Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
Spider-Man: Brand New Day วันที่เราเริ่มเรียนรู้ความหมายใหม่ของการอยู่ข้างกัน

Spider-Man: Brand New Day วันที่เราเริ่มเรียนรู้ความหมายใหม่ของการอยู่ข้างกัน

05/08/2026
See Saw Scene
AUTHOR: a team
SHARE:

 *บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาจากภาพยนตร์*

 คนส่วนใหญ่อาจจะพูดถึง Spider-Man: Brand New Day ผ่านฉากแอกชันต่างๆ ไม่ก็พลังใหม่ของ Spider-Man หรือการปรากฏตัวของตัวละครมากมายในจักรวาล Marvel

 แต่สำหรับเรา สิ่งที่นึกถึงมากที่สุดกลับเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ เพราะการกลับมาของหลายตัวละครในครั้งนี้กำลังเรียนรู้วิธีอยู่กับความสัมพันธ์ในแบบของตัวเอง ซึ่ง Peter Parker คือหนึ่งในนั้น

 “With great power, comes great responsibility.”

 ประโยคที่อยู่คู่กับ Spider-Man มานานหลายสิบปี และถูกตีความว่า เมื่อมีพลังก็ต้องรับผิดชอบต่อผู้คนรอบตัว แต่ใน Spider-Man: Brand New Day เรากลับมองประโยคนี้อีกแบบ เพราะมันไม่ใช่เพียงความรับผิดชอบต่อเมืองและผู้คน แต่รวมถึงความรับผิดชอบต่อคนที่เขารักด้วยเช่นกัน

 ในวันที่ Peter Parker ตัดสินใจยอมให้ทั้งโลกลืมตัวตนของเขาในตอนจบของ Spider-Man: No Way Home เขาเชื่อว่านั่นคือความรับผิดชอบของเขา เขายอมให้ MJ และ Ned ลืมเขา เพื่อแลกกับความปลอดภัยของทั้งคู่ เขาได้สัญญาว่าจะกลับมาทำความรู้จักใหม่อีกครั้ง แต่เมื่อได้เห็นทั้งคู่ใช้ชีวิตต่อไปได้โดยไม่มีเขาอยู่ในนั้น เขากลับเลือกเดินออกมา และเชื่อว่านี่คงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะถ้าพวกเขาไม่รู้จัก Peter Parker พวกเขาก็คงจะปลอดภัย

 ความสัมพันธ์กับคนสำคัญ

 Brand New Day ค่อยๆ พาเราตั้งคำถามกับความเชื่อเหล่านั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา Peter ยังคอยมองทั้งคู่อยู่ห่างๆ และสุดท้าย ศัตรูก็ยังค้นพบอยู่ดีว่าทั้งคู่นี้คือจุดอ่อนที่สุดของ Spider-Man นั่นทำให้คำถามหนึ่งลอยขึ้นมาว่าการเดินออกมาจากชีวิตคนที่เรารัก ทำให้เขาปลอดภัยขึ้นจริงหรือเปล่า หรือสุดท้าย Peter ก็แค่ต้องเฝ้ามองคนสำคัญของเขาจากระยะที่ไกลขึ้นเพียงลำพัง

 แต่สิ่งที่เราสนใจกว่านั้น คือเรารู้สึกว่าหนังไม่ได้ตั้งคำถามกับ ‘การเสียสละ’ เพียงอย่างเดียว แต่กำลังตั้งคำถามกับ ‘การตัดสินใจแทน’ เพราะ Peter เชื่อมาตลอดว่า การหายไปคือสิ่งที่ดีที่สุด แต่เขาเป็นคนเดียวที่ได้ตัดสินใจ MJ และ Ned ไม่เคยมีโอกาสตัดสินใจว่าจะอยากกลับมารู้จัก Peter อีกครั้งหรือไม่ ไม่เคยมีโอกาสเลือกว่าจะยอมรับความเสี่ยงนั้นหรือเปล่า

 หลายครั้งในความสัมพันธ์ชีวิตจริงของคนเราก็ทำแบบเดียวกัน เราหายไป เพราะคิดว่าอีกฝ่ายจะมีความสุขกว่า เราถอยออกมา เพราะคิดว่านั่นคือความรัก ทั้งที่ความสัมพันธ์เป็นเรื่องของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่สิ่งที่เรามีสิทธิ์ตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียว

 หนังถ่ายทอดให้เห็นถึงคำตอบของ Peter ว่าอาจจะยังไม่สมบูรณ์มากนัก เพราะฉากสุดท้ายของเรื่อง เขาเพียงเดินเข้าไปหา Ned แล้วพูดทักทายว่า “สวัสดี ฉันชื่อปีเตอร์” มันเป็นเพียงการแนะนำตัวธรรมดา ๆ แต่กลับเป็นครั้งแรกที่ Peter เลิกตัดสินใจแทนคนอื่น เขาไม่ได้บังคับให้ Ned จำเขาได้ เพียงยื่นโอกาสให้ความสัมพันธ์เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เช่นเดียวกับ MJ ที่บังเอิญได้อ่านข้อความแนะนำตัวที่ Peter เคยเขียนไว้ ก่อนจะบอกว่าเธอไม่ได้มีความทรงจำเหล่านั้น และไม่ได้รัก Peter หนังไม่ได้อธิบายว่าหมายถึงอะไร แต่ไม่ว่าจะตีความว่าเธอจำ Peter ได้หรือไม่ สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือ ครั้งนี้ Peter ไม่ใช่คนเดียวที่กำหนดทิศทางของความสัมพันธ์อีกแล้ว

 ความสัมพันธ์กับตัวเอง

 Brand New Day จะยังไม่หยุดอยู่แค่ความสัมพันธ์ระหว่าง Peter กับ MJ และ Ned เพราะก่อนที่เขาจะเรียนรู้ว่าจะอยู่กับคนที่เขารักอย่างไร เขายังต้องตอบคำถามอีกข้อหนึ่งก่อน คือเขาจะอยู่กับตัวเองอย่างไร

 เรามองว่าอีกเรื่องที่น่าสนใจของ Brand New Day คือ ความสัมพันธ์ระหว่าง Peter Parker กับ Spider-Man ดีเอ็นเอแมงมุมในร่างกายของเขากำลังพัฒนาขึ้น เขาแข็งแรงและตอบสนองเร็วกว่าเดิม แต่อารมณ์ก็รุนแรงขึ้นจนความโกรธพร้อมเข้าครอบงำได้ตลอดเวลา หนังไม่ได้กำลังบอกว่าความรู้สึกด้านลบเป็นสิ่งผิด แต่มันกำลังถามว่า เมื่อวันหนึ่งเราเปลี่ยนไป เราจะยอมรับตัวเองได้หรือไม่

 Peter เลือกสร้างชิปขึ้นมาเพื่อหยุดยั้งการพัฒนาของตัวเอง เขากลัวว่าถ้ายอมรับด้านที่เปลี่ยนไป เขาจะไม่ใช่ Peter Parker คนเดิมอีก จนกระทั่งเขาได้พบกับ Bruce Banner คนที่เคยใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวต่อ Hulk ในร่างของเขา 

 Banner ไม่ได้สอนวิธีควบคุมพลัง แต่สอนผ่านชีวิตของตัวเองว่ายิ่งต่อต้านตัวตนอีกด้านมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งสูญเสียการควบคุมมันมากขึ้นเท่านั้น

 ในวันที่ Peter ตัดสินใจถอดชิปออก เขาไม่ได้เลือกเป็น Spider-Man เขาก็ไม่ได้เลือกเป็น Peter Parker แต่เขาเลือกที่จะพูดว่าเขาเป็นทั้งคู่ เราจึงมองว่านั่นไม่ได้เป็นเพียงการยอมรับพลังที่เปลี่ยนไปของตัวเอง แต่มันคือครั้งแรกที่ Peter เลิกมองชีวิตว่าทุกอย่างต้องมีเพียงคำตอบเดียว

 ความสัมพันธ์กับคนที่คิดต่าง

 และเมื่อเขาเริ่มยอมรับตัวเองได้แล้ว หนังก็ได้พาเราไปพบกับ Frank Castle หรือ The Punisher ไม่ใช่คนที่เหมือน Spider-Man แต่เป็นคนที่เชื่อในสิ่งเดียวกัน แต่เลือกเดินคนละเส้นทาง Frank Castle กับ Peter Parker มีเป้าหมายเดียวกัน ทั้งคู่ต่างวิ่งเข้าหาอันตรายเพื่อช่วยผู้คน แต่สิ่งที่ต่างกันคือวิธี อย่างในการต่อสู้กับ Hulk Frank เลือกใช้ปืนและระเบิดเพื่อหยุดทุกอย่างให้เร็วที่สุด ขณะที่ Spider-Man พยายามใช้ใยยับยั้งเขาไว้ เพราะเชื่อว่าต่อให้คนตรงหน้าควบคุมตัวเองไม่ได้ เขาก็ยังควรได้รับโอกาส

 ยิ่งดูเราก็ยิ่งรู้สึกว่าหนังไม่ได้พยายามตัดสินว่าใครถูก เพราะถ้ามองจากชีวิตของ Frank เราก็เข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมเขาถึงเลือกวิธีแบบนั้น สำหรับเขา หากอันตรายยังอยู่ ความสูญเสียก็อาจเกิดขึ้นซ้ำอีก วิธีที่ดีที่สุดจึงเป็นการกำจัดมันตั้งแต่ต้น แต่สำหรับ Peter ความสูญเสียกลับไม่เคยทำให้เขาเลิกเชื่อในผู้คน กลับยิ่งทำให้เขาอยากปกป้องผู้คนมากกว่าเดิม

 ฉากที่เราชอบที่สุด ไม่ใช่ฉากต่อสู้ แต่เป็นช่วงที่ Frank ตัดสินใจยิง Jean Grey เพื่อหยุดพลังของเธอในสายตาของ Frank มันคือการเสียสละหนึ่งชีวิต เพื่อช่วยชีวิตคนอีกมากมาย แต่ในวินาทีนั้น Peter กลับกระโดดเข้ามาขวางกระสุน เขาเลือกเอาชีวิตของตัวเองเข้าแลก เพื่อปกป้องแม้แต่คนที่กำลังถูกมองว่าเป็นภัย สำหรับเราฉากนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อพิสูจน์ว่า Spider-Man เป็นฮีโร่ที่ดีกว่า แต่ทำให้ Frank ได้เห็นว่า สิ่งที่ Peter เชื่อไม่ใช่แค่คำพูด เขาพร้อมใช้ชีวิตของตัวเองพิสูจน์มันจริงๆ 

 หลังจาก Peter ฟื้นขึ้นมา คนที่เฝ้าอยู่ข้างเตียงกลับเป็น Frank ชายที่เพิ่งยิงเขา Frank พูดกับ Peter ว่าเขาเจอคนที่กล้าหาญมามากมาย แต่สิ่งที่ Peter ทำมันมากกว่านั้น คำพูดสั้นๆ นี้กลับมีน้ำหนักกว่าคำชม และเราชอบที่สุดตรงที่หนังไม่ได้ทำให้ทั้งคู่ลงเอยด้วยการเปลี่ยนความคิดของอีกฝ่าย ทั้งคู่ยังเชื่อในวิธีของตัวเอง แต่พวกเขาเริ่มเข้าใจเหตุผลของกันและกันมากขึ้น จน Peter พูดขึ้นมาระหว่างบทสนทนาว่า “เราเป็นเพื่อนกันแล้วใช่ไหม” สำหรับคนที่สูญเสียคนสำคัญในชีวิตไป คำถามธรรมดาสามัญนี้อาจมีความหมายมากกว่าที่คิด

 คำพูดของ Frank ตรงนี้ยังทำให้เรานึกถึงอีกความสัมพันธ์หนึ่งที่ซ่อนอยู่ในตัว Peter เอง นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่าง Peter Parker และ Spider-Man ซึ่งแน่นอนว่าทั้งสองชื่อนี้คือคนเดียวกัน แต่ในภาคนี้หนังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาต้องปกปิดตัวตนอีกด้านหนึ่งอยู่เสมอเมื่อสวมบทบาทเป็นอีกคน จากที่กล่าวมาข้างต้น ทุกคนคงรู้แล้วว่าสุดท้าย Peter เลือกที่จะเป็นทั้งคู่ในท้ายที่สุด แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนบนโลกที่จะรู้ว่าเขาคือใคร เพราะเขาก็เป็นแค่มันฝรั่งหัวเล็กๆ หัวหนึ่ง (ฮ่าฮ่า) แต่เราอยากชวนผู้อ่านลองนึกดูว่าในโลกแห่งความเป็นจริง เราเองต้องคอยปกปิดตัวเองกับใครอยู่หรือไม่ อย่างที่ Frank เคยพูดไว้ เด็กหนุ่มนิสัยดีคนนี้มีความกล้าไม่น้อย เขากล้าเสี่ยงในทุกเรื่อง กับความรับผิดชอบในหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของเขาแล้วถ้าเรายังต้องคอยปกปิดตัวตนของเราในสังคม เพียงเพราะเราไม่ได้อยู่ในที่ที่เหมาะกับตัวเราจริงๆ คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายไม่น้อย

 ความสัมพันธ์กับคนที่กำลังแตกสลาย

 แต่ความสัมพันธ์ที่ยากที่สุดในเรื่อง ยังไม่ใช่การอยู่ร่วมกับคนที่คิดต่าง แต่เป็นการยื่นมือไปหาคนที่กำลังสูญเสียตัวเอง

 Jean Grey เธอไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นวายร้าย เธอเริ่มต้นจากการเป็นน้องสาวตัวเล็กๆ คนหนึ่ง เด็กผู้หญิงที่ถูกแม่ทิ้ง และเติบโตมากับ Sara พี่สาวที่เป็นเหมือนบ้านทั้งหลังของเธอ ทั้งคู่มีพลังจิตเหมือนกัน และ Sara เป็นคนสอนให้ Jean เรียนรู้การใช้พลังจิต ก่อนจะถูก Department of Damage Control ลักพาตัวไป ทิ้งให้ Jean ใช้เวลาทั้งชีวิตตามหาเบาะแสที่เชื่อว่าจะพาเธอกลับไปหาพี่สาว แต่เมื่อความจริงเปิดเผย สิ่งที่เธอตามหามาตลอดกลับไม่เคยมีอยู่จริง ความหวังสุดท้ายที่ยึดเหนี่ยวเธอมาตลอดหลายปีจึงพังลงในวินาทีนั้น

 เราชอบที่หนังไม่ได้ทำให้ Jean กลายเป็นวายร้ายเพราะตัวตนของเธอ แต่เพราะเธอพึ่งรู้ว่า ความหวังสุดท้ายที่ยึดเหนี่ยวเธอมาตลอดหลายปีมันไม่เคยมีอยู่จริง บางครั้งจิตใจคนเราไม่ได้พังลงเพราะความจริง แต่เพราะสิ่งที่เชื่อมาตลอดชีวิต กลายเป็นเรื่องที่ไม่มีอยู่เลย ความเจ็บปวดในวินาทีนั้นทำให้พลังของ Jean พัฒนาขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ทุกสิ่งรอบตัวหยุดนิ่ง ผู้คนทั้งเมืองเหมือนถูกแช่แข็ง ราวกับความเศร้าของคนคนหนึ่ง ได้กลืนโลกทั้งใบให้หยุดไปพร้อมกับเธอ

 สิ่งที่เราชอบที่สุดคือ หนังไม่ได้ให้ Spider-Man ชนะเรื่องนี้ด้วยการต่อสู้ เขาเลือกพูดคุย เลือกฟัง และทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด Peter ยอมให้ Jean เข้าไปในจิตใจของเขา เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นบาดแผล ความสูญเสีย และความเจ็บปวดที่เขาแบกมาตลอด ทำให้เธอเห็นว่าคนตรงหน้าเองก็เคยสูญเสียไม่ต่างจากเธอ

 Peter ไม่ได้บอก Jean ว่าให้ลืมอดีต หรือหยุดเสียใจ เขาเพียงบอกว่าเขาเข้าใจ เข้าใจว่าการไม่เหลือใครไว้ให้กลับไปหา มันรู้สึกอย่างไร และเข้าใจว่าความสูญเสียสามารถผลักคนคนหนึ่งไปได้ไกลแค่ไหน และบอกกับเธอว่าเธอยังมีเขาอยู่ข้างๆ เราว่านั่นอาจเป็นประโยคที่อธิบาย Spider-Man ได้ดีที่สุด ไม่ใช่เพราะเขาแข็งแกร่งที่สุด แต่เพราะทุกครั้งที่เห็นใครกำลังจมลง เขาเลือกยื่นมือเข้าไปหา แทนที่จะปล่อยให้คนคนนั้นจมหายไปเพียงลำพัง

ตลอดทั้งเรื่อง เรารู้สึกว่า Spider-Man: Brand New Day ไม่ได้พา Peter Parker ไปเจอศัตรูที่แข็งแกร่งขึ้น แต่พาเขาไปเจอความสัมพันธ์ที่ยากขึ้น ทั้งกับคนที่เขารัก ตัวเขาเอง คนที่คิดต่าง และคนที่กำลังแตกสลาย จนเขาได้เรียนรู้ว่าบางความสัมพันธ์เราไม่ได้ต้องการฮีโร่ที่แข็งแกร่งที่สุด เพียงแต่ต้องการใครสักคนที่เลือกจะไม่เดินจากไป และบางทีนั่นอาจเป็น Brand New Day ของเขา ไม่ใช่แค่ในฐานะ Spider-Man แต่ในฐานะ Peter Parker

Tags:seesawsceneSpiderManBrandNewDaya day
Share :
Author
a team
Photographer
-
เบื้องหลัง Dialogue with a Flower-Crowned man of Thorns การแสดงของคาเงะ ธีระวัฒน์ ชายผู้ใช้ร่างกายสื่อสารความรู้สึกคับข้อง
Draft Till Doneเบื้องหลัง Dialogue with a Flower-Crowned man of Thorns การแสดงของคาเงะ ธีระวัฒน์ ชายผู้ใช้ร่างกายสื่อสารความรู้สึกคับข้องนักเขียน : a team
วิธีฉกฉวยวันเวลาฉบับ ฟีเนียส - เฟิร์บ สองพี่น้องหาเรื่องสนุกๆ ทำในวันหยุดแสนน่าเบื่อ สร้างสิ่งประดิษฐ์ล้ำๆ ที่แม่ไม่เคยจับได้
A Better Dayวิธีฉกฉวยวันเวลาฉบับ ฟีเนียส - เฟิร์บ สองพี่น้องหาเรื่องสนุกๆ ทำในวันหยุดแสนน่าเบื่อ สร้างสิ่งประดิษฐ์ล้ำๆ ที่แม่ไม่เคยจับได้นักเขียน : วงศกร ลอยมา
คลี่สมุดบันทึกของ ชล วิชัยดิษฐ ผู้ตระเวนสเก็ตช์ภาพดาวและธรรมชาติรอบตัว
Draft Till Doneคลี่สมุดบันทึกของ ชล วิชัยดิษฐ ผู้ตระเวนสเก็ตช์ภาพดาวและธรรมชาติรอบตัวนักเขียน : วงศกร ลอยมา