เชื้อชาติกับเพศสภาพมีความสัมพันธ์เกาะเกี่ยวกันมานานในประเทศสหรัฐอเมริกาช่วงระหว่างปี1955-1968 เกย์และเลสเบี้ยนจำนวนมากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการสิทธิพลเมือง (Civil Rights Movement) ร่วมเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมกันของคนผิวสีรับบทบาทหลายระดับตั้งแต่มดงานตัวเล็กไปจนถึงตำแหน่งหัวหน้า
สมการความสัมพันธ์ของคนภายในกลุ่มน่าสนใจมากตอนนั้นเป็นยุคก่อน Stonewall riots เกย์และเลสเบี้ยนบางคนเลือกเก็บงำเพศสภาพของตนไม่เปิดเผยให้เพื่อนร่วมขบวนการทราบแถมยังคิดลบต่อการเป็นคนรักเพศเดียวกันด้วยในขณะเดียวกันเกย์และเลสเบี้ยนผิวขาวบางคนเข้าร่วมต่อสู้เพราะเข้าใจอารมณ์ของคนผิวสีที่ถูกกดขี่มีประสบการณ์ร่วมในฐานะพลเมืองชั้นสองในสังคมเหมือนกัน
แต่ว่าเกย์และเลสเบี้ยนผิวสีที่จอยกรุ๊ปกลับรู้สึกอึดอัดพวกเขาถูกกดขี่ทั้งเรื่องสีผิวและเพศสภาพโดนเหยียดในเหยียดพอมารวมกลุ่ม ขบวนการต่อสู้เหมือนเรียกร้องความเท่าเทียมของเชื้อชาติเพียงอย่างเดียว แล้วละเลยประเด็นเพศสภาพเกิดคำถามว่าความเปลี่ยนแปลงควรเกิดขึ้นทีละจุดหรือพร้อมกันทั้งระนาบ
กล่าวได้ว่าการรวมตัวกันในขบวนการสิทธิพลเมืองเป็นปฏิบัติการเฉพาะกิจรวบรวมชนกลุ่มน้อยให้ได้มากสุดเพื่อช่วงชิงอำนาจการต่อรองแต่ละกลุ่มมีวาระและวัตถุประสงค์ของการต่อสู้ยิบย่อยต่างกันไปเมื่อพบว่าเรือลำใหญ่ไม่ตอบโจทย์ชนกลุ่มน้อยก็เริ่มปลดเรือชูชีพแยกย้ายกันตอนนั้นเรียกว่า lifeboat politics หนึ่งในกลุ่มที่แยกออกไปคือเกย์และเลสเบี้ยน


เชื้อชาติกับเพศสภาพคือสองสิ่งที่มีความสำคัญเท่ากันเมื่อเพศสภาพถูกบีบให้เป็นซับเซตรองอยู่ภายใต้เชื้อชาตินานเข้าจึงสร้างความลำบากใจให้เกย์และเลสเบี้ยนเป็นที่มาของการแยกวง ซีรีส์เรื่องGoodness Gracious Meที่ออกอากาศทาง BBC ช่วงปี1998-2001 นำประเด็นนี้มาสร้างเป็นตลกจบในตอนเสียดสีเรื่องชาตินิยม
ซีรีส์มีเนื้อหาเกี่ยวกับปมขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมเอเชียใต้กับบริบทของอังกฤษสมัยใหม่มีอยู่ตอนหนึ่งที่ลูกชายของครอบครัวชาวอินเดียพาแฟนหนุ่มผิวขาวมาเปิดตัวกับพ่อแม่ตอนเดินเข้าประตูมาพ่อกับแม่ก็แซวว่าพากันไปจีบหญิงมาฝั่งลูกชายพยายามบอกใบ้เรื่องความสัมพันธ์เชิงคู่รักพ่อบอกไม่เห็นแปลก ผู้ชายอยู่บ้านเดียวกันก็เหมือนทหารอยู่ในกองร้อย
พูดอ้อมไปอ้อมมาจนสุดท้ายลูกชายกับแฟนทนไม่ได้หลุดปากออกไปว่าเป็นเกย์ พ่อแม่ถึงกับเดินหนีด้วยความผิดหวังตบหน้าลูกเรียกสติไปคนละหนึ่งฉาดเสียใจที่ลูกเป็นเกย์ก็แค่ส่วนหนึ่งแต่ที่โกรธกว่าคือทำไมลูกไม่หาแฟนเป็นหนุ่มอินเดีย (You could have found a nice Indian boy!) ไปคว้าผู้ชายผิวขาวเข้าบ้านอย่างนี้รับไม่ได้แฟนหนุ่มถึงกับเกาหัวไม่คาดคิดว่าจะเจอปฏิกิริยาตอบโต้เช่นนี้

หนังอีกเรื่องที่แสดงว่าเชื้อชาติสำคัญกว่าเพศสภาพได้แก่The Business of Fancydancingของนักเขียนและผู้กำกับ Sherman Alexie ถ่ายทอดเรื่องราวของเกย์เชื้อสายอเมริกันอินเดียน (American Indian) ที่ทิ้งบ้านเกิดไปใช้ชีวิตอยู่ในสังคมของคนผิวขาวจนประสบความสำเร็จเป็นนักกวีที่มีชื่อเสียงและมีแฟนเป็นชายผิวขาว
ครั้งหนึ่งเขาตัดสินใจบอกยายว่าเป็นเกย์ยายนิ่งมากไม่แสดงอาการโกรธหรือเสียใจพร้อมทั้งเล่านิทานเปรียบเทียบว่าครั้งหนึ่งเคยเลี้ยงไก่แล้วไก่เป็นเกย์เชิดใส่แม่ไก่ตัวเมียป้ออยู่แต่กับไก่ตัวผู้ยายบอกไม่เห็นเป็นไรเลยว่าจะเป็นไก่แบบไหนไก่ก็คือไก่หลานของเธอไม่ว่าจะมีเพศสภาพแบบไหนขอแค่อย่าลืมพื้นเพความเป็นคนพื้นเมือง
Seymour ขอบคุณที่ยายยอมรับและรักเขาในแบบที่เป็นแต่รู้สึกว่าชีวิตยังไม่สมบูรณ์โหยหาบางอย่างที่ขาดไปจึงออกผจญภัยในโลกกว้างตอนอยู่ในเขตสงวนสำหรับอเมริกันอินเดียนพวกเพื่อนเชิดชูชาติพันธุ์ละเลยเพศสภาพของเขาพอเข้าไปอยู่ในสังคมอเมริกันที่แวดล้อมด้วยคนผิวขาวเขาก็คิดถึงสายใยของอเมริกันอินเดียนหนังแสดงความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์กับเพศสภาพสองสิ่งอยู่ร่วมกันด้วยความเสมอภาคยากเหลือเกิน
หนังสร้างอุปมาอุปไมยที่ตัดสินใจยากไม่ว่าซีย์มัวร์จะเลือกเพื่อนหรือแฟนก็ต้องยอมเสียอีกฝั่งหนึ่งไปเป็นความลังเลใจเดียวกันกับตอนที่เกย์และเลสเบี้ยนแยกตัวออกจากขบวนการสิทธิพลเมืองเพื่อมาริเริ่มการเคลื่อนไหวทางสังคมของตนเองที่เน้นความเสมอภาคทางเพศประสบการณ์ก่อนหน้าสอนให้รู้จักวิธีสร้างแรงกระเพื่อม ก่อให้เกิดการตระหนักรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
นโยบายการต่อสู้ของกลุ่มถูกกำหนดโดย LGBT ผิวขาวชนชั้นกลางเพื่อประโยชน์ของ LGBT ผิวขาวชนชั้นกลางเป็นส่วนใหญ่จนกระทั่งปลายปี 1970s เริ่มเกิดความตึงเครียดภายในกลุ่มปรากฏการณ์ ‘แหก’มีให้เห็นอยู่เนืองๆ ครั้งหนึ่งAudre Lorde กวีเลสเบี้ยนนักเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิเชื้อสายแอฟริกันอเมริกันเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงMary Daly นักคิดเลสเบี้ยนสายสตรีนิยมสุดโต่ง
ในจดหมายฉบับนี้ลอร์ดกล่าวว่าเลสเบี้ยนผิวขาวอย่างดาลีชอบใช้ผู้หญิงผิวสีเป็น ‘หมากเดินเกม’เรียกร้องความสนใจป่าวประกาศให้สังคมรู้ว่าผู้หญิงผิวสีถูกกระทำย่ำยี สมควรได้รับความช่วยเหลือพอสปอตไลต์ส่องมาก็ยื่นข้อเสนอต่างๆที่คิดเองเออเองไม่เคยถามผู้หญิงผิวสีสักนิดว่าต้องการอะไรลอร์ดบอกว่าเลสเบี้ยนผิวขาวต้องเลิกพฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอกแบบนี้แล้วหันมาคุยและฟังกันอย่างจริงจัง
เพศสภาพและเชื้อชาติผลัดกันช่วงชิงพื้นที่การต่อสู้เรียกร้องในสหรัฐอเมริกานับแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งปี2000 ที่เกิดวินาศกรรม 9/11 การโจมตีแบบพลีชีพทางอากาศของผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์ทำให้กลุ่มชาตินิยมกับผู้มีความหลากหลายทางเพศหันมาญาติดีจับมือร่วมกันต่อต้านการกระทำของผู้ก่อการร้าย
LGBT ถูกดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรมสร้างชาติอีกครั้งไม่ว่าคุณจะมีเพศสภาพไหนก็ตามขอให้มีสำนึกรักชาติเป็นพื้นฐานจากก่อนหน้าที่ตีกันเองไปมาเมื่อมีศัตรูเป็นผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์เหมือนกันนักคิดและนักการเมืองผู้มีความหลากหลายทางเพศ เช่น Florian Philippot, Pim Fortuyn และ Milo Yiannopoulos ก็หันมาสนับสนุนการเมืองฝ่ายขวาอนุรักษนิยมจัด

การสลับขั้วทางความคิดนี้เป็นความปรกติใหม่ (new normal) ที่เกิดขึ้นในสังคมช่วงต้นศตวรรษที่ 21 มีชื่อเรียกว่า ‘ชาตินิยมแบบรักร่วมเพศ’ (homonationalism) ในหนังสือเรื่องTerrorist Assemblages: Homonationalism in Queer Times ของ Jasbir Puar วิเคราะห์ว่าเหตุการณ์ 9/11 สร้างจุดเปลี่ยนผ่านให้กับการเมืองเรื่องเพศก่อนหน้านี้ LGBT ถูกมองเป็นสัญลักษณ์ของความตายตลอดช่วงปี 1980s-1990s ว่าเป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาด HIV/AIDS
พอเริ่มศตวรรษที่ 21 บุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศกลายเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตใหม่จะเห็นว่าการเรียกร้องสิทธิสมรสระหว่างบุคคลเพศเดียวกันและสิทธิการเลี้ยงดูบุตรของครอบครัวหลากหลายทางเพศล้วนถูกผลักดันให้เกิดขึ้นในช่วงนี้ LGBT สามารถร่วมสร้างชาติให้มั่นคงได้ถ้าหันมาให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวและคำนึงถึงผลประโยชน์ความเป็นปึกแผ่นของชาติให้มาก

จะด้วยความบังเอิญหรืออะไรก็ตามแต่ประเทศไทยเองก็มีภาพยนตร์เนื้อหาเกี่ยวกับชาตินิยมแบบรักร่วมเพศออกมาในปี 2002 เรื่องพรางชมพูกะเทยประจัญบานของกิตติกรเลียวศิริกุลเป็นเรื่องราวของเกย์และกะเทย 6 คนที่บังเอิญอยู่ในเหตุการณ์ระทึกขวัญเครื่องบินตกบริเวณชายแดนไทย-พม่าโชคดีรอดชีวิตมาได้แต่ก็พลัดไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างชนกลุ่มน้อยกับรัฐบาลทหารของพม่า
ฉากของหนังส่งเสริมแก่นเรื่องเป็นอย่างดีพื้นที่ชายแดนแสดงความก้ำกึ่งระหว่างไทยกับพม่าเปรียบเหมือนเพศสภาพของเกย์และกะเทย 6 คนที่อยู่กึ่งกลางระหว่างเพศชายและหญิงนอกจากนี้ยังเข้ากันกับสภาพของชนกลุ่มน้อยที่จะมองว่าเป็นพลเมืองของพม่าหรือไม่ก็ได้ตามทฤษฎีแนววิพากษ์พื้นที่กึ่งกลางถูกตีความเป็นสิ่งที่ดีมอบอิสรภาพว่าเราสามารถเลือกซ้ายหรือขวาก็ได้

แต่ในพรางชมพูกะเทยประจัญบานผู้กำกับตีความ ‘กึ่งกลาง’ใหม่ว่าเป็นพื้นที่แห่งสงครามและความไม่สงบยิงกันโครมครามผู้มีความหลากหลายทางเพศทั้ง 6 คนและชนกลุ่มน้อยในเรื่องไม่ได้อยู่ตรงกลางด้วยความผ่อนคลายแต่ถูกกดดันให้เลือกข้างฉากจบสรุปปมขัดแย้งนี้ได้ดีทีเดียวทั้งสองฝ่ายอยู่กลางลำน้ำขนาบสองข้างด้วยทหารไทยและพม่ายืนถือปืนตัวละครกะเทยตะโกนร้องขอทางฝั่งไทยว่าอย่ายิงเธอเป็นคนไทย
สุดท้ายชนกลุ่มน้อยต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนต่อไปแต่กะเทยรอดแถมได้ไปให้สัมภาษณ์ออกรายการทีวีโดยกล่าวว่าพวกเธอดวงซวยที่เกิดมา ‘น้อยกว่าคนอื่น’ถึงแม้จะโชคร้ายที่เกิดมา ‘ผิดเพศ’แต่พวกเธอก็โชคดีที่เกิดมา ‘ถูกที่’ใช้วาทกรรมชาตินิยมกดทับเพศสภาพเต็มที่การเกิดเป็นเกย์และกะเทยสัญชาติไทยนั้นดีกว่าเป็นชนกลุ่มน้อยรักต่างเพศควรภูมิใจเถิดที่เกิดเป็นคนไทย

ฉากที่หยาวและสมโชคจะสานสัมพันธ์ลึกซึ้งแล้วนั่งคุยกันมีการเปรียบเทียบว่าสมโชคเป็นกะเทยเลวร้ายสุดอย่างมากก็แค่โดนไล่ออกจากบ้านส่วนหยาวโชคร้ายกว่า ตั้งแต่เกิดมาก็ถูกทหารไล่ยิงเลยต้องใช้ชีวิตเร่รอนหยาวถามสมโชคว่าเป็นกะเทยทำไมสมโชคไม่พอใจว่าเป็นคนชายขอบเหมือนกันมาเหยียดกันเพื่ออะไรมีฟาดใส่กันเล็กน้อยฉากนี้สะท้อนอคติทางสังคมและความเหลื่อมล้ำระหว่างชาติพันธุ์กับเพศสภาพชัดเจนมากเป็นบทสนทนาสั้นๆที่ทรงพลังพอควรเลย

เกย์และกะเทย 6 คนนี้ก็เหยียดกันเองภายในกลุ่มเธอจะมาพูดว่าเป็นกะเทยเหมือนกันไม่ได้ฉันแปลงแล้วและไม่มีลูกกระเดือกสถานภาพทางเพศไม่เท่ากันตัวละครสมหญิงติดอยู่กับการจำแนก ‘กล่องเพศ’ด้วยการตัดสินจากลักษณะทางกายภาพหนังเสียดสีการแบ่งแยกชนชั้นในกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศระหว่างทหารรสนิยมรักต่างเพศเหยียดชนกลุ่มน้อยของพม่าเหยียดเหยียดกันเองในกลุ่ม LGBT อย่างไหนเจ็บกว่ากัน

ในตอนจบเกย์และกะเทยทั้ง 6 คนสามารถก้าวข้ามอคติทางเพศที่มีแก่กันได้เนื่องจากทั้งหมดต่างรักชาติท่ามกลางความแตกต่างทุกคนเป็นคนไทย รักชาติไทยเหมือนกันสัญลักษณ์ผืนธงชาติไทยปลิวไสวกระแทกตาอุดมการณ์แบบนี้แหละที่จะช่วยพยุงให้ทุกคนผ่านพ้นวิกฤตไปได้อย่าโฟกัสความแตกต่างหากให้เชื่อมความสัมพันธ์ผ่านความเหมือนอวยชาตินิยมสุด
ไม่ว่าจะเกิดมาเป็นเพศไหนก็ขอให้เป็นคนดีของสังคมและรักชาติ ดูเหมือนจะเป็นวาทกรรมที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานในช่วง 10-20 ปีให้หลังแต่การครอบงำหยั่งรากลึกเสียเหลือเกิน





