‘House of Mask & Mime’ กลุ่มละครที่ไม่ได้มีแค่หน้ากากและละครใบ้ แต่คือโชว์อะไรก็ได้ที่ไม่พูด!

ภาพจำละครใบ้สำหรับทุกคนมีหน้าตาเป็นอย่างไร?

บ้างก็มองว่าคือคนทาหน้าขาว จมูกยาวจมูกสั้น ขยับมือไม้ไร้เสียง ไร้คำพูด บ้างก็มองว่าคือตัวตลกหน้ายิ้ม ชอบสร้างความตลก ที่วัยเด็กเราอาจจะมองว่าไม่ตลกเอาซะเลย บ้างก็มองว่ามีไว้สำหรับเด็ก เพราะเป็นละครที่เข้าใจง่าย ไม่ยุ่งยาก

แต่สำหรับ House of Mask & Mime นิยามว่า “ละครใบ้ เป็นได้มากกว่านั้น เพราะคือโชว์อะไรก็ได้ที่ไม่พูด”

สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักบ้านหลังนี้ วันนี้เราจะพาไปแง้มประตู และเข้าไปทำความรู้จัก พูดคุยกับกลุ่มละครใบ้ที่มีชื่อว่า ‘House of Mask & Mime’ ว่าพวกเขาเป็นใคร มีที่มาที่ไปในการสร้างสรรค์ชิ้นงานอย่างไรและอะไรกันแน่ที่ทำให้พวกเขาชอบทำในสิ่งนี้

Who is ‘House of Mask & Mime?’ 

‘House of Mask & Mime’ คือกลุ่มละครที่ใช้หน้ากากและละครใบ้ในการนำเสนอเรื่องราว นอกจากนี้ยังมีอีกสารพัด อย่างที่ ‘ลิซ่า’ หรือลิสา ศรีพัฒนาสกุล’ ผู้ก่อตั้งบ้านหลังนี้กล่าวไว้ว่า “House of Mask & Mime คือโชว์ที่อะไรก็ได้ที่เป็น Non-verbal (ไม่ใช้คำพูด)” เพราะภาษากาย สามารถสื่อสารให้คนทั้งโลกเข้าใจเหมือนกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าใจภาษาพูดของกันและกัน และบางทีอาจพูดได้ลึกซึ้งมากกว่าบางประโยคซะอีก อย่างเช่นที่ผมกำลังจะอธิบายคำนิยามถึงพวกเขาตอนนี้ แนบลิงก์การแสดงคงจะเห็นภาพมากกว่า

House of Mask & Mime The Original Show | Teaser 2025

ตัวอย่างการแสดง ‘The Original Show’ นี้ คือชุดการแสดงที่เป็นต้นตำรับของบ้าน ลิซ่าเล่าถึงที่มาว่า “เราตั้งชื่อนี้เพราะมันตามชื่อเลย เป็นโชว์ตัวแรกที่เราคิดได้ และเป็นโชว์ขายของเราด้วย เรามั่นใจว่าโชว์นี้เจ๋งสุด” ซึ่งในการแสดงนี้ประกอบไปด้วย 7 เรื่องสั้นคือ Big Eyes, Emoji, Karaoke, La Luna, Yellow Line, Light of Life และ Homeless ที่มีส่วนผสมระหว่างหน้ากาก ละครใบ้ ตัวตลก สิ่งของ และวัตถุ ที่นำมาใช้เล่าเรื่องผ่านร่างกายโดยไม่มีคำพูด

ถึงแม้การแสดงของพวกเขาจะ Non-verbal แต่ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะ Non-stop อยู่แค่ในไทย เพราะพวกเขาเดินทางไปไกลถึงระดับโกอินเตอร์เลยทีเดียว ไปทัวร์มาแล้วทั้งในญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ มาเลเซีย ฝรั่งเศส อิตาลี เช็ก เยอรมนี และล่าสุดคือสวิตเซอร์แลนด์ ในเทศกาลการแสดง Festival International des Artistes de rue ที่เมือง Vevey

ตามที่ชื่อบอกไว้ว่า ‘House’ เพราะที่นี่ก็ไม่ใช่แค่กลุ่มละคร แต่ที่นี่เป็น ‘บ้าน’ 

เมื่อมาถึงที่บ้านแห่งนี้ เรารีบเอ่ยปากขอลิซ่าพาทัวร์บ้านนี้สักหน่อย เธอตอบ “ได้สิ เดี๋ยวจะพาไปดูโรงละคร” ในขณะที่เธอพาทัวร์ลัดเลาะกองไม้ กองสังกะสี ที่แห่งนี้เป็นโรงเลื่อยไม้เก่า ระหว่างที่เธอชี้มุมโน้นมุมนี้ แววตาเธอเป็นประกายเหมือนแสงที่ส่องจากบนเวที มีผ้าม่านปาดยาวจากฝั่งหนึ่งถึงอีกฝั่ง ที่นั่งคนดูเรียงร้อยกันเป็นแถว เธอเอ่ยว่ากำลังจะเปลี่ยนที่นี่ให้กลายเป็นโรงละคร เพื่อให้คนละครตัวเล็กๆ ได้มีพื้นที่แสดงผลงานในแบบที่ควรจะได้มี

ตลอดการเดินชมบ้านหลังนี้ เหมือนเธอกำลังพาเราเดินเข้ามาในความฝันที่เต็มไปด้วยกลิ่นไม้ และฝุ่นผงเล็กๆ ที่กำลังประกอบเป็นเวทีกว้างใหญ่ในอนาคตสักวันหนึ่ง และนั่นยิ่งทำให้เราสนใจในตัวเธอขึ้นไปอีกว่าเธอกำลังจะพาเราไปค้นพบอะไรอีกบ้าง

เรานั่งอยู่ในบ้านที่รวมตัวละคร 7 ชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน เราจะกล่าวถึงคาแรกเตอร์พวกเขาสักหน่อย เราชวนเขาถอดหน้ากากของแต่ละตัวละครออก เพราะหากคุณได้เห็นมนุษย์ที่โคจรมารวมกันหลังหน้ากากเหล่านี้ คุณจะพบกับความตั้งใจ ความฝัน ความหวัง ที่โคจรมารวมกันในบ้านหลังนี้

‘ลิซ่า-ลิสา ศรีพัฒนาสกุล’ หญิงใหญ่ประจำบ้าน พร้อมฟาดด้วยลุกนิ่งๆ ‘เติ้ล- อรรนพ กิจเกษร’ พี่ชายคนโต คู่หูผู้ก่อตั้งแรกเริ่มบ้านนี้ MVP กวนที่สุดประจำบ้าน ถือหน้ากากปากกระจับ ‘นัทสึ-คาซุมิ อิชิกามิ’ เซียนตัวตลกอิมพอร์ตจากญี่ปุ่น ที่พูดไทยได้นิดหน่อย ‘กวิน-กวิน พิชิตกุล’ พี่คนกลางหนวดยาวมาดเซอร์ ดูท่าทางจะดุดัน แต่พลิกล็อก เพราะสุภาพที่สุดแล้วในบ้านนี้ ‘จิ๊บ-ชนิดา ปัญญาเนรมิตดี’ พี่สาวคนรองเสื้อส้ม ที่พร้อมรับจบทุกปัญหาแทนคนในบ้าน ซ้ายสุดคือ ‘ยอร์ช-สหัสวรรษ ทาติ๊บ’ น้องเล็กเมืองเหนือจากเชียงใหม่ ลงมาแอ่วไกลถึงกรุงเทพฯ และสุดท้าย ‘เจ็ต- ธนารัฐ ชมพูวณิชกุล’ พ่อหนุ่มสวมหน้ากากลูกตาที่ไม่ได้อยู่บนใบหน้า แต่อยู่บนตัวเขา

ตอนนี้เรานั่งล้อมวงอยู่กับพวกเขาแล้ว เมื่อผมเริ่มถาม คำตอบของพวกเขาสลับกับเสียงหัวเราะกันเป็นระยะ และเงียบลงในบางช่วง ตลอดการสัมภาษณ์ทำให้เราเห็นถึงความอบอุ่นของบ้านหลังนี้ พวกเขาคิดสิ่งเดียวกัน หายใจจังหวะเดียวกัน ราวกับเป็นคนเดียวกัน และนั่นอาจเป็นเสน่ห์ของการใช้ชีวิตร่วมกันในบ้านหลังนี้ก็ได้

1

How did ‘House of Mask & Mime’ get started

จุดเริ่มต้นของ House of Mask & Mime เกิดขึ้นได้ยังไง 

ลิซ่า : เราทำละครใบ้กับเติ้ลสองคนมาก่อนตั้งแต่ 16 ปีที่แล้ว แต่มีเหตุที่ทำให้เราต้องแยกทางกันไป หลังจากนั้นเราก็ทำโชว์คนเดียวมาสักพัก มีบางทีที่เราก็คิดงานขึ้นมาได้ แต่งานที่คิดมันต้องเล่นหลายคนนี่สิ งั้นก็ทำทีมเลยดีกว่า แต่ก็ไม่รู้จะทำกับใครดี จนสุดท้ายเรารู้สึกว่ามีแค่เติ้ลคนเดียวนี่แหละที่น่าจะทำด้วยได้ (หัวเราะ) คุยกับเติ้ลว่าเรามาทำทีมกันไหม แต่เราจะไม่เล่นนะเติ้ลก็ตอบตกลง จึงเกิดเป็น House of Mask & Mime ขึ้นมา

ทำไมถึงตั้งชื่อกลุ่มว่า House of Mask & Mime สนใจสองศาสตร์นี้โดยเฉพาะเลยไหม

ลิซ่า : จริงๆ บ้านหลังนี้ไม่ได้มีแค่หน้ากากหรือละครใบ้นะ ตอนที่เราตั้งชื่อนี้ขึ้นมา เราก็ไม่ได้คิดว่าแล้วในอนาคตกูจะสร้างงานอื่นๆ อีกได้ไหมวะ แต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็เริ่มรู้สึกว่าอย่างอื่นที่น่าสนใจมันก็มี เราเริ่มหยิบอย่างอื่นที่นอกเหนือจากละครใบ้หรือหน้ากากเข้ามาใส่ในโชว์ มีทั้งดนตรี สิ่งของวัตถุ การเคลื่อนไหวร่างกาย แดนซ์ สารพัดอย่าง ไม่ได้มีแค่สองศาสตร์เท่านั้น แต่เราเอาหลายๆ อย่างมารวมกันจนกลายเป็นโชว์อะไรก็ได้ที่ไม่พูด แต่ก็ไม่แน่นะ อนาคตอาจจะพูดก็ได้

ศิลปินใน House of Mask & Mime มีกี่คน รวมตัวกันได้ยังไง

เติ้ล : หลักๆ ตอนนี้ก็มีกันอยู่ประมาณ 6 คนครับ เพราะว่าคนที่ เจ็ต! ยังไม่มา (หัวเราะ) ส่วนใหญ่ก็จะเจอหน้ากันอยู่แล้ว อย่างนัทสึก็เป็นแฟนเราเอง เราก็ต้องมาฝึกให้เอง เริ่มจากเล่นไม่เป็นก็ต้องสอนทุกอย่าง (นัทสึมองตาขวาง) ล้อเล่น! อะโธ่ เขาเป็นนักแสดงตัวตลกที่ญี่ปุ่นอยู่แล้ว

ลิซ่า : นัทสึเป็นนักแสดงตัวตลกที่ญี่ปุ่น เราเห็นว่าเขาเป็นนักแสดงที่เก่งมากๆ ได้รู้จักกันตอนไปทำโชว์ที่ไต้หวัน เราก็เลยชักชวนมาร่วมทีม

เติ้ล : คนอื่นๆ ก็เห็นจากหลายๆ งานที่พวกเขาได้แสดงนี่แหละ อย่าง กวินกับจิ๊บ เขาก็มีความสนใจในละครใบ้อยู่แล้วเราก็เลยชวนมา แล้วก็น้องเล็กของเรา ยอร์ช ส่งตรงจากเชียงใหม่ ไอ้เด็กนี่มีแวว เราเห็นจากตอนที่เปิดออดิชัน House of Mask & Mime Next Gen ก็เลยชวนมาร่วมเหมือนกัน ตอนแรกที่ทำก็ไม่มีภาพ พอเป็นละครใบ้ก็ยากที่จะอธิบายว่าเราจะทำกันออกมาเป็นแบบไหน เริ่มจากชวนมาทำความรู้จักกันก่อน แต่สุดท้ายก็โดนหลอกให้มาอยู่ด้วยกันจนถึงทุกวันนี้

อะไรที่ทำให้สนใจละครใบ้และการใช้หน้ากาก เสน่ห์ของสิ่งนี้คืออะไร

เติ้ล : ‘ละครใบ้’ เราว่ามันตรงตัวเลยนะ มันคือการที่เราไม่ได้พูดออกมาเป็นประโยคหรือไม่ได้เปล่งเสียงออกมา แต่คือการสื่อสารผ่านภาษาร่างกาย เราคิดว่าภาษาร่างกายค่อนข้างสากล เพราะเรามั่นใจว่าคนทั้งโลกจะเข้าใจเหมือนกัน แต่อาจจะต่างออกไปตรงที่ใครจะเข้าใจและตีความเป็นแบบไหน แต่ยังไงทุกคนก็เข้าใจแน่ๆ

นัทสึ : สำหรับฉันตั้งแต่ที่สร้างผลงานแสดงมา ฉันก็ไม่ใช้ภาษาพูดเลย เพราะว่าเวลาไปฉันโชว์ ฉันอยากให้ใครก็ดูได้ โดยที่ไม่กำหนดว่าต้องพูดเป็นภาษาไหน แต่ความเข้าใจก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน ฉันว่าเป็นเพราะแบบนี้ ฉันเลยเลือกสื่อสารผ่านหน้ากาก ผ่านละครใบ้ค่ะ

ในเชิงศิลปะและชีวิตคิดว่าหน้ากากและภาษาใบ้หมายถึงอะไร

ลิซ่า : โห ยากจัง (นิ่งคิด) ละครใบ้สำหรับเราคงเป็นสิ่งเสพติด เพราะเคยมีความสุขกับมันมากๆ แล้วก็มีความทุกข์กับมันมากๆ เราพยายามจะหนีมันด้วยนะ แต่ก็ไม่เคยหนีรอด สุดท้ายหัวสมองก็พาเรากลับมาที่เดิมเสมอ เรารู้สึกว่าคงหนีไปไหนไม่รอดแล้วล่ะ เราคงต้องทำไปจนกว่าจะตาย

ยอร์ช : ส่วนตัวเราชอบละครใบ้มากจนหาเรียนจากยูทูบเอง เพราะเป็นศาสตร์ที่น่าสนใจมาก พอไม่มีภาษา มันก็พาเราไปไกลรอบโลกเลย มันให้ประสบการณ์ชีวิตเรามากๆ คำว่าละครใบ้สำหรับเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหมายความว่ายังไง แต่มันกลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไปแล้ว

กวิน : ผมเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง เวลาที่ผมต้องการจะแสดงความรัก หรืออารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ผมจะพยายามแสดงออกมาผ่านร่างกาย ซึ่งละครใบ้และหน้ากากทำให้ผมได้พูดสิ่งนั้นชัดเจนมากขึ้น ผมพูดได้มากขึ้นในการกอดแค่หนึ่งที พูดได้มากขึ้นในการจับมือแค่หนึ่งครั้ง เพราะผมเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง เช่น ‘รักนะเว้ย’ ‘คิดถึงนะเว้ย’ ผมจะทำผ่านการสัมผัสมากกว่า ละครใบ้สำหรับผมเลยเป็นภาษาบอกรักของผมไปแล้ว

เติ้ล : ของเรามันเป็นวิถีชีวิตไปแล้ว จริงๆ ทุกคนก็มีพื้นฐานละครใบ้อยู่แล้วนะ ในขณะที่เรากำลังคุยกันอยู่ตอนนี้เราก็ยังใช้อยู่เลย เพียงแค่พวกเราทำสิ่งนี้แบบจริงจังมาเรื่อยๆ จนเป็นอาชีพไปแล้ว เวลาใช้ชีวิตทุกวันนี้ก็เหมือนแสดงอยู่ (กอดนัทสึ) นี่ไงทำอยู่เห็นไหม

นัทสึ : ฉันก็จะคล้ายๆ กับเติ้ลค่ะ ไม่เกี่ยวว่าจะต้องเป็นหน้ากากหรือละครใบ้ สำหรับฉันการแสดงมันก็คือการใช้ชีวิต แต่ว่าการแสดงกับการใช้ชีวิตของฉัน จะต่างกันตรงที่ฉันใช้พลังงานในแต่ละเวลาต่างกัน อย่างตอนฉันใช้ชีวิตอยู่คนเดียวหรืออยู่เฉยๆ ฉันก็อาจจะใช้มันแค่ 30% แต่ตอนที่ฉันแสดงบนเวที ฉันก็ใช้พลังงาน 100% รู้สึกว่ามันกลายเป็นสิ่งเดียวกัน เป็นชีวิตของฉัน

เอกลักษณ์ของ House of Mask & Mime ต่างจากกลุ่มละครใบ้อื่นๆ ยังไง

ลิซ่า : โห ยากเลย คิดไม่ออกเหมือนกันนะ บางทีสิ่งนี้ต้องให้คนอื่นที่คอยมองแล้วบอกเราอีกทีเหมือนกันว่าเป็นยังไง

เติ้ล : ลิซ่าเคยบอกไว้ว่า House of Mask & Mime เกิดขึ้นมาจากการที่เราเคยไปดูการแสดงที่ใช้หน้ากากหรือละครใบ้ทั่วโลก พอดูงานเขาแล้วก็สงสัยว่า ทำไมโชว์นี้เขาไม่ทำแบบนี้วะ ลิซ่าก็เลยสร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมาเพื่อทำในสิ่งที่คนอื่นเขาไม่ได้ทำ พูดแซวกันเล่นๆ สร้างเพื่อมาดูเองไง (หัวเราะ) แต่จริงๆ มันเกิดจากการตั้งคำถามว่าถ้าเขาไม่ทำ แล้วใครจะทำ งั้นก็หยิบสิ่งนี้มาทำเพื่ออุดรอยรั่วซะ

ถ้าวันนั้นไม่ได้เริ่มทำกลุ่มนี้ เคยคิดไหมว่าชีวิตตอนนี้จะเป็นยังไง

ลิซ่า : คงนอนตายตาไม่หลับ (ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย)

2

Experience of ‘House of Mask & Mime’

ล่าสุดไปทัวร์ที่ต่างประเทศเล่าประสบการณ์ให้ฟังหน่อย

กวิน : ล่าสุดเพิ่งไปเล่นที่สวิตเซอร์แลนด์ครับ ที่นั่นจะเปลี่ยนจุดเล่นไปตามถนนในเมือง โชว์ที่เราเตรียมไปมีชื่อว่า Original Show พอนึกดูแล้ว พวกเราดูจะค่อนข้างเป็นของแปลกของเทศกาลนั้นเหมือนกันนะ (หัวเราะ) เพราะเราเป็นแนวสตอรีมีเรื่องราว แล้วส่วนใหญ่โชว์ในงานเขาจะซัดกันที่สกิลเทคนิคผาดโผน ความตระการตา คนดูเขาก็แปลกตาแปลกใจที่ได้เห็นงานของเรา หลายคนเดินๆ อยู่ก็มาทักว่า “You good” โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กอันนี้ชัดเจนมากว่าจะชอบกัน

เติ้ล : แต่เขาพูดเป็นภาษาอิตาลีนะ

(ทุกคนหัวเราะ)

กวิน : ใช่ๆ ตอนที่พวกเราเดินๆ อยู่ตามถนน แล้วมีคนหนึ่งเขาเดินมาพูดอิตาลีกับผม ผมงงไปเลยเพราะไม่รู้ว่ามันแปลว่าอะไร (หัวเราะ) แล้วจู่ๆ ก็มีอีกที่คนเดินผ่านมาเขาก็แปลให้ว่า “He said you good” พวกเขาน่ารักกันมากเลย

แสดงว่าคนที่นั่นเขามองงานศิลปะเป็นสิ่งที่เห็นได้ทุกที่เลยใช่ไหม

กวิน : ผมรู้สึกว่ามันเป็นแบบนั้นนะ มันใกล้กับชีวิตประจำวันเขา รู้สึกว่าการที่เขามาดูมันเป็นเรื่องปกติจังเลย

แล้วพื้นที่การแสดงในไทยแตกต่างจากที่ยุโรปมากน้อยแค่ไหน

กวิน : Street Performance ในไทยผมไม่แน่ใจว่าใช้คำว่าอะไร คงใกล้กับคำว่า Street Event มั้งครับ มันมีการจัดเตรียมมาอย่างเหมาะสมในเรื่องของมุมคนดู เทคนิคไฟ พื้นที่การแสดง ตัดกลับไปที่ยุโรป เราต้องเอาเชือกมาตีเส้นแบ่งคนดูกันเอง (หัวเราะ) ที่นั่นก็จะบ้านๆ เลย แต่ก็แปลกดีนะ ความรู้สึกแรกมันเหมือนจะตรงข้ามกัน เพราะคนไทยเราอาจจะดูบ้านๆ ซะมากกว่า

ลิซ่า : ถ้าในเอเชียมักจะมีรูปแบบการจัดเวทีเหมือนในไทย เขาจะจัดให้แบบมีแบ็กดร็อป มีพิธีกรพูดเข้าโชว์ให้ จัดที่นั่งคนดูให้เราเรียบร้อยเลย แต่ที่ยุโรปก็จะดิบหน่อย เราตั้งพื้นที่โชว์กันเอง คนดูล้อมวงดูกันเอง เสน่ห์ก็จะต่างกันแล้วแต่พื้นที่

สำหรับทีม House of Mask & Mime ชอบแบบไหนมากกว่า

ยอร์ช : เอาจริงๆ ชอบความดิบของยุโรป ชอบคุณภาพของผู้ชมที่ยุโรปด้วย เขาแสดงความคิดเห็นต่องานเราแบบตรงไปตรงมาเลย ชอบก็คือชอบ ถ้าไม่ชอบก็เดินผ่านเลย อีกอย่างคือเขาให้ทิปจริงจังมาก เขาดูให้คุณค่ากับคนสร้างโชว์ เขาสนุกกับโชว์ เขาก็จ่ายตอบแทน

บรรยากาศผู้ชมในแต่ละประเทศมีรีแอกกับการแสดงต่างกันไหม

ลิซ่า : คนดูแต่ละประเทศก็จะรีแอกต่างกัน ถ้าคนไทยก็ค่อนข้างที่จะรีแอกมากกว่ารึเปล่านะ เดาไม่ได้เลย เพราะแล้วแต่คนจะรู้สึก

เติ้ล : ด้วยความที่เราเป็นคนไทยเหมือนกัน เทสต์เรา หรือว่ามุกตลกของเราก็จะเป็นมุกตลกที่ทุกคนคุ้นเคยกันอยู่แล้ว คนดูที่ไทยก็จะมีความเข้าใจเรื่องนี้มากกว่าต่างชาติ คนไทยก็จะเข้าใจได้ว่า เอ้ย! เข้ามุกนี้มีชงมีตบแบบนี้แน่นอน

ลิซ่า : มันก็จะมีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นนะ อย่างเช่นเล่นมุกนี้ที่ไทยนี่ตลกฮามาก แต่ไปเล่นที่ยุโรปนี่เงียบกริบเลย แต่บางอันแราก็เล่นแบบไม่ได้ตั้งใจเล่นให้เป็นมุก แต่ตรงโน้นฮาเฉย

กวิน : จุดที่เราไม่คาดคิดครับ

จากการที่ได้ไปทัวร์ต่างประเทศเยอะมาก แต่ในไทยยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักคิดว่าเป็นเพราะอะไร

นัทสึ : ในฐานะที่ฉันไม่ใช่คนไทย ฉันจะมองในมุมที่ต่างออกไป ถ้าฉันพูดไม่ดีขอโทษนะ (หัวเราะ) จากที่ฉันเห็น Street Performer ในไทยบ่อยๆ คือหลังจากที่เขาเล่นเสร็จก็จะขอบริจาค แต่คนดูส่วนใหญ่รู้สึกไม่ได้เต็มใจที่จะจ่าย ตอนที่ฉันไปแสดงตามถนน คนที่เดินผ่านไปผ่านมาก็จะมองฉันด้วยสายตาแปลกๆ เขาอาจจะคิดว่าฉันไม่ได้เล่นที่โรงละครเลยมาเล่นที่ถนนรึเปล่า (หัวเราะ) เพราะว่าวัฒนธรรมไทย เขาคุ้นชินว่าเล่นให้ดูแล้วต้องจ่ายเงิน พอมีสิ่งนี้เยอะๆ คนก็เลยไม่ดูกัน

รู้สึกท้อบ้างไหม

ยอร์ช : เรามองเป็นความสงสัยมากกว่านะ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าอยากดังขึ้นกว่านี้หรอก ไม่ได้มีความรู้สึกแบบนั้นเลย โดยส่วนตัวที่เราทำอยู่เพราะอยากเรียนรู้กับมัน ชอบมัน อยากจะจมลึกไปกับเสน่ห์ละครใบ้อีก มันจะดังหรือไม่ดังก็เป็นโชคชะตาของเราแล้วกัน แค่เราทำต่อไป แต่ก็น่าคิดเหมือนกันนะ เราก็ไปต่างประเทศกันมาก็เยอะ แล้วก็มีแนวโน้มจะได้ไปมากขึ้นอีก เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่ค่อยได้เล่นที่ไทย

เคยมีโมเมนต์ไหนจากคนดู ที่ยังจำได้จนถึงตอนนี้ไหม

จิ๊บ : มีครั้งหนึ่งที่เราจำได้แม่นที่สุด คือที่ประเทศจีน มีผู้ใหญ่คนหนึ่งเขามากับลูก เขาเดินมาบอกกับเราว่า ในตอนที่เขามีลูกแล้ว ละครสำหรับเด็กและครอบครัวที่ผ่านมา มันไม่ได้มีไว้เพื่อเขาเลย ส่วนใหญ่ละครสำหรับเด็กและครอบครัวมันทำเพื่อให้เด็กอยู่กับการแสดง แต่โชว์ของพวกเราเป็นครั้งแรกที่ทำให้เขารู้สึกว่าโชว์นี้ก็ต้อนรับเขาเหมือนกัน เขารู้สึกว่าได้สัมผัสกับสิ่งที่เราสื่อสาร พวกเราไม่ได้ปล่อยเขาทิ้งไว้เพียงแค่เขาพาลูกมาดู มันทำให้เรารู้สึกเต็มอิ่มที่ทำให้ใครสักคนรู้สึกแบบนั้นได้

3

How did you make ‘House of Mask & Mime’

ขั้นตอนเวลาคิดงานขึ้นมาใหม่ เริ่มจากอะไร

ลิซ่า : แต่ละชิ้นงานก็มีที่มาไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่ถ้าเราคิดออกแล้ว เราก็จะเขียนเป็นสตอรีบอร์ดไว้ วาดเป็นภาพการ์ตูนออกมาให้ทีมอ่าน แต่บางอันก็คิดเรื่องไม่ออกเลย อย่างเช่นโชว์โคมไฟ เราก็สั่งทำพร็อปโคมไฟมาก่อน บางทีก็ต้องมีของออกมาลองก่อน เพื่อหามุมมองการเล่าของมันจากตอนที่หยิบจับสิ่งของนั้นว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง

คิดว่าทำไมละครใบ้ถึงไม่ต้องมีบทพูด

เติ้ล : เอาจริงๆ มันพูดได้นะ แต่เราว่ามันคือการที่เรามีเครื่องมือให้เลือกใช้เยอะขึ้นมากกว่า ใช้เทคนิคต่างๆ เพื่อสร้างองค์ประกอบภาพขึ้นมา หรือคุมจังหวะให้เข้ากับแอกชันท่าทางของเรา ตัวอย่างละครใบ้ที่เราเคยเห็นบ่อยๆ คือเล่นกับกระจก โดยใช้มือไต่ๆ ไปมา มีจังหวะหยุดบ้าง ค่อยๆ ขยับมือทีละนิดบ้าง เทคนิคพวกนี้นี่แหละที่ยุโรปก็เอามาผสมกับละครพูด

ลิซ่า : มีหลายกลุ่มละครที่ยุโรปที่เอาละครใบ้มาผสมกับละครพูดนะ เขาก็เอามาเป็นส่วนผสมในการเล่าเรื่อง เพียงแต่ว่าเราไปดูเขา เราฟังภาษาพูดเขาไม่ออกเท่านั้นเอง (หัวเราะ) มันก็มีนะที่เขาบอกว่าเป็นละครใบ้ แต่ก็พูดทั้งโชว์เลย

เติ้ล : แต่ก็เป็นละครใบ้นะ เพราะเขายังใช้ร่างกายในสื่อสารเป็นหลัก

จิ๊บ : หลายๆ ครั้งเราก็เคยนั่งถกเถียงกันในประเด็นนี้ จนสุดท้ายได้คำตอบว่ามันคือการใช้ร่างกายให้เป็นเครื่องมือสื่อสาร สุดท้ายแล้วมันคือการพลิกแพลงเครื่องมือไปมามากกว่า ไม่ต่างกับที่เราฝึกใช้เสียง อยู่ที่ว่าเราต้องการสื่อสารออกไปแบบไหน

เด็กและผู้ใหญ่ ตอบสนองต่อละครใบ้ต่างกันยังไง แล้วตั้งใจออกแบบให้เข้าถึงทั้งคู่ไหม

ลิซ่า : ตอนแรกที่คิดว่าจะทำสิ่งนี้ ไม่ได้คิดว่าคนดูจะเป็นใคร คิดแค่ว่าทำออกมาแล้วเราชอบงานตัวเองไหม ครั้งแรกพวกเราเล่นในเทศกาลละครกรุงเทพฯ (BTF) เขาจำกัดอายุคน ต้องมีอายุมากกว่า 7 ขวบขึ้นไปถึงจะดูได้ เราก็คิดว่าไปแล้วว่าคงไม่เหมาะกับเด็ก แต่พอเริ่มไปเล่นที่ต่างประเทศ เราก็ไม่ได้จำกัดอายุคนดู ก็มีเด็กมาดูบ้าง ผู้ใหญ่บ้าง เราก็เพิ่งมาค้นพบตอนนั้นเลยว่า อ้าว! เด็กชอบเฉยว่ะ จริงๆ มันดูได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็กเลยว่ะ ไม่ได้คิดว่าต้องมีกลุ่มคนดูเฉพาะเลย

ใช้เงินทุนตัวเองในการทำหรือมีพาร์ตเนอร์ข้ามาช่วยบ้างรึเปล่า

ลิซ่า : เราใช้เงินทุนตัวเองหมดเลย ถ้าเป็นไปได้ก็อยากมีนายทุนช่วยนะ (หัวเราะ) แต่เรามองมันเหมือนสิ่งเสพติดไปแล้ว ถ้ามันติดแล้วต่อให้แพงแค่ไหนก็ต้องจ่ายอยู่ดี ไม่งั้นเราก็คงจะลงแดงตายแน่ๆ

จิ๊บ : เราว่ามันจำเป็นที่ต้องใช้ทุนตัวเอง เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีพาร์ตเนอร​์เป็นนายทุน หรือเป็นการสนับสนุนจากรัฐบาล จะมีโจทย์หรือมีเงื่อนไขอะไรบางอย่างที่ทำให้เราไม่สามารถทำสิ่งที่เราอยากทำได้เต็มที่ ด้วยความที่เราตั้งใจให้คนไทยได้รู้ว่าความเป็นไปได้ของละครมันกว้างกว่านี้ ห่ามได้กว่านี้ และสนุกได้กว่านี้ ไม่จำเป็นต้องมีแค่รูปแบบเดียว พอมันมีหลายอย่างที่เราอยากจะสื่อสาร เราก็ต้องเริ่มจากลงทุนด้วยตัวเองไปก่อน ถ้ามีพาร์ตเนอร์ที่เขาเห็นด้วยกับทิศทางของเรา ก็คงเข้ามาเอง

เคยถามตัวเองไหมว่า “ที่ทำอยู่ตอนนี้คุ้มไหม”

นัทสึ : คุ้มคืออะไร (กระซิบถามเติ้ล)

เติ้ล : คุ้มไง! คุณค่าทางจิตใจอะ! 

(ทุกคนหัวเราะ)

ลิซ่า : สำหรับเราถ้าพูดถึงในเรื่องเงิน มันไม่คุ้มแน่นอน แต่ถ้าเรื่องความรู้สึก สำหรับเราคุ้มนะ แต่ก็อาจจะมีบ้างที่เรารู้สึกว่าอยากทำให้ได้ตามที่เราคาดหวังไว้ แต่ก็ยังมีความสุขที่ได้ทำนะ

จิ๊บ : ในแง่ของการลงทุนมันไม่คุ้มอยู่แล้ว แต่นอกเหนือจากนั้น ที่พวกเราจัด Silent Festival Theatre ขึ้นมา เพราะเราอยากจะนำเสนอสิ่งดีๆ ให้กับผู้ชม เราอยากแชร์ให้คนได้เห็นงานดีๆ จากศิลปินหลากหลายประเทศ แต่สิ่งที่เป็นคือเราขาดทุนมาเสมอเลย แต่ถามว่าเรียนรู้กับการลงทุนบ้างไหม ก็ไม่ (หัวเราะ)

แล้วได้อะไรจากการทำสิ่งนี้

จิ๊บ : สุดท้ายเราคิดว่างานดีๆ มันต้องมีคนดูสิ เพราะฉะนั้นเราจะตั้งราคาบัตรสูงไม่ได้ ถ้ามันทำให้คนได้มาดูงานดีๆ เรายอมขาดทุนก็ได้ เราขอแค่อย่างเดียว ขอให้บัตรเต็ม เต็มไปด้วยคนที่เขาอยากมาดูจริงๆ มาดูฟรีก็ยังได้เลย ขอแค่มาดูก็พอ ถ้าถามว่าคุ้มไหม มันคงคุ้มตรงที่ถ้าเราได้แชร์ความชอบของเราต่อไป แล้วเราก็มีเพื่อนที่ชอบอะไรแบบนี้เพิ่มขึ้น แค่นั้นก็คุ้มแล้ว

4

We’re ‘House of Mask & Mime’

ในฐานะคนทำงานศิลปะอยากบอกอะไรกับผู้คนในตอนนี้ไห

เติ้ล : จริงๆ งานทุกชิ้นที่เราทำ ก็ถูกพูดออกไปอยู่แล้วนะ พอเป็นละครใบ้ที่ไม่มีคำพูด มันก็ยิ่งทำงานในแบบของมัน เราค่อนข้างมั่นใจว่าต่อให้คุณดูตอนนี้หรือว่าดูอีก 10 ปีข้างหน้า ต่อให้อนาคตผ่านไปแล้วใครเอากลับมาเล่น มันก็ยังสื่อสารในแบบของมันอยู่เสมอ แต่ก็ขึ้นอยู่กับหลายอย่างด้วย ไม่ว่าจะช่วงเวลา ประสบการณ์ของคุณ เราเลยอยากชวนมาสัมผัสด้วยตัวเองดีกว่า เพราะพอไม่มีประโยคพูด ก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้วว่าจะได้รับสารอะไรกลับไปในขณะที่รับชม

กวิน : สำหรับผมการที่ใครสักคนจะมาดูศิลปะการแสดงสด มันคือการที่ทั้งผู้สร้างและผู้ชม ออกจากบ้านเพื่อมารวมตัวกันอยู่ภายในพื้นที่เดียว ทั้งสองฝ่ายต้องเริ่มจากความไว้เนื้อเชื่อใจกันพอสมควร การที่เขาจะออกจากบ้านมาเพื่อรับชม เขาต้องมั่นใจก่อนว่า ‘มาดูแล้วมันจะดีไหม’ ผมเลยรู้สึกว่า อยากให้ไว้ใจกันสักนิดแล้วลองมาดู คุณอาจจะชอบหรือไม่ชอบไม่รู้ ผมรับปากไม่ได้ แต่ผมจะภาวนาให้ประตูบานแรกของพวกคุณเปิดก่อน แล้วหลังจากนั้นเราค่อยว่ากันครับ

คิดว่าอุปสรรคของการทำสิ่งนี้คืออะไร 

ลิซ่า : ถ้าพูดถึงแค่ละครใบ้ คนไทยอาจจะคิดว่าเป็นละครสำหรับเด็ก ทั้งภาพลักษณ์ในการแต่งหน้าขาว แต่งเป็นตัวตลกอะไรลักษณะนั้น ไม่ได้บอกว่าทำมาเพื่อเด็กแล้วไม่ดีนะ เพราะอยู่ที่จุดประสงค์ด้วย แต่ถ้าให้ตีความละครใบ้สำหรับคนยุโรป คนที่มาดูแทบจะไม่มีเด็กเลย มีผู้ใหญ่และคนแก่เยอะมากด้วยซ้ำ เราว่าคนไทยไม่ได้มองว่าสิ่งนี้คือของที่ผู้ใหญ่เสพได้ สุดท้ายมันอยู่ที่ความเข้าใจของแต่ละคน

กวิน : ผมตอบในฐานะนักแสดงแล้วกันนะ เวลาที่ได้ใช้ไปกับการทำสิ่งนี้ ผมเล่นโชว์เดิมจนจำไม่ได้แล้วว่าเล่นไปกี่รอบแล้ว (หัวเราะ) สำหรับนักแสดงมันก็ท้าทายที่ต้องเผชิญกับสัญชาตญาณมนุษย์ เหมือนที่มีคนเคยบอกไว้ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่เบื่อง่าย ทำให้เป็นสิ่งที่ท้าทายมากในทุกวันที่จะต้องก้าวข้ามบันไดในการทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ แต่ก็ต้องออกไปแสดงให้ดีที่สุด ต่อให้มันเป็นชิ้นงานเดิม ก็ต้องมีเสถียรภาพในทุกๆ ประเทศที่เราไป ซึ่งอันนี้คือภารกิจหลักในใจผมเลยครับ

การแคสต์ศิลปิน ‘Silent Theatre Festival 2026’ มีเป้าหมายอะไรมากกว่าการหาศิลปินไปร่วมแสดงไหม

จิ๊บ : สำหรับ Silent Theatre Festival เป็นการรวมการแสดงรูปแบบที่ Non-verbal ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ละครใบ้ จะเป็นอะไรก็ได้ นอกเหนือจากเรื่องที่เราอยากเอางานดีๆ มาให้ทุกคนได้ดู เราก็อยากจะดึงคนที่เขารู้สึกแบบเดียวกับเรา ได้มาร่วมจอยกับเราด้วย พอมีคนที่เขาเริ่มรอคอยสิ่งนี้ เราก็อยากจะให้คนที่จะได้มาดูได้รับชมความหลากหลายมากขึ้น อยากตอบแทนความคาดหวังจากของทุกคน และสนุกไปพร้อมๆ กัน ซึ่งใครอยากจะมาจอยกับเราบ้าง เราก็ไม่รู้ ก็เลยเปิดรับสมัคร ตอนนี้ก็มีคนเข้ามาสมัครเยอะเลย หลากหลายประเทศด้วย รอติดตามกันนะ

มองปลายทางของการทำ House of Mask & Mime เป็นยังไง

ลิซ่า : ปลายทางสำหรับเรา คือการที่ไม่ต้องทำอะไรด้วยตัวเองอีกแล้ว ให้งานมันเดินไปได้ด้วยตัวเอง สมาชิกทุกคนมีความรักบ้านหลังนี้ เหมือนกับว่าบริษัทนี้เป็นบ้านของพวกเขา (หันไปสบตากับทุกคน ทุกคนยิ้มตอบ)

อยากให้คนจดจำ House of Mask & Mime ว่าอะไร

ลิซ่า : เราเป็นคนไม่ชอบทำอะไรแบบเดิม เวลาจะทำโชว์ชิ้นใหม่ขึ้นมา เราอยากให้ดูสดใหม่เสมอ อยากทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำ อยากให้คนดูรู้สึกว่า บ้านหลังนี้จะพาเราไปเจออะไรใหม่ๆ อีกบ้างนะ เขาจะได้เห็นมุมมองอะไรที่ต่างออกไปจากมุมที่เขาเคยเห็นมากขึ้น

เติ้ล : สำหรับเราถ้าเรื่องภาพจำตอบยากจริงๆ แต่ถ้าตอบว่าอยากจะทำให้มีภาพจำยังไง เราอยากให้มันมีอายุยืนยาว ให้ตัวชิ้นงานนี้อยู่ไปอีก 10 – 20 ปีเลย ซึ่งจริงๆ ถ้านานขนาดนั้นเราคงเล่นไม่ได้แล้ว เราเล่นไม่ไหว (หัวเราะ) แต่เราคิดว่าถ้าชิ้นงานมันเหนือกาลเวลา ต่อให้อีก 10 ปี หรือ 20 ปีข้างหน้า งานชิ้นนี้มันยังมีคนเล่นอยู่โดยที่ไม่ใช่พวกเราแล้ว จนมันทำให้คนที่ดูแล้วรู้สึกว่า โห งานชิ้นนี้แม่งยังอยู่มาได้ถึงตอนนี้อีกเหรอวะ เราอยากให้มันเป็นแบบนั้น คงอิ่มใจน่าดู

ลิซ่า : เราเปลี่ยนใหม่ดีกว่า เราเอาแบบเติ้ลแล้วกัน (หัวเราะ) 

เติ้ล : อ้าว ลอกการบ้านทำไม

ลิซ่า : จะได้ไม่ต้องทำใหม่ไง!

จิ๊บ : สำหรับเราอยากให้คนจำบ้านหลังนี้เป็นคนกล้าได้กล้าเสีย

นัทสึ : กล้าได้กล้าเสียแปลว่าอะไร เหมือนคาราคาซังรึเปล่า?

ทุกคน : ไม่ใช่! (หัวเราะ)
นัทสึ : ฉันรู้สึกว่าอยากให้ทุกคนมอง House of Mask & Mime คือโปรเฟสชันนัลทีม ถ้ามีชื่อ House of Mask & Mime ขึ้นมาในงานไหนแล้วทำให้คุณรู้สึกว่าถ้ามีชื่อนี้อยู่ในงานก็ต้องไปดูให้ได้ เท่านั้นฉันก็ดีใจแล้วค่ะ

AUTHOR