หัวข้อหนึ่งที่บุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกตะวันตกให้ความสนใจ คือการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยข้อมูลจาก American Psychological Association บ่งชี้ว่า ปัจจุบันประเทศสหรัฐอเมริกามีประชากรที่มีอายุ 65 ปีหรือแก่กว่าจำนวน 52 ล้านคนในจำนวนนี้ 2.4 ล้านคนแสดงตัวว่าเป็น LGBT ตัวเลขนี้ยังไม่รวมคนที่ไม่สะดวกเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง
มีการคาดการณ์ว่าภายในปี2060 จำนวน LGBT ผู้สูงวัยในอเมริกาจะเพิ่มขึ้นเป็น 5 ล้านคนและถ้านับรวมผู้ที่ไม่สามารถเปิดเผยตัวตนทางเพศชัดเจนตัวเลขอาจสูงถึง 20 ล้านคนประชากรเหล่านี้เป็น LGBT ยุคเบบี้บูมเมอร์ผู้ถูกละเลยไม่มีการศึกษาอย่างเป็นระบบระเบียบเกี่ยวกับพฤติกรรมความต้องการของพวกเขาที่อาจแตกต่างออกไปยามแก่เฒ่า
แต่มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่แจกแบบสอบถามให้ LGBT อายุ 50-95 ปีจำนวน 2,560 คนจากทั่วประเทศ ผลการวิจัยปรากฏว่าคนเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าการสูบบุหรี่ และการดื่มสุรา สูงกว่าคนรักต่างเพศที่อายุไล่เลี่ยกัน LGBT สูงวัยมีความเครียดมากกว่ากลัวถูกเลือกปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นตามสถานพยาบาลหรือบ้านพักคนชราเพียงเพราะอัตลักษณ์ทางเพศ

คนที่มีความสัมพันธ์รักต่างเพศอาจหวังพึ่งลูกหลานเมื่อยามแก่เฒ่าแต่ LGBT ใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนหรือคู่ชีวิตรุ่นราวคราวเดียวกันพอต่างคนต่างแก่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ก็เกิดความกังวลว่าใครจะดูแลกลัวถูกทอดทิ้งบ้านพักคนชราจึงเป็นทางออกที่ดี 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ของ LGBT ผู้สูงวัยในอเมริกาเลือกปกปิดอัตลักษณ์ทางเพศของตนเมื่อพิจารณาหาบ้านพักคนชราเนื่องจากกลัวไปสารพัดอย่าง ทั้งการปฏิเสธหรือการเลือกปฏิบัติ
การปกปิดตัวตนของ LGBT สูงวัยเพราะไม่อยากเป็นเป้าความสนใจส่งผลกระทบต่อเนื่องพวกเขาต้องเผชิญกับบทสนทนาชวนกระอักกระอ่วนใจเช่น การชวนคุยเรื่องสามีหรือภรรยาบุตรหลานเหล่านี้เป็นหัวข้อชวนอึดอัดไม่ต่างจากบริบทสังคมไทยที่พอรวมญาติกันแล้ว LGBT เจอคำถามว่าเมื่อไหร่จะแต่งงานบ้านพักคนชราในอเมริกาหันมาเอาใจใส่ประเด็นที่สร้างความอ่อนไหวเช่นนี้มากขึ้น

ที่น่าเศร้าคือ LGBT ยุคเบบี้บูมเมอร์ใช้เวลาครึ่งหนึ่งของชีวิตในการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพที่ผู้มีความหลากหลายทางเพศพึงได้รับอย่างเท่าเทียมอยู่มาทุกยุคทุกสมัยตั้งแต่การจลาจล Stonewall riots จนถึงการเรียกร้องสิทธิการแต่งงานของเพศเดียวกันอย่างถูกกฎหมายในทั้ง 50 รัฐทั่วอเมริกากลุ่มนี้เป็น LGBT รุ่นบุกเบิกของทุกสิ่งทุกอย่างบั้นปลายชีวิตนึกว่าจะสบายกลับกลายเป็นต้องมาต่อสู้เรื่องการเลือกปฏิบัติต่อ LGBT ผู้สูงอายุอีก

มีภาพยนตร์ 2 เรื่องที่เสนอประสบการณ์ของ LGBT ผู้สูงอายุอย่างน่าสนใจได้แก่Cloudburstของผู้กำกับ Thom Fitzgerald ที่ดัดแปลงจากบทละครของเขาเองหนังสัญชาติแคนาดา–อเมริกันเรื่องนี้ออกฉายในปี2011 อีกเรื่องหนึ่งชื่อLove Is Strangeหนังสัญชาติฝรั่งเศส–อเมริกันของผู้กำกับ Ira Sachs เผยแพร่ในปี2014 ทั้งสองเรื่องเป็นภาพยนตร์แนวโรแมนติก-ดราม่า
Cloudburstถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ของหญิงรักร่วมเพศสองคนชื่อ Stella กับ Dotty ที่ใช้ชีวิตร่วมกันมา 31 ปี สเตลลาพูดในตอนหนึ่งว่า อยู่กับดอตตี้ตั้งแต่เธอตัวผอม จนบัดนี้ตัวอ้วนกลมและตาเริ่มมองไม่เห็นในวัย 70 กว่าสเตลลาเองก็เริ่มหูหนักแต่ร่างกายยังคล่องแคล่วทั้งสองอยู่ด้วยกันที่บ้านของดอตตี้ในรัฐเมน
หลานสาวของดอตตี้เป็นห่วงยายจึงหลอกล่อให้ดอตตี้เซ็นเอกสารมอบสิทธิโดยชอบธรรมให้เธอตัดสินใจแทนแล้วก็พาดอตตี้ไปไว้ที่บ้านพักคนชราไม่ฟังเสียงคัดค้านจากดอตตี้และสเตลลาเพราะคิดว่านี่เป็นทางออกที่ดีที่สุด สเตลลาแอบย่องพาดอตตี้หนีแล้วขับรถข้ามชายแดนไปแคนาดาเพื่อจดทะเบียนสมรสหวังครอบครองสิทธิในการดูแลดอตตี้หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นก่อนศาลสูงสุดของอเมริกาจะมีคำตัดสินเห็นชอบให้คู่รักเพศเดียวกันสามารถแต่งงานกันได้ในเดือนมิถุนายนปี2015

ความพิเศษของCloudburstคือการเลียนแบบโครงเรื่องของภาพยนตร์คลาสสิกจากยุค 90s เรื่องThelma & Louiseที่ผู้หญิงไม่ได้รับความยุติธรรมทางสังคม ถูกผู้ชายกดขี่ทำให้ตัวละคร Thelma กับ Louise หลบไปผ่อนคลายความตึงเครียดช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์จัดโร้ดทริปเพื่อนหญิงพลังหญิงจนเป็นเหตุให้เข้าไปพัวพันกับการก่ออาชญากรรมหลายคดี
ทอม ฟิตซ์เจอรัลด์ ผู้กำกับสอดแทรกความแตกต่างระหว่างคู่เทลมา-ลุยส์ และสเตลลา-ดอตตี้ ไว้หลายจุดเพื่อเสียดสีสังคมอย่างเจ็บแสบ เทลมากับลุยส์เป็นหญิงสาวในวัยที่แรงปรารถนาลุก
โชติช่วงพร้อมเดินหน้าบวกกับปัญหาทุกอย่างไม่เกรงกลัวในทางกลับกันสเตลลากับดอตตี้เป็นคุณยายที่ควรได้นั่งชิลล์ มีความสุขกับชีวิตแต่มีเหตุให้ยักแย่ยักยันพากันออกโร้ดทริปทั้งที่สภาพร่างกายไม่เอื้อ
รถยนต์เป็นสัญลักษณ์แทนสังขารของตัวละครในหนังทั้งสองเรื่อง เทลมากับลุยส์ขับรถเปิดประทุนคันใหญ่โฉบเฉี่ยว สเตลลากับดอตตี้ขับรถกระบะบุโรทั่งสภาพพร้อมพัง Cloudburstเหมือนจะสื่อว่าวันเวลาผ่านไป 20 ปีแต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่ดีขึ้นผู้หญิงยังต้องเดินหน้าเรียกร้องความยุติธรรมจากสังคมเหมือนเดิมที่เพิ่มเติมคือสภาพร่างกายที่โรยรา


Thelma & LouiseกับCloudburstยังคล้ายคลึงกันอีกอย่างมีตัวละครชายหนึ่งเดียวโบกรถขอร่วมโร้ดทริป ในเรื่องThelma & Louiseตัวละคร J.D. บริหารเสน่ห์ของเพศชาย อ่อยขอติดรถไปด้วยแสร้งว่าสุภาพแท้จริงแล้วรอโอกาสที่สองสาวอ่อนแอหวังปอกลอกขโมยเงินเป็นผู้ชายที่เข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ (Thelma & Louiseถูกวิจารณ์ว่าเสนอภาพแทนความเป็นชายในแง่ลบเกินไปอันนี้แล้วแต่มุมมอง)
ในCloudburstทั้งสเตลลาและดอตตี้ก็เจอชายหนุ่มชื่อ Prentice โบกรถขออาศัยติดไปแคนาดาด้วยเริ่มแรกเขาขยับกางเกงลงต่ำโชว์กล้ามท้อง Apollo’s belt คิดว่าป้าๆ ต้องตาลุกแน่จนสเตลลาบอกว่าเก็บเถอะอ่อยผิดคนแล้วส่วนดอตตี้มองอะไรไม่ค่อยเห็นหักมุมไปอีกล้อเลียนว่าเสน่ห์ความเป็นชายกล้ามแน่นไม่ใช่ว่าจะส่งผลสำเร็จ สร้างความพึงพอใจในทุกโอกาส
ทั้งสามคนนั่งยัดกันเข้าไปในตอนหน้าของรถกระบะ ทำให้พื้นที่แออัดมากกว่าในเรื่องThelma & Louiseตัวละครไม่มีพื้นที่ส่วนตัว เพรนทิซเองก็ต่างจาก J.D. ในแง่ที่ว่าเขากำลังตามหาความฝันและยังอ่อนต่อโลกมาก เพรนทิซเป็นฝ่ายถูกสเตลลาแกล้งสร้างเสียงหัวเราะหลายครั้งในหนังเขาเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ซึมซับบทเรียนชีวิตที่สำคัญมากมายจากสเตลลาและดอตตี้ในขณะเดียวกันก็เป็นกาวใจช่วยประสานระหว่างเธอทั้งสองเปิดมุมมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายกับเลสเบียนไม่จำเป็นต้องขมชื่นเห็นแก่ตัวชอบตัดสินเสมอไป

Love Is Strange เล่าเรื่องราวความรักของชายรักร่วมเพศ Ben กับ George ที่ใช้ชีวิตผ่านทุกข์และสุขด้วยกันมานาน 39 ปีในมหานครนิวยอร์กตอนเปิดเรื่องทั้งสองคนตัดสินใจแต่งงานกันส่งผลให้จอร์จถูกเชิญออกจากงานสอนดนตรีในโรงเรียนคาทอลิกแห่งหนึ่งก่อนหน้าทุกคนรวมถึงผู้อำนวยการโรงเรียนทราบดีว่าเขาเป็นเกย์แต่ไม่มีใครพูดถึงพิธีแต่งงานคือการยืนยันอย่างเป็นทางการเปิดเผยต่อสาธารณะโรงเรียนทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไม่ได้แสดงให้เห็นข้อจำกัดของการยอมรับผู้มีความหลากหลายทางเพศในสังคมอเมริกันว่ายังมีเงื่อนไข
พอสูญเสียหลักประกันความมั่นคงด้านการงาน เบ็นและจอร์จประสบวิกฤตทางการเงินตัดสินใจขายที่พักกลางกรุงนิวยอร์กเพื่อเอาเงินมาหมุนทำทุกทางให้ความสัมพันธ์ไปต่อได้และหาทางลดค่าใช้จ่ายด้วยการแยกกันอยู่ เบ็นไปอาศัยอยู่กับครอบครัวของหลานชายและภรรยาย่านบรุกลินโดยแชร์ห้องนอนกับเด็กวัยรุ่นลูกของหลานชายชื่อ Joey ส่วนจอร์จย้ายไปอยู่กับเพื่อนคู่รักเกย์ที่เป็นตำรวจทำงานไม่เป็นเวลาแถมยังชอบเปิดตี้เมื่อมีเวลาว่างทั้งสองคนตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทว่าก็ต้องยอมอดทน
จุดเด่นในการดำเนินเรื่องของLove Is Strangeคือการล้อเลียนเสียดสี (irony) พอมีระยะห่างกัน เบ็นกับจอร์จเหมือนต้องกลับมาเดตกันใหม่โทรหากันแอบคุยกันยามว่างหาเวลาไปกินข้าว ดูหนัง ฟังเพลง ตามที่ต่างๆกลางกรุงนิวยอร์กเดินมาส่งอีกฝ่ายที่หน้าบ้านแลกจูบลาก่อนแยกย้ายกันไป

ที่เล่ามาอาจฟังดูโรแมนติกถ้ามันเกิดขึ้นกับคู่รักที่กำลังทำความรู้จักและเรียนรู้ซึ่งกันและกันแต่สำหรับคู่ที่อยู่ด้วยกันมานานเกือบ 40 ปี แล้วต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ในความสัมพันธ์ช่างเป็นอะไรที่น่าเศร้าหลายครั้งเบ็นและจอร์จรู้สึกเวทนาชะตากรรมของตัวเองน้อยใจว่าที่ต่อสู้ร่วมกันมาหลายสิบปีสุดท้ายแทบไม่มีความหมายอะไรเลยไม่การันตีความมั่นคงในชีวิตไม่สร้างเสริมการยอมรับทั้งจากสังคมและศาสนา
ผู้กำกับขยี้ย้ำความย้อนแย้งนี้ด้วยการใช้มหานครนิวยอร์กเป็นฉากของหนังท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของเมืองใหญ่ ผู้คนพลุกพล่านแต่ชีวิตของเบ็นและจอร์จผ่านไปอย่างเชื่องช้านั่งดูนาฬิกานับเวลาเป็นวินาทีกัน เบ็นเกาะติดหลานสะใภ้และเพื่อนของโจอี้หลานสะใภ้ยุ่งด้วยเรื่องร้อยแปดพันเก้าแอบเหวี่ยงใส่เบ็นว่าว่างนักเหรอชอบมาชวนเธอคุยส่วนโจอี้ก็หงุดหงิดที่เบ็นมาแย่งเวลาของเขากับเพื่อนไป
ฉากหนึ่งของหนัง Love Is Strangeที่สะเทือนอารมณ์มากคือตอนที่จอร์จนั่งนิ่งอยู่คนเดียวกลางปาร์ตี้ที่จัดขึ้นในห้องพักของคู่รักตำรวจมีคนแปลกหน้ามาชวนคุย จอร์จตอบว่าเขาอยู่ที่นี่ไม่ได้อยากมีส่วนร่วมแต่ไม่มีที่ไปและทุกคนกำลังนั่งอยู่บนที่นอนของเขา (หมายถึงโซฟาในห้องนั่งเล่น) ความเป็นส่วนตัวของ LGBT สูงวัยถูกช่วงชิงลิดรอนไปทำให้พวกเขารู้สึกเป็นส่วนเกินของสังคม

นอกจากประเด็นเหล่านี้ภาพยนตร์เรื่องCloudburstและLove Is Strangeยังเล่าเรื่องผ่านการมองแบบเควียร์ (queer gaze) ได้อย่างลึกซึ้ง Laura Mulvey นักทฤษฎีภาพยนตร์แนวสตรีนิยมผู้มีชื่อเสียงในแวดวงการศึกษาด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ กล่าวไว้ว่าการมองแบบเควียร์เป็นสิ่งจำเป็นเพราะทำให้มนุษย์มองโลกอย่างมีมิติมากขึ้นหลุดจากการมองเป็นคู่แบบขั้วตรงข้ามไม่จำกัดอยู่แค่มุมมองของผู้ชายหรือผู้หญิงและการมองแบบเควียร์ไม่ควรผูกติดกับการตีความเรื่องแรงปรารถนาทางเพศเสมอไป
อย่างในหนังเกย์การมองแบบเควียร์ถูกนำมาใช้จับจ้องกล้ามท้องของชายหนุ่มว่ายั่วเพศแต่ในCloudburstกับ Love Is Strangeใช้การมองแบบเควียร์ด้วยท่าทีต่างออกไปตอนเบ็นขอให้เพื่อนของโจอี้ยืนเป็นแบบให้เขาวาดภาพเขาเพ่งมองไปที่ร่างกายของเด็กหนุ่มด้วยความชื่นชมว่าวัยเยาว์ช่างงดงามไม่ได้สื่อถึงความต้องการอยากสัมผัสหรือความอิจฉาอยากครอบครองผู้กำกับจับภาพนิ่งของเด็กหนุ่มแล้วแพนกล้องให้เห็นภาพจากมุมสูงของมหานครนิวยอร์กเปรียบเทียบความเยาว์วัยว่ามีชีวิตชีวาเหมือนเมืองที่ไม่เคยหลับ


ตอนดอตตี้เพ่งมองดูเพรนทิซเต้นไปกับแสงแดดอ่อนยามเช้าเธอเห็นเพียงแค่เค้าโครงร่างกายไม่เห็นรายละเอียดแต่สัมผัสได้ถึงความงดงามอ่อนช้อยการมองแบบเควียร์ของดอตตี้สื่อให้เห็นการชื่นชมวัยเยาว์เช่นกัน เธอผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้วจำได้เพียงรางเลือนในปัจจุบันแต่ตระหนักรู้ได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีและงดงามส่วนสเตลลาก็มองเพรนทิซแก้ผ้าวิ่งเล่นกับฝนด้วยความขบขันการตีความแบบนี้เป็นทางเลือกของการมองแบบเควียร์ทั้งสิ้นเราไม่จำเป็นต้องมองสิ่งเดิมแบบเดิมเสมอไป
ส่วนผู้กำกับหนังทั้งสองเรื่องใช้การมองแบบเควียร์ผลักให้ตัวละครทบทวนและระลึกถึงความหลังที่ไม่มีวันย้อนกลับคืนแสดงช่วงเวลาที่ LGBT มีพลังแรงปรารถนาความมุ่งมั่นของวัยหนุ่มสาวขัดแย้งกับสภาพปัจจุบันที่ LGBT สูงวัยต้องเผชิญทั้งความเสื่อมถอยของเรี่ยวแรงและกำลังใจโทนของหนังเศร้ามากแต่ตอนจบกลับสร้างความหวังอยู่ในที





