ช่วงก่อนหน้านี้มี #แกงกะหรี่ไม่ผิดเป็นแฮชแท็กฮิตติดเทรนด์ของทวิตเตอร์ญี่ปุ่น
เรื่องมีอยู่ว่า มีคุณครูผู้ชายในโรงเรียนแห่งหนึ่งโดนเพื่อนครูรุมแกล้งถูกจับล็อกคอบังคับให้ทานแกงกะหรี่รสเผ็ดจัดจนกลายเป็นคลิปไวรัลไปทั่วญี่ปุ่น

แน่นอนว่าครูทีมบุลลี่ในคลิปโดนไล่ออกยกแก๊ง
พอเรื่องเป็นข่าวดังถึงได้รู้ว่าคุณครูคนดังกล่าวโดนแกล้งสารพัดมาตั้งแต่ปีที่แล้วเช่นโดนเอาแกงกะหรี่ป้ายตัว, บังคับให้ส่งข้อความลามกให้ครูผู้หญิง, โดนตีก้นด้วยแกนกระดาษ, โดนทำให้หน้าจอมือถือล็อกใช้ไม่ได้, เรียกด้วยถ้อยคำหยาบคายดูถูก, บังคับให้ขับรถไปส่งแล้วยังจงใจทำน้ำหกในรถอีกฯลฯ
โรงเรียนประถมเป็นสถานที่ที่มีปัญหาเด็กบุลลี่กันเองเยอะอยู่แล้วนี่อาจารย์ฟอร์มทีมทำโชว์เองเลยไม่แปลกใจเลยที่ปัญหาบุลลี่ในญี่ปุ่นยังไม่ดีขึ้น
และมีเรื่องที่แย่กว่านั้นอีกคือ ครูไม่ได้รุมแกล้งกันเองอย่างเดียว เพราะครูผู้หญิงวัย 40 ปียุให้เด็กนักเรียนช่วยแกล้งด้วย

สาเหตุที่เริ่มแกล้งนั้นชวนสะเทือนใจมาก คือครูคนนี้เล่นมุกล้อเลียนท่าทางครูคนนั้นแล้วเขาไม่ขำหลังมีข่าวออกมาครูผู้ริเริ่มแกล้งจึงโดนขุดว่าเคยทำแบบนี้กับครูคนอื่นที่ตัวเองไม่ชอบหน้ามาหลายคนแล้ว แต่ไม่มีใครกล้าทำอะไรรอบนี้เมื่อโดนจับได้คาคลิปเลยเปิดการ์ดรู้เท่าไม่ถึงการณ์บอกว่า “ไม่ได้ตั้งใจหยอกเล่นเฉยๆแล้วมันเลยเถิดไปเอง“
สิ่งที่ทำให้สะเทือนใจสูงสุดขอมอบให้กับการที่ทางโรงเรียนเลือกรับมือปัญหานี้ด้วยการ ‘เลิกขายแกงกะหรี่‘ เมนูสุดคลาสสิกที่อยู่คู่โรงอาหารในโรงเรียนญี่ปุ่นมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยเหตุผลประมาณว่าเห็นแกงกะหรี่ตอนนี้คงทำให้คนสะเทือนใจ
แฟนซีรีส์ หนัง และการ์ตูนญี่ปุ่น คงคุ้นเคยกันดีกับสตอรีเด็กโดนแกล้งบางเรื่องเก็บกด บางเรื่องฆ่าตัวตายหรือวี้ดแตกไล่ฆ่าเพื่อนแทนเนื้อหาในบทบาทสมมติเหล่านั้นสะท้อนปัญหาการกลั่นแกล้งที่เกิดขึ้นจริงในโรงเรียนญี่ปุ่น และเป็นปัญหาสังคมที่เรื้อรังมานานและยังไม่มีทีท่าว่าจะได้รับการแก้ไขไปในทางที่ดีขึ้นตัวเลขจำนวนเคสบุลลี่ในโรงเรียนประถมและมัธยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเท่าที่รู้จากการสำรวจของกระทรวงศึกษาฯในปี 2017 มีเคสบุลลี่ในโรงเรียนประถมและมัธยมประมาณ 410,000 เคส ซึ่งมากกว่าปีก่อนถึง 90,000 เคส
แม้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะจำนวนเด็กร้ายกาจหรือเด็กที่กล้าออกมาสู้เยอะขึ้น แต่ตัวเลขเหล่านี้ก็นับว่าเยอะมากในระดับโลกสอดคล้องกับจำนวนเด็กฆ่าตัวตายที่สูงมากจนน่าเป็นห่วง
เมื่อลูกถึงวัยเข้าโรงเรียนสิ่งที่พ่อแม่ไทยเป็นกังวลคือจะให้ลูกเข้าโรงเรียนไหนดีส่วนพ่อแม่ชาวญี่ปุ่นเครียดเรื่อง ‘ลูกฉันจะโดนแกล้งไหม‘ มากกว่า
ยิ่งสมัยนี้โซเชียลเน็ตเวิร์กแพร่หลายเด็กๆขยับขยายการบุลลี่ไปในโลกออนไลน์ด้วยการปล่อยข่าวลือเสียๆหายๆ, เล่าความลับที่น่าอายของเพื่อน, ก่นด่ากันด้วยคำหยาบคายตามสื่อออนไลน์เช่นทวิตเตอร์ ไลน์หรือเว็บบอร์ดต่างๆในปัจจุบันเราจึงพบข้อความบ่นว่าอยากตายชวนกันไปฆ่าตัวตายมากขึ้นเช่นกัน และเมื่อไม่นานมานี้ก็มีข่าวเด็กวัยรุ่นนัดไปเจอคนในทวิตเตอร์ที่เสนอจะช่วยฆ่าคนที่อยากตาย
ด้วยความที่เกิดและโตในประเทศไทยเราอาจไม่เข้าใจบริบทสังคมของญี่ปุ่นว่าทำไมปัญหานี้ถึงมีมากและรุนแรงทำไมโรงเรียนไม่แก้ปัญหาด้วยวิธีที่ดูจะมีประโยชน์กว่านี้ แต่กลับเลือกปิดข่าวหรือไม่ยอมรับความจริงเพราะกลัวเสียชื่อเสียงขนาดนั้นทุกวันนี้เวลาเห็นเด็กญี่ปุ่นตัวน้อยแสนน่ารักในใจเราคิดอยู่แค่ 2 อย่างคือ ‘โตมาต้องสู้คนนะน้อง’ กับ ‘โตไปไม่แกล้งเพื่อนนะ’
แต่นี่อาจจะถึงเวลาที่สังคมคนชอบบุลลี่จะต้องสะเทือนเพราะเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาฝ่ายโดนแกล้งได้เครื่องมือเพิ่มเติมในการต่อสู้กับแก๊งเด็กเกเรและโรงเรียนที่พยายามปิดหูปิดตา
นั่นคือ ‘bully insurance’ ทำประกันให้ลูกไว้ก่อนเลย
bully insurance ไม่ใช่การได้รับเงินชดเชยเมื่อลูกถูกแกล้งแต่เป็นการให้ความช่วยเหลือทางการเงินในการจ้างทนายเพื่อดำเนินการทางกฎหมายกับคนแกล้งหรือโรงเรียนราคาเริ่มต้นประมาณ 1,200 เยนต่อเดือนคุณพ่อคุณแม่สามารถโทรปรึกษาทนายเรื่องนี้ได้ฟรีตลอดเมื่อกังวลเช่นการรวบรวมหลักฐาน, ประเด็นสำคัญที่ต้องคุยกับทางโรงเรียนและถ้าตัดสินใจจะเอาเรื่องจริงจังประกันนี้ก็ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการจ้างทนายสูงสุด 70 เปอร์เซ็นต์ รวมไปถึงค่าเสียหายจากการโดนแกล้งเช่นค่ารักษาพยาบาลทรัพย์สินที่ถูกทำลาย

บริษัท Yell ผู้ริเริ่มประกันรูปแบบนี้บอกว่าจริงๆแล้วเขามีประกันที่ครอบคลุมเรื่องค่าใช้จ่ายทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการถูกแกล้งอยู่แล้วแต่ที่เพิ่งมาชูคำว่าบุลลี่ให้ชัดๆเพราะอยากส่งเสริมให้คนใช้กฎหมายจัดการปัญหานี้กันมากขึ้นที่ผ่านมาค่าใช้จ่ายในการจ้างทนายสูงมากจนพ่อแม่ไม่พร้อมควักเงินก้อนโตมาสู้คดีที่อาจค้างคาเป็นปีและแพ้ในที่สุดแต่เมื่อจ้างทนายได้ง่ายขึ้นก็น่าจะมีคนออกมาทำอะไรมากขึ้น
“ตอนนี้มีคนสนใจสอบถามเข้ามาเยอะมากผู้ปกครองหลายคนที่มาปรึกษาเคยโดนแกล้งตอนเด็กๆแล้วโรงเรียนไม่ยอมช่วยอะไรตอนนี้เลยอยากใช้กฎหมายในการรับมือสถานการณ์แบบนี้” เจ้าหน้าที่ของ Yell เคยให้สัมภาษณ์ไว้อย่างนั้น
ผ่านมาเกือบครึ่งปีแม้ยังไม่มีตัวเลขแน่ชัดว่ามีคนซื้อประกันกี่คนแต่น่าจะขายดีแน่ๆเพราะมีบริษัทประกันหลายเจ้าทีเดียวออกแพ็กเกจประมาณนี้บางเจ้าขยายการคุ้มครองไปถึงพ่อแม่ด้วยเช่นการโดน sexual harassment หรือ power harassment ในที่ทำงาน
หลายคนออกมาบอกว่ายิ่งซื้อประกันยิ่งทำให้ลูกตกเป็นเป้าโดนแกล้ง พอมีทนายเข้ามาเป็นบุคคลที่ 3 ยิ่งทำให้เด็กหมดโอกาสคืนดีกันหรือคนที่ได้ประโยชน์จริงๆคือบริษัทประกันกับเหล่าทนายไม่ใช่เด็กเพราะคดีแบบนี้ชนะยากระหว่างสู้คดีเด็กอาจโดนแกล้งหนักกว่าเดิมและอาจต้องย้ายโรงเรียนอยู่ดี
ความเห็นส่วนตัวของคนที่ไม่มีประสบการณ์นี้คิดว่าเพื่อนไม่ต้องรู้ก็ได้นี่นาว่าเรามีประกันและถ้าโดนแกล้งรุนแรงระดับที่พ่อแม่จะฟ้องเราไม่ต้องสนิทกันก็ได้การที่ประกันรูปแบบนี้ฮิตและเป็นกระแสขึ้นมาก็น่าจะทำให้ฝ่ายแกล้งคิดมากขึ้นก่อนลงมือโรงเรียนก็น่าจะกลัวโดนฟ้องและเตรียมหาวิธีรับมือปัญหาที่ยั่งยืนมากขึ้น
ที่สำคัญ อย่างน้อยๆ ก็เป็นพื้นที่ให้ผู้ถูกกระทำมีทางเลือกลุกขึ้นมาสู้อย่างน้อยความรู้สึกน่าจะต่างกับการต้องเอาแต่อดทนแบบไม่รู้จะหันไปพึ่งใครอยู่แบบเดิมเด็กอาจเครียดและเก็บกดพ่อแม่ก็เป็นกังวลแต่ทำอะไรมากไม่ได้ถ้าตัดสินใจจะลุยอย่างน้อยยังได้จับมือกับคนในครอบครัวเผชิญปัญหาไปด้วยกันสมัยนี้เทคโนโลยีทันสมัยน่าจะเก็บหลักฐานได้ง่ายขึ้นและหากมีใครสักคนชนะคดีขึ้นมาน่าจะเป็นการส่งต่อความหวังให้เพื่อนที่ถูกกลั่นแกล้งคนอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน
คงต้องรอดูว่าหากมีคนใช้ประกันนี้จริงๆจะเป็นยังไงระหว่างที่ยังไม่มีทางแก้ที่ดีกว่านี้ขอให้น้องๆมีหัวใจที่เข้มแข็ง





