การเมือง สงคราม เศรษฐกิจ
ทั้งสามอย่างนี้ ใครว่าเป็นเรื่องไกลตัว
มีคนเคยบอกว่า ถ้าคนรุ่นหลังมองย้อนกลับมาดูสถานการณ์โลกตอนนี้ คงต้องเขียนลงหน้าประวัติศาสตร์ว่าเป็นยุคสงครามโลกครั้งที่สามเป็นแน่ ด้วยเหตุจากการเมืองของประเทศโลกที่สามก็ดี หรือสงครามแก่งแย่งพื้นแผ่นดินก็ตาม
ไม่ว่าใครต่างก็ได้รับผลกระทบตรงนี้ และคนที่อาจจะลำบากมากที่สุดคือ ผู้ลี้ภัย (refugee) ผู้ที่ต้องย้ายถิ่นหนีจากประเทศเดิมของตน ด้วยเหตุของสงคราม ความรุนแรง ความเกลียดชัง หรือการกดขี่ข่มเหงต่างๆ ซึ่งนำพาความไม่สงบปลอดภัยมาถึงชีวิต จึงจำเป็นต้องหลีกหนีภัยไปยังประเทศอื่น
พวกเขาอาจจะย้ายเข้ามาประเทศหนึ่งโดยการยื่นวีซ่าท่องเที่ยว หรือเข้ามาแบบไม่มีวีซ่า อาจจะเดินทางผ่านเรือ รถยนต์ เครื่องบิน หรือการเดินเท้าเข้ามาในประเทศ เนื่องจากเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน บ่อยครั้งจึงจำเป็นต้องเข้ามาโดยไม่มีเอกสารการเดินทางที่สมบูรณ์
ข้อจำกัดเหล่านี้เองทำให้พวกเขาสุ่มเสี่ยงต่อการขาดการคุ้มครองทางกฎหมาย และต้องอาศัยอยู่ในประเทศนั้นๆ ด้วยความหวาดกลัวต่อการโดนจับหรือถูกส่งตัวกลับ
แม้จะหนีภยันตรายจากประเทศบ้านเกิดมาได้ แต่การใช้ชีวิตในประเทศใหม่ก็ยังเป็นเรื่องที่อันตรายอยู่เหมือนเดิม ในแต่ละวันต้องอยู่อย่างสิ้นหวัง และรอคอยความหวังจากทางรัฐหรือองค์กรที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
เราจึงได้พูดคุยกับอีฟ ผู้หญิงที่แบกความมุ่งมั่นของตนเองและทีมงานมาเต็มเปี่ยมเพื่อเติมเต็มให้กับเหล่าผู้ลี้ภัยให้ได้มีความหวังในการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น
เด็กหญิงผมสั้นที่เล็งเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง
อีฟ-ธัญญกร ทิพยโภคิน ตำแหน่งผู้ประสานงานด้านนโยบายและการมีส่วนร่วม ที่ Asylum Access Thailand (AAT) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ทำงานด้านการคุ้มครองสิทธิของผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาการลี้ภัยในประเทศไทย

ก่อนที่ผู้หญิงคนนี้จะเข้ามาทำงานในองค์กรที่คุ้มครองผู้ลี้ภัย เธอก็เป็นเพียงคนคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตประจำวันโดยที่ยังไม่รู้จักคำว่าผู้ลี้ภัยเหมือนกับใครหลายๆ คน
เพราะความช่างสังเกตแต่เด็กของเธอ จึงทำให้เล็งเห็นบางสิ่งบางอย่างระหว่างการเรียนรู้ที่โรงเรียนสมัยเป็นเด็กหญิงที่เลื่อนขั้นจากชั้นประถมจนถึงระดับชั้นมัธยม
“อีฟเกิดและโตที่จังหวัดสงขลา เราเจอความเหลื่อมล้ำมาเยอะ จึงเลือกตั้งคำถามกับความไม่ยุติธรรม ความเหลื่อมล้ำในสังคม หรือแม้แต่เรื่องสิทธิมนุษยชน ทำให้เริ่มสนใจประเด็นทางสังคม”
เด็กหญิงผมสั้นเท่าติ่งหูคนนั้นสนใจประเด็นทางสังคมมากขึ้น จึงเลือกเข้าเรียนในหลักสูตรนโยบายสังคมและการพัฒนาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
“ตอนที่เข้าไปเรียนที่ธรรมศาสตร์ มีวิชาหนึ่งที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับผู้ลี้ภัย ซึ่งตอนนั้นก็ไม่เคยรู้จักผู้ลี้ภัยมาก่อน รู้จักแต่โรฮิงญา เพราะมันเคยมีข่าวที่สงขลาเกี่ยวกับคดีค้ามนุษย์ หลังจากนั้นก็เลยเข้าใจว่าผู้ลี้ภัยคืออะไร”
หลังจากตระหนักถึงคำว่าผู้ลี้ภัย ความสนใจของเธอจึงมุ่งตรงไปในประเด็นเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงได้มีโอกาสไปทำงานอาสากับทางมหาวิทยาลัยที่ชุมชนคริสเตียนปากีสถาน
“ตอนนั้นรู้สึกเหมือนตัวเองเข้าไปอยู่ในอีกโลกที่เราไม่เคยเจอมาก่อน และเราก็ไม่รู้ว่า คำว่า ‘ผู้ลี้ภัย’ มันอยู่ใกล้ตัวเรามากขนาดนี้ เขาอยู่ในชุมชนกรุงเทพฯ อยู่ปะปนกับเรา บางทีเราอาจเดินสวนกับผู้ลี้ภัย โดยที่เราไม่รู้ก็ได้ว่าเป็นผู้ลี้ภัย”
ถ้าเทียบความสนใจของคุณอีฟที่มีต่อประเด็นผู้ลี้ภัยเป็นคะแนนเต็มสิบ ตอนนั้นเองคงได้คะแนนเป็น 9 เต็ม 10

1 คะแนนที่ขาดไปนั้น เพราะการเดินทางไปเป็นอาสาตอนเรียนมหาวิทยาลัยยังไม่ใช่จุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอมาทำงานเกี่ยวกับประเด็นผู้ลี้ภัยในทันที
“ช่วงปิดเทอมปีหนึ่งขึ้นปีสอง ตอนนั้นเด็กมากและเจอเรื่องสะเทือนใจมาเยอะมากจากการฟังเรื่องเล่าของผู้ลี้ภัย เพราะฉะนั้นมันก็คิดหนักนิดหนึ่งตอนที่เรียนจบหางาน ว่าจะกลับมาทำงานในประเด็นเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยดีไหม”
เธอไปเจอเรื่องราวกระทบกระเทือนจิตใจ เกี่ยวกับมนุษย์หลายชีวิตที่ต้องพรากจากบ้าน จนเธอร้องไห้เกือบทุกวัน แม้ว่าเธออยากจะช่วยเหลือพวกเขามากแค่ไหนก็ตาม
อีฟศึกษาเล่าเรียนจนกระทั่งเข้าสู่วัยทำงานเต็มตัว เธอปล่อยให้ระยะเวลาช่วยตัดสินใจว่ายังพร้อมรับการทำงานเกี่ยวกับประเด็นผู้ลี้ภัยที่เคยสนใจอยู่หรือไม่ จนเธอมีโอกาสได้ไปประชุมในเวทีนานาชาติที่ประเทศฟิลิปปินส์ ตอนนั้นเหล่าสมาชิกถกประเด็นเกี่ยวกับ Business and Human Rights เรื่องการฟอกเงิน และเรื่องธรรมาภิบาล
“แต่ที่ฟังตอนนั้นทำให้รู้สึกว่า ขณะที่หลายๆ คนกำลังพูดถึงเรื่องพวกนี้ มันยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เขาไม่มีสิทธิที่จะอยู่อย่างปลอดภัยด้วยซ้ำ”
นั่นจึงเป็นการจุดประกายอีก 1 คะแนนที่เหลือ ให้เธอตัดสินใจเดินหน้าทำประเด็นผู้ลี้ภัยเสียที
องค์กรไม่แสวงหาอะไร
Asylum Access Thailand หรือ AAT ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2007 และอีฟก็ได้ตัดสินใจเข้ามาทำงานในองค์กรนี้เป็นปีที่ 2
“เราเชื่อว่าสิทธิมนุษยชนมันไม่ควรเป็นคำที่อยู่แค่ในกฎหมายหรือเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศ แต่เราต้องทำให้มันเกิดจริงกับทุกคน”
ข้างต้นเป็นแนวคิดตั้งแต่เริ่มตั้งองค์กร เพราะเหล่าบุคลากรเชื่อแบบเดียวกันว่าตอนนี้กฎหมายไทยหรือการทำงานของภาครัฐนั้นยังสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นไปอีกได้
AAT ดำเนินงานในจังหวัดกรุงเทพมหานครและอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก กับผู้ลี้ภัยในเขตเมือง โดยมีกระบวนการทำงานตั้งแต่ระดับปัจเจกไปจนถึงระดับนโยบาย ทั้งหมด 3 ด้านด้วยกัน
ด้านแรก คือให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย ทางองค์กรจะมี Legal services team หรือทนายความ เพื่อช่วยให้ผู้ลี้ภัยสามารถเข้าถึงกระบวนการในการขอพิจารณาสถานะผู้ลี้ภัยของ UNHCR (The UN Refugee Agency)
อีกส่วนหนี่งก็จะเป็นกลไกของประเทศไทยที่ให้สิทธิ์กับบุคคลที่จะได้รับการคุ้มครอง โดยทางองค์กรจะช่วยเหลือในการเตรียมเอกสารหรือเตรียมความพร้อมต่างๆ ให้กับผู้ลี้ภัย
“ตอนนี้เรามีทนายคนเดียวค่ะ เดินทางทั้งในกรุงเทพฯ และแม่สอดเลย (หัวเราะ)”

“มีงาน protection ด้วย จะเป็นงานช่วยเหลือด้านกฎหมายทั่วไป เช่น ผู้ลี้ภัยถูกจับ เราก็จะไปเยี่ยมที่ห้องกักเพื่อช่วยประกันตัว หรือถ้ามีเคสเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศหรือการใช้ความรุนแรงก็จะมี protection ที่เข้าไปช่วยด้วย”
นอกจากนี้ ทางองค์กรยังคอยเทรนทักษะความรู้เกี่ยวกับกฎหมายให้กับเหล่าผู้ลี้ภัยเป็น Paralegal หรืออาสาสมัครชุมชนด้านกฎหมาย ถึงแม้ AAT จะมีทนายเพียงหนึ่งเดียวในองค์กร แต่ก็ยังสามารถเผยแพร่องค์ความรู้ให้ผู้ลี้ภัยได้ตระหนักถึงสิทธิที่พึงมีได้ในเวลาเดียวกัน
“คอนเซปต์ของงาน Paralegal เราจะใช้หลักการ Legal empowerment เพราะเราเชื่อว่าผู้ลี้ภัยที่เขามีศักยภาพหรือมีความรู้เรื่องกฎหมาย เขาจะมีส่วนช่วยในการผลักดันกฎหมายหรือว่าช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงในชุมชนได้เหมือนกัน”
ต่อไปการทำงานด้านที่สอง คือ งานระดับชุมชน โดยจะมีทีม Community Engagement เป็นทีมนำร่องงานเสริมทักษะ ซึ่งมีอยู่ 2 โปรเจกต์คือ Click-Aroi เป็นโครงการเกี่ยวกับอาหาร และ CHAMALiiN เป็นโครงการเกี่ยวกับงานเย็บปักถักร้อย
“การทำงานด้านนี้จะเป็นโครงการที่เราพัฒนาศักยภาพของผู้ลี้ภัยในด้านของทักษะอาชีพและภาวะความเป็นผู้นำ”
สำหรับ Click-Aroi เริ่มจากการทำเป็น food platform ไม่ใช่โครงการที่จัดทำขึ้นเพื่อฝึกฝนทักษะการทำอาหารให้แก่ผู้ลี้ภัย เพราะอีฟพบว่าผู้ลี้ภัยหลายๆ คนมีทักษะการทำอาหารติดตัวมาอยู่แล้ว
“เราจะช่วยเชื่อมระหว่างตัวลูกค้ากับผู้ลี้ภัย ทำให้สามารถส่งเป็น food delivery ได้ เพราะว่าผู้ลี้ภัยไม่มีเอกสารเลยไม่สามารถทำงานได้”
เพราะฉะนั้นโครงการนี้จะช่วยพัฒนาทักษะอาชีพเพิ่มเติมให้กับผู้ลี้ภัย เช่น การคิดต้นทุน หรือเรื่อง marketing ต่างๆ
“สามารถช่วยให้เขาหารายได้เล็กๆ น้อยๆ ให้กับตัวเองและครอบครัวได้ ในตอนที่เขาอยู่ที่เมืองไทย หรือตอนที่เขาโอกาสได้ไป resettle (การตั้งถิ่นฐานใหม่) ที่ประเทศที่สาม เขาก็สามารถใช้สกิลตรงนี้ไปสร้างอาชีพใหม่หรือไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ประเทศอื่นได้เหมือนกัน”
ต่อมาโครงการ Click-Aroi ได้ร่วมมือกับทาง Na Projects และ theCOMMONS Thonglor จัดเป็น Monthly Refugee Dinner ขึ้น คล้ายกับการจัดร้านอาหารแบบเชฟส์ เทเบิลที่จำกัดที่นั่งพิเศษ
ระหว่างการรับประทานอาหารเราก็จะได้ลิ้มชิมรสชาติพื้นบ้านจากผู้ลี้ภัยแต่ละประเทศ พร้อมกับแลกเปลี่ยนรับฟังเรื่องราวของพวกเขา โดยแต่ละเดือนก็จะมีเชฟรังสรรค์มื้ออาหารไม่ซ้ำถิ่นกัน ทำให้สามารถดื่มด่ำกับรสชาติและบรรยากาศเหมือนกับได้ท่องเที่ยวในประเทศนั้นๆ ไปด้วย
ต่อไปคือโปรเจกต์ CHAMALiiN สำหรับคนที่ชื่นชอบงานฝีมือ และยังเป็นโปรเจกต์ที่สะท้อนถึงความใส่ใจและการให้ความสำคัญต่อความละเอียดอ่อนที่ทางองค์กรมีต่อเรื่องราวของผู้ลี้ภัยด้วย
“ผู้ลี้ภัยที่อยู่ในโครงการจะเป็นผู้หญิงซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางอีกกลุ่มหนึ่ง เพราะว่าหลายๆ คนมาจากประเทศที่สังคมชายเป็นใหญ่ บางทีอาจจะเจอความรุนแรงในครอบครัว เขาก็ต้องทนไม่กล้าหนี ซึ่งโปรเจกต์นี้ก็เกิดขึ้นมาเพื่อทำให้พวกเขาหารายได้ได้ระหว่างที่อยู่บ้านเลี้ยงลูก”
สิ่งของที่เกิดจากการถักทอร่วมกันในชุมชนจะส่งต่อมาถึงองค์กร เช่นเดิมคือ AAT เป็นตัวกลางสำหรับการเผยแพร่สินค้าให้คนภายนอกมองเห็น พิเศษสุดคือสิ่งของเหล่านี้ที่สร้างโดยผู้ลี้ภัยในโครงการนั้นจะมีเพียงชิ้นเดียวในโลกอีกด้วย
“เวลาที่เขาทำงานด้วยกัน ก็เหมือนได้พูดคุยกับคนในชุมชน เหมือนได้แชร์ประสบการณ์ ระบายความเครียดอีกลักษณะหนึ่งด้วย”
โปรเจกต์สุดท้ายของ Community Engagement คือ Refugee Led Network ที่ทาง AAT รวมกลุ่มผู้ลี้ภัยขึ้นมาใหม่เพื่อเทรนทักษะเพิ่มเติม เช่น ภาวะความเป็นผู้นำ การทำรีเซิร์ช หรือสกิลในด้านของการผลักดันนโยบาย
“เพราะเราเชื่อว่ากลุ่มของผู้ลี้ภัยเป็นคนที่อยู่ใกล้ปัญหามากที่สุด ฉะนั้นเขารู้ดีที่สุดว่าเขาต้องการอะไร”

แต่ด้วยผลกระทบของสงคราม ทำให้ตอนนี้เกิดความอลหม่านมากมาย เกิดการแย่งชิงผืนแผ่นดินที่กลมเกลียวนี้ให้แตกออกเป็นส่วน และสถานการณ์แบบนี้ก็ส่งผลกระทบต่อเป็นทอด ตั้งแต่ระดับองค์กรสหประชาชาติจนส่งผลต่อองค์กรไม่แสวงหากำไรทั่วโลกที่โดนตัดงบประมาณ
ช่วงสองปีที่ผ่านมา ทางองค์กร AAT ก็ได้รับผลกระทบของสงครามและโดนตัดงบประมาณจากอเมริกา ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้บุคลากรในองค์กรถูกเลิกจ้างไปกว่า 50%
เมื่อใดเกิดสงคราม ก็ยิ่งมีคนพลัดพรากจากถิ่นที่อยู่เดิมของตน กลายเป็นผู้ลี้ภัยเพิ่มขึ้นไปตามกัน
งบก็โดนตัด งานเพิ่มมากขึ้น แต่คนทำงานกลับน้อยลง
เรื่องราวเรื่องลี้
เราถามอีฟถึงการที่ผู้ลี้ภัยต้องหลีกหนีและทิ้งทุกอย่างเข้ามาตั้งตัวใหม่ คิดว่าความกลัวที่ลึกที่สุดของพวกเขาคืออะไร
“เราไม่ได้ถามเขาไปตรงๆ ต้องออกตัวว่าเป็นการคาดเดาส่วนตัวของเรา คิดว่ามันเป็นเรื่องของความไม่แน่นอนในชีวิต”
คำตอบอาจจะอยู่ในคำถามอยู่แล้ว เมื่อคนคนหนึ่งต้องพรากจากสถานที่ที่เคยเป็นบ้าน และไม่มีอะไรติดตัวมาแม้กระทั่งสถานะทางกฎหมาย หรือการรอย้ายถิ่นฐานไปประเทศที่สามก็ยังเป็นแค่การรอคอยแสนยาวนาน
“เขาจะต้องทำยังไงกับชีวิตต่อ อยู่ตรงนี้คนก็ไม่ต้อนรับ จะกลับก็กลับไม่ได้ เพราะกลับไปก็คือตาย”
ถ้าหากย้อนกลับไปสมัยเรียนที่อีฟยังไม่รู้จักคำว่าผู้ลี้ภัย เทียบกับตอนนี้ที่ได้เข้ามาทำงานคลุกคลีกับผู้ลี้ภัยจริงๆ เราถามต่อว่ามีมุมมองที่เหมือนหรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
“หลังจากงานอาสาที่ทำตอนเรียนมหา’ลัย เมื่อก่อนก็มองผู้ลี้ภัยในมุมที่เป็นคนบอบบาง เป็นคนน่าสงสาร แต่หลังจากที่ได้รู้จักเขาจริงๆ เรามองเขาเป็นคนคนหนึ่งมากกว่า”
เธอเล่าว่าสมัยเรียนที่เพิ่งรู้จักคำว่าผู้ลี้ภัย มีโอกาสได้เจอผู้ลี้ภัยคนหนึ่งที่ทำงานเป็นแพทย์ แต่เขาต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยด้วยเหตุผลเพียงเพราะมีความเชื่อที่แตกต่างกันกับพื้นที่ที่เคยอยู่จึงจำใจต้องหนีมา
“สิ่งที่เขาทำในชุมชนตอนนั้น คือใช้สกิลของเขาในการช่วยเหลือคนในชุมชน แต่ก็ยากอยู่ดีเพราะบางทีก็หายา หาอุปกรณ์อะไรไม่ได้”
หรืออีกกรณีหนึ่ง เมื่อเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ก็มีผู้ลี้ภัยคนหนึ่งติดต่อเธอมาเพราะเขาเคยได้รับการเทรนเรื่องการขับเจ็ตสกี หรือทำ emergency first-aid แต่ก็ไม่สามารถเข้าช่วยเหลืออะไรได้ เพราะมีปัญหาเรื่องเอกสาร
“สถานการณ์ในชีวิตของเขามันแค่ไม่เหมือนกับเราเฉยๆ แค่นั้นเอง เขาแค่ขาดโอกาสจริงๆ”
มนุษย์ทุกคนก็ต้องหาวิธีเอาตัวรอดในโลกทุนนิยม เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครก็ต้องหางานทำเพื่อค่าตอบแทนที่พอต่อชีวิตในแต่ละวัน แม้กระทั่งตัวผู้ลี้ภัยเองที่ต้องตั้งตัวใหม่จากศูนย์
แม้ว่าจะได้รับจ้างให้เข้าทำงานแล้ว บางทีก็มาพร้อมกับความกลัวมากมายหลากหลายประดังประเดเข้ามา เช่น กลัวที่จะตกงาน กลัวที่จะสื่อสาร และนี่อาจจะเป็นต้นเหตุให้นายจ้างฉกฉวยโอกาสของผู้ลี้ภัยได้เหมือนกัน แต่เพราะต้องทำงานหาเงินเลี้ยงดูปากท้อง คงจะแก้ปัญหาด้วยการย้ายงานไม่ได้
“เขาไม่มีสิทธิ์ในการทำงาน ทำให้เขาต้องยอมจำนนอยู่ในสภาวะนั้น ต่อให้เขารู้สิทธิ์ของตัวเอง แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ไปบอกตำรวจก็ไม่ได้เพราะเขายังไม่มีเอกสารที่ถูกต้องตามกฎหมาย”

ลำพังการหนีมาที่ประเทศหนึ่งและหางานทำก็ดูจะเป็นเรื่องยาก เพราะไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรเลยต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ
ในปัจจุบันประเทศไทยเองก็ได้เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยและกำลังขาดแคลนแรงงาน ขณะเดียวกันก็มีข้อโต้แย้งมานมนานเกี่ยวกับประเด็นเรื่อง ‘การแย่งงาน’ ที่คิดเท่าไหร่ก็ยังหาทางลงไม่เจอเสียที
บางทีเราอาจได้ยินคำครหาว่า “ผู้ลี้ภัยจะมาแย่งงานคนไทย ทำไมเราต้องไปแบกคนกลุ่มนี้ด้วย” ซึ่งเป็นประเด็นไฟลุกที่แตกออกเป็นสองเสียง
ผู้ลี้ภัยก็ต้องหางานหาเงินเลี้ยงดูชีวิตและครอบครัว
แต่คนในประเทศก็ยังเอาตัวเองไม่รอด จะให้สิทธิการทำงานไปทำไม
ข้อเสนอถึงความเป็นมนุษย์
กว่าผู้ลี้ภัยคนหนึ่งจะได้สถานะทางกฎหมายไม่ใช่แค่เดินทางเข้ามาปุ๊ปแล้วจะได้รับการคุ้มครองปั๊ป ยังมีความซับซ้อนหลายขั้นตอนก่อนที่จะได้รับการคุ้มครองอย่างที่ควรจะเป็น
ก่อนอื่นพวกเขาจะโดนจับเข้าห้องกักตัว รอยื่นขอสถานะ จึงจะได้รับการคุ้มครอง
“การจับเขาไปอยู่ในแคมป์หรือห้องกัก ก็เหมือนการลดทอนคุณค่าของคนคนหนึ่งโดยปริยายอยู่แล้ว”
เพราะการจับให้พวกเขาเข้าไปอยู่ในกล่องทึบ เป็นการบีบให้ต้องจำนนและเฝ้ารอการช่วยเหลือจากทางรัฐ เฝ้ารอที่พักพิง อาหาร เงิน หรือแม้กระทั่งการใช้ชีวิตในวันพรุ่งนี้
“แทนที่พวกเขาจะเป็นคนๆ หนึ่งที่มีอิสระ”
เรื่องของผู้ลี้ภัยอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด และเป็นกลไกเล็กๆ ที่คอยขับเคลื่อนบางสิ่งในประเทศเหมือนคนอื่นๆ ดังนั้นอีฟจึงคิดว่าการเปิดโอกาสให้ทำงานหาเงินอาจเป็นเรื่องที่ช่วยเหลือพวกเขาได้ดีกว่าการปิดกั้นโอกาส
ที่คิดเช่นนั้นเพราะ AAT ศึกษาข้อมูลโดยใช้กรอบความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ร่วมกับเครือข่ายเพื่อผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาและศูนย์ความเป็นเลิศทางเศรษฐมิติ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการวิเคราะห์ประเด็นเรื่องของการเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยเข้ามาทำงานและพบว่า
“ผลมันค่อนข้างชัดเจนว่าทุกๆ 1 บาทที่รัฐลงทุนไปกับนโยบายการให้สิทธิผู้ลี้ภัย เราจะได้ผลตอบแทนมากกว่า 7 บาท”
ในวิกฤตที่สังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและขาดแคลนแรงงานเช่นนี้ การเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศได้
อีฟพาเราเจาะลึกเข้าไปในระบบของแรงงานในประเทศไทยตอนนี้ ซึ่งสิ่งที่ประเทศขาดแคลนคือแรงงานฐานราก (foundational labor) ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทยในภาคที่ต้องใช้แรงงานแบบเข้มข้น เช่น การเกษตร งานก่อสร้าง ฯลฯ แต่ไม่ใช่แค่นั้น เพราะตอนนี้ในไทยยังขาดแรงงานกึ่งทักษะ (semi skilled labor) ที่เป็นแรงงานเฉพาะทางด้านต่างๆ ซึ่งเป็นงานที่จำเป็นต้องอาศัยทักษะพื้นฐาน
ปัญหาทางเศรษฐกิจหรือปัญหาที่ถกเถียงกันในสังคมต่างพุ่งประเด็นมาที่ตลาดแรงงานของไทย การวิเคราะห์ของ AAT แสดงผลว่าการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจที่มีช่องว่างเรื่องทุนมนุษย์นั้น จะต้องเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยได้ทำงาน ซึ่งผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ต่างก็มีทักษะพื้นฐานติดตัวมาด้วยทั้งนั้น อีกทั้งยังช่วยทำให้พวกเขาลืมตาอ้าปากได้อีกด้วย
ถ้าการปิดกั้นโอกาสการทำงานแก่ผู้ลี้ภัย เพียงเพราะพวกเขาจะแย่งงานและเป็นการลงทุนที่ขาดทุน กลับกันการที่พวกเขาไม่สามารถใช้ชีวิตด้วยตนเองได้และจำเป็นต้องได้รับการดูแล จะเป็นการได้กำไรหรือขาดทุนกันแน่นะ
“เราก็ต้องให้สิทธิในการทำงานกับเขา ไม่ใช่ให้มาพึ่งพารัฐ เพราะการพึ่งพารัฐ หรือการจับเขาไปอยู่ในห้องกัก จับไปอยู่ในแคมป์ผู้ลี้ภัยมันเป็นแค่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า”
ในเล่มการวิจัยฉบับเดียวกันก็มีการพูดถึงการให้สิทธิแบบมีเงื่อนไข (conditional work right) ที่ว่าด้วยการจัดสรรงานให้ผู้ลี้ภัย เพื่อแก้ปัญหายิบย่อยอย่างคำครหาเกี่ยวกับประเด็นแย่งงาน
“เราจะต้องมาช่วยกันแยกแยะว่าภาคส่วนไหนที่เราขาดแคลนจริงๆ แล้วให้เขาเข้ามาเติมเต็มในส่วนตรงนั้น”
ด้วยการแก้ปัญหาตรงนี้ก็จะสามารถตอบโจทย์ได้หลายข้อ และยังปรับมุมมองที่ดีให้แก่ประเทศไทยในเวทีโลก

แต่การแก้ไขปัญหาระดับประเทศต้องเริ่มที่ตัวกฎหมาย ในประเทศไทยเองก็มีกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของผู้ลี้ภัยเหมือนกัน เพียงแต่ในร่างกฎหมายไม่ได้ใช้คำว่าผู้ลี้ภัย
“เราไม่มีคำว่าผู้ลี้ภัยในกฎหมายไทยเลยค่ะ เราจะใช้คำว่าบุคคลที่สมควรจะได้รับการคุ้มครอง”
เธอว่ากฎหมายที่มีในไทยตอนนี้ก็มีระบบระเบียบที่ดี แต่ด้วยความซับซ้อนหลายอย่าง การพัฒนากฎหมายหรือนโยบายที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นถือเป็นการแก้ไขปัญหาที่ก้าวกระโดดมากกว่า และยังเป็นคำตอบให้กับคำครหาที่มีในสังคมได้ว่า
“คนที่อยู่ในไทย คนไทย คนต่างชาติ ผู้ลี้ภัย หรือเป็นแรงงานใดๆ ก็ตาม ถ้าเขาไม่มีความมั่นคง แล้วเราจะทำให้ประเทศมั่นคงได้ยังไง”
ประเด็นละเอียดอ่อน ที่ยากจะโอนอ่อนผ่อนตาม
เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในไทยเองก็มีประเด็นไฟลุกร้อนแรงที่เพิ่งจะซาไปหมาดๆ แต่เขม่าควันก็ยังฟุ้งกรุ่นอยู่ นั่นคือเรื่องเกี่ยวกับความขัดแย้งของคนไทย ประเทศเพื่อนบ้าน และคนที่หนีภัย
ด้วยกระแสสังคมหรือผลกระทบจากสงครามที่ทำให้มีผู้พลัดถิ่นเดินทางเข้ามาในประเทศมากขึ้น ทำให้เราพบเจอคนที่หลากหลายมากขึ้น แต่นั่นก็ยังไม่มีข้อรับประกันที่แน่นอนว่ามุมมองต่อผู้ลี้ภัยจะเป็นไปในทิศทางไหน
หากลองตั้งคำถามว่า ทำไมคนเราถึงมองคนที่ลี้ภัยมาเป็นคนอื่น ทั้งๆ ที่เขาก็ต้องการอยู่บ้านปลอดภัยเหมือนกับเรา ถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะปรับมุมมองของคนที่มีความคิดเห็นเหล่านั้นได้อย่างไรบ้าง
เธอตอบ “จริงๆ อาจจะต้องย้อนกลับไปประวัติศาสตร์โลก” พร้อมกับหัวเราะ
ที่เธอว่ามา คือเรื่องราวธรรมดาที่บางคนอาจจะลืมสังเกตไป ชีวิตจริงไม่เหมือนในเกมที่จะสุ่มเกิดในเซิร์ฟไหนก็ต้องใช้ชีวิตอยู่เซิร์ฟนั้นไปตลอด
ในสังคมไทยเองก็มีทั้งคนเชื้อสายจีน เชื้อสายอินเดีย เชื้อสายเวียดนาม หรือเชื้อสายอื่นๆ อีกเยอะมากมาย เราอาจเจอคนที่มีหน้าตาโดดเด่นเฉพาะตัว หรือที่เราเรียกกันว่าลูกครึ่ง ลูกเสี้ยว อันเกิดจากเชื้อสายบรรพบุรุษที่รักใคร่กลมเกลียวจนมาตั้งถิ่นฐานในประเทศ หรืออาจจะอพยพมาจากแดนไกลด้วยเหตุผลบางประการก็ได้
พวกเขาเหล่านี้ต่างก็ย้ายมาอยู่ที่ประเทศไทย นานวันเข้า จากที่เรามองว่าเป็นเรื่องแปลกตาก็อาจกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว
“จริงๆ อยากให้ทุกคนตั้งคำถามว่า คนไทยมีบรรพบุรุษเป็นคนไทยเชื้อสายจีนเยอะมาก ซึ่งเขาก็เป็นผู้อพยพ เป็นผู้ลี้ภัยเหมือนกัน เราจะรังเกียจผู้ลี้ภัยทำไมในเมื่อบรรพบุรุษของเราก็อาจจะเป็นผู้ลี้ภัยเหมือนกันก็ได้”
ในทางกลับกัน มุมมองของผู้ลี้ภัยที่มีต่อคนในประเทศที่เดินทางมาถึงจะเป็นไปในรูปแบบไหน
จากประสบการณ์โดยตรงของอีฟที่เคยไปเทรนนิง ทั้งในกรุงเทพฯ และอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เธอเห็นว่าผู้คนเริ่มรู้จักประเด็นผู้ลี้ภัยและเปิดใจยอมรับกันมากขึ้นในสังคมไทยเหมือนกับเรื่องความหลากหลาย เพียงแต่สื่อควรนำเสนอในแง่ที่สร้างความเข้าใจและสร้างความคุ้นชิน อีกอย่างหนึ่งคือยังเป็น soft power ให้กับประเทศไทยได้
ตามความคุ้นชินเราอาจจะคิดว่า soft power ต้องเป็นการขับเคลื่อนเชิงอุสาหกรรม อาหาร หรือวัฒนธรรม แต่ว่าในทางรัฐศาตร์จะหมายถึงวิธีที่ประเทศหนึ่งปฏิบัติกับคนคนหนึ่งแล้วมันส่งต่อความรู้สึกดีๆ ต่อไปอีกได้
“ถ้าสมมติประเทศไทยทำอะไรดีๆ กับผู้ลี้ภัย แน่นอนว่าเขาต้องรู้สึกขอบคุณอยู่แล้วแหละ”
เพราะการช่วยเหลือ แม้จะแค่เป็นการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ใช้ชีวิต มันก็ช่วยให้พวกเขาสามารถหาทางเลี้ยงดูอนาคตที่กำลังเกิดใหม่ได้
“เคยมีผู้ลี้ภัยที่เขาพูดว่า เขาอยากขอโทษคนไทย อยากขอโทษประเทศไทย ที่เขามาแล้วทำให้คนรู้สึกไม่พอใจ เพราะเขาก็ได้รับ hate speech ค่อนข้างเยอะ คือเขาก็ไม่ได้อยากมาอยู่ แต่เขาก็ต้องมาเพื่อเอาชีวิตรอด”

การปรับเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อกันก็เป็นอีกงานที่ AAT พยายามจัดทำขึ้น และก็สอดคล้องไปกับหลายโปรเจกต์ที่เผยแพร่ให้คนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วม พูดคุย และทำความเข้าใจ
เช่น งาน Refugee World Day ที่องค์กร AAT พยายามจัดขึ้นช่วงเดือนมิถุนายนของทุกปี เพื่อเปิดให้คนภายนอกเข้ามาเรียนรู้ เข้าไปพูดคุยกับผู้ลี้ภัย สาเหตุที่เขาถึงต้องหนีมา และพวกเขาอยากบอกอะไรกับคนไทย
อยู่ด้วยความหวัง
จากที่พูดคุยกับอีฟเกี่ยวกับเรื่องความหวาดกลัวของผู้ลี้ภัย และพวกเขาต้องอยู่ด้วยความรู้สึกไม่แน่นอนในชีวิต
เช่นนั้นพวกเขาจะทำอะไรได้บ้าง หากต้องอยู่กับความรู้สึกไม่แน่นอนแบบนี้
เธอว่า ตอน AAT ที่เข้าไปช่วยเหลือในห้องกัก ผู้ลี้ภัยก็ร้องไห้ออกมา
“เขารอมาตลอด เขานับวันรอ เขาเขียน journal ทุกวันว่าเขารอเราอยู่ คือเขาอยู่ด้วยความหวังจริงๆ”
ความหวังของผู้ลี้ภัยคือการได้กลับบ้านที่จากมาหรือเปล่า แท้จริงแล้วสิ่งที่ทำให้สมหวังคืออะไรกันแน่
“ถ้าพูดถึงเรื่องกลับบ้าน เขาก็คงอยากกลับอยู่” แต่กลับไม่ได้เพราะมีเหตุที่ทำให้เขาต้องลี้ภัยเอาชีวิตรอด
เพราะฉะนั้นความหวังสูงสุดของผู้ลี้ภัยอาจเป็นการได้ย้ายถิ่นฐานไปในประเทศที่สามารถเปิดโอกาสให้สร้างชีวิตใหม่ คงเป็นประเทศที่สามอย่างแคนาดาหรือออสเตรเลียก็ได้
“แต่คิดว่าในอีกมุมหนึ่ง ถ้าถามจากหลายๆ คน เขาอาจจะบอกว่าความหวังของเขาก็คือการที่ประเทศไทยเปิดรับผู้ลี้ภัยก็ได้นะคะ”
สำหรับการเปิดใจยอมรับเรื่องราวของผู้ลี้ภัย เพียงแค่รู้สึกว่าเขาเองก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับเรา นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นแรกของการยอมรับแล้ว
AAT เปิดโอกาสให้กับผู้ที่สนใจและมีใจพร้อมช่วยเหลือเข้ามาเป็นอาสาสมัคร และในฐานะที่ทางองค์กรขึ้นเป็นมูลนิธิช่วยเหลือแล้วก็ยังสามารถส่งเงินระดมทุนได้ด้วยเช่นกัน
แล้วสำหรับตัวอีฟล่ะ สิ่งที่คาดหวังคืออะไร
“หลักๆ ก็คืออยากให้เริ่มเข้าใจและมาสัมผัสกับผู้ลี้ภัยจริงๆ”
สุดท้ายการช่วยเหลือที่สำคัญที่สุดก็คือลองปรับมุมมองที่มีต่อผู้ลี้ภัย หากเรามองว่าผู้ลี้ภัยก็เป็นคนๆ หนึ่งเท่านั้น นี่คือก้าวสำคัญที่สุดที่จะช่วยเหลือได้ดี และทำได้เสมอขณะที่ใช้ชีวิตประจำวัน
ตั้งแต่ต้นชั่วโมงที่เริ่มพูดคุยกัน เพราะเป็นการสัมภาษณ์ครั้งแรกของเธอเองก็จะมีความเกร็งอยู่บ้างเล็กน้อย แต่เมื่อบทสนทนาดำเนินมานานจนรู้เบื้องลึกเบื้องหลังมากมายขนาดนี้ แววตามุ่งมั่นมั่นคงของเธอก็ยังเป็นเช่นเดิม และฉายแววชัดกว่าคราแรกด้วย
แพสชันที่ขับเคลื่อนสิ่งนี้มันมาจากไหน และเหตุใดถึงสู้เพื่อประเด็นนี้ขนาดนั้น
“เรามองว่าถ้ามีนโยบายที่ดี มันจะสามารถเปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งให้ดีขึ้นได้ แต่ถ้าเรามีนโยบายที่แย่ ก็อาจเปลี่ยนชีวิตคนหนึ่งที่มันดีอยู่แล้วให้แย่ได้เหมือนกัน”
แพสชันมันก็เริ่มีมาตั้งแต่ตัดสินใจเรียนสายนี้ อีฟว่า
ถึงแม้ว่าองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรจะได้รับผลกระทบ โดนตัดงบประมาณ องค์กรเริ่มทยอยปิดตัวลงไปแล้ว
ถึงวันนั้นอีฟยังทำงานด้านนี้อยู่หรือเปล่า
“ไม่เคยอยากเปลี่ยนเลย”

“เราเกิดมาทั้งที เราไม่ได้อยากแค่ทำงานหาเงินอย่างเดียว ขณะเดียวกันถ้างานที่เราทำสามารถสร้างคุณค่า สร้างความเปลี่ยนแปลง หรือทำให้ชีวิตคนอื่นดีขึ้นได้ มันก็จะเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในชีวิต ที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตเรามีคุณค่ามากขึ้นเหมือนกัน”





