อย่างส่วนตัวที่สุดผมคิดว่าหนังสือของ P.S. Publishing แต่ละเล่มน่าสนใจในวิถีทางของตัวเองแน่นอนว่าผมไม่ได้อ่านหนังสือของสำนักพิมพ์นี้ทุกเล่มแต่หากประเมินคร่าวๆจากบางเล่มที่เคยได้สัมผัสหนังสือของสำนักพิมพ์นี้ต่างก็สารพัดไปด้วยกลิ่นรุ่มรวยไปด้วยรสชาติและมอบประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป
I Eat You Up Inside My Head คือรวมเรื่องสั้นเล่มล่าสุดของ P.S. Publishing ซึ่งเป็นอีกครั้งที่หนังสือของสำนักพิมพ์นี้มอบรสชาติแปลกใหม่ให้กับการอ่านวรรณกรรมว่ากันตรงๆความแปลกใหม่ที่ว่านี้เริ่มต้นตั้งแต่ชื่อสร้อยของหนังสือเล่มนี้ที่ว่า ‘รับประทานสารตกค้างในกลีบดอกปอกเปิก’ เพราะไม่เพียงแต่เราจะไม่ค่อยเห็นการตั้งชื่อหนังสือ หรือกระทั่งการสร้างประโยคในลักษณะนี้หากประโยคสั้นๆนี้ยังชวนให้ตั้งคำถามนับแต่ยังไม่เริ่มพลิกหน้ากระดาษทำนองว่าทำไมต้องรับประทานสารตกค้าง? สารตกค้างที่ว่าคืออะไร? เหตุใดถึงเกิดขึ้นในกลีบดอกปอกเปิก? แล้วกลีบดอกปอกเปิกที่ว่าคืออะไร?

ในระนาบเดียวกันหน้าปกของหนังสือเล่มนี้ก็สร้างบทสนทนาต่อชื่อหนังสือได้อย่างน่าสนใจหากลองพิจารณาหน้าปกเราจะเห็นนกฟลามิงโกสีชมพูจำนวนหนึ่งเห็นหญิงสาวคนหนึ่งคล้ายจะหลับตาพริ้มฝันและเห็นดอกไม้บ้างเหลือง บ้างขาว บ้างแดง บ้างแบ่งบานขึ้นจากผืนดิน บ้างแบ่งบานขึ้นจากผิวกายของหญิงสาว
ผมคิดว่าในขณะที่มวลดอกไม้ฉายภาพ ‘กลีบดอกปอกเปิก’ ได้อย่างเป็นรูปธรรมนกฟลามิงโกกับหญิงสาวที่หลับฝันก็ราวกับจะอนุมานได้ถึง ‘ประธาน’ ผู้ ‘รับประทานสารตกค้าง’ ที่หายไปในแง่นี้ผู้ที่รับประทานสารตกค้างจึงอาจเป็นได้ทั้งมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่ไม่ใช่มนุษย์เช่นนกฟลามิงโก
คำถามคือทำไมประเด็นนี้ถึงน่าสนใจ? สำหรับผมแล้วในขณะที่เรื่องสั้นเรื่องต่างๆของ I Eat You Up Inside My Headจะถูกบอกเล่าผ่านน้ำเสียงของมนุษย์ทว่าในบางเรื่องสั้นธรรมชาติและสรรพสิ่งต่างๆที่มีชีวิตบ้างหรือไม่มีชีวิตบ้างซึ่งปรากฏเป็นส่วนประกอบเล็กๆของเรื่องเล่ากลับคล้ายจะมีสำนึกมีชีวิตและมีสถานะเป็นผู้กระทำไม่ต่างอะไรกับมนุษย์


ในบทหนึ่งผู้เขียนเล่าว่า “เธอได้ยินมันแว่วๆขณะม้วนสายดอกที่มีเขานั่งอยู่ในนั้นม้วนมันทุกวันจนเกลียวเหนื่อยจะเบี้ยวรำคาญเธอเต็มทีโทรโข่งของเขามันเวิร์กกับเธอแต่ไม่ได้มีไว้เพื่อเธอดอกไม้ในป่าตะโกนด่าว่าธรรมชาติก็ไม่ได้สร้างรถเก๋งมาให้บินได้”
หากพิจารณาประโยคจะเห็นว่าไม่เพียงแต่ ‘เธอ’ จะม้วนสายดอกให้เบี้ยวไม่สำเร็จอย่างที่หวังทว่าสายดอกที่ไม่ยอมเบี้ยวนี้กลับไม่ได้มาจากสาเหตุที่หญิงสาวไม่มีเรี่ยวแรงหรือสายดอกม้วนยากจนเกินไปหากแต่เป็นเพราะ ‘เกลียวเหนื่อยจะเบี้ยวรำคาญเธอเต็มที’ ต่างหากที่เป็นสาเหตุให้เธอไม่อาจม้วนสายดอกจนสำเร็จได้หรือหากเราลองอ่านต่อไปสักหน่อยก็จะพบประโยคที่ว่า ‘ดอกไม้ในป่าตะโกนด่าว่าธรรมชาติก็ไม่ได้สร้างรถเก๋งมาให้บินได้’ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าดอกไม้ไม่ใช่แต่จะแบ่งบานอยู่นิ่งๆหากเมื่อไม่พอใจก็สามารถจะตะโกนด่าธรรมชาติซึ่งเป็นระบบนิเวศใหญ่ได้เช่นกัน
ในแง่หนึ่งเราอาจเรียกชั้นเชิงการเขียนนี้ว่า ‘บุคลาธิษฐาน’ (personification) นั่นคือการสมมติสิ่งไม่มีชีวิตไม่มีความคิดหรือกระทั่งสัตว์ให้มีสติปัญญาการกระทำและความรู้สึกนึกคิดเช่นเดียวกับมนุษย์เช่นนี้เองสายดอกจึงรำคาญหญิงสาวได้และดอกไม้จึงตะโกนด่าธรรมชาติได้แต่หากเราลองมองไปให้ไกลอีกนิดผมคิดว่าบุคลาธิษฐานสะท้อนให้เห็นความเป็นไปได้ต่อการที่สิ่งซึ่งไม่ใช่มนุษย์จะสับเปลี่ยนสถานะ ‘แทนที่มนุษย์ในฐานะประธาน’ กล่าวคือมนุษย์ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีสถานะองค์ประธานในทุกๆประโยคทุกๆเหตุการณ์และทุกๆการกระทำเสมอไปนั่นเพราะสรรพสิ่งอื่นๆล้วนสามารถที่จะขึ้นเป็นองค์ประธานได้เช่นกัน


หากเราย้อนกลับมาพิจารณา I Eat You Up Inside My Headจะพบว่ามนุษย์ในแต่ละเรื่องสั้นไม่ได้มีสถานะเป็นผู้กระทำเสมอไปหากสรรพสิ่งธรรมชาติและวัตถุต่างๆกลับมีอำนาจที่จะกำหนดและควบคุมสำนึกพฤติกรรมหรือกระทั่งความเป็นไปของมนุษย์ในเรื่องฉากหนึ่งที่ผมชอบเป็นพิเศษคือ “แม่ทดลองสอดมือตัวเองลงไปในเครื่องย่อยแต่มันไม่ยอมย่อยมือแม่ลงไปด้วยแม่มองตามข้อความนั้นไหลเป็นแฉกช้าๆเส้นสีขาวนอนกองขดเป็นเส้นไม่ได้ความตามความสามารถของเครื่องทำลายเอกสารที่วันนั้นดันบังเอิญทำลายได้มากกว่านั้น”
แม้ว่าแม่จะเป็นผู้สอดมือลงไปในเครื่องทำลายเอกสารหากแม่กลับถูกเครื่องทำลายเอกสาร ‘ปฏิเสธ’ ที่จะกลืนกินเข้าไปประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเป็นไปได้อย่างไรที่เครื่องทำลายเอกสารจะกลืนกินแม่ลงไปได้หากคือเครื่องทำลายเอกสาร ‘มีอำนาจปฏิเสธ’ ไม่ยอมย่อยแม่ลงไปต่างหาก I Eat You Up Inside My Headจะอ่านสนุกขึ้นเมื่อเราทิ้งความหมกมุ่นต่อการแสวงหา ‘ความสมเหตุสมผล’ เสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ความสมเหตุสมผลหากคือการละทิ้งฐานคิดเหตุผลนิยมและกระโจนเข้าสู่โลกของความเป็นไปได้อื่นๆที่ปั่นป่วนไหลลื่นและแปรเปลี่ยนเสมอไป

I Eat You Up Inside My Headคือเรื่องเล่าของหญิงสาวนับสิบๆผ่านน้ำเสียงนับสิบๆที่หลากเลื่อนไหลไปคล้ายกระแสน้ำสารภาพว่าขณะที่อ่านรวมเรื่องสั้นเล่มนี้หลายๆครั้งผมกลับเผลอนึกถึงงานเขียนของ Virginia Woolf ไม่ใช่แค่ในแง่ที่ว่าน้ำเสียงของผู้เล่าคือผู้หญิงหากยังรวมถึงลักษณะที่ความคิดของผู้เล่าดำเนินไปเรื่อยๆอย่างไม่มีแบบแผนตายตัวคล้ายๆกับรูปแบบการเขียนทางวรรณกรรมที่ชื่อว่า‘กระแสสำนึก’ (stream of consciousness) นั่นคือการที่ผู้อ่านคล้ายจะได้ซึมลึกเข้าไปอยู่ในความคิดของผู้เล่า
แม้ว่า I Eat You Up Inside My Head จะดำเนินเรื่องในลักษณะเส้นตรงทว่าตลอดเส้นทางที่เรื่องเล่าดำเนินไปกลับเต็มไปด้วยความคิดและเรื่องเล่าอื่นๆที่ปรากฏอยู่เรื่อยๆรายทางราวกับว่าแม้ผู้เขียนมองเห็นเส้นทางของการเล่าเรื่องที่ชัดเจนอยู่แล้วหากแทนที่จะมุ่งไปข้างหน้าอย่างตรงๆกลับเลือกที่จะแวะหยุดระหว่างทางเพื่อให้ผู้อ่านได้สัมผัสกับสิ่งเล็กๆน้อยๆที่สร้างชีวิตชีวาและเสริมเติมมิติให้กับตัวละครและเรื่องราวที่กำลังบอกเล่า
สำหรับผมแล้วจุดนี้เองเห็นจะเป็นเสน่ห์ของ I Eat You Up Inside My Headในแง่ที่ว่าผู้อ่านไม่เพียงแต่จะได้รับรู้เรื่องราวของเส้นเรื่องหลักหากยังมีรายละเอียดยิบๆย่อยๆที่กลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ก็ว่าได้อีกจุดหนึ่งที่เห็นจะพูดถึงไม่ได้คือกลิ่นไอจางๆของความเป็นการเมืองที่ปรากฏให้เห็นในเรื่องสั้นหลายๆเรื่อง “แล้วแม่ก็เดินจากไปทั้งอย่างนั้นก่อนเอ่ยสถานที่ทำรังชื่อวงศ์และภาระที่นกเงือกต้องแบกไว้มากกว่าเฟมินิสต์หรือ LGBT ในยุคนั้นนั่นคือการหาต้นไม้ลับตาบินช้าๆปลูกต้นไม้เหมือนเป็นตัวแทน propaganda ของพงไพร”
เฟมินิสต์, LGBT, propaganda ศัพท์ในลักษณะเดียวกันนี้ยังปรากฏให้เห็นอยู่เรื่อยๆในเรื่องสั้นหลายๆเรื่องผมคิดว่าแม้ในทางหนึ่งการเลือกใช้ศัพท์เหล่านี้ในเรื่องสั้นจะสร้างเอกลักษณ์ได้อย่างน่าสนใจหากในขณะเดียวกันมันก็สะท้อนให้เห็นบรรยากาศที่เปลี่ยนไปของยุคสมัยได้อย่างชัดเจน

ย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อนศัพท์เหล่านี้คงไม่ต่างอะไรกับของแสลงแต่หากลองสังเกตบรรยากาศของบ้านเมืองในทุกวันนี้ผมพบว่าศัพท์เหล่านี้ได้เข้ามาอยู่ในภาษาของชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ I Eat You Up Inside My Headจึงคือเสียงของยุคสมัยที่ไม่เพียงแต่จะฉายให้เห็นภาพของความรักและความสัมพันธ์ในชีวิตหากยังคือความรู้สึกนึกคิดและการตื่นรู้ทางการเมืองที่กลายเป็นสภาวะปกติมากขึ้นเรื่อยๆ
หากว่ากันอย่างถึงที่สุดรวมเรื่องสั้นเล่มนี้คือภาพแทนของยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับไวต่อสำนึกและความคิดที่หลั่งไหลอย่างไม่มีหยุดนิ่งคือความฟุ้งกระจายคือความชัดเจนคลุมเครือและเลือนหายคือความเป็นไปได้และคือความเป็นไปไม่ได้เหล่านี้เองที่ล้วนประกอบสร้างขึ้นเป็นบรรยากาศแห่งยุคสมัย
เหล่านี้เองที่ประกอบสร้างขึ้นเป็นเรื่องราวมากมายในหนังสือเล่มนี้






