Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

Viking Line : เปลี่ยนรสชาติชีวิต ด้วยการล่องเรือเดินทางในคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย

ความรู้สึกที่จับได้ในการอยู่นอร์เวย์คือสำนึกพรมแดนมันอยู่ทอดยาวออกไปนอกเขตความเป็นประเทศ
ที่รู้สึกว่าอยู่ในเขตแดนความเป็นสแกนดิเนเวียเสียมากกว่า พอสำนึกข้างในมันเป็นแบบนั้น
เวลาปักหมุดเดินทางมันเลยครอบคลุมคาบสมุทรนี้ไปโดยปริยาย
มองดูแผนที่ถูกห้อมล้อมด้วยทะเลเหนือและทะเลบอลติก คิดไปคิดมา
ลองหาวิธีการเดินทางด้วยเรือซะเลย มันน่าจะตอบรับกับภูมิภาคนี้ดี

Viking Line เป็นเรือขนส่งสินค้า ผู้โดยสารขนาดใหญ่ในแถบสแกนดิเนเวียมาตั้งแต่ปี 1963
นับว่าเป็นรุ่นหลานไททานิค มีเส้นทางเดินเรือหลายเส้นทางในแถบนี้
ตั้งแต่ระหว่างเกาะในประเทศ ไปจนถึงนอนบนเรือข้ามประเทศ แบบที่เราเลือกเดินทางจาก Stockholm-Helsinki-Stockholm เมืองหลักไม่แปลกใหม่ แต่การเดินทางด้วยวิธีใหม่ๆ นี่แหละที่ทำให้ตื่นเต้นกับทริปนี้มากกว่าทริปไหนๆ

เรือออกจากสตอกโฮล์มสี่โมงเย็น พอมีเวลาให้เดินในเมือง แวะคาเฟ่ดื่มด่ำกับวัฒนธรรม FIKA
กินเบเกอรี่กับกาแฟยามบ่ายที่สวีดิชมักทำกันจนถึงขั้นมีชื่อเรียก เดินเล่นในย่านกลางเมืองก็มีพิพิธภัณฑ์มากมายให้เลือก ย่านแกมล่า สแตน (Gamla Stan) เขตเมืองเก่าพื้นปูด้วยหิน
ผนังอิฐบล็อก กับร้านที่แต่งน่ารักน่าเข้าไปหมด ย่านเซอเดอร์มาล์ม (Södermalm) ชื่อเล่นว่า SOFO ไม่ไกลจากท่าเรือ
ที่เต็มไปด้วยร้านค้างานดีไซน์ของสวีเดนที่มีชื่อไปทั่วโลก หรือจะแวะ Fotografiska พิพิธภัณฑ์ภาพถ่ายสมัยใหม่ที่มีดาดฟ้าร้านอาหารมองเห็นวิวริมน้ำ
ก่อนจะเช็กอินขึ้นเรือสบายๆ

เรือที่ใช้มีชื่อว่า
Mariella (มีพี่น้องชื่อ Cinderella,
Amorella และ Rosella) ทั้งหมด 8 ชั้น
ใครจะจินตนาการภาพในเรือก็ลองไปดู ไททานิค อีกรอบ ให้อารมณ์คล้ายๆ กันแบบนั้น
มีห้องเล่นเกม ห้องอาหาร ห้องซาวน่า ผับ คาเฟ่ ไปจนถึงสิ่งที่ไททานิคคงยังไม่มี
แต่ขาดไม่ได้ในยุคนี้คือห้องขายของ Duty Free ที่ทุกคนดูจะแห่กันมาซื้อไวน์
ก่อนแยกย้ายไปตามมุมต่างๆของเรือตามแต่จริตแต่ละคน มาคู่ก็กอดกันหน้าเรือตามพล็อตหนังไป
มาเป็นกลุ่มก็ขลุกตัวในห้องเกม ไม่ก็ผับ
มาเดี่ยวอย่างเราก็เดินว่อนได้ทั่วเรือตราบใดที่ไม่มีป้าย crew only

เราเลือกห้อง 4-bed
cabin room อยู่แทบจะใต้สุดของเรือให้เหมาะกับสถานภาพการเงินของความเป็นนักเรียน
โชคดีหรือเปล่าไม่รู้ วันที่ไปไม่มีคนมาแชร์ด้วยเลยได้ห้องทั้งห้องไปโดยปริยาย
ห้องสะอาด ห้องน้ำส่วนตัว ถ้าใครงบมากหน่อย อาจเลือกห้องชั้นบนๆ
มาตรฐานโรงแรมแถมได้วิวทะเล แต่ประหยัดแบบเราก็เดินขึ้นไปดูวิวเองได้ ออกกำลังกาย
สบายกระเป๋าตังค์

กิจกรรมที่แนะนำให้ทำคือ
การกิน นี่ไม่ได้พูดเล่น ห้องอาหารยูโร) ปลาแซลมอน ปลาแฮร์ริ่ง แบบไม่อั้น และยังมีผลไม้ตระกูลเบอร์รี่สดๆ
สำหรับมื้อเช้าก่อนเดินทางเข้าเมือง ทานอาหารไป นั่งชมวิวในขณะที่เรือค่อยๆ แล่นผ่านทะเลบอลติกไป
เชฟมิชลินสตาร์ไม่ต้อง วิวอย่างเดียวพอ

เรือมาถึงเฮลซิงกิตอนสิบโมงเช้า ใครไม่ได้ทานอาหารมา แนะนำให้ไป Ekberg Café ร้านเก่าแก่ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1861 หรือใครทานมาแล้วก็เดินจากท่าเรือไปเรื่อยๆ
ก็จะเจอกับ Market Square มีของท้องถิ่นมาขาย
จะเลือกนั่งเรือข้ามไป Suomenlinna ป้อมปราการบนเกาะที่ UNESCO ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก
หรือจะเดินเล่นในเมือง แวะชม Helsinki City Center ที่เปิดให้เข้าชมฟรี
มีนิทรรศการบอกเล่าความเป็นมาของเฮลซิงกิได้อย่างน่าสนใจ
(ตอนเราไปมีนิทรรศการ ‘กลิ่น’ มีห้องให้นั่ง
bean bags ดมกลิ่นเมืองในศตวรรษที่ 18!) การเดินทางในเฮลซิงกิแสนง่ายดาย
มาวันเดียวไม่ต้องซื้อบัตรโดยสารแต่อย่างใด
เพราะเราว่าเดินเอาอย่างเดียวก็เพลินแล้ว จากจุดที่ว่ามาเดินไป Helsinki
Cathedral โบสถ์สีขาวสัญลักษณ์ประจำเมือง
เดินต่อไปยังกลางเมืองที่มีของฝากชื่อดังของฟินแลนด์อย่าง Marimekko หรือเจ้าตัวการ์ตูน Moomin ก็พอดีสำหรับหนึ่งวันสั้นๆ
ก่อนจะเดินทางกลับขึ้นเรือในช่วงเย็น

ขากลับบนเรือจาก Helsinki-Stockholm แนะนำให้ขึ้นไปดาดฟ้าเรือดูวิวตั้งแต่ออกจากเฮลซิงกิมา ถ้าหน้าหนาวก็จะเห็นภาพเรือค่อยๆ เบียดผิวน้ำแข็งไปเรื่อยๆ
ตื่นมาตอนเช้าก็ให้ขึ้นมาดูวิวที่ค่อยๆ เคลื่อนผ่านหมู่เกาะเล็กๆ น้อยๆ ของสวีเดน
ให้เห็นว่าฉายา ‘Land of a thousand islands’
นั้นได้มาอย่างไร ทะเลสีน้ำเงินใสราวกระจก เกาะเล็กๆ ที่มีต้นไม้และบ้านสีแดง
เหลือง น้ำเงิน เป็นทิวทัศน์ที่ละสายตาไม่ได้
แม้อากาศบนกาบเรือจะเย็นเฉียบในช่วงปลายฤดูหนาวก็ตาม

การเดินทางบนเรือครั้งนี้ทำให้เราเกิดความคิดที่จะหาวิธีการเดินทางใหม่ๆ นอกเหนือจากความเคยชินในการนั่งเครื่องบิน
เพราะถึงแม้จุดหมายอาจจะไม่ผิดแผกไปจากเดิม แต่วิธีการไปถึงนั้นแปลกใหม่
อรรถรสในการเดินทางครั้งนั้นก็ดูจะเป็นรสชาติที่พิเศษกว่าที่เคย ถ้าวิธีการปรุงอาหารสำคัญไม่แพ้กับรสชาติที่ปรุงเสร็จออกมา
การเดินทางด้วยเรือข้ามสองประเทศครั้งนี้ก็ทำให้รู้สึกว่าวิธีการเดินทางสำคัญไม่แพ้ปลายทางเช่นกัน

Viking Line

Route:
Stockholm-Helsinki-Stockholm (และเส้นทางอื่นๆ
ในแถบสแกนดิเนเวีย)
Period:
ช่วงอากาศสบายตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กันยายน
แต่คนจะเยอะ, ช่วงมีนาคม-พฤษภาคม
ยังเย็นๆ อยู่นิดหน่อย แต่คนน้อยกว่า, ช่วงหน้าหนาว พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ ต้องตรวจสอบตารางเดินทางกับเรืออีกที
How to get there:
สถานี Slussen ในสตอกโฮล์มและท่าเรือชื่อ Katajanokka ในเฮลซิงกิอยู่ใกล้ City Center ทั้งคู่ ขึ้นเรือสะดวก
http://www.vikingline.com/
Map:

ใครอยากส่งเรื่องที่น่าเที่ยวมาลงเว็บไซต์ a day online คลิกที่นี่เลย

Author

พชร สูงเด่น

มนุษย์สายสังคม ชอบทำขนม ปัจจุบันนั่งจมกับธีสิสและเขียนเล่าเรื่องราวทุน Erasmus Mundus ด้วยความตั้งใจจะให้โอกาสที่ได้รับต่อยอดไปสู่โอกาสของผู้อื่นต่อไป

Related Posts

x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)