Karun แบรนด์ที่สร้างคอมมิวนิตีของคนรักชาไทย และเชื่อว่าชาไทยสามารถเป็นอะไรก็ได้

คุณคิดว่าชาไทยจะไปได้ไกลถึงไหน

เครื่องดื่มยอดฮิตที่ช่วยต่อพลังชีวิตให้บรรดาพนักงานออฟฟิศทั้งหลายอาจไปได้ไกลกว่าที่คุณคิด

มีแบรนด์ชาไทยแบรนด์หนึ่งที่สร้างคอมมิวนิตีของคนรักชาไทย และเชื่อว่าชาไทยสามารถเป็นอะไรก็ได้ไม่รู้จบ ด้วยคอนเซปต์ A Place for Thai Tea Lover ด้วยสามความตั้งใจหลักๆ ด้วยกัน

อย่างแรก คืออยากสร้างพื้นที่ให้คนรักชาไทยมาเจอกัน

อย่างที่สอง คืออยากให้ชาไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น

และอย่างสุดท้าย คืออยากให้คนที่สนใจธุรกิจนี้เห็นความเป็นไปได้ว่าการทำชาไทยก็เติบโตได้จริง ยิ่งมีผู้เล่นมากขึ้น ยิ่งมีหลากหลายก็จะกลายเป็น Ecosystem ที่ดี

แบรนด์ที่ว่านี้มีชื่อว่า ‘Karun’ มาจากชื่อบ้านที่เป็นจุดกำเนิดคิดค้นสูตรชาไทยขึ้นมาของ ‘รัส-ธัญย์ณภัคช์ ศิริประภาเจริญ’ หญิงสาวผู้ก่อตั้งแบรนด์ด้วยความรักและความหลงใหลที่มีต่อชาไทย

‘Karun’ แบรนด์ชาไทยอายุเจ็ดขวบ มีจุดเด่นคือชาเบลนด์ที่ให้รสเข้มข้น หอมกลิ่นชากำลังดี จากใบชาหลากหลายชนิดและหลายแหล่งปลูกในประเทศไทย แต่ยังคงไว้ซึ่งความอินในวัตถุดิบธรรมชาติ ไม่มีน้ำหอม ไม่แต่งสี และนั่นยิ่งทำให้เราทึ่งในรสชาติและกลิ่นที่สร้างได้โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี 

ถ้าเปรียบเป็นคน เธอว่าตอนนี้ก็คงอายุยี่สิบปลายๆ เป็นช่วงวัยที่เริ่มรู้จักตัวเองชัดขึ้น และกำลังเตรียมขยายครอบครัว เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแบรนด์ค่อยๆ เติบโตและขยายสาขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 

และในปีนี้ ชาไทยแบรนด์เล็กๆ ที่เริ่มต้นจากบ้านหลังหนึ่ง กำลังจะเดินทางไปไกลกว่านั้นอีก เมื่อ Karun เตรียมเปิดสาขาใหม่ไกลถึงฮ่องกง 

มารอดูกันว่าชาไทยจะกลายเป็นอะไรได้อีกบ้าง

สาวเนิร์ดผู้หลงใหลในชาไทย

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก จำได้ไหมว่าเริ่มชื่นชอบชาไทยตั้งแต่เมื่อไหร่

เริ่มกินชาไทยครั้งแรกก็จากฝีมือคุณแม่เลย ตอนนั้นเราอายุยังไม่ถึงสิบขวบ คุณแม่ทำแล้วเอามาให้ลองชิม จำได้ว่าเราไม่ชอบเลย อาจจะเพราะเรายังเป็นเด็กด้วย รู้สึกว่ามันเข้มมากกก เราอยากกินโกโก้มากกว่า แต่สิ่งหนึ่งที่จำได้ตั้งแต่ตอนนั้นคือกลิ่นที่หอมมากๆ 

เรามาเริ่มชอบชาไทยจริงๆ จังๆ น่าจะช่วงมัธยมปลาย เป็นช่วงที่ใกล้สอบเข้ามหา’ลัย ช่วงนั้นเริ่มหัดกินกาแฟ กินเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เพราะต้องติวดึกมาก แม่ก็เลยเสิร์ฟชาไทยให้กิน เป็นครั้งแรกที่กินแล้วรู้สึกว่ามันไม่ได้ขม ไม่ได้ฝาดเหมือนที่เรากินตอนเด็กๆ เพื่อนที่มาติวด้วยกันที่บ้านก็ชอบมาก กินกันทุกคน บางคนก็ขอเอาใส่ขวดกลับบ้านด้วย 

คิดว่าคนส่วนใหญ่ติดใจสูตรชาไทยของคุณแม่เพราะอะไร

รสชาติที่มีความเข้มข้น เขารู้สึกว่าแรง แรงที่ไม่ได้หมายถึงขม แต่ว่ามันมีความฝาดของชา กลิ่นหอมชากำลังดี ด้วยความที่เราใช้ใบชาหลายชนิดจากหลายแหล่งทั่วประเทศไทยมาผสมกัน ทำให้คนที่ได้กินรู้สึกว่าเข้มถึงใจ กินแล้วตื่น ดื่มแทนกาแฟได้

แต่การจะมีหน้าร้านของตัวเองใช่ว่าอยากจะทำก็ทำได้เลย ตอนนั้นเริ่มต้นยังไง

ด้วยความที่คุณแม่ชอบทำชาไทยแจกคนนั้นคนนี้ไปเรื่อย จนมีวันหนึ่งคนมาขอซื้อสามร้อยแก้วเพื่อเอาไปแจกในงานสัมมนา พอเราเห็นว่าคนที่เคยกินก็จะขอซื้ออยู่เรื่อยๆ แต่คุณแม่ก็ไม่ทำขายสักที เพราะอยากทำให้กินฟรีๆ ตัวเราเองนี่แหละที่รู้สึกว่าต้องทำขายแล้วล่ะ คุณแม่ก็เลยยอมคายตะขาบสูตรชาไทยให้ตั้งแต่ตอนนั้น

พอตัดสินใจว่าจะทำธุรกิจ เราก็เริ่มจากการไปเรียน Food Science ก่อนเลยอันดับแรก เพราะอยากรู้ว่าชาหนึ่งแก้วมันมีอะไรบ้าง กระบวนการแรกต้องรู้จักโปรดักต์ก่อนว่า กว่าโปรดักต์จะเป็นไปตามที่เราต้องการได้ เราต้องทำอะไรบ้าง ต้องบ่มกี่ชั่วโมง ต้องคั่วเพิ่มกี่ชั่วโมง ใส่นมตอนไหน ใส่น้ำตาลตอนไหน เพราะทุกอย่างมันมีผลต่อกระบวนการการผลิตหมดเลย 

ดูเนิร์ดเหมือนกันนะ 

ใช่! (หัวเราะ) เราอยากจะเป็นคนที่รู้โครงสร้างของทุกอย่างก่อน เผื่อว่าวันหนึ่งผิดพลาดขึ้นมาจะได้รู้ว่าต้องแก้ไขตรงไหน ถ้าวันหนึ่งเราต้องขยายขึ้นอีก แต่ Operation ยังยุ่งยากอยู่แบบนี้ มันอาจจะเปลืองคอสต์ไหม เปลืองคนขึ้นไหม คือเราควรที่จะรู้ต้นตอว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้บ่มชาสิบห้าชั่วโมงแล้วอร่อย เหตุผลอะไรที่ใส่น้ำตาลก่อนใส่นมแล้วอร่อย 

ตอนเรียนมีเรื่องไหนที่รู้สึกเซอร์ไพรส์บ้าง

จริงๆ เราเซอร์ไพรส์แทบจะทุกอย่างเลยนะ ทั้งๆ ที่เรากินอาหาร เครื่องดื่มกันมาตั้งแต่เด็ก แต่พอวันหนึ่งเราไปเรียนก็เพิ่งจะรู้ เช่น ถ้าอยู่ในอุณหภูมิเท่านี้ เรากินไปมันมีแบคทีเรียอยู่นะ แต่โอเคมันไม่ได้เป็นอันตรายต่อร่างกายนะ คืออุณหภูมิแตกต่างนิดเดียว สินค้าของเรามันสามารถเปลี่ยนแปลงคุณภาพได้ 

เราไปเรียนเรื่อง Food Science เพราะอยากทำความเข้าใจว่าหลักเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มันคืออะไร รวมถึงเราทำ Food ที่ลูกค้าต้องบริโภคเลยทันที ดังนั้นเราก็ไม่อยากให้เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เราจึงต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิต เช่น ฆ่าเชื้อยังไงโดยที่ไม่ต้องใส่สารกันบูด แบคทีเรียเกิดตอนไหนได้บ้าง อุณหภูมิต้องอยู่ที่เท่าไหร่ เปอร์เซนต์น้ำเท่าไหร่ ความรู้พวกนี้มันก็เป็น Food Science พื้นฐาน

เรารู้สึกว่าวันที่เราตั้งใจอยากจะมาเป็นผู้ประกอบการขายของกิน เราก็ควรที่จะรู้ทั้งหมดอย่างละเอียด จนมั่นใจว่าถ้าวันหนึ่งเราขายจริงๆ เราสามารถแก้ไขปัญหาหลายๆ อย่างได้ ถ้าลูกค้ามีคำถามเราก็ต้องตอบได้ ที่สำคัญเราให้ความรู้กับลูกค้าได้ด้วย เรารู้สึกว่าถ้าอยากทำธุรกิจให้ยั่งยืน เราต้องเข้าใจโปรดักต์ก่อนแบบร้อยเปอร์เซนต์

แบรนด์ที่ใช่ต้องเริ่มจากความรู้สึก

จำได้ว่าเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือด้วย มีหนังสือเล่มไหนที่ให้แรงบันดาลใจในการทำแบรนด์บ้างไหม 

จริงๆ เรื่องการทำมาร์เกตติงเราพอรู้อยู่แล้วว่ากระบวนการเป็นยังไง เพราะตอนเรียนมหา’ลัยก็ได้เรียนมาร์เกตติง 101 ให้พอได้เห็นภาพอยู่บ้าง แต่เรื่องที่เราไม่รู้และไม่เคยมีใครสอนเลยคือเรื่องแบรนดิง 

จุดเริ่มต้นจริงๆ มาจากการที่เราอ่านหนังสือไปเรื่อยๆ แล้วบังเอิญก็ไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า ‘Kellogg on Branding’ เขียนโดย Alice M. Tybout and Tim Calkins อ่านแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจมาก! เป็นหนังสือที่เล่าเกี่ยวกับเรื่องการทำแบรนดิงทั้งหมดเลย และให้หลักคิดต่างๆ ว่าจุดไหนที่สามารถทริกเกอร์เราได้บ้าง 

เช่น การที่เราต้องขายสินค้าธรรมดาอย่างชาไทย แต่มันเป็นสิ่งที่เราตั้งใจ Custom ขึ้นมา มันเป็นสูตรพิเศษ เราก็คิดว่าจะทำยังไงดีให้คนหันมาสนใจสินค้าธรรมดาๆ และเพิ่มมูลค่าสินค้าให้กับลูกค้าได้ ซึ่งการเพิ่มมูลค่าก็ไม่หมายความว่าต้องขายแพงเสมอไป แต่หมายถึงลูกค้าจะได้คุณค่าอะไรไปจากสินค้าเราบ้าง ซึ่งหนังสือเล่มนี้ค่อนข้างตอบโจทย์ เราอ่านแล้วก็รู้สึกว่าถ้ามันจะ Win The Market เราก็ควรหาจุดที่ส่งต่อคุณค่าให้กับลูกค้าได้ด้วย

การส่งต่อคุณค่าให้ลูกค้าเป็นยังไง

ในหนังสือเล่าว่าจริงๆ แล้วการทำแบรนดิงมันคือการสร้าง Emotional Connection ก็คือการเชื่อมลูกค้ายังไงก็ได้ผ่านทางอารมณ์ต่างๆ ซึ่งอารมณ์ที่ว่านี้ก็อาจจะไม่ใช่อารมณ์โกรธเพียงอย่างเดียว อาจจะมีอารมณ์รัก สมหวัง ผิดหวัง ซึ่งเราจะไปคอนเน็กกับลูกค้าในจุดต่างๆ เหล่านี้ได้จากอะไรบ้าง หนังสือเล่มนี้ทำให้เราต้องกลับมามองลูกค้าก่อนว่าลูกค้าเราเป็นใคร ทำอะไร อยู่ที่ไหน วันนั้นเขามีอารมณ์ยังไง 

มีหนังสือเล่มไหนที่กลับไปอ่านซ้ำบ่อยที่สุด

มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า The Grid เขียนโดย Matt Watkinson ที่เล่าถึง The Decision‑Making Tool for Every Business การตัดสินใจในทุกอย่าง เพราะจริงๆ วันหนึ่งคนเราตัดสินใจหลายเรื่องมาก แค่จะเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา นั่นก็คือเรื่องที่ต้องตัดสินใจแล้ว ยิ่งทำธุรกิจวันหนึ่งเราต้องตัดสินใจเป็นร้อยเรื่อง แต่เล่มนี้จะสอนการ Priority จัดลำดับความสำคัญให้ว่าอะไรที่เราควรตัดสินใจก่อนหลัง เพื่ออะไร เราอ่านเล่มนี้หลายรอบมาก เพราะบาง Topic อ่านแล้วจำไม่ได้ว่าความหมายมันคือยังไงกันแน่ เราก็จะกลับไปอ่านซ้ำ เป็นหนังสือที่อ่านได้เรื่อยๆ 

ส่วนใหญ่เราชอบอ่านหนังสือ Psychology ซึ่งมันก็รีเลทกับงานแหละ แต่เราแค่รู้สึกว่าถ้าเราอ่านคนออกมันก็ดีนะ ถ้าเราตัดสินใจพลาดน้อยลงมันก็น่าจะดีกว่า เราสนุกมากเวลาอ่านเรื่องพวกนี้ (หัวเราะ)

ย้อนกลับไปช่วงเริ่มต้นจนถึงวันนี้ ถือว่าธุรกิจเติบโตเร็วมากๆ เหมือนกัน คิดว่าเป็นเพราะอะไร

เราโฟกัสการทำแบรนดิงเป็นหลักเหมือนกัน เมื่อก่อนเราเริ่มจากการขายออนไลน์ ใส่ชาไทยในขวดแก้วแบนๆ ลูกค้าอาจจะสะดุดตาจากสิ่งนั้น พอลูกค้าเห็นรู้สึกว่าแตกต่าง อยากซื้อมาลองเพราะโดนภาพลักษณ์ดึงดูด พอติดใจเขาก็ซื้อต่อ

รู้สึกว่า Karun ดูเป็นแบรนด์ที่ใส่ใจเรื่องการดีไซน์เหมือนกัน เวลาคิดเรื่องสีหรือแพ็กเกจจิ้งของแบรนด์ คุณมีหลักคิดจากอะไร

เราเลือกจากสีก่อน ซึ่งสีที่เราเลือกคือแดงกับทอง อย่างสีแดงเรารู้สึกว่ามัน Universal เข้าได้กับทุกเทศกาล ทุกสถานการณ์ เป็นสีมงคลตรุษจีนก็ได้ วาเลนไทน์ก็ได้ คริสต์มาสก็ได้เหมือนกัน เพราะเรามีโจทย์ตั้งแต่แรกว่าเราอยากให้ Karun ดังไกลทั่วโลก เราอยากให้มันยูนีค แต่ว่ายัง Universal เข้าได้กับทุกเพศ ทุกวัย ทุกชนชั้น ทุกชาติ 

ตอนแรกเราก็เคยคิดเหมือนกันนะว่า ขายชาไทยโลโกมันต้องเป็นช้างหรือเปล่า เพราะจะได้มีความเป็นไทย แต่สุดท้ายเราอยากให้คนไทยเองรักแบรนด์ Karun ด้วย ถ้าสังเกตจะเห็นว่าคนไทยเองไม่ชอบแบรนด์ที่มันมีความเป็นไทยมาก เพราะฉันเป็นคนไทยอยู่แล้ว ฉันไม่ได้อยากอนุรักษ์ความเป็นไทยเพิ่มเติมไปมากกว่านี้ เราก็เลยตัดสินใจว่างั้นเราทำแบรนด์ให้มันออกมากลางๆ ดีกว่า สีแดงก็สื่อถึงเทศกาลต่างๆ 

อีกอย่างคือเราอยากขายสินค้าธรรมดาในราคาที่สูงขึ้น เนื่องจากว่าต้นทุนเราสูง เพราะเราหาใบชามาจากหลายแหล่งมากๆ เราก็เลยใช้สีทองด้าน ซึ่งมันบ่งบอกถึงความพรีเมียม และช่วย Encourage ภาพลักษณ์ให้มันดูหรูขึ้น ดูติดแกลมมากยิ่งขึ้น

เจ้าของธุรกิจหลายๆ คนอาจจะมองข้ามเรื่องนี้ไป คิดว่ารายละเอียดเล็กๆ พวกนี้สำคัญยังไง

จริงๆ เราเป็นคนให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์มาก เรารู้สึกว่าคนน่ะเขาไม่รู้หรอกว่าเราเป็นใคร หรือมีนิสัยยังไง แต่เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคนส่วนใหญ่มักจะตัดสินด้วยภาพลักษณ์ อันนี้คือ Fun Fact เราต้องทำให้ตัวเราเองดูดี มันอาจจะไม่ใช่ของที่ต้องแพงก็ได้ที่เราใช้ มันคือของที่มีคุณภาพ แล้วก็อยู่ได้นานๆ ยั่งยืน อันนี้คือสิ่งที่เรามองหามากกว่า 

เราอยากให้ Karun เป็นแบรนด์ที่มีชีวิต เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้า ตัวโปรดักต์เราก็อยากให้มันสามารถเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตลูกค้าได้ เราจะให้ความสำคัญกับการดีไซน์แพ็กเกจจิ้งและการตกแต่งร้าน เพราะเราอยากให้คนสามารถเข้ามานั่งประชุมได้ ชวนลูกค้ามากินได้ หรือพาเพื่อนมานั่งชิตแชตกัน 

ด้วยความที่เราใส่ใจภาพลักษณ์ สินค้าที่ลูกค้าถือได้ เราอยากให้มันเป็นเครื่องประดับ อยากให้ลูกค้ารู้สึกว่าอยากเป็นลูกค้า Karun เพราะว่าการเป็นลูกค้า Karun มันสวยนะ มันดูดีนะ มันเท่นะ เราก็พยายามทำแพ็กเกจจิ้งออกมาให้ถือแล้วดูดี สีไม่ต้องเว่อร์มาก แต่ต้องมาคาแรกเตอร์ของแบรนด์ที่ชัดเจน

ผู้เล่นยิ่งเยอะยิ่งดี

ทุกวันนี้มีแบรนด์ชาไทยเกิดขึ้นใหม่เยอะมาก มองว่าการมีผู้เล่นในตลาดเพิ่มขึ้นเป็นข้อดีหรือข้อเสียมากกว่ากัน

เรามองว่าถ้ามีเราแบรนด์เดียว ลูกค้าอาจจะไม่ได้เยอะขนาดนี้ก็ได้ เพราะคนที่เข้าถึงเราได้ก็จะมีจำกัด ตอนนี้เรามี 10 – 20 สาขา แต่ถ้ามีผู้เล่นหลากหลาย กลายเป็นว่าถ้าคุณอยากกินชาไทย Specialty ก็ไม่จำเป็นต้องมากินแค่ที่ Karun คุณสามารถลองไปกินแบรนด์อื่นๆ ก็ได้ในขณะเดียวกันคุณก็สามารถเลือกได้ด้วยว่าชอบแบรนด์นี้เพราะอะไร จุดเด่นของแบรนด์นี้คืออะไร มันอาจจะไม่ใช่ว่าลูกค้าคนนี้กินแบรนด์เดียว แต่เขาสามารถเวียนไปกินทุกแบรนด์ได้

เรามองว่าพอผู้เล่นในตลาดเยอะขึ้น ลูกค้าถูก Educate ไปพร้อมๆ กันในตลาด ลูกค้ารู้จักเรามากขึ้น คนรีวิวหลากหลายมากขึ้น มันก็ไม่ได้ดึงดูดแค่คนไทย มันดึงดูดต่างชาติที่มาในไทย เริ่มอยากมาลองชาไทยแบรนด์ต่างๆ บนห้างมากขึ้น ฉันต่อคิวแบรนด์นี้แล้วก็มาต่อคิวแบรนด์นี้ต่อ เรามองว่ามันเป็น ecosystem ที่ดี

จากจุดเริ่มต้นจนถึงทุกวันนี้ มองเห็นคอมมิวนิตีชาไทยเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

จุดเริ่มต้นคือเราอยากสร้างพื้นที่ของคนรักชาไทย คนรักชาไทยไม่จำเป็นว่าต้องเป็นลูกค้า Karun เท่านั้น เป็นลูกค้าเจ้าอื่นก็ได้ เราสร้างแบรนด์ Karun ขึ้นมา เพราะเราอยากให้คนที่รักชาไทยมีพื้นที่นั่งกินชาไทย เหมือนที่คอมมิวนิตีกาแฟมี ในขณะเดียวกันเราอยากสื่อสารกับผู้บริโภคที่อยากทำธุรกิจนี้เห็นว่าการทำชาไทยมันรอดนะ ลุกขึ้นมาทำชาไทยดีกว่า สูตรบ้านนู้น สูตรบ้านคนนี้ ตอนนี้ก็มีเต็มไปหมดเลย 

ย้อนกลับไปในช่วงแรกเราเคยเครียดนะว่าทำไมคนลุกขึ้นมาทำชาไทย ทำไมคู่แข่งเยอะจังเลย เราจะรอดไหม แต่ว่าผลลัพธ์มันทำให้เราเห็นว่าเขาไม่ได้มาเบียดเรา แต่เขาเข้ามาช่วยเราขยายตลาดต่างหาก เขามาช่วยเราเพิ่มผู้บริโภค แล้วเราเองก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากการที่มีคู่แข่งเหมือนกัน 

คิดว่าเพราะอะไรต่างชาติถึงชื่นชอบชาไทยบ้านเรา

เรามองว่ารสชาติมันเป็นเอกลักษณ์นะ จริงๆ ชาไทยเรามีเจ้าตลาดอยู่แล้ว ซึ่งเขาก็เบลนด์มาได้ดีมากๆ ทำให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก ซึ่งเรารู้สึกว่าเรามีของดีอยู่ในมือ ในฐานะผู้ประกอบการ ทุกวันนี้มีแบรนด์ชาไทยเกิดขึ้นมากมาย เรารู้สึกว่าเราช่วยผลักดันตลาดได้ แล้วก็ทำให้มันเป็นกระแสทั่วโลกได้เรื่อยๆ จากการที่มีผู้เล่นในตลาดเยอะขึ้น

เรารู้สึกว่าด้วยรสชาติมันค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ ยิ่งเราเอามาแตกเป็นรสชาติที่ทำให้มันดูสนุกขึ้น ก็จะยิ่งช่วยผลักดันสินค้าให้มีลูกเล่น และเข้าถึงคนหลากหลายชาติได้มากยิ่งขึ้น

เวลาตามหาชาที่มีคาแรกเตอร์เฉพาะ เคยมีโอกาสได้เข้าไปทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรหรือชุมชนที่ปลูกชาบ้างไหม

ด้วยความที่เราใช้ชาค่อนข้างเยอะ วันหนึ่งเราใช้เป็นตันเลย การที่จะได้ผลิตผลสิ่งนี้มาอาจจะต้องใช้เลเวลอุตสาหกรรม แต่เราก็จะมีชาสูตรอื่นๆ ที่ใช้ใบชา Custom โดยเกษตรกรตัวเล็กๆ เช่น ชาไทยกลิ่นข้าวคั่ว ชาไทยกลิ่นดอกหอมหมื่นลี้ ชาไทยกลิ่นเชอร์รี เบอร์รี 

เมนูเจลาโตชาไทย เราก็เอาชาไทยมาผสมกับชายอดใบอ่อน ซึ่งจะเก็บได้จากหมู่บ้านเดียวเท่านั้นที่เชียงราย เราก็เข้าไปซัปพอร์ตเกษตรกรชุมชนนี้ กลิ่นมันจะคล้ายๆ ชาเขียว แต่ว่ามันเป็นชาดำ ซึ่งพอเอามาผสมกับน้ำผึ้งมันก็หอมมาก เราตั้งชื่อว่า Secret Valley เป็นหมู่บ้านลึกลับ เพราะว่าหมู่บ้านนี้เขาก็จะไม่ได้ให้คนนอกเข้าไป มีแค่เกษตรชาวบ้านที่เข้าได้ เราได้เข้าไปคุยกับเกษตรกร ได้ไปคุยกับชาวบ้านในพื้นที่ตรงนั้นจริงๆ เขาก็ให้ความรู้เราหลายอย่าง เรารู้สึกแฮปปี้กับคนในพื้นที่มากๆ เขาเหมือนทำด้วยใจรัก เขาส่งต่อกันมาเรื่อยๆ Generation to Generation เราก็อินไปกับเขาด้วย 

การได้ไปอยู่ในพื้นที่ตรงนั้น คุณเห็น painpoint อะไรของเกษตรกรไทยบ้าง

เราคิดว่าอาจจะเป็นเพราะผ่านคนกลางหลายต่อ หมู่บ้านนี้เราก็รู้จักผ่านคนกลางเหมือนกัน ก็คือเป็นตัวแทนที่ทำโรงบ่มชานี่แหละ แต่โชคดีที่เราเจอคนกลางที่เขายินดีที่จะแนะนำให้เรารู้จักต้นน้ำ เราก็เลยเลือกที่จะใช้คนกลางต่อ เพราะคนกลางคนนี้ไม่ได้เอาเปรียบเกษตรกร เขาขอขึ้นราคา เราก็ยินดีขึ้นให้ 

เราเชื่อว่าอีกหลายๆ ที่ก็ไม่ได้เจอคนกลางที่เป็นพาร์ตเนอร์ที่น่ารักแบบนี้ บางครั้งเกษตรกรอาจจะถูกกดราคาได้ เพราะพวกเขาอยู่บนเขาบนดอย การเข้าถึงแบรนด์ใหญ่ๆ ก็อาจจะยาก ต่อให้มีโซเชียลมีเดียแล้วก็อาจจะเป็นปัญหาอยู่ ถ้ามีอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีต่างๆ มาช่วยเขาได้ มันก็น่าจะดีมากยิ่งขึ้น

เป้าหมายเราตั้งแต่วันแรกเลยคืออยากเป็น Global Brand ตั้งแต่วันที่บรีฟดีไซเนอร์ เราคุยกันว่าอยากทำให้การันดังไกลทั่วโลก วันหนึ่งเราอยากเอาชาไทย แบรนด์ Karun ไปตามจุดต่างๆ ของโลก แน่นอนว่ามันจะมีส่วนช่วยในการผลักดันพืชผลของเกษตรกรท้องถิ่นของบ้านเราได้อย่างแน่นอน 

นักทดลองที่ไปสุดทุกทาง

ช่วงเริ่มธุรกิจตอนอายุ 23 และได้ลองทำเองทุกอย่าง ตอนนั้นเจออุปสรรคอะไรบ้าง

อุปสรรคอย่างเดียวคือเหนื่อยค่ะ (หัวเราะ) เราไม่ได้มองปัจจัยภายนอกว่าเป็นอุปสรรคนะ แต่เรามองสุขภาพตัวเองเป็นอุปสรรคมากกว่า เพราะว่าช่วงที่เราทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ปีหนึ่งเข้าโรงพยาบาลสามสี่รอบจนเพื่อนเลิกส่งดอกไม้ให้แล้ว เพื่อนไม่ไปเยี่ยมแล้วเพราะเข้าบ่อยเกิน เรามองว่ามันเป็นราคาที่ต้องจ่าย แต่เราอาจจะเลือกวิธีผิดด้วย บางทีมันอาจจะมีวิธีที่ดีกว่านี้ ตอนนั้นพักผ่อนน้อยมากๆ ร่างกายเราอาจจะไม่ได้แข็งแรงสู้คนอื่น กินก็ไม่ดี ออกกำลังกายก็ไม่ออก มันทำให้เราป่วยระยะยาวจนถึงทุกวันนี้ ตอนนี้ร่างกายก็ยังอ่อนแออยู่นะ ยังไม่ได้กลับมาร้อยเปอร์เซ็น

เราทุ่มทั้งแรงกาย แรงใจ ทำทุกอย่าง ตั้งแต่เป็นแอดมิน จัดของเพื่อมาขาย ส่งของด้วยตัวเอง ช่วงที่ยังไม่มีออฟฟิศ มีแค่พนักงานหน้าร้านก็จะไปอยู่กับน้องๆ หน้าร้านขายเอง ทำความสะอาดร้าน ปิดร้าน ดีลห้าง ทำเองทุกกระบวนการ 

เรารู้สึกว่าไม่ว่าจะทำอะไร เราควรรู้ทุกอย่าง ทำความเข้าใจทุกอย่างก่อน แล้วค่อยมาดูว่าเราถนัดหรือไม่ถนัดอะไร อะไรที่ไม่ถนัดเราก็หาคนที่เก่งในเรื่องนั้นเข้ามาดูแลแทน ย้อนกลับไปถ้าเราไม่ได้ทำทุกอย่างเองตั้งแต่แรก เราอาจจะไม่รู้ก็ได้ว่าองค์กรเราในอนาคตต้องการใครบ้าง อาจจะไม่รู้ก็ได้ว่าเราไม่เก่งอะไร เราอาจจะมั่นว่าเราเก่งทุกอย่าง ใช่ เราทำได้ทุกอย่าง แต่เราไม่ได้ทำได้ดีทุกอย่าง 

สำหรับคนที่กำลังอยากทำธุรกิจของตัวเอง คิดว่าควรเริ่มเรียนรู้จากอะไร

อยากให้เรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเองก่อน เพื่อที่จะได้รู้ว่าอะไรที่เราถนัดหรือไม่ถนัด ถ้ามีเรื่องที่เราไม่ถนัด แต่มันเป็น Backbone เลยนะ องค์กรจะเติบโตได้ด้วยตำแหน่งนี้เลยนะ เราถึงจะต้องไป Recruit คนเพิ่ม 

ถ้าเราไม่เคยลองทำเลย เราอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องการใครมาช่วยงาน อาจจะทำให้จ้างพร่ำเพรื่อจนเกินไป เราว่ามันก็อาจจะช่วย SME หลายๆ เจ้าในการตัดสินใจได้นะ เราก็เชื่อว่าหลายคนทำงานเองแบบ Chief Everything Officer เหมือนกันอยู่แล้ว แต่ว่าวันหนึ่งก็จะถึงจุดที่เราต้องตัดสินกับตัวเองแล้วว่าเรื่องนี้ฉันไม่ถนัด ฉันโยนให้คนอื่นทำ เรื่องนี้ฉันถนัด ฉันดูแลเองได้

คิดว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องที่ยากที่สุด

เรื่องคน ไม่ว่าจะโดนถามมากี่ปีก็ยังจะตอบเรื่องเดิม เพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องที่จะเซ็ตระบบได้ คือเรามี Hierarchy มี Organization Chart ก็จริง แต่ว่าเราเซ็ตจิตใจคนไม่ได้ เราไม่สามารถปรับมายเซ็ตคนได้ทุกคน 

สิ่งที่พอช่วยได้ก็น่าจะเป็นระบบที่แข็งแรงขึ้นภายในองค์กร เราเลือกตัดคนไวขึ้น ใครที่อยู่กับเราแล้วไม่ใช่ เราจะไม่รั้งไว้เพื่อให้เสียเวลา ต้องต่างคนต่างไป แต่ไม่ได้บอกว่าใครผิดใครถูก เราไม่ได้อยากได้คำตอบนั้น แต่เราอยากให้รู้ว่าเราไม่ได้เหมาะกับคุณ คุณไม่ได้เหมาะกับเราแค่นั้นเอง มีระบบที่ชัดเจนขึ้น คือเน้นเรื่องงานเป็นหลัก ตัดเรื่องส่วนตัวทิ้ง แต่ว่ายังมีความใส่ใจซึ่งกันและกันในองค์กร คิดว่าน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่ว่าปัญหาเหล่านี้มันไม่เคยหมดไปนะ แค่ดีขึ้นเฉยๆ

ในมุมเจ้าของธุรกิจที่มีปัญหาเข้ามาเรื่อยๆ ทุกวัน มีวิธีฮีลตัวเองยังไงบ้าง

งานอดิเรกเราคือการทำงาน (หัวเราะ) เราไม่ได้มีกิจกรรมอะไรเป็นพิเศษ งานอดิเรกของเราจริงๆ อาจจะแค่อ่านหนังสือในเรื่องที่ตัวเองอยากอ่าน เรื่องที่เราอยากรู้ แต่ส่วนใหญ่มันจะรีเลทกับงานที่เราอยากได้คำตอบอยู่แล้ว บางคนอาจจะอ่านนิยายแล้วรู้สึกพักผ่อน แต่สำหรับเราคือการที่ได้รู้ว่าแบคทีเรียนี้เกิดจากอะไร เราจะสบายใจมากกว่า บางทีหนังสือก็ชัตดาวน์เราได้พอสมควร

ถ้าเปรียบแบรนด์ Karun เป็นคนๆ หนึ่ง คิดว่าตอนนี้อยู่ในช่วงชีวิตแบบไหน

ตอนนี้ Karun อายุเจ็ดปี ถ้าเป็นคนน่าจะอายุประมาณยี่สิบปลายๆ แล้วก็น่าจะอยู่ในวัยที่กำลังจะแต่งงาน ขยายครอบครัว เพราะตอนนี้แบรนด์ Karun กำลังขยายสาขาเรื่อยๆ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีแพลนออกต่างจังหวัด แต่ที่แน่ๆ 2026 นี้ เราจะไปต่างประเทศ เราจะไปเปิดที่ฮ่องกงกลางปีนี้

ตอนนี้ Karun ขยายแบรนด์ใหม่ๆ เยอะเลย อยากรู้ว่าทำไมถึงแยกแบรนด์ ไม่ใช่เป็นชื่อเดียวกัน

จริงๆ ภายใต้บริษัท Karun Beverage เรามีทั้งหมดสี่แบรนด์ คือ Karun, Avery Wong, Jaren (เจริญสังขยา) และแบรนด์ที่เรา Take Over มาชื่อ Summer Bowl 

หลักในการขยายแบรนด์คือพอเราทำธุรกิจมาสักพัก เรามีทรัพยากรหลายอย่างที่อยากใช้แต่เราไม่ได้ใช้ อย่างเช่น เราไปเจอใบชาที่ชอบมากเลย แต่มันไม่ใช่โทนชาไทยที่จะเอามาใส่กับ Karun ได้ เราก็คิดขึ้นมาว่าถ้าวันหนึ่งเราลุกขึ้นมาทำชานม ตลาดมองหาอะไรอยู่บ้าง เราก็เลยตั้งแบรนด์ Avery Wong ขึ้นมา เพื่อที่จะมาเซิร์ฟกับตลาดที่เป็น Flavor Tea ต่างๆ แบรนด์นี้จะเห็นเลยว่าเน้นอะโรมาเป็นหลัก ชาแต่ละตัวมีกลิ่นที่แตกต่างกัน มีให้เลือกเป็นสิบกลิ่นเลย ไม่ว่าคุณจะชอบโทน Fruity ก็มี ชอบโทน Roses ก็มี ชอบโทนแบบเขียวๆ ผักๆ ก็มีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราตัดสินใจขยายแบรนด์ 

ส่วนหลักจริงๆ คือเราอยากขยายฐานลูกค้า อย่างที่บอกเราทำแบรนด์ คาแรกเตอร์มันชัดว่าลูกค้าเราเป็นใคร แต่ว่าด้วยความที่แบรนด์เราอยากสร้างให้มันแข็งแรงมากๆ เราจะไม่ไขว้เขวไปทำสินค้าอื่น เราก็เลยมีความจำเป็นที่จะต้องแตกแบรนด์ออกมาเพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ที่อาจจะไม่ใช่ลูกค้า Karun อย่างชัดเจนมากๆ 

ลูกค้า Karun กับลูกค้า Avery Wong แทบจะเป็นคนละคนกันเลย หรือแม้กระทั่งแบรนด์ Jaren (เจริญสังขยา)  เราทำขึ้นมาเพราะอยากทำสังขยาให้มันหลากหลาย เราไม่ได้อยากทำแค่สังขยาสีเขียว เราอยากทำสีชมพู สีฟ้า สีแดง หรือสีต่างๆ มากมาย จากวัตถุดิบต่างๆ ล่าสุดเรามีสังขยาเบคอนแม็กกี้ ซึ่งมันก็แปลกใหม่กับตลาด ความตั้งใจคือเราอยากให้แบรนด์มันแข็งแรง เพราะฉะนั้นเราจะไม่ได้เอาสินค้าอื่นๆ มายัดใส่ในหนึ่งแบรนด์ 

อีกอย่างคือเราอยากช่วยลูกค้าตัดสินใจด้วย การไป Karun ไม่ต้องตัดสินใจเลยว่าวันนี้จะกินอะไร แค่เลือกความหวาน เลือกรูปแบบที่อยากได้ก็พอ การไปเจริญสังขยาก็ไม่ต้องคิดเลยว่าจะเข้าไปกินอะไร แค่ไปเลือกสังขยากับขนมปังแค่นั้นพอ แต่จุดร่วมที่เหมือนกันคือเราไปสุดทุกแบรนด์ 

ทุกวันนี้สิ่งที่กลัวที่สุดในการทำธุรกิจคืออะไร

เมื่อก่อนเราน่าจะกลัวการโดนหักหลัง เพราะเราทำงานกับคนเยอะ ยิ่งพอเราทำงานไปเรื่อยๆ ก็ผูกพันกับพนักงานหลายๆ คน เรารักเขาจริงๆ เหมือนคนในครอบครัวเลย แต่บางทีในทางกลับกันอีกฝ่ายอาจจะไม่ได้คิดแบบนี้กับเราก็ได้ เราเคยกลัวว่าวันหนึ่งเราจะโดนคนที่เรารักโกงไหมนะ เราจะโดนหักหลังไหมนะ ซึ่งสุดท้ายแล้วกลัวยังไงก็ต้องเจออยู่ดี 

อย่างที่บอกว่าจิตใจมนุษย์มันยากแท้หยั่งถึง เราทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยวาง เมื่อก่อนเราเคยตึงมากๆ กับสิ่งนี้ เพราะว่าเราทุ่มให้พนักงานเราเต็มที่ ตอนที่ออฟฟิศเล็กๆ มีอะไรซื้อให้หมด เลี้ยงดูอย่างดี ต่อให้ดีกับเขาแค่ไหน แต่เขาไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกับเรามันก็ทำอะไรไม่ได้ เราเคยกลัวว่าตำแหน่งนี้จะลาออกไหม อย่าลาออกนะ อย่าไปเลย สุดท้ายมันก็มีเรื่องให้เขาออกอยู่ดี อาจจะกลับบ้านต่างจังหวัด ไปช่วยแม่ แม่ป่วย มันคอนโทรลไม่ได้เลย เราเคยกลัวแต่วันนี้เราปล่อยผ่านได้ แล้วก็เข้าใจโลกมากขึ้น

ทุกวันนี้น่าจะไม่มีเรื่องที่กลัวแล้ว มองว่าทุกอย่างมันมีทางออกเสมอ เรารู้สึกว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ดีหรือร้าย มันจะมีทางออก แต่ทางออกนั้นอาจจะไม่ได้พาเราออกไปในทางที่ดีก็ได้ แต่สุดท้ายมันจะหลุดพ้นจากปัญหาตรงนี้ เพราะมันไม่มีอะไรยั่งยืน ยอดขายไม่ยั่งยืน ความสุขไม่ยั่งยืน ความทุกข์ก็ไม่ยั่งยืนเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถ้าเราเอาตัวเองไปอยู่กับความทุกข์นานๆ โดยไม่ Embrace ความสุขเลยก็น่าจะตายก่อน อาจจะเป็นซึมเศร้าไปก่อน (หัวเราะ)

กว่าจะตกตะกอนสิ่งนี้ได้ไปเจออะไรมา

เราคิดว่าน่าจะเป็นประสบการณ์ที่เข้ามาเรื่อยๆ ที่ทำให้เราเข้าใจอะไรมากขึ้น ไม่ได้อยากพูดว่าอายุทำให้เรารู้สึกปลงขึ้นนะ เพราะอายุอาจจะไม่ได้เป็นตัวบอกว่าเราปล่อยวางได้มากแค่ไหน แต่มองว่าประสบการณ์เรื่องราวที่ผ่านมาเป็นตัวบ่งบอกมากกว่าว่ามันจะทำให้เราดีขึ้นได้ในทุกๆ วัน

ความสุขทุกวันนี้ของเราง่ายมาก แค่มีคนเดินมาบอกว่าชอบกิน Karun มากเลย แค่นี้เลยค่ะ (หัวเราะ) ต่อให้วันนั้นอารมณ์เสียมากี่เรื่อง แต่ถ้าเจอหนึ่งคนเดินมาบอกว่าชอบกินแบรนด์นี้มากเลย แฮปปี้กับสิ่งที่เรามอบให้ แค่นั้นก็ยิ้มไปอีกสามวันแล้ว (ยิ้ม)