กรมศิลป์ของญี่ปุ่นเขียนคำจำกัดความของ intangible cultural properties ไว้ว่า สมบัติทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เช่นงานคราฟต์ศิลปะการแสดงดนตรีต่างๆที่มีคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมหรือประวัติศาสตร์สูงสำหรับประเทศและสมบัติที่จับต้องไม่ได้นี้ประกอบด้วย ‘ทักษะการช่างอันมีคุณค่าทางศิลปะ‘ ซึ่งสืบทอดอยู่ในตัวบุคคลหรือกลุ่มคนผู้มีความเชี่ยวชาญในงานแขนงนั้นๆ
เกริ่นมาเสียยาวขนาดนี้แน่นอนว่าเราอยากแนะนำงานคราฟต์สุดเท่แขนงหนึ่งให้รู้จักมันเป็นเทคนิคการพิมพ์ผ้าสุดซับซ้อนและละเอียดอ่อนซึ่งในโลกนี้ไม่มีใครทำได้อีกแล้วนอกจาก Kyoto Marble ช่างฝีมือตระกูล Nose แห่งเกียวโต
เทคนิคการพิมพ์ที่ว่านี้เป็นเทคนิคที่แบรนด์ดังระดับโลกอย่างแอร์เมสพลิกแผ่นดินหามากว่า 10 ปีและคิดว่ามันตายไปแล้วพร้อมช่างฝีมือตั้งแต่ 60 ปีก่อนและเมื่อได้พบกับตระกูลโนเสะแอร์เมสแสดงความยินดีด้วยการจ้างให้พวกเขาพิมพ์ผ้าพันคอผืนสวยหลายลายอีกทั้งยังทำคอนเทนต์ลงเว็บไซต์แนะนำให้ Kyoto Marble เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ
แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็เพิ่งมารู้จัก Kyoto Marble ในฐานะช่างฝีมือที่ทำผ้าพันคอให้แอร์เมส


marble printing เทคนิคการพิมพ์ผ้าด้วยเครื่องอิงค์เจ็ตแบบแฮนด์เมด
เทคนิคการพิมพ์ผ้าที่ว่านี้คือ marble printing พอบอกว่าพิมพ์ลายผ้าด้วยเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ตอาจจะเอ๊ะฟังดูไม่คราฟต์ไม่แฮนด์เมดแต่จริงๆแล้วนอกจากการพิมพ์ลงบนผ้าขั้นตอนก่อนหน้านั้นทำด้วยมือแทบทั้งหมด
เริ่มตั้งแต่การผสมสีที่ต้องการลงไปในก้อนดินเหนียวนำก้อนดินเหนียวเหล่านั้นมาตัด ปั้น แปะ และประกอบเป็นลวดลายหรือแพตเทิร์นที่ต้องการด้วยอุปกรณ์แสนเรียบง่ายที่เราเคยเห็นกันทั่วไปนำก้อนลายผ้านี้มาทำให้แบนและเรียบก่อนนำไปแปะบนโรลรีดซึ่งเป็นพาร์ตที่ทำการพิมพ์ลายลงบนผ้าโดยทั่วไปการเตรียมแพตเทิร์น 1 ลายใช้เวลาประมาณ 1 เดือนเลยทีเดียว

จุดเด่นของเทคนิคการพิมพ์นี้ที่ทำให้แบรนด์หรูอย่างแอร์เมสเพียรหาช่างฝีมืออยู่หลายปีคือ
หนึ่ง สามารถใช้สีสันได้มากมายการพิมพ์ผ้าทั่วไปจำนวนสีจะถูกจำกัดด้วยจำนวนการสกรีนแต่การพิมพ์แบบ marble สามารถเลือกใช้สีสันหลากหลายมากมายได้ในครั้งเดียวจนมีชื่อเรียกอีกอย่างว่าการพิมพ์ร้อยสี
สอง สามารถสร้างลวดลายได้หลากหลายการพิมพ์แบบ marble ซึ่งสร้างแพตเทิร์นได้อย่างอิสระทำให้สร้างลวดลายที่แตกต่างกันได้ตามต้องการทั้งแบบเรขาคณิตหรือลวดลายที่มีความอ่อนช้อยต่างๆการย้อมหรือพิมพ์ผ้าแบบอื่นมักมีข้อจำกัดเรื่องความหลากหลายของลวดลาย
สาม ลายที่ได้จากการพิมพ์แบบ marble เป็นลวดลายที่มีมิติเมื่อเทียบกับผ้าที่พิมพ์แบบดิจิทัลปรินต์จะเห็นได้ชัดว่าแบบมาร์เบิลมีความลึกสีสันมีมิติโดดเด่นกว่าแถมสีที่พิมพ์สวยถึงด้านหลังดูแทบไม่ออกว่าด้านไหนเป็นด้านไหนกันแน่

Kyoto Marble งานคราฟต์ที่เกิดในสวิสใช้ชีวิตในญี่ปุ่น และได้รับการปกป้องโดยฝรั่งเศส
แม้เทคนิคนี้จะวิเศษชวนว้าว เป็นที่ยอมรับในระดับโลก และเหลือผู้สืบทอดแค่คนเดียวก็ไม่ทำให้ Kyoto Marble ได้ขึ้นทะเบียนเป็นกลุ่มช่างฝีมือที่ต้องอนุรักษ์เทคนิคการพิมพ์นี้ก็ไม่ได้เป็นหนึ่งใน intangible cultural properties ของญี่ปุ่น เป็นเรื่องที่น่าตกใจใช่ไหมล่ะ
สาเหตุที่ทำให้งานคราฟต์ที่เต็มไปด้วย ‘ทักษะทางการช่างอันมีคุณค่าทางศิลปะ‘ชนิดนี้ไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาลญี่ปุ่นอาจจะเป็นเพราะต้นกำเนิดที่แท้จริงของเทคนิคนี้อยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และไม่ได้เก่าแก่ขนาดนั้นเพราะถูกคิดค้นขึ้นในยุค 1920 หรืออาจจะเป็นเรื่องง่ายๆอย่างพวกเขายังไม่ถูกค้นพบเพราะชื่อของ Kyoto Marble เพิ่งเป็นที่รู้จักใน 1-2 ปีที่ผ่านมาเนื่องจากแอร์เมสช่วยเป็นเจ๊ดันให้

ในปี 1963 พ่อของ Moriyoshi Nose ถูกบริษัทส่งไปทำงานที่เยอรมนีเพื่อเรียนรู้เทคนิคการพิมพ์แบบ marbleหลังจากที่เขานำเทคนิคนี้มาเผยแพร่ในญี่ปุ่นธุรกิจการพิมพ์ผ้าแบบนี้เฟื่องฟูแข่งขันกันหลายบริษัทพ่อของโมริโยชิเองก็ก่อตั้งกิจการของตนเองและเป็นบริษัทเดียวที่ยังเหลือรอดมาถึงปัจจุบัน โดยมีโมริโยชิเป็นผู้สืบทอดรุ่นที่ 2 และกำลังถ่ายทอดวิชาให้ลูกชายคนที่ 3 เนื่องจากกิจการไม่รุ่งเรืองเหมือนสมัยก่อนทั้งทีมจึงมีกันเพียง 4 คนพ่อแม่ลูก และน้องสะใภ้ ช่วยกันทำเป็นกิจการในครัวเรือนแท้ๆ
และตามสไตล์งานคราฟต์เทคนิควิชาทั้งหมดอยู่ในสมองของโมริโยชิไม่มีบันทึกหรือแม้แต่ดรอว์อิ้งการทำแพตเทิร์นใดๆ ทั้งนั้นเขาบอกว่า “เวลาผมเห็นลายที่ผู้ว่าจ้างอยากให้ทำมันจะรู้เองว่าต้องทำยังไงให้ได้ลวดลายหรือเอฟเฟกต์แบบนั้นออกมา“
ตลอดเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา Kyoto Marble ต้องผ่านความลำบากหลายช่วงจนชวนให้สงสัยว่า สิ่งที่ตนทำอยู่นั้นยังเป็นสิ่งที่คนต้องการรึเปล่าโชคดีที่โมริโยชิเชื่อมั่นในคุณค่าของงานที่ทำจึงกัดฟันสู้เรื่อยมา
“ถ้าผมเลิกก็ไม่มีคนทำเทคนิคนี้ได้อีกแล้วผมเลิกไม่ได้ครับ“

สถานการณ์นี้ชวนให้เราคิดถึง Takadaช่างวาดธงปลาคาร์ปรุ่นที่ 6 แห่งสตูดิโอทาคางิ ซึ่งเป็นช่างวาดธงด้วยมือคนสุดท้ายเหมือนกันประสบปัญหาทางธุรกิจเพราะการพิมพ์แบบดิจิทัลเหมือนกันและสู้ต่อด้วยเหตุผลเดียวกันคือความรักและหวงแหนในงานที่ทำ และเขายังมองโลกในแง่ดีว่าเหลืออยู่เจ้าเดียวนี่แหละจุดแข็งถ้ายังมีลูกค้าอยู่ยังไงก็ต้องรอด
“ผมว่าคราฟต์คืองานฝีมือที่มีความเป็นศิลปะใช้ทั้งแรงและใจในการทำงาน” ทากาดะเคยให้สัมภาษณ์ไว้เช่นนั้นโมะริโยชิก็คงคิดไม่ต่างกันเพราะเขาบอกว่า “สิ่งที่จำเป็นสำหรับการทำงานนี้คือความอดทนและความคิดสร้างสรรค์”
ที่ผ่านมาอาจลำบากแต่หลังจากนี้ Kyoto Marble น่าจะสบายขึ้นเริ่มมีสื่อญี่ปุ่นให้ความสนใจในไม่ช้าอาจมีคนเข้ามาขอเรียนรู้วิชาซึ่งโมริโยชิพูดออกสื่อไปแล้วว่า “ยินดีสอนเป็นอย่างยิ่งใครก็ได้ที่มีความตั้งใจเพราะผมอยากเห็นความรู้นี้อยู่รอดต่อไป“

หากโมริโยชิคิดว่านี่ไม่ใช่งานฝีมือญี่ปุ่นแท้ๆไม่ต้องปกป้อง และเลิกกิจการไปทำงานอย่างอื่นเทคนิคนี้คงตายไปแล้วหรือถ้าแอร์เมสมองว่าเทคนิคยุโรปที่ถูกพัฒนาโดยชาวญี่ปุ่นไม่ใช่สิ่งที่ตามหาเทคนิคนี้ก็อาจสูญหายไปในไม่ช้าเพราะลูกค้าน้อยลงเรื่อยๆหรือจ้างให้ทำงานเฉยๆในฐานะคนที่ใช้เทคนิคการพิมพ์ของยุโรปได้ Kyoto Marble ก็ไม่ได้ลืมตาอ้าปากเช่นกัน จึงน่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่แอร์เมสเห็นคุณค่าจิตวิญญาณช่างฝีมือคนญี่ปุ่นแนะนำผ้าพันคอรุ่นนั้นว่าเป็นผลงานของช่างฝีมือญี่ปุ่นที่ใช้เทคนิคดั้งเดิมยิ่งเห็นที่แอร์เมสเขียนท้ายคลิปแนะนำ Kyoto Marble ยิ่งสบายใจ
‘Hermes seeks out unique skills and know-how and contributes to keeping them alive.’

การถูกค้นพบโดยแบรนด์ดังที่มีทั้งเงินและชื่อเสียงอาจเป็นรูปแบบการอนุรักษ์คนละอย่างกับเพื่อนคราฟต์แขนงอื่นแต่มันก็มีข้อดีแตกต่างกันไป
ที่สำคัญเรื่องนี้ทำให้เห็นว่าการอนุรักษ์อาจไม่ใช่หน้าที่ของประเทศใดประเทศหนึ่งหรือหน่วยงานใดเพียงหน่วยงานเดียวใครก็ตามที่เห็นคุณค่าของงานนั้นๆก็มีส่วนร่วมช่วยกันส่งเสริมการอยู่รอดของมันได้
คุณค่าของงานจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานที่แต่อยู่ในตัวบุคคลและผลงาน





