Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

‘ความหวังคือสิ่งเดียวที่มีพลังมากกว่าความกลัว’ 5 หนังทรงพลังที่จุดประกายความหวังให้ลุกโชน

Highlights

  • ชวนดู 5 หนังที่ตัวละครในเรื่องต่างมีความหวังและเฝ้าฝันถึงโลกใหม่ ถึงแม้บางเรื่องอาจดูฝันเฟื่อง เป็นไปไม่ได้ แต่พวกเขาก็ใช้ความหวังนั้นหล่อเลี้ยงตัวเองให้ต่อสู้ แลกชีวิต หรือกระทั่งพยายามใช้ชีวิตเป็นอย่างดี เพื่อที่สักวันหนึ่งความหวังเหล่านั้นอาจจะกลายเป็นความจริงในตอนจบ

ท่ามกลางสถานการณ์ที่คนทั่วโลกกำลังลุกฮือขึ้นต่อสู้กับความอยุติธรรม นอกจากความโกรธขึ้ง ไม่พอใจ และทนไม่ไหว กับการเห็นคนกลุ่มหนึ่งในสังคมถูกกดทับ อีกหนึ่งสิ่งที่อยู่เบื้องหลังและผลักดันให้พวกเขาออกมาเรียกร้องสิทธิให้ตัวเองและประชาชนด้วยกันคือ ความหวัง

‘เพราะผิดหวังจึงมีความหวัง’ แน่นอนว่าไม่ว่าใครต่างต้องเคยผิดหวังมาบ้างไม่มากก็น้อย ต่อให้เป็นคนรวย มีชีวิตเพียบพร้อมมากแค่ไหน ก็ไม่มีทางที่จะสมหวังไปได้ตลอด เราทุกคนอาจเคยผิดหวังจนร้องไห้หมดแรง นอนเอามือก่ายหน้าผาก หรือกระทั่งถึงจุดที่ไม่อยากตื่นมาเจอเช้าวันต่อไป

แต่เมื่อใดที่มีหวัง–หวังว่าพรุ่งนี้ต้องดีขึ้น หวังว่าอะไรจะไม่เหมือนเดิม หวังว่าสถานการณ์ต้องเปลี่ยนไป หลอมรวมกับแรงใจแรงกายที่มีอยู่ พร้อมทุ่มเทลงมือทำในสิ่งที่เชื่อมั่น เมื่อนั้นแสงสว่างที่เคยริบหรี่อาจเปล่งประกายให้เห็นปลายทางมากขึ้น

แม้ว่าวิกฤตโควิด-19 ที่กินเวลามาหลายเดือนจะเริ่มดีขึ้นตามลำดับ ทว่าร้านรวง ผู้ประกอบการ พนักงาน และคนตัวเล็กตัวน้อยจำนวนมากที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังยังต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อดำรงชีวิตกันต่อไป และ ‘ความหวัง’ ก็คือพลังอันยิ่งใหญ่ที่ผลักดันให้พวกเราเดินหน้าต่อ ด้วยปรารถนาว่าทางข้างหน้าจะต้องดีขึ้น

ระหว่างที่มุ่งมั่นกอบกู้ความเชื่อมั่นให้กลับมา เราจึงอยากชวนทุกคนมาเติมกำลังใจกับหนังที่ตัวละครในเรื่องต่างเฝ้าฝันถึงโลกใหม่ แม้อาจดูฝันเฟื่อง เป็นไปไม่ได้ แต่พวกเขาก็ใช้ความหวังนั้นหล่อเลี้ยงตัวเองให้ต่อสู้ แลกชีวิต หรือกระทั่งพยายามใช้ชีวิตเป็นอย่างดี 

เพื่อที่สักวันหนึ่ง ความหวังเหล่านั้นอาจจะกลายเป็นความจริงในตอนจบ

 

Schindler’s List (1993)

ถ้าพูดถึงหนังเกี่ยวกับความหวัง มั่นใจว่าชื่อแรกๆ ที่ผุดขึ้นมาในใจหลายคนต้องมี Schindler’s List ของ Steven Spielberg แน่ๆ

สำหรับใครที่ยังไม่เคยดู เล่าอย่างย่นย่อว่า Schindler’s List คือเรื่องราวของ Oskar Schindler ชายชาวเยอรมันผู้ช่วยชีวิตชาวยิวกว่า 1,000 คนจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โฮโลคอสต์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยการจ้างคนเหล่านั้นมาทำงานในโรงงานของเขา หนังเรื่องนี้สร้างจากนิยายเรื่อง Schindler’s Ark ของ Thomas Keneally นักเขียนชาวออสเตรเลียที่เขียนจากเหตุการณ์จริงอีกที

เกริ่นว่าเป็นหนังเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หลายคนอาจขมวดคิ้วรอแล้ว แต่ขึ้นชื่อว่านี่คืองานมาสเตอร์พีซอีกชิ้นของสปีลเบิร์กก็วางใจได้เลยเพราะเขาเก่งกาจในการพาคนดูไปรับรู้เรื่องราวความโหดร้ายที่เคยเกิดขึ้นจริงด้วยท่าทีการเล่าที่ไม่ได้หดหู่ทุกนาที แต่สอดแทรกอารมณ์ขันสลับกับฉากสะเทือนใจที่ทำให้เราตั้งคำถามว่าทำไมคนเราถึงโหดเหี้ยมได้ถึงเพียงนี้ 

จุดเด่นอีกข้อของ Schindler’s List คือการเป็นหนังขาว-ดำยาว 3 ชั่วโมง ที่บางคนฟังแล้วอาจคิดว่ายาวเกินไป แต่เชื่อเถอะว่าการย้อมสีภาพเป็นขาว-ดำที่สปีลเบิร์กทำนั้นมีนัยสำคัญ และทำให้ฉากหนึ่งของเรื่องกลายเป็นหนึ่งในฉากที่ทรงพลังที่สุดในโลกภาพยนตร์จนถึงทุกวันนี้ (คนดูแล้วคงรู้ว่าฉากไหน) 

Schindler’s List เข้าชิง 12 รางวัลออสการ์ และชนะไป 7 รางวัล ซึ่งเป็นรางวัลในสาขาใหญ่ๆ อย่างบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม และภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ทว่าเหนือศาสตร์และศิลป์ที่ยอดเยี่ยมทั้งปวง เราคิดว่าเหตุผลที่ทำให้หนังเรื่องนี้ครองใจคนดูได้คือการทำให้เรารู้สึกศรัทธาในเพื่อนมนุษย์ ท่ามกลางสมรภูมิแห่งสงครามและการเหยียดเชื้อชาติแสนโหดร้าย ในที่ที่สิ้นหวังที่สุดความเห็นอกเห็นใจกันจุดแสงแห่งความหวังให้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง

 

Spirited Away (2001)

แอนิเมชั่นดีกรีรางวัลออสการ์จาก Studio Ghibli เรื่องนี้ไม่ได้ใช้สิ่งที่เรียกว่าความหวังหรือความฝันเป็นตัวดำเนินเรื่องหลัก เน้นการใช้ชีวิตที่อยู่กับปัจจุบันเสียด้วยซ้ำ แต่ด้วยเสน่ห์ของหนังที่จัดว่าเป็นหนัง coming of age เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี ความรู้สึกที่คุกรุ่นในใจหลังจากดูจบนั้นหลากหลาย ชนิดที่ว่าเปิดดูตอนไหนก็ได้ข้อคิดและความรู้สึกทิ้งท้ายแตกต่างกัน (ซึ่งแน่นอนว่าต้องขึ้นอยู่กับประสบการณ์ชีวิตของคนแต่ละคนด้วย) สำหรับเราแล้วการรู้สึกถึงความหวังคือหนึ่งในนั้น

เวลาเปิดประเด็นสนทนาว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านช่วงวัย เชื่อว่าประเด็นนี้มักเป็นที่หวาดกลัวของคนรอบตัวไม่เว้นแต่กับเราเอง จนกระทั่งวันที่ได้เปิดดู Spirited Away หนังเรื่องนี้สอนเราว่า การเปลี่ยนผ่านช่วงวัยอย่างมีความหวังนั้นเป็นสิ่งที่เราทุกคนล้วนทำได้

หนึ่งในจุดเด่นของหนังเรื่องนี้คือพัฒนาการของ ‘จิฮิโระ’ หรือ ‘เซน’ เด็กสาววัย 10 ขวบ ตัวละครหลักของเรื่อง จิฮิโระในตอนต้นเรื่องเป็นเด็กที่ไม่ค่อยน่ารักสักเท่าไหร่ ทว่าเหตุการณ์หรืออุปสรรคต่างๆ ที่เธอเจอ เพื่อนภูติผีที่เธอได้รู้จักตลอดทั้งเรื่อง ได้ช่วยขัดเกลาให้จิฮิโระในตอนท้ายเรื่องกลายเป็นเด็กสาวที่มีความคิดความอ่านแบบผู้ใหญ่และเข้าโลกมากขึ้น

บทเรียนสำคัญที่จิฮิโระให้ไว้กับคนดูอย่างเราคือการยึดมั่นในเป้าหมายของตัวเอง สิ่งที่ไดรฟ์ให้จิฮิโระไม่ยอมแพ้กับทุกปัญหาคือความหวังที่จะได้ช่วยพ่อแม่ที่เธอรักจากคำสาปและได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติ เมื่อยกมาเทียบกับชีวิตจริงแล้วคงเหมือนกับการมีหลักยึดบางอย่างที่มีความหมายกับใจและแข็งแรงมากพอ ซึ่งอาจจะเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า เหตุใดความหวังจึงสำคัญกับชีวิตมนุษย์มากมายเหลือเกิน

 

The King’s Speech (2010)

ต่อกันที่หนังรางวัลอีกเรื่อง The King’s Speech เป็นหนังที่สร้างจากเรื่องราวในหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศอังกฤษ ว่าด้วยเรื่องราวของกษัตริย์จอร์จที่ 6 (แสดงโดย Colin Firth) ผู้มีข้อบกพร่องเรื่องการพูดตั้งแต่เด็ก

เมื่อบ้านเมืองกำลังก้าวสู่ภาวะสงคราม เสียงจากผู้นำประเทศคือสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างความหวัง ความเชื่อมั่น และความอุ่นใจ ให้กับประชาชน การที่กษัตริย์จอร์จที่ 6 จะก้าวออกมาพูดกับประชาชนของตัวเองด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูหนักแน่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเอาเสียเลย พระองค์ต้องเอาชนะอาการพูดติดอ่างของตัวเองอย่างเร่งด่วน และที่สำคัญต้องเอาชนะความกลัวและความกังวลที่เกิดขึ้นด้วย

สิ่งน่าประทับใจในเรื่องนี้คือมิตรภาพและความรักที่กษัตริย์จอร์จที่ 6 ได้รับจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นคนรักอย่างเอลิซาเบท (แสดงโดย Helena Bonham Carter) ที่คอยพาสามีตระเวนหาวิธีการบำบัดรักษาใหม่ๆ และไลโอเนล ล็อก (แสดงโดย Geoffrey Rush) คุณหมอคนสำคัญที่ช่วยให้กษัตริย์จอร์จที่ 6 มองเห็นความหวังในการพูดต่อหน้าสาธารณชนของตัวเอง

ก่อนจะเป็นผู้สร้างความหวังให้คนอื่นได้ เราเองก็ต้องมีความหวังในใจตัวเองก่อน หนังเรื่องนี้พยายามบอกเราเช่นนั้น

 

I Wish (2011)

ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ผู้ชายหรือผู้หญิง คนจนหรือคนรวย ต่างมีความหวังเป็นของตัวเองทั้งนั้น และพวกเขาเฝ้าฝันเสมอว่าคำอธิษฐานนั้นจะเป็นจริงสักวัน

นี่คือผลงานจากผู้กำกับหนังชาวญี่ปุ่น Hirokazu Koreeda ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการทำหนังแนวชีวิต เช่น  Air Doll, Our Little Sister และ Shoplifter ที่ได้รับรางวัลปาล์มทองคำในปี 2018 สำหรับเรา I Wish ถือเป็นหนังอีกเรื่องของเขาที่ทั้งสวยงาม ละเมียดละไม และมีความหมายลึกซึ้งกับชีวิต

เรื่องนี้มีชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า Kiseki แปลว่า ปาฏิหาริย์ โดยมีตัวละครหลักเป็นคู่พี่น้อง Koichi กับ Ryunosuke ที่ต้องแยกกันอยู่ เพราะพ่อแม่หย่าร้างกัน โดยผู้เป็นพี่อย่างโคอิชิอยากให้ครอบครัวกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ในช่วงนั้นเองมีข่าวการเดินรถไฟชินกันเซนเส้นทางใหม่ และมีความเชื่อที่ส่งต่อกันในโรงเรียนว่า ในจุดที่รถไฟสองขบวนแล่นสวนกัน ที่นั่นคำอธิษฐานจะเป็นจริง

เด็กๆ ในเรื่องจึงออกเดินทางเพื่อไปอธิษฐานให้สิ่งที่ปรารถนาเกิดขึ้นจริง ระหว่างทางอาจมีอุปสรรคบ้างแต่ความมุมานะของพวกเขาก็ไม่หมดลงง่ายๆ ยอมรับว่ามีหลายฉากที่เราต้องปาดน้ำตาป้อยๆ ด้วยความซาบซึ้งและความประทับใจในความพยายามทำตามความฝันของเหล่าตัวละคร

แม้ดูแล้วน่าจะเป็นหนังเศร้าอบอุ่นหัวใจ แต่ด้วยความไร้เดียงสาผสมกับมุกฮาๆ น่ารักของกลุ่มเด็กในเรื่องก็สร้างรอยยิ้มกับเสียงหัวเราะให้เราเป็นระยะ การดำเนินเรื่องที่เนิบช้าจึงไม่น่าเบื่อเลย เพราะนั่นถือเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เราได้ใคร่ครวญชีวิตตามบทสนทนาอันเรียบง่ายที่แฝงความหมายลึกซึ้งจนต้องทบทวนถึงความหวังที่ผ่านมาของตัวเอง

เพราะท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าความหวังนั้นจะสำเร็จหรือไม่ แต่หากเราลงมือทำไปอย่างเต็มที่แล้ว ก็ไม่มีอะไรให้ค้างคาใจและเสียดายอีกต่อไป

 

The Hunger Games (2012)

ในบรรดาหนังสร้างความหวังที่อิมแพกต์สุดๆ ระดับที่สะท้านสะเทือนถึงโลกแห่งความจริง คงไม่มีใครที่ไม่นึกถึงสัญลักษณ์ชูสามนิ้วของชาวเมืองทั้ง 12 เขตจาก The Hunger Games และโควตเด็ดวรรคทองเกี่ยวกับความหวังอย่าง

“Fire is catching! And if we burn, you burn with us!” (ไฟกำลังลุกไหม้ และหากเรามอดไหม้ คุณมอดไหม้ไปกับเราด้วย!)

“Hope is the only thing stronger than fear.” (ความหวังคือสิ่งเดียวที่มีพลังมากกว่าความกลัว)

หนังเรื่องนี้สร้างจากนิยายของ Suzanne Collins มีทั้งหมด 3 ภาค (ภาคสุดท้ายแยกเป็นพาร์ต 1-2) เล่าถึงการต่อสู้ของ Katniss Everdeen หญิงสาวผู้เป็นตัวแทนจากเขตที่ 12 ในการลงแข่งขันเกมล่าชีวิตร่วมกับตัวแทนเขตอื่นๆ เพื่อหาผู้รอดชีวิตของประเทศพาเนม

แม้ดูเป็นหนังดราม่า แอ็กชั่น ไซ-ไฟ ทว่าเหตุการณ์ต่างๆ ในเรื่องกลับสะท้อนการเมืองการปกครองได้เป็นอย่างดี แคตนิสต้องช่วงชิงพื้นที่สื่อ รวมถึงปลุกระดมประชาชนให้ลุกฮือต่อกรกับชนชั้นปกครองที่อยู่อย่างสุขสบาย และต้องการครองอำนาจเบ็ดเสร็จราวกับเจ้าชีวิตคนในเมืองต่อไปเรื่อยๆ

จากความสิ้นหวังสู่การมีความหวัง ก่อนจะย้อนกลับไปไม่มีหวังและสร้างหวังใหม่เกิดขึ้น หากตอนสุดท้ายแคตนิสไม่ยิงธนูดอกนั้น ประเทศพาเนมคงยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทั้งที่สงครามก่อนหน้านั้นคร่าชีวิตทหาร ประชากร และทำลายบ้านเมืองไปไม่รู้เท่าไหร่

หลังดูจบเราพบว่าหากแคตนิสไม่มีความหวังและไม่ส่งต่อความหวังผ่านสัญลักษณ์ชูสามนิ้วไปยังชาวเมืองอื่นๆ วิถีชีวิตของทุกคนคงต้องดำเนินภายใต้การปกครองแบบเลวร้ายต่อไป และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ตัวเองหรือคนที่รักต้องตกเป็นรายต่อไปที่ต้องร่วมแข่งขันในเกมล่าชีวิตที่ชนชั้นปกครองมองเป็นเพียงเกมสนุกฆ่าเวลาเท่านั้น

อย่างน้อยการออกมาเรียกร้องต่อสู้ในสถานการณ์ยากลำบากก็ยังดูจะมีหวังกว่าการก้มหน้ารับชะตากรรมต่อไป ถ้าเราไม่ออกมาเปลี่ยนแปลง ใครที่ไหนจะมาเปลี่ยนแปลงให้เรา

Author

a team

กองบรรณาธิการ นิตยสาร a day

Related Posts

x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)