Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
‘ภูมิคุ้มกัน’ คือปราการที่มั่นสำคัญสุดท้ายแม้ผ่านพ้นยุค COVID-19 ไปแล้ว

‘ภูมิคุ้มกัน’ คือปราการที่มั่นสำคัญสุดท้ายแม้ผ่านพ้นยุค COVID-19 ไปแล้ว

12/04/2020
Happiness
AUTHOR: ธเนศ รัตนกุล
SHARE:

 ล้างมือนาน 20 วินาทีก็แล้วจามใส่ข้อพับแขนทุกครั้งก็แล้วไม่เอามือแตะหน้าแตะตาก็แล้วอยู่ห่างจากมวลหมู่มนุษย์ 1 เมตรกักตัวนาน 14 วันโอเค ทำตามหมดในเช็กลิสต์พฤติกรรมที่ดูจุกจิกทั้งหลายกลายเป็นความจำเป็นเนื่องจากสามารถลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่โควิด-19 ที่อาจจะแวะเวียนมาทักทายเราอีกหลายระลอก

 แต่ปราการสุดท้ายที่สำคัญที่สุดของคุณคือ ‘ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย’ที่เป็นตัวตัดสินโยนหัว-ก้อยว่าไวรัสจะเล่นงานคุณหนักแค่ไหนน่าเสียดายที่ไม่มีเส้นมาตรฐานชัดเจนว่าคุณควรมีภูมิต้านทานเท่าไหร่ถึงจะปลอดภัยเนื่องจากภูมิคุ้มกันของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากันและเสื่อมถอยตามอายุขัยของร่างกายนี่จึงทำให้ผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไปเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุดในวงจรระบาดแต่ในบางกรณีภูมิคุ้มกันเองก็ไม่ได้ยึดติดกับตัวเลขอายุหลายคนมีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรงแม้ตัวเลขจะเลยไปไกลแล้วแต่อีกคนกลับมีภูมิคุ้มกันอ่อนทั้งๆ ที่ยังมีอายุน้อย

 ในยุคต่อไปแม้วิกฤตโควิด-19 ผ่านพ้นไปแล้วประเด็นเรื่องภูมิคุ้มกันอาจถูกหยิบยกมาพูดถึงอย่างกว้างขวางมีธุรกิจต่างๆ เข้ามาหว่านล้อมคุณด้วยสินค้าและบริการใหม่ๆ เพื่อเคลมว่าสามารถทำให้ภูมิคุ้มกันคุณแข็งแกร่งดั่งหินผานี่จึงอาจเป็นความหวั่นวิตกรูปแบบใหม่จนคุณยอมเสียทรัพย์แค่ไหนก็ได้เพื่อภูมิคุ้มกัน

เราสามารถหมุนนาฬิกาภูมิคุ้มกันกลับมาได้ไหม

 นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาด้านวิทยาภูมิคุ้มกันต่างลงความเห็นว่าระบบภูมิคุ้มกันร่างกายเป็นกลไกที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยปริศนามากที่สุดรองลงมาจากสมองเพราะภูมิคุ้มกันมี cell type นับพันชนิดส่งโมโลกุลที่มีความจำเพาะมากกว่า 8,000 ยีนเป็นโครงข่ายที่ยุ่งเหยิงซับซ้อนเกี่ยวพันกันไปหมดการศึกษาภูมิคุ้มกันจึงเหมือนการมองท่อน้ำใต้ดินจากแผนผังเมืองที่มีการไหลเวียนตลอดเวลา

 

 หากคุณมีอายุไม่มากยืนยันว่าตัวเองมีสุขภาพดีไม่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงให้ร่างกายทรุดโทรมภูมิคุ้มกันก็น่าจะยังทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพพอจะกำจัดเชื้อโรคที่เข้ารุกรานร่างกายแม้กระทั้งกลุ่มไวรัสโคโรนาที่ภูมิคุ้มกันคนส่วนใหญ่ยังรับมือได้แต่ข่าวร้ายคือภูมิคุ้มกันอยู่กับใครไม่นานมันค่อยๆ เสื่อมถอยตามอายุขัยเรียกว่าภาวะ immunosenescence ซึ่งเริ่มมีผลกระทบกับคนในช่วงวัย 60 ปียิ่งสูงวัยมากเท่าไหร่ยิ่งมีโอกาสป่วยมากขึ้นจากการติดเชื้อโดยเฉพาะช่วงที่ไข้หวัดระบาดหรือ flu season แค่ไข้หวัดใหญ่ก็เพียงพอจะทำให้ผู้สูงอายุไปนอนแอดมิตที่โรงพยาบาลได้มีสถิติว่าคนที่มีอายุมากกว่า 75 ปีมีโอกาสเสียชีวิตจากไวรัสเพิ่มขึ้น 30-40 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

 แต่สำหรับคนหนุ่มสาวคงไม่วิตกกังวลต่อภาวะ immunosenescence มากเท่าไหร่เพราะอาจรู้สึกว่ายังไกลตัวแต่ในความเป็นจริงคุณบ่อนทำลายภูมิคุ้มกันตัวเองได้ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นซึ่งเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อนี่แหละ จากวิถีชีวิตที่โชกโชนทั้งนอนดึกตื่นสายโหมทำงานหนักขาดการออกกำลังกายรวมไปถึงการสูบบุหรี่จัดและการมีน้ำหนักตัวอยู่ในข่ายอ้วนซึ่งทำให้ภูมิคุ้มกันถดถอยเกินกว่าอายุจริง

 อายุทางปฏิทิน (chronological age) และอายุทางชีวภาพ (biological age) มักไม่ห่างกันมากในทางทฤษฎีแต่กรณีภูมิคุ้มกันนั้นอาจห่างช่วงกันได้ถึง 20 ปีเช่นคุณมีอายุ 30 นิดๆแต่ไม่เคยดูแลสุขภาพเลยกินจุดื่มหนักเมื่อไวรัสเข้ารุกรานร่างกายภูมิคุ้มกันอาจมีประสิทธิภาพต่อต้านไม่เพียงพอเพราะภูมิคุ้มกันคุณอาจเทียบเท่ากับคนอายุ 50 ปีการใช้ชีวิตเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ศักยภาพในการต้านโรคต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

 

 ดังนั้นการทำความเข้าใจกลไกภูมิคุ้มกันช่วยให้แพทย์พอประเมินได้ว่าโรคภัยรูปแบบใดจะส่งผลกระทบต่อร่างกายถ้าภูมิคุ้มกันบกพร่องแพทย์จะเลือกวิธีเพิ่มภูมิคุ้มกันให้คุณหรือไม่หากแพทย์สามารถบอกอายุโดยประเมินจากภูมิคุ้มกันคุณได้ก็น่าจะทำให้เลือกใช้กระบวนการรักษาที่แม่นยำขึ้น

 งานวิจัยล่าสุดจากทีมมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดพยายามหาคำตอบนี้โดยพวกเขาใช้วิทยาการที่เรียกว่าการบูรณาการพหุโอมิกส์ (multi-omics) ที่มักกล่าวถึงบ่อยๆ ในด้านวิทยาการแพทย์แม่นยำ งานวิจัยติดตามระบบภูมิคุ้มกันของอาสาสมัคร 135 คนแบ่งออกเป็น 2 ช่วงวัยระหว่าง 20-31 ปีและ 60-96 ปีติดตามพวกเขาต่อเนื่องเป็นเวลานานถึง 9 ปีซึ่งเป็นการติดตามที่ใช้เวลานานที่สุดเท่าที่เคยทำมา

 ข้อมูลที่ได้พบว่าอายุของภูมิต้านทานร่างกายสอดคล้องกับความเสี่ยงเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยยิ่งอายุภูมิคุ้มกันมากก็ยิ่งบอบบาง เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสและใช้ช่วงเวลาให้ร่างกายฟื้นนานกว่าจนอาจกล่าวได้ว่าศักยภาพของภูมิต้านทานในร่างกายมีส่วนกำหนดอายุขัยพวกเราได้แต่อย่างไรก็ตามแม้คุณอยากรู้อายุภูมิต้านทานของคุณมากแค่ไหนก็ไม่มีสถานบริการใดๆ รับตรวจให้คนทั่วไปอยู่ดี

 เมื่อเราสูงวัยขึ้นความปั่นป่วนก็เริ่มมาเยือน โดยเฉพาะเซลล์ภูมิคุ้มกันที่พวกเราคุ้นเคยมากที่สุดและมีปริมาณมากที่สุดคือ neutrophil หรือเซลล์เม็ดเลือดขาวผู้เป็นแนวหน้าในการต่อสู้กับการติดเชื้อเดินลาดตระเวนไปทั่วเส้นเลือดเพื่อค้นหาแบคทีเรียหากพบเป้าหมาย neutrophil ก็จะกลืนกินแบคทีเรียเหมือนเกม Pac-Man หรือปล่อยสารเคมีที่ทำลายโครงสร้าง RNA ของไวรัสเม็ดเลือดขาวที่ออกสู่ภายนอกหลอดเลือดจะถูกชักนำด้วยสารเคมีเพื่อมุ่งเข้าหาบริเวณที่อักเสบเราเรียกกระบวนการนี้ว่า chemotaxisจุดนี้เองที่ทำให้เมื่ออายุมากขึ้นการชักนำต่างๆ จะค่อยๆ ทำได้น้อยลงแม้ neutrophil จะค้นพบผู้รุกรานได้แต่ประสิทธิภาพในการกำจัดก็ไม่ดีเท่าหรืออาจใช้เวลานานขึ้น และนั่นทำให้จุลชีพก่อโรคมีเวลามากพอที่จะทำให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายติดเชื้อ

 

 นี่ยังไม่นับรวม neutrophil ที่ทำลายกันเอง ก่อให้เกิดภาวะอักเสบดังนั้นเราจึงต้องมีวิธีทำให้ neutrophil กลับมาทำงานอย่างเป็นปกติอีกครั้งมีงานวิจัยพบว่ายาลดไขมันในกระแสเลือดกลุ่มstatins มีแนวโน้มช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดขาวต่อสู้โรคได้มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบแต่วิธีดังกล่าวอยู่ในกระบวนการวิจัยยังไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมสำหรับแพทย์เพราะมีผลข้างเคียง ทำให้ไตวายตับอักเสบหากใช้ยากลุ่ม statins เป็นเวลานาน

ทำไมบางคนถึงภูมิคุ้มกันดีแต่ฉันไม่ดีเหมือนเขา

 เราทราบกันดีว่าคนในแต่ละช่วงวัยมีภูมิต้านทานไม่เท่ากันแล้วคนในวัยเดียวกันแท้ๆก็ยังมีภูมิคุ้มกันไม่เท่ากันอีกเนื่องจากรูปแบบการใช้ชีวิตการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมหลากหลายและในช่วงชีวิตแต่ละคนเคยประสบโรคภัยอะไรมาแล้วบ้างซึ่งภูมิคุ้มกันเองมีการปรับเปลี่ยนตัวเองตลอดการที่บางคนมีภูมิคุ้มกันดีตั้งแต่เด็กๆ เป็นโรคน้อยก็ถือว่า ‘ถูกหวยทางพันธุกรรม’รวมถึงสภาพแวดล้อมที่พวกเราเติบโตก็สามารถชี้วัดได้

 มีงานวิจัยที่น่าสนใจของ Technion–Israel Institute of Technology ซึ่งพยายามทดสอบอายุภูมิต้านทานของบรรดาเด็กๆ ที่อาศัยในโซนชุมชนแออัดของบังกลาเทศเด็กกลุ่มนี้ไม่สามารถเข้าถึงสาธารณสุขที่ดีนักพวกเขาเสี่ยงติดเชื้อและล้วนเคยมีโรคเกี่ยวกับปรสิตเมื่อนักวิจัยเอามาเทียบกับวัยรุ่นในเมืองแถบแคลิฟอร์เนียประเทศสหรัฐอเมริกาที่ฐานะดี กลับพบว่าเด็กๆ จากบังกลาเทศมีภูมิต้านทานดีกว่าวัยรุ่นแคลิฟอร์เนียน่าจะเข้ากับประโยคที่ว่า ‘อะไรที่ฆ่าคุณไม่ได้ทำให้คุณแข็งแกร่งขึ้น’

 การที่ระบบภูมิต้านทานไม่เคยเผชิญโรคเลยก็อาจเป็นผลเสีย ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะภูมิต้านทานต่ำในอนาคตแต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กบังกลาเทศจะมีสุขภาพดี แม้พวกเขาจะมีภูมิต้านทาน รับมือกับเชื้อประจำถิ่นได้แต่ก็ยังเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพอื่นๆ อยู่ดี

แล้วเรามีวิธีรักษาภูมิคุ้มกันให้พร้อมอยู่เสมอได้ยังไง

 กุญแจสำคัญที่นำไปสู่กระบวนการ anti-aging ของร่างกายคือการจำกัดปริมาณแคลอรีในแต่ละวันจากงานวิจัยที่ให้สัตว์ทดลองอดอาหารลงกว่าเดิม 60 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่แมลงหวี่จนถึงลิงผลปรากฏว่าภูมิต้านทานของสัตว์ทดลองเหล่านี้ดีขึ้นเมื่อเข้าสู่กระบวนการอด (starvation) จากเหตุผลที่วิวัฒนาการทำให้ร่างกายปรับตัวเมื่ออยู่ในภาวะอด

 แต่หากเรานำมาปรับใช้โดยที่ไม่จำเป็นต้องอดจริงๆนักวิทยาศาสตร์ก็ก้าวไปอีกขั้นด้วยการไปปิดกลไกของเซลล์ไม่ให้รับรู้สารอาหารจำลองกระบวนการอดเรียกว่า mTOR (mammalian target of rapamycin) เป็นกลุ่ม protein kinase ที่ทำหน้าที่เป็นตัวรับสัญญาณสารอาหารเพื่อควบคุมระดับพลังงานภายในเซลล์เมื่อถูกปิดเซลล์จะเข้าสู่ภาวะอดจากการทดลองในสัตว์พบว่ามีส่วนทำให้ภูมิต้านทานสูงขึ้นจัดการกับจุลชีพที่ก่อโรคได้ดีขึ้น

 กินอาหารให้น้อยลงออกกำลังกายสม่ำเสมอและเลือกอาหารที่มีคุณค่า ยังเป็นคำแนะนำที่ดีที่สุดในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันระยะยาวโดยที่เริ่มทำได้เลย ไม่ต้องพึ่งอาหารเสริมใดๆ

 การเตรียมร่างกายให้พร้อมโดยที่ไม่ต้องรอให้ชรานั้นดีเพราะกระบวนการสร้างภูมิคุ้มกันกินระยะเวลาตลอดช่วงชีวิตในยุคที่โรคระบาดหลายชนิดเตรียมจ่อเล่นงาน ‘ปราการภูมิคุ้มกัน’ ยังเป็นที่มั่นสุดท้ายสำหรับพวกเราเสมอ


 อ้างอิง

 Immunosenescence: emerging challenges for an ageing population

 mTOR inhibition improves immune function in the elderly

 mTOR Signaling in Growth, Metabolism, and Disease

Tags:โควิด-19ไวรัสภูมิคุ้มกันระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายร่างกายวิทยาศาสตร์Sci-FineงานวิจัยCOVID-19ไวรัสโคโรนา
Share :
Author
ธเนศ รัตนกุล
Photographer
-
ทำไมโควิด-19 ระบาดน้อยในทวีปแอฟริกา ทั้งๆ ที่สาธารณสุขเปราะบางมากที่สุดในโลก
Happinessทำไมโควิด-19 ระบาดน้อยในทวีปแอฟริกา ทั้งๆ ที่สาธารณสุขเปราะบางมากที่สุดในโลกนักเขียน : ธเนศ รัตนกุล
เข้าใจ 'สมองแห่งความก้าวร้าว' เพื่อเปลี่ยนการระเบิดอารมณ์ให้เป็นพลังขับเคลื่อนได้สำเร็จ
Culture & Entertainmentเข้าใจ 'สมองแห่งความก้าวร้าว' เพื่อเปลี่ยนการระเบิดอารมณ์ให้เป็นพลังขับเคลื่อนได้สำเร็จนักเขียน : ธเนศ รัตนกุล
ทำไมมนุษย์ขี้เกียจแล้วอ้วนแต่ลิงขี้เกียจแล้วไม่เป็นไร เมื่อวิวัฒนาการบังคับให้คนแอ็กทีฟเพื่ออยู่รอด
Culture & Entertainmentทำไมมนุษย์ขี้เกียจแล้วอ้วนแต่ลิงขี้เกียจแล้วไม่เป็นไร เมื่อวิวัฒนาการบังคับให้คนแอ็กทีฟเพื่ออยู่รอดนักเขียน : ธเนศ รัตนกุล