HOW TO เลือกบ้านหลังแรกยังไงให้ตอบโจทย์ชีวิตแบบ Urban Living

HOW TO เลือกบ้านหลังแรกยังไงให้ตอบโจทย์ชีวิตแบบ Urban Living

เราเชื่อว่าความฝันหนึ่งของคนรุ่นใหม่หลายคนคงหนีไม่พ้นการมีที่อยู่อาศัยที่ตรงใจและตอบโจทย์ชีวิต ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป การมี ‘บ้านหลังแรก’ จึงเป็นเรื่องใหญ่และต้องอาศัยหลายปัจจัยประกอบการตัดสินใจ เพราะบ้านเป็นทรัพย์สินชิ้นใหญ่ที่จะอยู่กับเราไปอีกนาน จะซื้อบ้านทั้งทีก็ต้องเลือกให้ดีที่สุดและเข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเองมากที่สุด

เราเลยมีทริกเล็กๆ มาช่วยแนะนำและทำความเข้าใจเรื่องการซื้อบ้านหลังแรกให้ทุกคน

1. กำหนดงบประมาณไม่ให้บานปลาย

ถึงเรื่องเงินจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ที่ต้องคิดถึง ก่อนอื่นเราต้องประเมินรายได้ของตัวเองจากฐานเงินเดือน เพราะการซื้อที่อยู่อาศัยจำเป็นต้องมีเรื่องการกู้เงินมาเกี่ยวข้องด้วย ไม่ใช่แค่เลือกบ้านที่ถูกใจ แต่ธนาคารจะมีหลักเกณฑ์พิจารณาว่าจะให้เรากู้เงินเท่าไหร่ อย่างเช่นธนาคารพาณิชย์จะมีหลักการประเมินความสามารถการแบกรับภาระหนี้ของลูกหนี้โดยยึดหลักที่ 40 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ต่อเดือนของลูกหนี้ พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือถ้าเรามีเงินเดือน 30,000 บาท เราจะสามารถผ่อนบ้านสูงสุดได้ที่ 30,000 x 40% = 12,000 บาท เป็นต้น

แต่ตัวอย่างที่ยกมานี้เป็นเพียงค่าประมาณ หากเราจะกู้เงินจริงๆ ขอแนะนำให้คุยกับธนาคารหลายๆ แห่งแล้วนำข้อเสนอมาเปรียบเทียบกันเพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุด เรื่องบ้านเป็นเรื่องใหญ่ ต้องค่อยๆ ศึกษาไปอย่างใจเย็น ห้ามเร่งรัดเด็ดขาด

2. ทำเลที่ใช่ ใช้ชีวิตที่ชอบ

การเลือกทำเลควรเลือกจากไลฟ์สไตล์ คนรุ่นใหม่นิยมมองหาบ้านที่อยู่ในโซนเมืองเพราะมีชีวิตแบบ Urban Living เลยมักเลือกจากทำเลใกล้แนวรถไฟฟ้าเป็นหลัก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยราคาแพงสูงลิ่วจนได้แค่ห้องขนาดเล็กจิ๋ว จากที่อยากได้บ้านที่หายใจได้สะดวกก็จะเหลือเป็นคอนโดมิเนียมห้องเล็ก 20 ตารางเมตรที่เปิดประตูเข้ามาก็ชนเตียงนอนแล้ว

กลับกัน ถ้าใครที่มีรถยนต์ สามารถเดินทางออกไปไกลจากเส้นรถไฟฟ้าได้หน่อยก็จะมีตัวเลือกบ้านเพิ่มขึ้น เป็นบ้านที่มีขนาดพื้นที่เหมาะสมในราคาที่รับได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นปัจจัยในการใช้ชีวิตของแต่ละคนก็ต่างกันไป เลือกให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ตัวเองเป็นหลักนั่นแหละดีที่สุด

นอกจากทำเลที่ตั้งแล้ว พื้นที่โดยรอบก็สำคัญเช่นกัน การอยู่ใกล้ที่ทำงาน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า ก็เป็นปัจจัยหนึ่ง เราอาจลองจินตนาการว่าถ้าเรามาอาศัยอยู่ตรงนี้ เวลาไปทำงานจะเดินทางอย่างไร ถ้าปวดท้องตอนกลางคืนขึ้นมามีโรงพยาบาลใกล้ๆ ไหม หรือถ้าอยากซื้อของจะต้องไปที่ไหน เป็นต้น

3. มีสิ่งอำนวยความสะดวกช่วยเติมเต็มชีวิต

เพราะบ้านไม่ใช่แค่สถานที่อยู่อาศัย แต่บ้านคือวิถีชีวิตของผู้อยู่อาศัยไปแล้ว สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในพื้นที่ส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นโครงการบ้านเดี่ยวหรือคอนโดมิเนียมจึงสำคัญ การมีฟิตเนส สวนสาธารณะในหมู่บ้าน หรือพื้นที่อเนกประสงค์ที่ต้อนรับลูกบ้านทุกคนล้วนมีผลกับการใช้ชีวิตของเรา หลายคนไม่ได้ออกกำลังกายอย่างที่ตัวเองหวังก็เพียงเพราะที่อยู่ไม่เอื้ออำนวย หรือคนที่เลี้ยงสัตว์บางคนอาจไม่ได้พาน้องหมาออกไปเดินเล่นในวันหยุดสุดสัปดาห์เพราะพื้นที่ไม่ตอบโจทย์ การเลือกบ้านที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ตัวเองจึงเป็นอีกเรื่องสำคัญ เพราะว่าบ้านจะเป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตที่ช่วยเติมเต็มการใช้ชีวิตของเราให้สมบูรณ์แบบนั่นเอง

4. ก่อนเข้าต้องเช็ก หลังย้ายต้องช่วย

อีกเรื่องที่ห้ามมองข้ามคือการตรวจสอบคุณภาพของโครงการที่อยู่อาศัยที่เราจะซื้อ อาจเริ่มจากวิธีง่ายๆ อย่างการหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต แต่ถ้าจะดูให้ลึกขึ้น ขอแนะนำให้ลงพื้นที่ไปดูให้เห็นกับตาเลย รวมถึงการถามข้อมูลจากลูกบ้านในโครงการเดียวกัน เช่น เรื่องนิติบุคคล ระบบรักษาความปลอดภัย และบริการหลังการขายต่างๆ

ขั้นตอนสำคัญของการตรวจสอบคุณภาพโครงการอีกข้อก็คือการตรวจรับบ้าน เราสามารถจ้างผู้รับเหมารายย่อยหรือบริษัทตรวจรับบ้านให้มาตรวจจุดที่ต้องแก้ไขอย่างละเอียด เช่น การตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ ระบบน้ำ ระบบไฟฟ้า และโครงสร้างบ้าน เป็นต้น

บริการหลังการขายก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน บางโครงการเมื่อเราจ่ายเงินเสร็จก็จะเริ่มติดต่อยากขึ้น กลับกัน บางโครงการก็ดูแลลูกบ้านอย่างดี เวลามีปัญหาก็พร้อมเข้ามาช่วยเหลือสม่ำเสมอ บริการหลังการขายจึงเป็นเรื่องที่ช่วยให้ลูกบ้านอย่างเราอุ่นใจได้ว่าโครงการไม่ทิ้งเราแน่นอน

5. เลือกบ้านให้ตอบโจทย์อนาคตตัวเอง

สุดท้าย ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อบ้าน เรายังควรมองถึงอนาคตของตัวเองด้วย ลองคิดว่าอีกสามปีห้าปีเราจะแต่งงาน มีครอบครัวและสมาชิกในบ้านจะเพิ่มขึ้นเป็นกี่คน คำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ให้ละเอียด เพราะซื้อบ้านหนึ่งครั้ง เราต้องอยู่กับหลังนี้ไปอีกนาน อย่างต่ำโดยเฉลี่ยก็ต้องผ่อนกันประมาณ 15 ปีขึ้นไป

สำหรับใครที่กำลังเริ่มสร้างครอบครัว คอนโดมิเนียมที่มีพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตรจึงอาจไม่เหมาะ ถ้ามีงบประมาณจำกัดก็สามารถมองหาตัวเลือกอื่นๆ อย่างทาวน์โฮม เพราะทาวน์โฮมมีพื้นที่มากกว่าคอนโดมิเนียมและยังรองรับการขยายครอบครัวที่เพิ่มขึ้นได้ มีช่วงราคาที่หลากหลาย ถ้าใครมีงบประมาณเริ่มต้นที่สองล้านบาทก็สามารถมีบ้านของตัวเองได้แล้ว

อย่างพฤกษาวิลล์ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังสนใจซื้อบ้านหลังแรก ไม่ว่าจะคนมีครอบครัวหรือคนโสด เพราะมีจุดเด่นคือพื้นที่ขนาดใหญ่ตามคอนเซปต์ ‘Think Big’ ที่สร้างมาเพื่อรองรับชีวิตต่อขยายแบบ Urban Lifestyle ไม่จำกัดพื้นที่ ทั้งห้องครัวที่กว้าง เพดานสูง หน้าต่างบานใหญ่ และมี Master Bedroom ให้พักผ่อนอย่างสบาย ไม่ต้องกลัวว่าเป็นทาวน์โฮมแล้วต้องใช้ชีวิตในพื้นที่จำกัด และที่สำคัญ ราคาเริ่มต้นเพียง 1.79 ล้านบาท

เพราะบ้านเป็นเรื่องใหญ่ที่เราต้องใส่ใจให้มากที่สุด


พฤกษาวิลล์ทาวน์โฮมของคนคิดการใหญ่ พบ 10 โครงการใหม่ เริ่มเพียง 1.79 ลบ. ลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ที่ https://goo.gl/bLt7wQ

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด กรุณาตรวจสอบรายละเอียดที่สำนักงานขาย หรือ โทร. Pruksa Contact Center 1739

#พฤกษาวิลล์ #โอเวอร์ไซส์ทาวน์โฮม #คิดการใหญ่ #ThinkBig

ภาพประกอบ สาริศา เลิศวัฒนากิจกุล

AUTHOR