วันที่ 24 เมษายน1980 ชาวเมืองซานฟรานซิสโกชื่อKen Horne ถูกส่งตัวไปยังศูนย์ป้องกันโรคติดต่อเขามีอาการหน้ามืด วิงเวียนร่างกายอ่อนแรงผิวหนังมีจุดสีม่วงคล้ำหลายแห่งฮอร์นเป็นผู้ป่วยรายแรกที่ตรวจพบว่าติดเชื้อ HIV/AIDS ในประเทศสหรัฐอเมริกาก่อนหน้านั้นเขามีเพศสัมพันธ์กับโสเภณีชายที่อาบอบนวดแห่งหนึ่งในมหานครนิวยอร์ก
เบื้องต้นแพทย์วินิจฉัยว่าฮอร์นเป็นมะเร็ง6 เดือนต่อมาก็พบผู้ป่วยอาการแบบเดียวกันเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 41 คนซึ่งทั้งหมดเป็นชายรักชายที่อาศัยอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนียและนิวยอร์กสร้างความตื่นกลัวแก่สาธารณชน เพราะไม่ทราบสาเหตุของการระบาดและวิธีการป้องกันผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV/AIDS จึงถูกละเลยแม้กระทั่งจากคนใกล้ชิดซ้ำร้ายสถานพยาบาลก็ยังปฏิเสธการรักษา
สิ่งที่อันตรายพอกันกับโรคระบาดคือความกลัวซึ่งเกิดจากความไม่รู้และข้อมูลที่บิดเบือนตอนแรกโรคระบาดนี้ถูกเรียกว่า GRID ย่อมาจาก gay-related immune deficiency หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องที่เกิดกับเกย์บางคนก็เรียกว่ามะเร็งเกย์สังคมประณามเกย์ว่ามั่วเซ็กซ์จนเป็นต้นตอของการแพร่ระบาดสร้างเหตุผลรองรับความชิงชัง
ก่อนหน้านั้นในปี1970 นักวิชาการชื่อ Laud Humphreys ได้ตีพิมพ์หนังสือเรื่องTearoom Trade: Impersonal Sex in Public Places ซึ่งศึกษาพฤติกรรมของชายที่มีเพศสัมพันธ์ทั้งแบบภายนอกและสอดใส่กับชายด้วยกันในห้องน้ำสาธารณะทั้งนี้ตอนเก็บข้อมูลฮัมฟรีย์สปกปิดตัวตนและเหตุผลของการศึกษาไม่ได้แจ้งข้อมูลที่จำเป็นให้ ‘ผู้ถูกวิจัย’รับทราบ
หนังสือถูกโจมตีอย่างหนักเรื่องจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์เพื่อนร่วมงานกว่าครึ่งค่อนภาควิชาลาออกเพราะทนมองหน้ากันต่อไปไม่ได้หนังสือพิมพ์The Washington Postสาปนักสังคมศาสตร์อย่างฮัมฟรีย์สว่าทำวิจัยยังไงให้ดูถูกศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
แม้ว่าผู้ถูกวิจัยส่วนใหญ่เกือบ 60 เปอร์เซ็นต์จำแนกตัวเองว่าไม่ใช่ชายรักชายพวกเขาตัดสินใจมีความสัมพันธ์ลักษณะดังกล่าวเพียงแค่นึกสนุกและได้ปลดปล่อยแต่หนังสือเล่มนี้ตอกย้ำภาพเหมารวมว่าเกย์มีเซ็กซ์สุดแปลกประหลาดและไม่ซื่อสัตย์ต่อคู่ครองของตนเอง
งานวิจัยเชิงพฤติกรรมศาสตร์ประกอบกับการแพร่ระบาดของโรคที่ขยายวงกว้างขึ้นสร้างมลทินติดตัว (stigma) ถ้าเป็นเกย์จะถูกตีตราทันทีว่ามั่วเซ็กซ์และมีเชื้อ HIV/AIDS ถึงแม้ว่าในเวลาต่อมาจะมีการแก้ข่าวให้ข้อมูลที่ถูกต้อง อย่างเช่นนายแพทย์ Lawrence Mass ที่เขียนอธิบายในบทความชื่อDisease Rumors Largely Unfoundedตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เกย์New York Nativeฉบับประจำวันที่ 18 พฤษภาคม1981 แมสยืนยันว่ามะเร็งเกย์เป็นข่าวโคมลอยไม่มีมูลศูนย์ป้องกันโรคติดต่อแห่งสหรัฐอเมริกายังไม่ฟันธงว่าโรคระบาดนี้เกิดขึ้นกับเกย์เท่านั้นหนังสือพิมพ์New York Nativeก่อตั้งขึ้นเพื่อประมวลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ HIV/AIDS ระหว่างปี 1980-1997 แต่เมื่อภาพจำเกิดขึ้นแล้วก็แก้ไขลำบาก

Little Britain
Little Britainเป็น sketch comedy เรื่องตลกจบในตอนสั้นๆออกอากาศทางช่อง BBC ใช้ตลกร้ายเสียดสีภาพเหมารวมของเกย์ผ่านตัวละครDaffyd Thomas ได้เจ็บแสบดีเขาชอบมโนว่าตัวเองเป็นเกย์เพียงคนเดียวในหมู่บ้าน ‘I’m the only gay in the village.’ โทมัสไปขอรับการตรวจ HIV บุคลากรทางการแพทย์ซักประวัติแล้วพบว่าเขาไม่มีความเสี่ยงไม่เคยมีเพศสัมพันธ์แต่โทมัสก็ยืนยันหนักแน่นว่าเขาอาจมีเชื้อ HIV เพราะเป็นเกย์
ข้ามมาฝั่งสหรัฐอเมริกาภาพยนตร์เรื่องDallas Buyers Clubที่สร้างโดยใช้เค้าโครงจากชีวิตจริงของRon Woodroof เขาพบว่าตัวเองติดเชื้อ HIV/AIDS ช่วงปลายปี1980 ตอนหมอแจ้งผลการตรวจและอธิบายความเป็นไปได้ของการติดเชื้อวูดรูฟทั้งโกรธทั้งกลัวหมอเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นเกย์ภาพตัดหูดับไม่ฟังคำอธิบายใดๆ
เพื่อนในวงเหล้าก็เชื่อแบบเดียวกันพอเมาแล้วก็แซววูดรูฟว่าไปมีเซ็กซ์กับผู้ชายมาที่บ้านเจอมือดีพ่นสีล้อเลียนบนฝาผนังตอนหมอแนะนำว่ามีการรวมกลุ่มของผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS เพื่อช่วยเหลือกันและกันวูดรูฟปฏิเสธที่จะเข้าร่วมเพราะคิดว่าในกลุ่มต้องมีแต่ชายรักชายแน่ๆแสดงให้เห็นว่าในเวลานั้นสังคมยังขาดความตระหนักรู้เรื่อง HIV/AIDS
ผู้กำกับเลือกดึงความเป็นผู้ชายจัดในตัวคาวบอยจากรัฐทางตอนใต้ของอเมริกาชอบปราบพยศวัวกระทิงทำงานเป็นช่างไฟแมนๆแล้วภาพสลับมาที่วันหนึ่งชายคนนี้ถูกเพื่อนล้อว่าเป็นตุ๊ดทำเอาวูดรูฟคลั่งและสั่นคลอนไปต่อไม่ถูกเหมือนกันเพราะตัวเองรังเกียจกลุ่มชายรักชายมากรับไม่ได้จนต้องลากตัวเองไปห้องสมุดเพื่อหาข้อมูลมาล้มล้างคำสบประมาทพิสูจน์ว่าตัวเองติดเชื้อ HIV ด้วยสาเหตุอื่นกู้อีโก้กลับคืน
หากมองอีกมุมหนึ่งเกย์ผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS คือเหยื่อของการบริหารงานล้มเหลวของรัฐบาล Ronald Reagan เรแกนดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริการะหว่างปี1981-1989 รัฐบาลของเขาพยายามซุกปัญหาโรคระบาดไว้ใต้พรมไม่ศึกษาเพิ่มเติมและเปิดเผยข้อมูลให้กระจ่างแจ้ง ทำให้ผู้ติดเชื้อมากมายใช้ตัวเองเป็นหนูทดลองยาที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานลองผิดลองถูกจนเสียชีวิตไปก็มาก
ในหนังเรื่องDallas Buyers Clubนั้นวูดรูฟกล่าวโทษสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของอเมริกา (FDA) ว่ารับใต้โต๊ะจากบริษัทยาผูกขาดนำยาต้าน AZT เพียงชนิดเดียวมาทดลองใช้กับผู้ป่วยโดยไม่สนว่าอาจมียาตัวอื่นที่ใช้รักษาโรคนี้ได้มุ่งแสวงหาผลกำไรละเลยชีวิตความเป็นอยู่ของพลเมือง
เมื่อรัฐเอาแต่ได้วูดรูฟจึงดิ้นรนหาทางรอดด้วยการพึ่งตัวเองเสียเป็นส่วนใหญ่ขับรถข้ามชายแดนไปเม็กซิโกเพื่อลองยาชนิดอื่นพอเห็นว่ายาส่งผลดีสุขภาพของเขาฟื้นตัวต่อเนื่องวูดรูฟก็กลับมาตั้งสมาคมช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS คนอื่นเริ่มแรกก็เป็นการค้าขายแต่ตอนท้ายของหนังวูดรูฟช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน
จุดเปลี่ยนผ่านของหนังเกิดขึ้นเมื่อวูดรูฟพบกับหญิงข้ามเพศชื่อRayon ตอนแรกวูดรูฟก็ตั้งป้อมเกลียดเรยอนแต่เมื่อความสัมพันธ์พัฒนาไปเรยอนกลายเป็นผู้ช่วยทางการค้ากระจายยาของวูดรูฟสู่ตลาดเกย์และเพศทางเลือกอย่างกว้างขวางเมื่อได้รู้ได้เห็นมากขึ้นวูดรูฟจึงคิดได้ว่าตนเองและกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศต่างก็เป็นเหยื่อของรัฐบาลพอๆกันความรังเกียจก็ลดน้อยลงจนหมดไปในที่สุดและมองพวกเขาเหล่านั้นเป็นเพื่อนมนุษย์ผู้เผชิญชะตากรรมเดียวกัน
ถึงแม้ภาพยนตร์เรื่องDallas Buyers Clubจะแก้ไขความเข้าใจผิดว่าเกย์คือต้นเหตุของการแพร่กระจายเชื้อ HIV/AIDS แต่ฮอลลีวูดก็ยังไม่ละทิ้งการผูกเรื่องแบบเดิมเชิดชูผู้ชายเป็นตัวแทนการต่อสู้กับการกดขี่ของรัฐลดทอนหญิงข้ามเพศและตัวละคร LGBT อื่นๆ ให้เป็นเพียงส่วนประกอบให้วูดรูฟโดดเด่นขึ้นเท่านั้น
ภาพยนตร์เรื่องThe Laramie Projectสร้างขึ้นจากชีวิตจริงของ Matthew Shepard เป็นหนังที่ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับเกย์และ HIV/AIDS ได้ลึกซึ้งน่าสนใจคืนวันที่ 12 ตุลาคม1998 เชพเพิร์ดซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 21 ปีเป็นเกย์และเรียนอยู่ที่ University of Wyoming ถูกนักศึกษาร่วมมหาวิทยาลัย 2 คนล่อลวงไปทำร้ายร่างกายจนอาการสาหัสพวกนั้นผูกร่างเขาไว้กับรั้วหนามของฟาร์มเปลี่ยวแห่งหนึ่งนานกว่า 24 ชั่วโมง
วันรุ่งขึ้นตำรวจหญิงมาพบร่างไร้สติจึงรีบเข้าไปช่วยเหลือแกะเชพเพิร์ดออกจากรั้วหนามและนำเขาส่งโรงพยาบาลปรากฏว่าเชพเพิร์ดเสียชีวิต ผลแล็บแสดงว่าเขามีเลือดบวกตำรวจหญิงไม่ทันใส่ถุงมือโดนลวดหนามบาดเป็นแผลแล้วไปสัมผัสร่างกายเชพเพิร์ดที่เต็มไปด้วยเลือดโดยไม่ป้องกันมีโอกาสติดเชื้อ HIV
ตำรวจหญิงคนนั้นมีลูกระหว่างที่เธอรอผลตรวจเลือดว่าติดเชื้อ HIV หรือเปล่าเธอไม่กล้าแม้จะกอดลูกและสมาชิกคนอื่นในครอบครัวเพราะประสาทเสียว่าจะส่งต่อเชื้อให้คนที่เธอรักผู้กำกับจงใจปั่นความรู้สึกคนดูตั้งคำถามว่าระหว่างความสงสารเชพเพิร์ดที่เป็นเหยื่อของความเกลียดชังกับความไม่พอใจที่เขาเป็นเหตุให้แม่ต้องห่างลูกความรู้สึกไหนรุนแรงมากกว่ากันหนังตบท้ายว่าตำรวจคนนั้นไม่ติดเชื้อ HIV เธอไม่เสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปและไม่ถือโทษเชพเพิร์ด
สิ่งที่ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องข้างต้นมีเหมือนกันคือความพยายามเสนอความสัมพันธ์ระหว่างเกย์กับการระบาดของ HIV/AIDS ด้วยใจที่เป็นธรรมและถอดรหัสการยึดโยงว่าเกย์มีโอกาสติดเชื้อ HIV/AIDS สูงกว่าบุคคลอื่นผ่านบริบทสังคมเศรษฐกิจและการเมือง
ผลพวงการระบาดของ HIV/AIDS ในประเทศสหรัฐอเมริกาทำให้กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศเกิดความกระตือรือร้นสนใจการเมืองมากขึ้นเพราะเรื่องนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตเขานับเป็นข้อดีเพียงอย่างเดียวของโรคระบาดที่ช่วยสร้างการตื่นรู้บางอย่างแก่สังคม
Justin Chin กวีและนักแสดงเกย์ชาวอเมริกันเชื้อสายมาเลย์ติดเชื้อ HIV และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม2015 ด้วยภาวะแทรกซ้อนของโรคเอดส์ในปี2001 จัสตินรวบรวมบทกลอนไว้ในหนังสือเรื่องHarmless Medicineเล่าประสบการณ์การต่อสู้กับ HIV/AIDS ความหมายของชีวิตเปลี่ยนไปยังไงเมื่อรู้ว่าติดเชื้อ
บทกวีชิ้นหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ชื่อUndetectableกล่าวถึงร่างกายที่เสื่อมถอยแต่ความรู้สึกรับรู้ภาวะกลับชัดเจนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
I get tired easily. I take more naps. (ฉันเหนื่อยง่ายงีบหลับบ่อย)
I dream less. (ฉันฝันน้อยลง)
I smell like the medicine chest. (กลิ่นตัวเหมือนตู้ยา)
Some days I think I can smell. (บางวันคิดไปเองว่าได้กลิ่น)
Every single cell in me. (เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย)
I can feel every single one (รู้สึกได้ว่าเซลล์ไหน)
that dies. (ตายแล้ว)







