x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)

บอย-ตรัย ภูมิรัตน : นักออกแบบสนามเด็กเล่นของเสียงเพลง

หลายสัปดาห์ก่อนเราลองไล่ฟังเพลย์ลิสต์ส่วนตัวในสมาร์ทโฟนเครื่องเก่าที่เคยทำหน้าที่เป็นเพลงประกอบชีวิตทุกช่วงจังหวะ
ไม่ว่าอินเลิฟ อกหัก รักพัง แล้วบังเอิญพบว่าเกือบทุกเพลงในเพลย์ลิสต์ส่วนตัวถูกดีไซน์ขึ้นจากห้วงความคิดและความทรงจำของ
บอย-ตรัย ภูมิรัตน ชายผู้เป็นทั้งคุณพ่อใจดี
สามีที่น่ารัก และนักร้อง นักแต่งเพลง

ที่น่าประหลาดใจกว่านั้น คือทุกเพลงของเขามักพาคนฟังกลับไปเป็นเจ้าตัวเล็กวิ่งซนในสนามเด็กเล่นอีกครั้ง

ไม่กี่วันต่อจากนี้ เขากำลังจะมีคอนเสิร์ตคู่กับนักร้องเพลงรักต่างรุ่น
ป๊อบ-ปองกูล สืบซึ้ง ใน ‘GSB 2 TONE CONCERT ที่
STUDIO MONO 29 เราจึงเดินทางมาหาเขา พร้อมข้อสงสัยในใจ ว่าเพลงเยียวยาความรู้สึกเหล่านั้นเกิดขึ้นโดยบังเอิญ
หรือตั้งใจกันแน่

อ๊ะ! คุณพ่อใจดีของชื่นใจยืนยิ้มเขินแง้มประตูแห่งความทรงจำรออยู่ตรงนั้นแล้ว
เราจึงขอค้อมตัวเข้าไปสำรวจพื้นที่เล็กๆ ที่เป็นคลังวัตถุดิบในการสร้างสรรค์บทเพลงตลอด
20 ปีที่ผ่านมาเลยละกัน

เด็กชาย ตรัย
ภูมิรัตน
เคยฝันอยากเป็นนักแต่งเพลงมาก่อนไหม

ไม่เคยฝันว่าโตไปจะแต่งเพลงให้คนอื่น
อย่างมากสุดก็แปลงเพลงตลกๆ ล้อชื่อพ่อเพื่อน ชมตัวเองหล่อ (หัวเราะ) แต่เรามาแต่งเพลงครั้งแรกตอนทำละครเวทีมหาวิทยาลัย
เราไม่เคยแต่งมาก่อน แล้วมาเริ่มแต่งจริงๆ จังๆ ตอนทำวง Friday ค่ายหาคนแต่งให้แต่เราไม่อิน
ร้องแล้วมันเขิน มันไม่ใช่ เราเลยขอลองแต่งเอง แต่งเป็นปีเลยนะกว่าจะเป็นอัลบั้ม Friday
I’m in love

เริ่มแต่งด้วยความไม่รู้ แล้วคุณเรียนรู้จากอะไร

พูดแล้วอาย คือไม่เคยฝึกแต่งเพลง
ไม่มีบทเรียน ไม่มีใครสอน ไม่ได้อ่านโคลงกลอนเพื่อ in put คำศัพท์ หรือขวนขวายฟังเพลง แกะลายแทงเพลงเพราะๆ ไม่ชอบสังเคราะห์เพลง

บางทีเมื่อเรามีชั่วโมงบินมากขึ้นแล้วจะสัมผัสเรื่องพวกนั้นได้อัตโนมัติ
แต่มันจะเหนื่อยนะ เวลาฟังเพลงเพราะๆ แล้วเผลอไปคิดเยอะจะบดบังสิ่งที่ควรจะรู้สึกกับมันน่ะ

เพลงคือเพื่อนของเรา
อยากเข้าใจเพื่อนยังไงควรเป็นแบบนั้นแหละ

จริงๆ แล้วถ้านั่งถอดรหัสเพลงก็น่าจะดีนะ
แต่เราไปเสียเวลากับการหาบุคลิกให้งานมากกว่า สมัยนี้คงใช้คำว่า ปรับทัศนคติ (หัวเราะ)
คือการปรับแนวคิดดูว่า ถ้าเพลงเป็นคน เราจะคิดว่าเพลงแนวนี้เป็นคนบุคลิกแบบไหน

ความไม่มีต้นทุนมันให้อะไร

ความไม่รู้ทำให้เรากล้าลองผิดลองถูก
ซึ่งบางทีทำให้เราอ้อมไปไกล กว่าจะได้เจอสิ่งที่เราอยากทำ แต่มันก็ทำให้เราได้รู้จักบางแง่มุมของตัวเองมากขึ้น
ทำให้รู้ว่าพื้นที่ไหนเราไม่ควรไปอีก หรือเวลาที่เราเจอคำตอบก็จะแน่ใจได้เลยว่านี่คือสิ่งที่ใช่

วัตถุดิบในการแต่งเพลง ช่วงแรกๆ น่าจะเป็นการทดลองไปก่อน
ไม่ค่อยกลัวอะไร หลังจาก Friday เสร็จ เราสนุกกับการแต่งเพลงเลยลองเขียนเพลงให้คนในค่าย
แต่สรุปไม่ผ่านสักเพลง ไม่ผ่านอยู่เป็นปี แต่งอัลบั้มใหม่ของตัวเองก็ไม่ผ่าน รู้สึกงงกับชีวิตว่า
เอ๊ะ เส้นทางนักแต่งเพลงของเราจะไปต่อได้ไหม

จนเพื่อนชวนให้ลองเอาเดโม่ไปให้พี่บอย โกสิยพงษ์ ฟัง
เขาก็ชอบเพลงเราตั้งแต่ครั้งแรก เรารู้สึกว่า 2 ปีที่ผ่านมาคืออะไรวะ มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องฝีมือ แต่อาจจะเกี่ยวกับที่ยืนด้วย

พอพี่บอยเอาเพลงแรก
สัปดาห์ต่อมา พี่สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ (Mr.Z) เอาเพลงของเราอีก 6 เพลง เราก็ใจชื้นขึ้นเรื่อยๆ
ว่าอย่างน้อยวิธีของเรามันก็ไม่ได้ไม่มีทางไปนะ

รู้มาว่าเพลงพื้นที่เล็กๆ เป็นเหมือนนโยบายชีวิตของคุณ

ความเป็นเด็กมันก็มีหลายมิตินะ
เป็นเด็กไม่ใช่ว่ามีแต่เล่นไร้สาระ เด็กไม่คิดอะไร ชอบแต่เล่น

โลกของผู้ใหญ่มีแต่ปัญหายากจะแก้
แต่โลกของเด็ก การได้แก้ปัญหาอาจจะเป็นการเล่นของเขาก็เป็นได้

การเก็บความเป็นเด็กนั้นคงไม่ใช่แค่การสะสมของเล่น
ไม่ช้าก็เร็วทุกคนต้องเติบโต แต่เราอยากมองสิ่งต่างๆ ด้วยสายตาของความเป็นเด็ก ให้เรื่องยากในความเป็นจริงเป็นสิ่งท้าทาย

ในโลกของผู้ใหญ่ ความเป็นเด็กในหัวใจสำคัญขนาดไหน

ผู้ใหญ่ที่มีมุมเล็กๆ
ที่ยังเหมือนเด็ก ไม่ว่าซ่อนไว้หรือเปิดเผย ก็น่าจะเป็นการเยียวยาจิตใจของเขาเอง ซึ่งแล้วแต่นโยบายของใครจะเลือกเชื่อนะ
บางคนรับภาระหน้าที่บางอย่างที่หนักก็ไม่ควรสวมบทบาทเด็กให้ใครเห็น แต่ถ้าหัวใจยังมีความเป็นเด็ก
ก็จะเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่เครียดเกินไป

เคยนำความเป็นเด็กมาใช้ในงานเพลงบ้างไหม

มีอยู่เรื่อยๆ แต่เป็นเรื่องการคิดซะเป็นส่วนใหญ่
เป็นการหาเรื่องซุกซนในการนำเสนอ อย่างการทำวง 2 Days Ago Kids การเล่นกับการย้อนอดีต
นั่งเครื่องย้อนเวลา สร้างสนามเด็กเล่นของเสียงเพลง หรือตั้งโจทย์ในการแต่งเพลงของตัวเอง
ที่เราจะมีในใจว่าเพลงนี้เราจะเล่นกับอะไร เช่น อยากจะแต่งเพลงที่เป็นเพลงตอบคำถามเพลงที่เราเคยแต่งไปแล้ว
หรือแต่งเพลงล้อตัวเอง หนีตัวเอง หรือการเข้ารหัสไว้ในเพลงที่มีแต่เราคนเดียวที่รู้
การแต่งเพลงให้ใคร โดยที่เขาไม่รู้ อันนี้ก็เป็นการเล่นซุกซนแบบหนึ่งของนักแต่งเพลงนะ

อยากรู้วิธีการเลือกเพลงในแต่ละอัลบั้ม

เมื่อก่อนเวลาทำเพลงเรามองเหมือนการจดบันทึกมากกว่า
ถ้ายังไม่ดีก็ทำต่อ พัฒนาต่อในอัลบั้มต่อไป แต่วันนี้ไม่มีคนทำอัลบั้มแล้ว แล้วเราก็เพิ่งรู้ตัวว่าเขาไม่ทำอัลบั้มกันแล้ว

แต่ว่าเราทำอัลบั้มนี้ ขุนเขาแห่งหมี ถ้าอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มสุดท้ายล่ะ มันดีพอหรือยัง

เมื่อก่อนไม่เคยคิดแบบนี้นะ
แต่วันนี้เราคิดว่าเพลงนี้คือเพลงสุดท้าย

สิ่งนี้ส่งผลอะไรมั้ย

ออกอัลบั้มช้าไง
(หัวเราะ) เค้นมาทั้งปี ไม่เหมือนตอน 10 ปีก่อนที่ทำได้เลย ตอนนี้แบบถ้าไม่ได้ทำอีกจะเป็นการบอกครั้งสุดท้ายหรือเปล่านะ
ไม่รู้คิดมากไปหรือเปล่า แต่เรามองว่าตอนนี้ทิศทางวงการเพลงเปลี่ยน ไม่ใช่นึกอยากทำก็ทำ
ทุกเพลงที่ปล่อย ทุก single ต้องมีเป้าหมายอะ ต้องไม่มีเพลงแบบหน้า B อีกแล้ว ซึ่งเรารักเพลงหน้า
B ไง (หัวเราะ)

ปกติคนยุคฟังเพลงจากเทปจะให้ความสำคัญกับเพลงหน้า
A แต่เราอยากรู้ว่าคุณมองเห็นอะไรในเพลงหน้า
B

เรารักเพลงหน้า B มันเป็นเพลงที่ไม่เรียกร้องความสนใจ คนไม่คาดหวัง
แต่เป็นเพลงที่ได้บอกตัวตน หรือว่ามีเป้าหมายอื่นที่ไม่ใช่เป้าหมายทางการขาย แต่การแต่งเพลงแล้วไม่สื่อสารเลยมันก็เอาแต่ใจตัวเองไปหน่อย
เราทำเพลงก็อยากให้คนได้ฟัง ซึ่งไม่ใช่เพลงที่ชอบอยู่คนเดียว

การมีครอบครัว เขามาเปลี่ยนอะไรในชีวิตนักแต่งเพลงบ้าง

วันนี้เราก็ยังไม่ได้เปลี่ยนมุมมอง
แต่เราเชื่อว่าสถาบันครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นของทุกกลไก ไม่ใช่ว่าครอบครัวแปลว่าต้องมีพ่อแม่ลูกครบแค่นั้น
เราหมายถึงความรักและสายใย ซึ่งไม่ว่าใครจะเลี้ยงเรามาก็ตาม เรารับรู้ถึงความรักเหล่านั้นหรือไม่
เรามีสายใยที่จะฉุดเราไว้ไม่ลอยเคว้งไปในโลก ถ้าเราเชื่อว่าโลกน่าอยู่ เราก็คงจะมีความกล้าพอที่จะทำแบบที่ตัวเราเป็น

แต่งเพลงมาก็มาก คุณคิดว่าช่วงชีวิตตอนนี้น่าจะเป็นเหมือนเพลงที่ตัวเองแต่งเองเพลงไหน

มีโพยไหม (หัวเราะแล้วนิ่งคิดนานมาก) เหมือนเพลง ดวงอาทิตย์ เพราะว่าตอนที่แต่งเพลงนี้ ก็แต่งด้วยความรู้สึกว่าตอนที่มีความรักนี่มันดีจังเลย
ครอบครัวเราไม่มายุ่งกับงาน แต่ว่าเขาจะคอยบอกให้เราทำงาน (ทำเสียงแข็งก่อนหัวเราะ)
พวกเขาเป็นพลัง เป็นดวงอาทิตย์ของเราที่ทำให้เราต้องการทำอะไรต่อมิอะไรให้เขาไปเรื่อยๆ


5
+ 1 เพลงสำคัญที่ย้อนวัยให้ใจยังเด็ก

พื้นที่เล็กๆ – บอย ตรัย

เพลงนี้เขียนตอนกำลังนอนอ่านการ์ตูน ไขว้ขา แล้วแม่เปิดประตูมาถามว่า “โตป่านนี้ยังอ่านการ์ตูนอีก!” เลยทำให้เขียนเพลงขึ้นมา แล้วใส่ไว้เป็นเพลงสุดท้ายของอัลบั้มเลย
คือเกือบจะไม่ได้อยู่ในอัลบั้มแล้ว (หัวเราะ) เพลงนี้เหมือนเป็นนโยบายของเรา เป็นสิ่งที่เรายึดมั่น
สมมติว่าโลกความจริงมันตึง ก็ควรจะมีโลกที่หย่อนไว้บาลานซ์
เหมือนเหยาะแม็กกี้บนไข่ดาวอะ เราจะไม่กินไข่ดาวเฉยๆ มันต้องมีอะไรนิดนึงให้มันกลมกล่อม

 

ฮานาบิ
บอย ตรัย

ความตั้งใจคืออยากเล่าเรื่องบรรยากาศหลังเวทีคอนเสิร์ต เพราะว่าคนฟังเขาอาจนึกภาพไม่ออกว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นหลังเวทีบ้าง
เราพยายามเล่าบรรยายแต่ที่เอามารวมกับดอกไม้ไฟ เพราะว่าศิลปินทุกคนมีเพลง
เอาเพลงมาอวดบนเวที เหมือนทุกคนมีดอกไม้ไฟคนละลูกมาจัดเทศกาลดอกไม้ไฟกัน คอนเสิร์ตก็เปรียบเหมือนดอกไม้ไฟแสนสวยแต่สักพักมันก็ผ่านไป
พอปล่อยเพลงนี้แล้วค่ายตาเขียวเลยเพราะเพลง ฮานาบิ นี่โคตรจะเป็นเพลงหน้า B (หัวเราะ)

ไม่มีสิ่งไหน
theBOYKOR

เป็นเพลงที่… (นิ่งคิด) แก่มากในความคิดของเรา เพลงนี้เขียนเพราะว่าต้องสูญเสียบ้านที่อยู่ตั้งแต่เด็ก
เสียไปตอนที่เรายังจัดการตัวเองไม่เป็น พอขับรถผ่านเราจะนึกถึงเรื่องนี้ทุกที ปกติเวลาเกิดเรื่องไม่ดีคนเราชอบคิดมันจะผ่านไปแล้วก็จะเจอวันที่ดีแทน
แต่จริงๆ ไม่ใช่ มันไม่ดีแล้วอาจจะไม่ดีขึ้นไปอีกก็ได้ แต่สุดท้ายแล้วมันไม่มีสิ่งไหนเป็นอย่างนั้นตลอดหรอก
สิ่งที่ควรจะทำก็คือเตรียมใจ ไม่ว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี

เพลงรักเก่า – FRIDAY


เพลงรักเก่า
เป็นเพลง coming of age เป็นประสบการณ์ที่ผ่านมานานแล้วของเรา
คือมีความรัก มีเลิก แล้วก็ผ่านมาได้ ทำให้ความรักเติบโตขึ้น เป็นเพลงที่เราเขียนตอนแผลแห้งแล้วเลยทำให้เนื้อหาไม่โกรธ
หรือโทษความรัก

เพื่อนของเราชื่อความเหงา – บอย ตรัย

เพลงนี้เกิดขึ้นช่วงที่เราทำหนังสือ ร้อยเพลงแห่งความโดดเดี่ยว แล้วเราพบว่าคนที่เหงาจริงๆ
จะไม่โวยวายออกมาว่า
เห้ย เราเหงาอะ พวกเขาอยู่ได้ เขาชินกับความรู้สึกพวกนี้เพราะเขาอยู่กับความเหงาจริงๆ
และมองว่ามันเป็นเหมือนเพื่อน

เมฆ – บอย ตรัย

เพลงนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เพื่อนในแวดวงดนตรีทุกคนกำลังเศร้ากันหมด
เพราะโดนแผนกมาร์เก็ตติ้งของประเทศเรามาวัดระดับความเป็นผู้น่าติดตาม (หัวเราะ) มันประหลาดไง
เรารู้สึกว่าความฝันมันวัดกันได้ด้วยเหรอ ตอนนั้นเฮิร์ตมากเลยแต่งเพลงนี้บางคนก็บอกว่าเพลงนี้เหมือนเป็นภาคต่อของพื้นที่เล็กๆ

ภาพ กฤต วิเศษเขตการณ์

Author

กชกร มุสิผล

อดีตสมาชิกตัวป่วนประจำ a team junior 9 ที่ป่วยเป็นโรค neon mania และผู้ก่อตั้งเพจคอนเซปต์แสนซน messy matter

กฤต วิเศษเขตการณ์

ช่างภาพผู้ชื่นชอบการถ่ายภาพตามท้องถนนอย่างบ้าคลั่งพอๆ กับการกินกาแฟ และผู้คนมักเขียนชื่อเขาผิด

Related Posts