บนถนนบางขุนนนท์มีร้านรวงเรียงรายตลอดสาย ทั้งร้านทองปูพรมบุผนังสีแดง ร้านขายสังฆภัณฑ์มีพวงดอกดาวเรืองแขวนประดับ และร้านที่ตกแต่งด้วยโปสเตอร์วาดลายตัวการ์ตูนนับสิบใบ ดูแล้วไม่เข้าพวก เหมือนตุ๊กตาฟิกเกอร์วางข้างกระถางธูปและดอกบัวบนหิ้งพระอย่างไรอย่างนั้น
ทว่าเพราะแตกต่างนี่เอง สติกเกอร์วงกลมสีเขียวลายแมวเทาสวมแว่นบนประตูร้าน จึงโดดเด่นสะดุดตากว่าใคร ชวนให้อยากเข้าไปสำรวจภายในร้าน ‘Prime Comic’ แห่งนี้
เสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊งทันทีที่ประตูขยับเปิด ชั้นหนังสือวางเต็มกำแพงสองฝั่ง โปสเตอร์และตุ๊กตาฟิกเกอร์ซูเปอร์ฮีโร่และวายร้ายปรากฏสู่ครรลองสายตา แสตนดีของฮีโร่ขวัญใจปวงประชาอย่างซูเปอร์แมน ยืนกอดอกส่งยิ้มพิมพ์ใจมาให้ ราวกับกำลังเชิญชวนให้ผู้มาเยือนเข้ามาเลือกดูหนังสือสีสันสดใสที่วางอยู่ทั่วทุกมุมร้าน ละลานตาและตระการใจจนทำได้เพียงกวาดตาโตเท่าไข่ห่านไปรอบๆ สีหน้าเหลอหลาตื่นตาตื่นใจเหมือนหลุดไปสู่มิติที่ไม่รู้จัก
แล้วชายหนุ่มคนหนึ่งก็ออกมาต้อนรับ
เขาไม่ใช่ซูเปอร์แมน หน้าตาไม่เหมือนบนสแตนดี ไม่มีผ้าคลุมแดง ไม่ได้สวมแว่นใส่สูตอย่างคลาร์ก เคนท์ ผู้เป็นอีกโฉมหน้าของพ่อยอดมนุษย์ชุดฟ้าด้วยซ้ำ
แต่เป็นหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตกางเกงขายาวธรรมดาๆ ที่ยิ้มอย่างเขินอายเล็กน้อยขณะแนะนำตัว ดูแล้วคล้ายกับนักเรียนปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ ชอบกล
“สวัสดีครับ ผมชื่อเก่งนะครับ เป็นเจ้าของร้าน Prime Comic ร้านคอมิกนำเข้าจากอเมริกาครับ”

CHAPTER 1 : RADIOACTIVE SPIDER
ติดกับแมงมุม! มุ่งสู่โลกคอมิก
ทุกเรื่องราวย่อมมีจุดเริ่มต้น เหมือนแมงมุมกัมมันตภาพรังสีที่กัดเด็กชายพาร์กเกอร์ และเปลี่ยนนักเรียนมัธยมสวมแว่นสุดเฉิ่มให้กลายเป็นฮีโร่ขวัญใจแม่ยกอย่างเจ้าหนูสไปดี้ (ชื่อในวงการ : สไปเดอร์แมน)
‘เก่ง – สรวิชญ์ พระสุจริตวงศ์’ ก็มีจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาสนใจและเข้ามาโลดโผนโหนแล่นในโลกคอมิกเช่นกัน
“ผมอ่านคอมิกครั้งแรกตั้งแต่เด็ก น่าจะสมัย 5 – 6 ขวบเลย”
เก่งเริ่มเล่า เผยว่าก่อนจะมาเป็น ‘นายเก่ง เจ้าของร้าน Prime Comic’ เด็กชายเก่งเมื่อสามสิบปีก่อน ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับหนังสือสีเจ็บจี๊ดกระแทกตา กระดาษมันวาว และลายเส้นฉวัดเฉวียนเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งรวมกันเรียกว่า ‘คอมิก’ ได้อย่างไร
“ได้อ่านจากรุ่นพี่ที่เขาไปอเมริกาแล้วก็เอาคอมิกมาฝาก เริ่มอ่านจากตรงนี้เป็นครั้งแรกครับ
ส่วนตัวชอบ American Pop Culture อยู่แล้ว ทั้งคอมิก หนัง ซีรีส์ แต่จะเน้นไปที่การ์ตูนเป็นหลัก ดูการ์ตูนมาตั้งแต่เด็กๆ เลย แล้วก็อ่านตั้งแต่ช่วงนั้น ยาวมาเรื่อยๆ เลย”
เสน่ห์ของคอมิกที่ทำให้เก่งหลงใหลจนกลายเป็นหลงรัก ไม่ได้มีเพียงความสนุก ฉากบู๊กระจาย และมุกตลกร้ายแสบๆ คันๆ ตามฉบับการ์ตูนอเมริกัน แต่ยังรวมถึงแง่มุมลึกซึ้งที่แอบซ่อนไว้อย่างแนบเนียนภายใต้ลายเส้นฉูดฉาดและเนื้อเรื่องกระตุ้นอะดรีนาลีน อย่างเรื่องที่ว่า ความจริงแล้ว ซูเปอร์ฮีโร่ทั้งหลายก็ไม่ต่างจากปุถุชนทั่วไป
ทั้งซูเปอร์แมนผู้เป็นเพียงคลาร์ก เคนท์ นักหนังสือพิมพ์กินเงินเดือนและลูกชายเจ้าของไร่จากเมืองจ้อย และสมาชิกองค์กรผู้พิทักษ์ระดับจักรวาลอย่างกรีนแลนแทิร์น ที่เมื่อถอดแหวนก็เป็นเพียงฮาล จอร์แดน ไอหนุ่มนักบินทดสอบ
โดยเฉพาะสไปเดอร์แมน (หรือที่คนไทยยุคโบราณรู้จักกันในนาม ‘ไอแมงมุม’) ฮีโร่แสนปราดเปรียวประจำนครนิวยอร์ก ห้อยไปทางโน้นโหนไปทางนี้ คอยปราบเหล่าวายร้ายและช่วยพลเมือง แต่เมื่อถอดหน้ากากออกก็เป็นเพียงไอ้หนุ่ม(เคย)แว่นอายุน้อยคนหนึ่ง ที่เมื่อถึงเวลาพระอาทิตย์มาเยือน ก็ต้องลุกขึ้นแบกเป้ไปโรงเรียน เดินปะปนไปในคลื่นมวลมหานักเรียนมัธยม และกลายเป็นคนไร้ตัวตนไม่ต่างจากพวกเรา
และไอแมงมุมตัวนี้นี่เอง ที่เป็นผู้ยิงใยจับเก่งเอาไว้ในโลกของคอมิก
“สไปเดอร์แมนครับ แล้วก็ชอบสไปเดอร์แมนมาจนถึงทุกวันนี้ เป็นคอมิกที่ชอบที่สุดแน่นอนครับ” เก่งตอบทันทีแบบไม่มีต้องคิด เมื่อถูกถามว่าอ่านคอมิกเรื่องไหนเป็นเรื่องแรก ทั้งยังแถมราวกับรู้ว่าคำถามต่อไปคือชอบคอมิกเรื่องไหนที่สุด
ขณะตอบดวงตาก็เป็นประกายวิบวับ ภายใต้ท่าทีสุขุมของผู้ใหญ่วัยสามสิบคือเด็กน้อยที่ดีใจจนเนื้อเต้นที่ได้แบ่งปันเรื่องราวของซูเปอร์ฮีโร่คนโปรดให้คนอื่นได้ฟัง
“ปกติฮีโร่อย่างแบทแมน ซูเปอร์แมน เขาจะเป็นฮีโร่วัยผู้ใหญ่แล้ว ช่วยกอบกู้โลก มีแนวคิดเป็นผู้ใหญ่ แต่สไปเดอร์แมนเป็นฮีโร่วัยรุ่น ได้รับพลังตอนยังเป็นวัยรุ่นมัธยมอยู่เลย เขาก็จะมีปัญหาชีวิตต่างๆ ด้วย
นอกจากที่ต้องออกไปช่วยโลกช่วยคนอื่นแล้ว ยังต้องเอาชีวิตตัวเองให้รอด ต้องเรียนด้วย มีเรื่องการเงินติดขัดด้วย มันเลยไม่ได้มีแค่เรื่องที่เป็นฮีโร่อย่างเดียว แต่มีมุมมองการใช้ชีวิตของคนธรรมดาด้วย”
หากจะถามว่าเก่งชอบฮีโร่ขี้เล่นคนนี้มากเพียงใด ก็คงตอบได้แค่ว่า
ก็ดูโปสเตอร์ตกแต่งหน้าร้านกับในร้านสิ

และเช่นเดียวกับบรูซ เวย์น ที่มีเหตุให้กลายมาเป็นแบทแมน เก่งก็มีเหตุผลที่จุดประกายให้นักอ่านคอมิกแฟนพันธุ์แท้ กลายมาเป็นเจ้าของร้านคอมิกนำเข้าจากอเมริกาแห่งแรกในประเทศไทยเช่นกัน
“หลักๆ เลยคือมันหายากในไทย เพราะต้องนำเข้าจากอเมริกามาโดยตรง
ร้านใหญ่ๆ เขาจะขายแค่เล่มรวม แต่ว่าเล่มรายสัปดาห์ที่ออกทุกวันพุธเขาไม่เอามาขาย เพราะว่าเวลาส่งมาจากอเมริกาจะมาแต่ตัวเล่มเปล่าๆ เลย เสียหายง่ายมาก อีกเรื่องคือต้นทุนมันเยอะเกินไป เขาก็เลยเน้นขายเป็นเล่มใหญ่อย่างเดียว ไอแบบนี้ก็เลยยิ่งหายากเพราะไม่มีใครเอาเข้ามาเลย
เราก็เลยคิดว่ามาทำเองเลยดีกว่า ไหนๆ เราก็ชอบก็รัก และอยู่ตรงนี้มาตลอดเกินครึ่งชีวิตอยู่แล้ว”

เพราะความรักและหลงใหลในฐานะแฟนนักอ่านนี่เอง เก่งจึงขอท้าความยุ่งยากและเปิดร้าน Prime Comic ขึ้นมาให้แฟนๆ คอมิกชาวไทยได้สัมผัสประสบการณ์อ่านคอมิกออกใหม่รายสัปดาห์ เท่าทันทุก New Comic Books Wednesday ประหนึ่งข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงอเมริกาเสียเอง
“ร้านเราขายพร้อมที่อเมริกาเลย แต่ถ้าในทางเทคนิคคือเราขายก่อนอเมริกาด้วย เพราะว่าเวลาจะเร็วกว่า 12 ชั่วโมง” เก่งเล่นมุกติดตลก
“ส่วนชื่อ Prime Comic มาจากการตั้งแบบเนิร์ดๆ ตามการ์ตูนเรื่อง Rick and Morty ที่เป็นการ์ตูนที่รักที่สุดในชีวิต ในเรื่องจะมีตัวละครที่สมญานามว่า Prime แปลว่า ‘คนสำคัญ’ เราเห็นว่าความหมายมันดีมาก เลยเอามาตั้งชื่อร้าน”

CHAPTER 2 : THE HUMAN SPIDER
หัดปีนป่ายในโลกธุรกิจ จะก่อร่างสร้างร้านไม่ง่ายอย่างที่คิด
แม้ใจจะรัก แต่เส้นทางการเปิดร้าน Prime Comic ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อต้องเริ่มจากศูนย์ในทุกๆ ด้าน
“ในไทยไม่มีคนทำมาก่อน แปลว่าเราก็แทบจะทำทุกอย่างขึ้นมาเองหมดเลย” เก่งสารภาพ
“ทั้งติดต่อผู้จัดจำหน่าย ติดต่อค่ายคอมิก เราก็ต้องทำเองทุกอย่าง เรื่องการทำร้าน ตกแต่งร้าน เราก็ไม่มีตัวอย่างให้ดู เรื่องนำเข้าเราก็ไม่รู้จะประสานใครเพราะว่าไม่เคยมีใครเอาคอมิกแบบนี้เข้ามาขายแบบเป็นจริงเป็นจัง เราก็เลยต้องศึกษาเองเหมือนกัน อย่างเรื่องภาษีอะไรต่างๆ ด้วย
เราต้องทำเองจากศูนย์ขึ้นมาทั้งหมดเลยจริงๆ”
นอกจากความยากในการเป็นผู้ริเริ่มแล้ว ก็ยังมีกำแพงอุปสรรคสูงใหญ่สำหรับนักธุรกิจมือใหม่ที่ไม่สามารถมองข้ามได้ อย่าง ‘เงินทุน’
“เราเริ่มจากศูนย์ ตอนแรกไม่มีเงิน เราก็ทำงานประจำมาเรื่อยๆ เกือบสิบปีได้ ไม่ได้ทำแค่งานเดียว มีทั้งงานประจำ ฟรีแลนซ์ มีทำยูทูบเกี่ยวกับเรื่องการ์ตูนคอมิกอเมริกันด้วย แล้วก็เก็บเงินจากตรงนั้นมาทำร้านครับ”
เก่งไม่ได้เตรียมตัวด้วยการเก็บสะสมเงินทุนอย่างเดียว แต่ยังแผ้วถางเส้นทางของร้าน Prime Comic ด้วยการทำให้ตัวเองเป็นที่รู้จักในแวดวงการ์ตูนและคอมิก ผ่านการทำคลิปลงช่องยูทูบอีกด้วย
“ผมเริ่มทำช่องยูทูบตั้งแต่ประมาณ 6 – 7 ปีก่อน เพื่อให้คนรู้จักเรื่องการ์ตูนคอมิกมาตลอดอยู่แล้ว อันนี้เป็นเป้าหมายที่เราทำในระยะยาวเพื่อให้คนรู้จักเรื่องเกี่ยวกับคอมิกมากขึ้น
แล้วพอถึงตอนที่เรามีเงินมาเปิดร้านปุ๊บ คนก็เริ่มรู้จักอยู่พอสมควรแล้ว เขาก็เลยตามมาซื้อ”

แต่การเก็บออมในระยะเวลายาวนานหลักสิบปี ความจริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างปากพูด
“มันไม่ได้เรียกว่าท้อ แต่ก็ต้องใช้ความอดทนนิดนึง เพราะต้องเก็บเงินมาเรื่อยๆ ถ้าเราออกนอกลู่นอกทาง เงินก้อนนั้นก็จะหายไป”
เก่งสารภาพว่าบางครั้ง ตนก็ออกนอกลู่นอกทางกับการใช้เงินไปบ้าง
“ตอนที่เราเริ่มทำงานแรกๆ พอเรามีเงินก้อนแรก เราก็อยากได้นู่นได้นี่ไปหมด อยากได้มือถือใหม่ อยากได้คอมใหม่ อยากได้ของเล่นที่ตอนเด็กๆ เราซื้อไม่ได้ คอมิกก็ด้วย”
เราต้องอดทนมากๆ ในการเก็บเงิน ต้องสะกดจิตตัวเองตลอดเวลาว่า เฮ้ย เราจะอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ได้ เราต้องมีอะไรเป็นของตัวเอง มีธุรกิจเป็นของตัวเองภายในอายุ 30”
สำหรับเก่งแล้ว เคล็ดลับในการอดทนต่อแรงยั่วยุของคอมิกและสิ่งล่อตาให้เสียสตางค์ ก็คือการตั้งเป้าหมายให้ชีวิต
“ผมตั้งเป้าให้ตัวเองเลยว่า อายุ 25 จะต้องเริ่มผ่อนรถ ต้องมีรถเป็นของตัวเอง อายุ 30 คือจะต้องมีธุรกิจหรืออะไรก็ได้ที่เป็นของเราจริงๆ และสามารถทำเงินให้เราได้”
มันต้องมีเป้าหมายในชีวิตของเราตลอดเวลาว่า เราอยากมีอะไรตอนไหน ไม่อย่างนั้นจะออกนอกลู่นอกทาง”

หลังจากพอมีเงินทุนและคนรู้จักแล้ว ลำดับต่อไปคือต้องลงมือทำ
“ล็อตแรกที่เราสั่งมา จำได้เลยว่าสั่งมาประมาณ 10 เล่ม”
เก่งเล่าว่าตนสั่งคอมิกจากอเมริกาส่งตรงมาลงถึงหน้าประตูบ้าน เพื่อดูว่าหลังจากผ่านการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลข้ามทวีปมา คอมิกทั้งสิบเล่มจะมีสภาพเป็นอย่างไร และการเดินทางของพวกเล่มกระจิ๋วมีเงื่อนไขอะไรที่น่ากังวลหรือไม่
“สั่งมาลองดูก่อนว่า ถ้าหนังสือมาถึงเราแล้วมันจะพอขายได้ไหม ซึ่งพอมาปุ๊บ ก็โอเค หนังสือสภาพดีมากๆ แทบจะหนึ่งร้อยเปอร์เซนต์เลย ก็คือขายได้ เราก็เริ่มมาวางกลยุทธ์ว่าเราจะขายที่ไหน”
และเช่นเดียวกับธุรกิจร้านหนังสือมากมายในยุคนี้ ร้าน Prime Comic ก็ไม่ได้เริ่มจากการตั้งหน้าร้าน แต่ออกปรากฏกายต่อสาธารณชนครั้งแรกบนโลกออนไลน์
“ตอนแรกเรายังไม่มีหน้าร้านหรอก ไม่มีเงินไปลงทุนทำหน้าร้าน เราก็เลยแน่นอนว่าต้องขายออนไลน์ แล้วช่วงที่เริ่ม TikTok Shop ก็กำลังบูม คุยกับพี่ๆ ที่เขาทำมาร์เก็ตติงธุรกิจ เขาก็บอกว่า TikTok กำลังมาแรงสุดๆ ก็เลยเริ่มลงไปทำใน TikTok เลย”
และด้วยความที่ห่างหายจากการเป็นวัยรุ่นอินเทรนด์ตามกระแสมาสักพักใหญ่ๆ แล้ว เก่งจึงต้องหัดเล่นแอปพลิเคชันใหม่ที่ไม่คุ้นมืออยู่ร่วมนานหลายเดือนก่อนจะเริ่มใช้งานจริง
และเมื่อเล่นจนเข้าไม้เข้ามือแล้ว ก็ได้เวลาออกปฏิบัติการณ์!
“มาถึงก็ไลฟ์เลย คอมิก 10 เล่มที่เรามีก็เอามาไลฟ์ แล้วก็ปักตะกร้าขาย
คนดูประมาณ 200 คนมั้งครับตอนไลฟ์ครั้งแรก เพราะว่าเราก็ทำยูทูบด้านนี้มาตลอด เขาก็รู้จักเราพอสมควรอยู่แล้ว พอเริ่มขายปุ๊บก็ขายหมดเลย 10 เล่ม”
เสียงตอบรับดีเกินคาด!
ทว่าหลังจากขายหมด บทเรียนแรกที่เก่งและร้าน Prime Comic ได้เรียนรู้ก็เดินตบเท้ามาหาถึงที่
“กว่าจะสั่งมาจากอเมริกาใช้เวลาประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ ช่วงนั้นพอหมดล็อตแรกปุ๊บก็คือของขาด เราไม่มีของมากพอที่จะให้คนซื้อ ก็ต้องรอ ช่วงนั้นก็เลยประโคมทำคลิปเยอะแยะมากมายเลย เพื่อที่จะให้เขายังรู้จักเราอยู่”
จากสิบเล่มกลายเป็นร้อยเป็นพัน จนสี่เดือนผ่านไปก็กลายเป็นเรียงรายเต็มทุกชั้นหนังสือในร้าน
“พอคนให้การตอบรับเยอะมากๆ สุดท้ายแล้วพอมีทุนเยอะขึ้น เราเลยคิดที่จะเปิดเป็นร้านขึ้นมา คนจะได้มาเห็นของจริง ได้สัมผัสบรรยากาศร้านคอมิกของจริงที่เขาเปิดที่อเมริกาครับ”

CHAPTER 3 : UNCLE BEN AND AUNT MAY
คนเดียวหัวหาย หลายคนแม้ไม่สบายกาย แต่ก็อุ่นใจ
แม้ร้าน Prime Comic จะเป็นความฝันแต่วัยเยาว์ของเก่ง แต่การจะทำตามความฝัน อย่างไรก็คงเดินลำพังไม่ได้
และความช่วยเหลือแรกที่เก่งได้รับ ก็มาจากช่วงเวลาแห่งการเตรียมตัวก่อนออกบิน
“ผมเคยเป็น content creator สายธุรกิจครับ แนวเขียนข่าว ออกไปสัมภาษณ์นักธุรกิจ ทำคอนเทนต์เกี่ยวกับธุรกิจครับ”
แม้จะไม่เกี่ยวกับคอมิก แต่เก่งกล่าวว่า การได้พูดคุยกับผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจมากหน้าหลายตา มีประโยชน์อย่างมากสำหรับตัวเขาที่อ่อนประสบการณ์ด้านการค้าขาย แต่มีใจฝันอยากมีกิจการเป็นของตัวเอง
“ตอนช่วงเราอายุ 25 – 27 เราก็ยังไม่ได้มีหัวเรื่องการทำธุรกิจมากนัก แต่พอได้คุยกับนักธุรกิจรุ่นใหญ่ เราก็เลยได้ความรู้เยอะแยะมาช่วยตรงนี้ ได้ mindset ในการทำธุรกิจ ในการจัดสรรคนและงบประมาณ ส่วนใหญ่คือช่วยให้เรามีความคิดที่เป็นระบบมากขึ้น รู้ว่าการจัดการต้องเป็นระบบเป๊ะๆ ไม่งั้นทุกอย่างจะพังเละเทะ”
แม้จะไม่ได้มุ่งตรงสู่เป้าหมายทันทีและเวลาสิบปีสำหรับการเตรียมตัวเปิดร้านร้านหนึ่งจะดูนานอักโข แต่เพราะระหว่างทางต้องแวะไปทำอย่างอื่น จึงได้รับประสบการณ์ซึ่งช่วยให้เก่งสามารถเปิดร้าน Prime Comic ได้ดั่งฝัน
นอกจากคำแนะนำและวิสัยทัศน์จากผู้มากประสบการณ์แล้ว อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย ก็คือผู้ร่วมทางที่พร้อมจะหกคะเมนตีลังกา ล้มลุกคลุกคลาน และอดนอนไปด้วยกัน
“จริงๆ เริ่มต้นทำร้านนี้กับน้องชาย เพราะชอบอะไรแบบนี้เหมือนกัน แล้วก็มีแฟนกับคุณแม่ช่วยด้วย”
ความช่วยเหลือจากครอบครัวและคนใกล้ตัวเก่งไม่ได้จบอยู่เพียงแค่ตอนเริ่มต้น แต่ยังคงลากยาวมาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อบทเรียนที่สองตามหลังความป็อปในโลก Tiktok มาติดๆ เพราะแม้จะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่ความจริงแล้ว ร้านขายคอมิกเป็นธุรกิจที่มีต้นทุนหินเอาเรื่อง
“สัปดาห์หนึ่งจะมีคอมิกออกใหม่เป็นร้อยเรื่อง แล้วก็เรื่องหนึ่งไม่ได้มีแค่ปกเดียวนะ อย่างต่ำประมาณ 2 – 5 ปกเลย เราสั่งมาทุกปกเลยครับ แล้วเราก็สต็อกไว้เยอะ เราก็เลยต้องใช้เงินทุนเยอะมากๆ”
เก่งอธิบาย และสารภาพว่าด้วยเหตุนี้เอง เบื้องหลังร้าน Prime Comic นอกจากแฟนและคุณแม่ของเก่งที่คอยช่วย ก็ยังมีพี่เก่งเจ้าของร้าน คุณเก่งทีมขาย และมิสเตอร์เก่งฝ่ายจัดซื้อ เรียกได้ว่า คนเดียวรับหลายบทบาทไม่ต่างจากลุงรุจน์ ป้ารุจน์ ยามรุจน์ผู้โด่งดังเลยทีเดียว
“ธุรกิจแบบนี้ค่าใช้จ่ายสูงมาก ทุกวันนี้ก็เลยยังไม่กล้าจ้างคนอื่นมาช่วยงาน ตอนนี้เลยช่วยกันทำทุกอย่างแค่ 3 – 4 คนอยู่ ทั้งทีมกราฟิก ทีมขาย ทีมตัดต่อ ฝ่ายจัดซื้อ ทุกอย่างคือเราต้องทำเองหมดเลย ไม่ได้มีใครช่วย ช่วงนี้เลยตื่นปุ๊บทำงานปั๊บ นอนตีสามตีสี่ทุกวัน วนลูปอยู่แบบนี้ประมาณปีหนึ่งได้แล้ว”
ตื่น ทำงาน กิน นอน : วงจรชีวิตมหาโหดของเก่ง สรวิชญ์ เจ้าของร้าน Prime Comic ที่เพียงนึกภาพตาม คนฟังก็เหงื่อตกยิ้มแห้ง รู้สึกเหนื่อยแทนไปก่อนแล้ว จนอดสงสัยไม่ได้ว่า
ไม่เหนื่อยได้ไงวะ?
“เหนื่อยอยู่แล้ว นอนน้อยนิดนึงช่วงนี้ หน้าโทรมๆ นิดนึง” เก่งยิ้มตอบพลางแอบเนียนหยอดมุก “แต่ว่าก็เป็นการเหนื่อยที่เราได้ทำให้สิ่งที่เราชอบจริงๆ
ตลอดชีวิตผมไขว่คว้าหางานในฝันที่เราอยากทำมาตลอดตั้งแต่วันแรกที่ทำงานประจำเลย เราเลยทำงานทุกอย่างเพื่อเก็บเงินก้อนหนึ่งมาลงทุนลงแรงเพื่อให้ได้ทำสิ่งที่เราชอบ ซึ่งก็คือร้านนี้แหละ”

CHAPTER 4 : GREEN GOBLIN
คู่ปรับตลอดกาล ปรากฏตัว!
แต่ในความสำเร็จและการสนับสนุนจากคนรอบข้างก็ยังมีอุปสรรค โดยเฉพาะอุปสรรคจากการตั้งคำถามของสังคมภายนอก
เพราะขึ้นชื่อว่า ‘การ์ตูน’ หลายๆ คนก็ยังคงเชื่อว่าเป็นเรื่องสำหรับเด็ก และเมื่อผู้ใหญ่สนใจในสิ่งที่คิดว่าควรสงวนไว้เฉพาะเด็ก จึงนำไปสู่การแปะป้ายว่า ‘ไม่รู้จักโต’
เก่งเองก็ไม่พ้นต้องเผชิญกับคำถามว่า ‘ยังไม่โตอีกเหรอ’ เช่นกัน
“เจอตั้งแต่สมัยทำเพจที่เกี่ยวกับการ์ตูนแล้ว เจอคำถามนี้มาตลอด แต่ว่าก็ทำเกี่ยวกับการ์ตูนมาตลอด ชินแล้วคำถามนี้”
แต่ที่แปลกใหม่ เห็นจะเป็นความเห็นเมื่อเก่งตัดสินใจเปิดร้านหนังสือในยุคที่คนต่างลงความเห็นว่า ‘ร้านหนังสือกำลังจะตาย’
“ตอนช่วงที่ออกจากงานมาทำร้านนี้ พวกเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ก็บอกตลอดว่า ผมบ้าหรือเปล่า ทำไมถึงมาทำร้านหนังสือ เพราะว่ายุคนี้หลายๆ คนบอกว่า คนเขาเลิกอ่านหนังสือกันแล้ว แต่ว่าในมุมมองของผมเลยคือมันไม่ใช่ คนยังอ่านหนังสือตลอดเวลา
ถ้าเป็นคอมิกนะครับ บางคนเขาก็ซื้อไปอ่าน บางคนก็ซื้อไปแค่สะสมอย่างเดียว เพราะอย่างที่บอกคือมันมีปกหลายแบบมาก บางคนก็ตามตัวศิลปิน บางคนเรื่องหนึ่งเขาก็ซื้อไป 3 – 4 เล่มเลย แบบว่าเล่มหนึ่งเอาไว้เปิดอ่านเล่มหนึ่งเอาไว้เก็บขึ้นหิ้ง เราเลยไม่ได้ดึงดูดแค่นักอ่านแต่นักสะสมก็เยอะเหมือนกัน”
นอกจากลูกค้านักอ่านและนักสะสมมือฉมังแล้ว คอมิกยังสามารถดึงดูดนักอ่านหน้าใหม่ได้จากการผันตัวเองไปโลดแล่นอยู่บนจอภาพยนตร์อีกด้วย
“เพราะว่าช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทางค่าย Marvel บูมเรื่องหนังมาก พวกหนังฮีโร่อะไรต่างๆ ที่เขาเอามาทำส่วนใหญ่ก็มาจากคอมิกอยู่แล้ว 100 เปอร์เซนต์เลย คนก็อยากหาคอมิกอ่านมากขึ้นว่ามันตรงกับหนังไหม ในช่วงที่หนังเข้าฉายก็มีคนมาตามหาเล่มเยอะแบบเยอะมากๆ เติมของเท่าไหร่ก็หมด”
สำหรับเก่ง ร้านหนังสืออาจอยู่ยากขึ้นจริงในยุคปัจจุบันนี้ แต่ด้วยความพิเศษของวงการคอมิก ร้าน Prime Comic จึงยังคงมีนักอ่านมากหน้าหลายตาแวะเวียนกันเข้ามาอยู่เนืองนิจ ทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่
“กลุ่มคนอ่านกว้างมากๆ ทุกเพศทุกวัยเลย มีทั้งผู้ชายผู้หญิง วัยรุ่น น้องๆ เด็กๆ เก้าขวบสิบขวบเลยก็มี รวมถึงวัยผู้ใหญ่ วัยทำงาน วัยเกษียณแล้วก็มีมาเหมือนกัน เราก็เพิ่งรู้ช่วงที่มาทำร้านคอมิกนี่แหละว่า คนสนใจคอมิกมากกว่าที่คิด ตอนแรกคิดว่าเป็นแค่กลุ่มเล็กๆ แต่จริงๆ ก็ค่อนข้างกว้าง”

นอกจากอุปสรรคจากภายนอกแล้ว อุปสรรคภายในอย่างการ ‘หมดไฟ’ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เรามักได้ยินเมื่อกล่าวถึงการนำสิ่งที่รักมาเป็นเครื่องมือหาเลี้ยงชีพ
“ปกติเราก็อ่านคอมิกเยอะมาก ยิ่งเรามาทำแบบนี้เรายิ่งต้องอ่านเยอะขึ้นเป็นพิเศษด้วย หลายๆ คนมีเรื่องที่ชอบไม่เหมือนกัน แต่ในฐานะเจ้าของร้าน เราต้องอ่านแทบจะทั้งหมดเลย สมมติว่าวันพุธหนังสือออกใหม่ เราก็จะต้องมาอ่านแล้วว่ามีเรื่องอะไรเข้าบ้าง เนื้อเรื่องเป็นยังไง ต่อจากเล่มก่อนไหม ยิ่งถ้าเป็นเรื่องใหม่เราก็ต้องไปศึกษาข้อมูลว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวกับอะไร เพื่อที่จะได้คุยกับลูกค้ารู้เรื่อง”
เด็กชายเก่งเริ่มอ่านคอมิกเพราะความสนุก แต่เมื่อความเป็นอยู่ของชีวิตขึ้นอยู่กับการอ่านคอมิก ก็ไม่รู้ว่านายเก่งคนนี้จะยังสนุกอยู่หรือเปล่า
“ยังสนุกอยู่ ยังมีไฟกับการทำอะไรแบบนี้อยู่ตลอดเวลา ไม่ได้ลดลงเลย” เก่งตอบด้วยความกระตือรือร้น สายตาแน่วแน่
“เคยคุยกับนักวาดคอมิกไทย ผมก็ถามคำถามนี้เลยว่า ทุกวันนี้ยังวาดรูปอยู่ แล้วถ้าเกิดอีกสิบปียังวาดอยู่ไหม เขาก็บอกว่า เขายังมีไฟตลอด ไม่เคยหมดไฟเลย ทุกวันนี้ที่ทำก็คือไม่เคย burn out เลย เขาก็วาดด้วยความสนุกต่อไปเรื่อยๆ เราก็เหมือนกัน
มันก็เหนื่อยอยู่แล้วครับถ้าอ่านเยอะมากๆ แต่ชอบครับ มันอยู่ในสายเลือดไปแล้ว”

CHAPTER 5 : YOUR FRIENDLY NEIGHBORHOOD
เพื่อนบ้านที่แสนดีของคนไทยใจรักคอมิก
มองเพียงเผินๆ จะเห็นว่าภายในร้าน Prime Comic มีหนังสือละลานตา แต่หากสังเกตให้ดีจะพบว่า นอกจากคอมิกแล้ว ทั่วร้านยังเต็มไปด้วยโปสเตอร์ ตุ๊กตาฟิกเกอร์ และของตกแต่งที่เกี่ยวกับการ์ตูนอเมริกันมากมายไม่แพ้หนังสือบนชั้นเลยทีเดียว
“พวกโปสเตอร์ ฟิกเกอร์ หน้ากาก โมเดลหุ่นต่างๆ ถังป็อปคอร์นรวมถึงแสตนดี พวกนี้เป็นน้องๆ ใน community เอามาฝากวางไว้หมดเลย” เก่งชี้แจง
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะเก่งตั้งใจเนรมิตให้ร้านขนาดหนึ่งคูหาบนถนนบางขุนนนท์แห่งนี้เป็นมากกว่าร้านขายหนังสือ แต่ให้ Prime Comic เป็นสถานที่ที่แฟนๆ คอมิกชาวไทยสามารถมาพบปะและพูดคุยแลกเปลี่ยนความสนใจกันได้ และความตั้งใจนี้ก็ต่อยอดไปสู่การจัดอีเวนต์พิเศษซึ่งเกี่ยวกับคอมิก อย่างเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่าน ที่ร้าน Prime Comic เป็นเจ้าภาพจัดงาน Superman Day สาขาประเทศไทย เพื่อระดมพลเหล่าคนรักซูเปอร์แมนให้มาร่วมสนุกกัน
“ช่วงเดือนเมษาเขาเรียกว่าเป็น Superman Day เป็นวันที่ฉลองวันที่ซูเปอร์แมนออกเล่มใหม่มาครั้งแรก เขาจัดกันทั่วโลกนะครับ ไม่ได้จัดแค่ประเทศไทย แต่ประเทศไทยเพิ่งมีครั้งแรก” เก่งยังแอบกระซิบว่า วางแผนที่จะจัดงาน Batman Day ที่ร้านในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ด้วย
ความตั้งใจที่จะเปลี่ยนร้าน Prime Comic ให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับให้แฟนๆ คอมิกได้ ‘nerd out’ ไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงการจัดอีเวนต์พิเศษตามสากลโลกคอมิก แต่เก่งยังเปิดบ้าน เอ๊ย ร้าน ต้อนรับผู้ที่สนใจ American Pop Culture ให้มาพบปะกันทุกสัปดาห์ เสมือนเป็น ‘ห้องนั่งเล่น’ ของเหล่าคนไทยใจรักคอมิกก็มิปาน
“ส่วนใหญ่เขาจะรวมตัวกันทุกวันพุธ เพราะว่าเป็นวันที่คอมิกใหม่ออก วันพุธคนก็เลยจะเยอะเป็นพิเศษ เขาจะรวมกลุ่มกันมาดูคอมิกใหม่ที่จะออก แล้วช่วงนี้ก็มี watch party ด้วย เพราะช่วงนี้มีซีรีส์ X-men ที่จะออกมาทุกวันพุธพอดีเป๊ะเลย ทุกวันพุธก็จะมานั่งดูกันที่นี่เลย
เป้าหมายหลักๆ คือเราอยากที่จะสร้าง community อยู่แล้ว เพื่อที่จะรวบรวมกลุ่มคนที่รักคอมิกให้เขามาเจอกัน ให้เขามาคุยกันได้”
และด้วยจุดมุ่งหมายนี้เอง เมื่อถูกถามเรื่องแผนในอนาคตของร้าน Prime Comic เก่งจึงได้แต่ส่งยิ้มแหยมาให้ พร้อมบอกว่าสิ่งแรกที่อยู่ในลิสต์ ก็คือการขยายร้าน
“เพราะว่าบางช่วงร้านเริ่มรองรับคนได้ไม่พอแล้ว ถ้าเกิดมันใหญ่กว่านี้ได้ก็จะดีมากๆ เลย
เราอยากให้ Prime Comic เป็นร้านที่คนมารวมตัวกัน อาจไม่ได้มีแค่หนังสือแต่มีกิจกรรมอะไรตลอดเวลาให้คนมารวมตัวกัน แต่เป็นในสถานที่ที่ใหญ่ขึ้นแล้วก็มีคนมากขึ้นกว่านี้”

เก่งไม่ได้เพียงต้องการสร้างพื้นที่สำหรับกลุ่มคนรักคอมิก แต่อยากทำให้คอมิกเป็นที่รู้จักในสายตานักอ่านเมืองไทยมากยิ่งขึ้นเช่นกัน และร้าน Prime Comic ก็ไม่ใช่ขุมกำลังเดียวที่มีปณิธานแรงกล้าในเรื่องนี้
“Community นี้เขารักกว่าที่คิด ทุกคนในวงการก็พยายามผลักดันให้คนมารู้จักคอมิกมากขึ้น เรามีธงแบบเดียวกันก็คือ อยากจะขยายกลุ่มก้อนคนรักคอมิกให้เยอะมากขึ้น
ไม่ใช่แค่เรานะ น้องๆ พี่ๆ เพื่อนๆ ที่อยู่ในวงการก็พยายามผลักดันเรื่องนี้อยู่ให้คนมารู้จักคอมิกมากขึ้น เราอยากมี Thailand Comic Con อยากให้เกิดขึ้นจริงในไทยให้ได้ ทุกวันนี้ก็ยังผลักดันกันอยู่ ร่วมมือกันทุกฝ่ายเลย ทั้งร้านคอมิกแล้วก็สื่อ ยูทูบเบอร์ทั้งหลาย แล้วก็ศิลปินนักวาดที่เป็นคนไทยด้วย”
และแม้จะยังไม่ถึงขั้นเป็น Thailand Comic Con แต่ความพยายามของคนรักคอมิกกลุ่มนี้ ก็ไม่ได้ทรยศพวกเขาเสียทีเดียว เพราะครึ่งปีที่ผ่านมานี้ ก็สามารถจัด Comic Con ขนาดย่อมได้แล้วถึงสองงาน และหนึ่งในนั้นคืองาน Free Comic Books Day อันเป็นธรรมเนียมเลื่องชื่อของแวดวงคอมิกอเมริกัน
“ในวัฒนธรรมของคอมิกอเมริกันจะมีวันที่เรียกว่า Free Comic Books Day ปีหนึ่งครั้งหนึ่ง จัดที่อเมริกาแล้วก็ทั่วโลกตลอด แต่ว่าในไทยในไม่เคยมีเลย เพิ่งจัดครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาที่ผ่านมา
Free Comic Books Day คือ free comic จริงๆ ร้านอย่างเราคือขนคอมิกไปแจกเลย เราขนไปแจกประมาณเกือบพันเล่ม ขนไปแจกฟรีๆ เลย”
เก่งเล่าให้ฟังว่า ในวงการคอมิก การแจกหนังสือฟรีเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อย ทั้งในงาน Free Comic Books Day ประจำปี หรือกระทั่งงานอีเวนต์พิเศษอย่าง Superman Day ก็มีการแจกคอมิกฟรีเช่นกัน
“จริงๆ ตอนเปิดร้านช่วงแรกๆ เราก็ขนไปแจกเหมือนกัน เป็นเล่มที่เราสะสมเองด้วยซ้ำ
คือเขาจะมีน้องๆ ที่สนใจแต่ว่าเคยอ่านแค่ออนไลน์ ช่วงนั้นคือขนเป็นลังๆ ไปแจกน้องๆ เลย แค่มาเจอหน้ามาทักกันปุ๊บ ก็เลือกเอาไปได้เลย”
(และร้าน Prime Comic ก็มอบประสบการณ์การสัมผัสความใจป๋าของวงการนี้ให้กับทีมงาน a day โดยตรง ด้วยการมอบคอมิกที่แจกในงาน Superman Day ให้กลับไปเป็นที่ระลึก)

“จุดประสงค์หลักที่เราอยากทำร้านก็คือการสร้าง community ที่รวบรวมคนที่รักคอมิกให้มาอยู่เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน ให้เขามีที่สำหรับ nerd out ให้มาหาเพื่อนคุย”
ร้าน Prime Comic ไม่ได้มีเพียงหนังสือเรียงรายจนเต็มชั้น แต่ยังมีโปสเตอร์ ตุ๊กตาฟิกเกอร์ และของตกแต่งรูปการ์ตูนมากมาย ที่เหล่าสหายในวงการนำมาฝาก รวมถึงกระดานแปะกระดาษโน้ตแน่นเอี๊ยด ซึ่งล้วนมาจากผู้คนที่แวะเวียนมาเยือนร้านโลโกแมวเทาแห่งนี้
“เราบอกตลอดว่า มาแล้วไม่ต้องซื้ออะไรเลยก็ได้ แค่มาคุยกับเราก็พอ
แค่เดินมาคุยกับเรานิดหน่อยว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไรแค่นี้ทั้งเราแล้วก็คนที่เขาสนใจก็มีความสุขแล้ว”

“With great power comes great responsibility” — Uncle Ben
สำหรับปุถุชนทั่วไป ซูเปอร์ฮีโร่จะดูเหมือนเป็นตัวตนลึกลับจับต้องได้ยาก ทว่าแท้จริงแล้ว เมื่อถอดหน้ากากและทิ้งนามแฝง พวกเขาก็ไม่ต่างจากเรานัก อาจเดินสวนกันบนถนนในช่วงเวลาเร่งรีบ หรือเป็นเพื่อนร่วมงานที่เห็นหน้ากันทุกวันก็เป็นได้
คอมิกเองก็เช่นกัน แม้จะดูเข้าถึงยากด้วยจำนวนเล่มมหาศาล และจักรวาลยิบย่อยยุบยับ แต่ความจริงวงการคอมิกก็เป็นมิตรกว่าที่เห็น ทั้งแจกหนังสือฟรีและการ reboost หัวเรื่อง หรือการนำเรื่องที่เคยตีพิมพ์ไปแล้วกลับมานับหนึ่งวาดใหม่อยู่เรื่อยๆ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อทำให้นักอ่านหน้าใหม่เข้าถึงได้ง่าย
“คำแนะนำที่ผมมักจะบอกคนที่สนใจอยากเริ่มอ่านก็คือ เริ่มอ่านเลย หาตัวละครที่ชอบได้แล้ว หาเรื่องที่ชอบได้แล้ว ก็เริ่มอ่านเลย
สิ่งสำคัญคือเราต้องเริ่มอ่านก่อน พอเราชอบแล้ว เดี๋ยวอย่างอื่นก็จะตามมาเอง”
หากสนใจสิ่งใด ก็ให้ลงมือทำ
หากชอบสิ่งใด ก็จงทุ่มไปให้สุดตัว
ด้วยทัศนคติแบบเดียวกันนี้เอง เก่งซึ่งมีทั้งใจรักและความมุ่งมั่น จึงอุทิศเวลาร่วมสิบปีเพื่อเดินตามความฝันที่แม้หลายคนจะมองว่าบ้า แต่เก่งก็ขอท้าและพยายามดูซักตั้ง หลั่งเหงื่อต่างน้ำรดหน่อต้นอ่อนความฝัน จนผลิดอกออกผลและแตกใบเป็นร้าน Prime Comic ร้านคอมิกตราแมวสีเทาขนาดหนึ่งคูหาบนถนนบางขุนนนท์ในที่สุด
ครั้งหนึ่งลุงเบนเคยเอ่ยกับปีเตอร์ผู้เป็นหลานชายว่า
“พลังอันยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง”
แต่สำหรับเก่งและร้าน Prime Comic แห่งนี้ เราคงกล่าวได้เพียงว่า
“ความฝันอันยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความอุตสาหะอันใหญ่ยิ่ง”






