ภาพแม่น้ำเจ้าพระยาแห้งเหือดจนเผยให้เห็นผิวดินแตกระแหงที่ปรากฏบนบิลบอร์ดหน้าจอ LCD ทั่วกรุงเทพฯราวกับเทศกาลศิลปะของเมืองสร้างปฏิกิริยาให้ชาวกรุงเทพฯได้ไม่น้อย
เปล่า…มันยังเป็นเพียงภาพในจินตนาการทั้งภาพแม่น้ำเหือดแห้งและโฆษณาบนบิลบอร์ดนั่นแหละแต่คงจะดีไม่น้อยหากมีใครลุกขึ้นมาทำโฆษณาอย่างนั้นให้เราดูเพื่อเตือนให้รู้ว่าเรากำลังจะเจอวิกฤตภัยแล้งที่หนักหนาที่สุดในรอบหลายสิบปี
ในปีเลขสวยอย่างปี 2020 นี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราจะย้อนกลับไปมองเมืองที่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้มากกว่าอย่าง ‘เคปทาวน์’ที่แม้จะเป็นเมืองหลวงของประเทศแอฟริกาใต้แต่ก็ใช่ว่าจะรอดพ้นวิกฤตภัยแล้งแต่อย่างใดตรงกันข้าม พวกเขาเคยเผชิญภาวะวิกฤตขั้นสุดด้วยการกำหนดวันที่เรียกว่า Day Zero อันหมายถึงวันที่พวกเขาจะไม่เหลือน้ำให้ใช้แม้แต่เพียงหยดเดียว
Day Zero ของเคปทาวน์เป็นข่าวไปทั่วโลกเพราะการไม่มีน้ำเหลือให้ใช้เลยอาจจะไม่ต่างจากวันสิ้นโลกสักเท่าไหร่ แต่หายนะที่รออยู่ตรงหน้าก็อาจทำให้เราเห็นความเป็นไปได้ใหม่เช่นกันสารคดี Cape Town’s Water Crisis Approaches Day Zero ที่เผยแพร่ในรายการ Dateline ทางสถานีโทรทัศน์ SBS ของออสเตรเลีย เมื่อปี 2018 ทำให้เราเห็นภาพนั้น

การจัดการน้ำของเคปทาวน์
ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาประชากรของเคปทาวน์เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 45 แต่ทางการไม่สามารถจัดการน้ำให้เพียงพอกับจำนวนประชากรและเมื่อแอฟริกาใต้เผชิญภัยแล้งติดต่อกันเป็นเวลาหลายปีเมื่อถึงจุดหนึ่งเคปทาวน์จึงมีน้ำเหลือให้ชาวเมืองใช้ได้เพียง 90 วันโดยทางการกำหนด Day Zero เอาไว้ในวันที่ 21 เมษายน 2018
คำว่า ‘เหลือให้ใช้’ ไม่ได้หมายความว่าเปิดก๊อกน้ำแล้วจะมีน้ำไหลออกมาในแบบที่เราคุ้นเคยแต่หมายถึงการจ่ายน้ำแบบจำกัดสัดส่วนซึ่งเริ่มต้นในเดือนกุมภาพันธ์ของปีนั้นสารคดีพาเราไปดูครอบครัวชนชั้นกลางในเคปทาวน์ประกอบไปด้วยพ่อ (เดวิด) แม่ (รูท) กับลูกสาวอีก 2 คนที่ต้องบริหารการใช้น้ำที่ได้รับวันละ 50 ลิตรต่อคน (เทียบกับอัตราการใช้น้ำปกติของชาวออสเตรเลียคือวันละ 300 ลิตรต่อคน)
พวกเขายังใช้ชีวิตได้เป็นปกติหากนั่นหมายถึงการกินนอนหรือขับถ่ายแต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาก็คือกรอบปฏิบัติง่ายๆที่ว่านอกเหนือจากน้ำที่ใช้ดื่ม-กินและกิจกรรมที่ต้องการน้ำสะอาดเท่านั้นที่จะใช้ ‘น้ำแรก’ จากก๊อกประปา
ส่วนกิจกรรมที่ต้องใช้น้ำนอกเหนือจากนั้นจะเป็นน้ำที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว น้ำที่ใช้อาบจะถูกนำไปเติมชักโครก (ยืนอาบน้ำในกะละมังพลาสติกเพื่อเก็บน้ำ) และแน่นอนว่าไม่ใช่ทุกครั้งที่พวกเขาจะกดชักโครกทุกครั้งที่มีใครสักคนขับถ่ายและแน่นอนว่าไม่ใช่อาบน้ำกันวันละ 2 ครั้งแต่อยู่ราวๆสัปดาห์ละ 2 ครั้งรูทผู้เป็นแม่สารภาพว่านี่คือส่วนที่ยากเพราะเธอยังไม่ชินกับความเหนอะหนะไม่สบายตัวนัก

โควต้าการใช้น้ำของชาวเมืองก่อนถึง Day Zero
เรื่องน่ารักมีอยู่ว่าไม่เพียงพวกเขาจะใช้น้ำได้ตามโควต้าแต่ครอบครัวในสารคดีนี้ยังมีเป้าหมายที่จะลดการใช้น้ำให้ได้ทุกเดือนในวันที่สารคดีนี้ไปถ่ายทำตัวเลขอยู่ที่ 41 ลิตรต่อคนต่อวัน
ส่วนเรื่องน่ารักกว่านั้นแทนที่จะอนุญาตให้ตัวเองอาบน้ำได้นานหรือบ่อยขึ้นเพราะยังมีโควต้าการใช้น้ำเหลืออยู่พวกเขากลับเลือกที่จะลดตัวเลขให้ต่ำกว่า 41 ในเดือนถัดไปมากกว่า
เมื่อวิกฤตเดินมาถึงตรงหน้าเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ก็อาจกลายเป็นความธรรมดาใหม่ไปได้ไม่ยาก
ไม่เพียงครอบครัวของรูทและเดวิดที่เอาจริงเอาจังกับการใช้น้ำเพราะเมื่อพวกเขาออกไปนอกบ้านตัวเลขการใช้น้ำก็คือสิ่งที่ผู้คนพูดคุยกันรูทบอกว่าเธอรู้สึกอายที่ใช้น้ำมากกว่าเพื่อนร่วมงานเราอาจมองสิ่งนี้เป็นเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่ทำให้ทุกครอบครัวพยายามลดตัวเลขการใช้น้ำให้น้อยลงก็ได้
อย่างไรเสียครอบครัวชนชั้นกลางอย่างรูทและเดวิดยังโชคดีที่บ้านของพวกเขามีน้ำไหลออกมาจากก๊อกแต่สำหรับหลายครัวเรือนมันหมายถึงการที่ผู้คนต้องไปเข้าคิวรองน้ำจากก๊อกน้ำสาธารณะในวันที่ก๊อกน้ำในบ้านไม่มีน้ำออกมาสักหยดภาพผู้คนแบกถังน้ำกลับบ้านแทบไม่ต่างจากในอดีตที่เรายังต้องหาบน้ำมาใช้
บางครอบครัวต้องใช้เวลาทั้งวันตระเวนไปตามจุดต่างๆเพื่อหาก๊อกน้ำสาธารณะที่มีน้ำไหลออกมาแม้กระทั่งไปแบกน้ำทะเลเพื่อเอากลับไปเติมชักโครกที่บ้าน (เคปทาวน์เป็นเมืองหลวงที่อยู่ติดชายฝั่งทางตะวันตกของแอฟริกาใต้) ขณะเดียวกันทางการก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ผู้คนใช้น้ำน้อยลง แต่สิ่งที่พวกเขากลัวคือความตื่นตระหนกและความโกรธแค้นที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง

น้ำคือชีวิต และน้ำก็สะท้อนให้เห็นปัญหาในชีวิต
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ‘น้ำ’ เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตที่สะท้อนให้เห็นโครงสร้างทางสังคมที่มีปัญหาได้เป็นอย่างดีจะว่าไปแล้วเคปทาวน์กับกรุงเทพฯก็มีสิ่งที่เหมือนกันหลายอย่างนอกจากจะเป็นเมืองหลวงที่อยู่ติดชายฝั่งทะเลทั้งคู่ยังเป็นอภิมหานคร หรือ megacity ซึ่งหมายถึงเมืองที่มีคนอยู่อาศัยจริงแตะหลักสิบล้าน และเป็นเมืองที่คะแนนติดลบหนักมากในเรื่องความเท่าเทียม
กลับมายังเคปทาวน์ลำพังภาวะปกติชาวเคปทาวน์มากถึง 1 ใน 4 ที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัดก็มีน้ำประปาให้ใช้รวมกันเพียงร้อยละ 5 ของที่ทั้งเมืองใช้ไม่ว่าจะเป็นประปาหรือสุขาพวกเขาต้องเข้าคิวกันใช้จากพื้นที่ส่วนกลาง และสำหรับพวกเขาทุกวันแทบจะเป็น Day Zero อยู่แล้ว
เพื่อจำกัดการใช้น้ำและความโกรธเกรี้ยวให้ได้ผลทางการถึงกับต้องมีหน่วย ‘ตำรวจน้ำ’ คอยตระเวนตรวจตราเพื่อไม่ให้มีการทำผิดกฎหมายร้านล้างรถจะให้บริการได้ก็ต่อเมื่อน้ำที่ใช้ไม่ได้มาจากก๊อกประปา การที่ใครสักคนถือถังน้ำไปตักน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะจึงถือว่าผิดกฎหมาย
ชาวเคปทาวน์ต้องผ่านช่วงเวลานี้ร่วมกันหลายเดือน และ Day Zero อย่างเป็นทางการก็ไม่เกิดขึ้นหลังจากที่ทางการเลื่อนกำหนดวันออกไปเป็นปลายเดือนมิถุนายนและก่อนจะถึงวันนั้นฝนก็ตกลงมา
นึกภาพไม่ออกเลยว่านาทีที่พวกเขาเห็นฝนตกลงมาความรู้สึกจะเป็นยังไง
สิ่งที่เหลืออยู่คือการที่โลกเรียนรู้มากมายจากเคปทาวน์ที่ไม่ต่างจากเสียงปลุกให้ตื่นว่ามีหายนะรออยู่ตรงหน้าโดยเฉพาะในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลกที่สุ่มเสี่ยง ซึ่งเม็กซิโกซิตี้เป็นอีกเมืองที่เผชิญปัญหานี้ไม่น้อยไปกว่าเคปทาวน์เลย
หากไม่นับเรื่องน่ารักอย่างเพลงประหยัดน้ำความยาว 2 นาทีที่เอาไว้ร้องตอนอาบน้ำหรือการที่ร้านเสริมสวยเชิญชวนให้ผู้คนนำน้ำรวมถึงผ้าเช็ดผมของตนเองไปด้วยหากต้องการใช้บริการหรือไอเดียแข่งขันของสตาร์ทอัพในหัวข้อเสื้อยืดใครจะสกปรกได้มากที่สุดเรื่องดีที่สุดที่เกิดขึ้นก็คือการที่ชาวเมืองเคปทาวน์บอกกับทุกคนว่าพฤติกรรมนั้นเปลี่ยนได้
ว่าแต่การเปลี่ยนพฤติกรรมในเมืองอื่นของโลกจะเริ่มขึ้นเมื่อไหร่คำตอบที่ดีที่สุดอาจเป็นของรองผู้ว่าฯเมืองเคปทาวน์ผู้รับผิดชอบเรื่องน้ำประปาที่ตอบคำถามว่าเขารู้สึกผิดพลาดในการรับมือสถานการณ์บ้างไหมว่า “เราควรเริ่มวางแผนเร็วกว่านี้แต่มันก็เป็นเรื่องง่ายเหลือเกินที่จะย้อนกลับไปพูดในสิ่งที่ย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้แล้ว”





