenterJohn D. Rockefeller Jr.NBCNational Historic Landmarkนิวยอร์กโควิด-19นิตยสารไทม์ภาพประวัติศาสตร์วอลล์สตรีทRCA BuildingManhattan
Share :
Author
Little Thoughts
Photographer
-
Journey of the Eternal City: กรุงโรมและบททดสอบแห่งกาลเวลาของมหานครหลายชีวิต
Culture & EntertainmentJourney of the Eternal City: กรุงโรมและบททดสอบแห่งกาลเวลาของมหานครหลายชีวิตนักเขียน : Little Thoughts
Cape Town's Water Crisis เมื่อเคปทาวน์มีน้ำเหลือให้ชาวเมืองใช้ได้เพียง 90 วัน
Culture & EntertainmentCape Town's Water Crisis เมื่อเคปทาวน์มีน้ำเหลือให้ชาวเมืองใช้ได้เพียง 90 วันนักเขียน : Little Thoughts
Rewild My City: เมื่อเทรนด์ปี 2020 ไม่ใช่การแยก 'ป่า' ออกจาก 'เมือง'
Culture & EntertainmentRewild My City: เมื่อเทรนด์ปี 2020 ไม่ใช่การแยก 'ป่า' ออกจาก 'เมือง'นักเขียน : Little Thoughts