นักดนตรีหลายคนตั้งต้นจากความว้าเหว่ในห้องนอนเล็ก สะพายกีตาร์หนึ่งตัว ทั้งเสียงที่อัดผ่านไมค์อย่างไร้ผู้ฟัง ในใจลึกๆ ที่ว้าเหว่นั้นหวังอยากให้เสียงเพลงถูกรับฟัง แต่คราวจะเดินดุ่มเข้าไปในค่ายใหญ่ประกาศตัวอยากเป็นนักดนตรี ก็ไม่อาจแน่ใจว่ายังมีเงื่อนไขใดที่ยังไปไม่ถึงหรือเปล่า และหากอยากถูกรับฟังสักครั้ง มีแฟนเพลงสักคนสองคน ทั้งหมดนี้พอจะเป็นไปได้หรือเปล่า
แอปสีเหลืองฉูดฉาดปาดพยัญชนะตัวเอฟสีน้ำเงินตอบว่าเป็นไปได้
ไม่มีใครคาดคิดว่าการอัปโหลดเพลงลงแพลตฟอร์มที่แทบไม่มีคนรู้จัก จะกลายเป็นบันไดแข็งแรงสู่อาชีพนักร้อง แต่เพราะปณิธานของ ‘ท้อป – ศรัณย์ ภิญญรัตน์’ หนุ่มคณะสถาปัตย์ที่หลงใหลในเสียงเพลงนอกกระแส เป็นเด็กแนวที่เคยย่ำเท้าโยกหัวอยู่ในเฟสติวัลต่างประเทศ เขาหวังอยากเห็นศิลปินนอกกระแสของประเทศไทยไปยืนอยู่บนเวทีนั้นสักวันหนึ่ง
ถึงไม่เคยทำธุรกิจ แต่เขาตัดสินใจเริ่มทำสตาร์ตอัปเล็กๆ อย่างแอป ‘ฟังใจ’ แม้ท้อปจะขึ้นเป็นผู้บริหารที่ไปกับความไม่รู้ แอปฟังใจก็ประสบความสำเร็จมากกว่าที่คิด มันกลายเป็นบ้านพำนักศิลปินอิสระ และเสียงจากทุกเพลงก็ถูกรับฟัง
แอปสีเหลืองนั้นเดินทางมาอย่างยาวนาน กระทั่งถึงวันต้องแจ้งข่าวร้าย “ฟังใจปิดการสตรีมเพลงแล้ว”
และข่าวดี “เราแค่เปลี่ยนวิธีแต่ทุกอย่างยังอยู่ในปณิธานเดิมของฟังใจ สิ่งสำคัญคือเราค้นพบว่าจะทำตามแพสชันอย่างเดียวไม่ได้ ต้องบาลานซ์เรื่องธุรกิจและความเป็นอุดมคติให้ได้” เป็นอันรู้โดยทั่วกันว่าฟังใจยังคงอยู่

จาก Flow Festival ถึง Fungjai
ท้อปเริ่มอินกับดนตรีเมื่อไหร่
ตั้งแต่เด็กเราจะฟังเพลงตามที่ที่บ้านเปิด โตมาก็เพลงค่ายแกรมมี่ ค่ายอาร์เอสเป็นหลัก แต่ช่วงมัธยมเริ่มฟังนอกกระแสเพราะเพื่อนชวนให้ฟัง ‘Linkin Park’ จำได้ว่า Korn มีคอนเสิร์ตที่ไทยครั้งแรกแล้วเราก็ไปดู พออายุ 14 – 15 ก็เปิดโลกทัศน์ชีวิตมากขึ้นเพราะได้ไปเรียนแลกเปลี่ยนที่อเมริกา เห็นพวกเขาฟังเพลงหลากหลาย จนทำให้เราบ้า Brit Pop สุดๆ ช่วงนั้น (หัวเราะ)
กลับมาประเทศไทยแล้วก็เห็นว่าเพลงนอกกระแสของบ้านเราเยอะไม่แพ้กันนะ ในเพื่อนที่เรียนชั้นปีเดียวกันก็ทำวง ‘Lemon Soup’ รุ่นพี่ทำวง ‘Flure’ อาจารย์ทำวง ‘Perfect Rockstar’ เรียกว่าเป็นยุคที่ซึมซับดนตรีนอกกระแสสุดขีดเลย เราซื้อซีดีแผ่นจากค่าย ‘Smallroom’ เยอะมาก
สมัยนั้นเป็นเด็กแนวเต็มตัว ชอบไปคอนเสิร์ต ไปเฟสติวัล และออกจะแอนตีเพลงในกระแสหลักด้วยซ้ำ จนเข้าสู่วัยทำงานไปได้สักพักก็เรียนต่ออีกที่ประเทศฟินแลนด์ คณะสถาปัตยกรรม ภาคออกแบบอุตสาหกรรม เมเจอร์ปริญญาโทเป็นกราฟิก ขณะเดียวกับที่แอป ‘Spotify’ เพิ่งถือกำเนิดเลย เราตื่นเต้นมาก รู้สึกว่ามันเจ๋งมากเพราะมีเพลงให้ค้นหาจากทั่วโลกทำให้ได้ฟังอะไรกว้างขึ้น เราได้ไป ‘Flow Festival’ ที่เมืองเฮลซิงกิ คราวนี้เปิดโลกเข้าไปอีกแบบของจริงเลย มีแนวดนตรีที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเรียกว่าอะไร
ตอนนี้ยังเรียกตัวเองเป็นเด็กแนวได้อยู่ไหม
ไม่น่าแล้ว (หัวเราะ) ตอนนั้นเป็นเด็กแนวด้วยการทำอะไรไม่เหมือนใคร อยู่นอกขนบ ฟังเพลงที่แตกต่าง แต่เส้นแบ่งของเพลงนอกกระแสและในกระแสมันจางลงไปเยอะ อย่างวงอิสระเขาก็สามารถจัดคอนเสิร์ตเดี่ยวที่ธันเดอร์โดมได้แล้ว ส่วนตัวมองว่าการจับวงแมสกับวงนอกกระแสเริ่มยาก เพราะมันถูกเบลนด์เข้าด้วยกัน ยกตัวอย่างวง ‘Freehand’ เขาก็อิสระนะ ก็ยังสามารถจัดคอนเสิร์ตเดี่ยวขนาดหลายพันคนของตัวเองได้ (ปัจจุบันสังกัดค่าย Genie Records แล้ว)
การให้นิยามว่าวงนี้เป็นวงนอกกระแสไหม อาจจะไม่ได้ชัดเจนเหมือนเมื่อก่อนที่โลกของสื่อถูกควบคุมโดยคนไม่กี่คน ดันเพลงให้ดังได้ง่าย ในยุคนี้คนจะเสพจากอัลกอริทึม แต่ละคนมีเส้นทางในการฟังเพลงไม่เหมือนกันเลย เดี๋ยวนี้ก็ยังมีเพลงที่สร้างปรากฏการณ์แมสได้อยู่ แต่ไม่ได้ถูกจำกัดว่าศิลปินต้องถูกควบคุมโดยใคร เขาอาจจะทำเพลงตัวคนเดียวอยู่ที่บ้านก็ได้
คิดไหมว่าวันหนึ่งจะมาเป็นผู้บริหาร
ไม่เคยคิด เส้นทางเราไม่เหมือนคนอื่นที่เป็นคนดนตรีเพียวมากๆ เขาเรียนหรือเล่นดนตรีกันมา อาจจะเคยทำเพลงและมีการเดินทางที่เข้มข้นกว่า เราแค่ชอบฟังเพลงแต่เล่นดนตรีอะไรไม่เป็นเลย มองย้อนกลับไปก็รู้สึกว่าเราเป็นกึ่งๆ คนนอกที่เข้ามาอยู่ในวงการเพลงเหมือนกันนะ

จุดสตาร์ตฟังใจมาได้อย่างไร
จากตอนที่เราไปทำสตาร์ตอัปซอฟต์แวร์ที่อเมริกา ก็ไม่ได้เกี่ยวกับดนตรีอีก (หัวเราะ) แต่เราเห็นบริษัทที่ทำขึ้นมาได้จากคนไม่กี่คนด้วยเทคโนโลยีด้วยซอฟต์แวร์ มันทำให้เราเปลี่ยนวิธีคิด จากนึกว่าต้องใช้เงินเยอะ ใช้คนเยอะ แต่พอได้ทำสตาร์ตอัปก็ช่วยจุดประกาย เราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทุกคนนั่งในร้านกาแฟพร้อมแล็ปท็อปหนึ่งเครื่อง ต่างก็เต็มไปด้วยไอเดียที่อยากจะสร้างธุรกิจของตัวเอง จากที่เคยคิดว่าคงเป็นลูกจ้างไปตลอด เต็มที่คงเปิดดีไซน์สตูดิโอของตัวเอง แต่เรารู้แล้วว่ามันเป็นไปได้ ตอนนั้นในประเทศไทยสตาร์ตอัปยังเป็นเรื่องใหม่มาก คนแทบจะไม่รู้จักว่ามันคืออะไร
ข้อดีคือการที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก เราคิดว่าถ้าได้ทำก็คงจะเป็นจังหวะที่ดี เดี๋ยวเทรนด์ก็คงมาถึง เราเป็นดีไซน์เนอร์มาทั้งชีวิต ข้อเสียคือมันเป็นการทำงานที่ต้องคอยป้อนให้คนอื่น ตั้งใจสร้างสรรค์สิ่งเหล่านั้นมา แต่สุดท้ายมันไม่ใช่ของเรา ทำให้อยากเป็นผู้รับจ้าง เจ้าของกิจการ ก็กลับมาถามตัวเองว่าแล้วมึงจะทำสตาร์ตอัปอะไร ประสบการณ์ที่เจอคือการทำสตาร์ตอัปมันง่าย แต่ทำให้มันเวิร์กจะยาก
สุดท้ายมาจบที่ดนตรี เรารู้สึกว่าดนตรีอยู่ในดีเอ็นเอของเรา คอนเซปต์ของสตาร์ตอัปคือการลองตลาดก่อนว่ามีคนอยากใช้แบบเราจริงหรือเปล่า มีคนสนใจไหม ถึงได้ลองทำ MVP (Minimum Viable Product) ขึ้นมา
ทำไมต้อง ‘ฟังใจ’
ตอนแรกมันมีหลายชื่อมาก ศาลพระภูมิ ตู้เย็นก็มี (หัวเราะ) แต่ชื่อฟังใจมาจากพนักงานคนแรก คอนเซปต์ในภาษาไทยคือการฟังดนตรีที่หลากหลายด้วยหัวใจ ส่วนในภาษาละตินมันล้อไปกับคำว่าฟังไก (Fungi) ที่แปลว่าอาณาจักรเห็ดรายีสต์ คาแรกเตอร์ตรงกับที่เราคิดว่าดนตรีนอกกระแสเหล่านี้ไม่ได้พบเห็นโดยทั่วไป มักจะอยู่ตามซอกตามหลืบ ต้องค้นหาถึงจะเจอ แต่ความน่าสนใจคือเห็ดรายีสต์มันมีความหลากหลายเหมือนดนตรี แล้วก็แพร่พันธุ์ผ่านสปอร์ทางอากาศเหมือนดนตรีที่มีคลื่นหลากหลาย
เห็นได้ว่างานด้านภาพ (Visual Design) ฟังใจในยุคแรกจะออกมามีสีที่ฉูดฉาดมาก เพราะเราให้โจทย์น้องที่ดีไซน์ไปว่าอยากเป็นแบรนด์ใหม่ที่จี๊ดจ๊าด เป็นที่น่าจดจำ แตกต่างกว่าคนอื่น สีเลยเป็นเหลืองสะท้อนแสง น้ำเงิน ชมพู เรียกว่าเห็นแล้วต้องจำได้ ไม่เหมือนเซอร์วิสอื่นในท้องตลาด
เห็ดสดแตกสปอร์
จุดไหนที่ทำให้อยู่ๆ ฟังใจก็บูมขึ้นมา
น่าจะมาจากคอนเสิร์ตฟังใจครั้งแรกชื่อ ‘เห็ดสด’ เราทำคอนเสิร์ตเพราะอยากโปรโมตแอป แต่คอนเสิร์ตดันดังกว่าแอป ตอนที่ลอนช์แอปก็จัดอีเวนต์เล็กๆ ในวันฮาโลวีนขึ้นมานะ ชื่อ ‘เห็ดผี’ ห้ามผวน! (หัวเราะ) แล้วก็เชิญศิลปินมาไลฟ์สตรีม เดือนแรกมีคนเข้ามาใช้แอปสามพันกว่าคน เราก็ใจชื้นว่ามีคนให้ความสนใจ แต่มันก็ทรงๆ ทำให้อยากทำอะไรเพิ่มอีกเพื่อแสตมป์ว่าเรามีตัวตน ตอนนั้นพี่ที่รู้จักมาช่วยจัดคอนเสิร์ตแล้วเขามีคอนเนกชัน ก็ไปชวนวง ‘Death of a Salesman’ กลับมาเล่นเป็นเฮดไลน์เนอร์ได้ จากที่พวกเขาพักวงไปเป็นสิบปี เห็ดสดถึงได้กลายเป็นจุดเปลี่ยน ผมจำได้ว่าสองสามสัปดาห์หลังจากนั้นก็มีสื่อมาสัมภาษณ์เกือบทุกวัน เพราะคนอยากรู้ว่าไอ้พวกนี้มันเป็นใคร

ไม่ได้เรียนด้านบริหารมาแล้วมีวิธีบริหารคนอย่างไร
จริงๆ มันคือการลองผิดลองถูกเอาเลย เราไม่เคยทำบริษัทและบริหารคน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าขั้นตอนบัญชีหรือการรับคนเข้ามาต้องทำอย่างไร แต่เราระดมสมองกันกับพาร์ตเนอร์ ระหว่างทางคือการ Learning by doing คนในองค์กรจะมีความเป็นสตาร์ทอัป เรา Try and fail and try again ค่อยๆ มีระบบขึ้นมา เรียนรู้กันไประหว่างทำบริษัท
หลังจากทำคอนเสิร์ตเห็ดสด ‘พี่หมู – ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์’ เจ้าของ Ookbee มาเห็นบทสัมภาษณ์เรา เขาก็มีความสนใจ เพราะกำลังจะเปลี่ยนแพลตฟอร์มเป็น UGC (User-Generated Content) พอดี ให้มันมีหนังสือ การ์ตูน นิยาย และดนตรีอยู่ด้วย เขาติดต่อมาเป็นผู้ลงทุนให้เรา วิธีการบริหารบริษัทส่วนใหญ่ก็มาจากพี่หมูนะ
การลองผิดลองถูกทำให้ต้องเจอกับความเฟลเยอะไหม
บ่อยเลย พอเราทำไปถึงจุดหนึ่ง แอป ‘JOOX’ ก็เข้ามาในตลาด รู้เลยว่าคงสู้กับเขายาก แล้วก็เริ่มมีระบบ Distribution ที่ต้องผ่านคนกลางก่อนเอาเพลงขึ้นระบบสตรีมมิง เราต่อท่อกับเขายาก เพราะจำนวนผู้ใช้เรายังน้อย เปิดบริการแค่ในประเทศไทย แล้วยังมีแต่เพลงอินดีอีก
ตอนจัดคอนเสิร์ตก็มีความผิดพลาดเรื่องไลน์อัป ราคาบัตร การโปรโมต ไม่รู้เลยว่าดีพอหรือเปล่า เรียกว่า First time lucky มากที่ทำเห็ดสดแล้วเป็นผู้จัดหน้าใหม่ บัตรเกือบ Sold out สปอนเซอร์เบียร์ก็งงว่าคนเหล่านี้คือใคร ทำไมพวกเขากระหายเบียร์ขนาดนี้ (หัวเราะ) ครั้งแรกถือเป็นความฟลุกเลย หลังจากนั้นก็พยายามทำงานลักษณะอื่นที่นอกเหนือจากเห็ดสด แต่ดันเฟล มันไม่ได้ขายบัตรง่ายอย่างที่คิด ไปจัดที่เชียงใหม่ก็เจ๊งเละเทะ เป็นเมืองที่ปราบเซียนมาก
แต่ถ้าครั้งที่เฟลที่สุดจริงๆ เพราะเรามีอุดมคติในการเป็นสตาร์ตอัป พยายามทำโปรดักต์ใหม่ขึ้นมา แล้วก็ทำคอนเสิร์ตไปด้วย ตอนนั้นทำแอปเพิ่มชื่อ ‘เล่นสด’ เป็นแพลตฟอร์มทำวงดนตรี เก็บคอมมิชชันคนจ้างงาน แต่สุดท้ายก็ตัน เพราะไม่ได้เป็นคนถือคิวศิลปิน มันจบที่คิวของค่าย ทั้งหมดทั้งปวงคือเราไม่ได้เข้าใจกระบวนการของอุตสาหกรรมนี้อย่างถ่องแท้จริงๆ แอปนี้ก็เลยไม่ได้ไปต่อ
แล้วก็พยายามคิดอีกว่าในเมื่อคนไม่อยากจ่ายเงินกับการสมัครสมาชิกฟังเพลงโดยตรง งั้นลองให้ใครขึ้นเป็นดีเจก็ได้ หรือร้องเพลงก็ได้ แล้วเปิดให้คนให้ของขวัญ เพราะตอนนั้นก็มีแอป ‘Bigo live’ ที่มีลักษณะคล้ายกันกัน เราลองจนรับรู้ว่าสิ่งที่เวิร์กที่สุดคือ Back to basic กลับมาทำธุรกิจเป็นแบบ SME เรื่องนี้น่าจะเป็นการเรียนรู้ที่ใหญ่ที่สุดตลอดสิบปีที่ผ่านมาเลย

เฉดสีรุ้งในเสียงเพลง
มิชชันตั้งต้นของฟังใจที่ต้องไปให้ถึงคืออะไร
ด้วยพื้นฐานของ Co-Founder ทั้งหมดในฟังใจไม่มีใครทำธุรกิจมาก่อน ทำให้มิชชันของเรามีความเป็นอุดมคติมากๆ เช่น มุ่งให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยทางดนตรี หรือทำอย่างไรให้คนทำเพลงที่ตัวเองเชื่อได้เจอกับแฟนเพลงตัวเองโดยไม่ต้องอยู่ในค่ายใหญ่
สิ่งหนึ่งที่เราอยากทำมากคือการทำให้วงโคฟเวอร์ค่อยๆ หายไป เพราะเราเชื่อว่าศิลปินส่วนใหญ่เขาก็คงอยากเสนอเพลงของตัวเองมากกว่า เราอยากเห็นภาพนั้น แต่บริษัทเราเจ้าเดียวไม่สามารถทำให้เกิดสิ่งนี้ได้ แค่เป็นฟันเฟืองหนึ่งที่ช่วยให้เกิดภาพ เห็นภาพนั้นได้เร็วขึ้น เรื่องนี้ต้องเกิดจากทุกภาคส่วน ศิลปิน ค่ายเพลง และรัฐบาล
หลังจากตัดสินใจว่าจะผันตัวจากสตาร์ตอัปเป็น SME ทำให้ฟังใจรีแบรนด์ใหม่ไปในทิศทางไหน
จากที่คนรู้จักพวกเราหลายเรื่อง ก็เปลี่ยนเป็นให้รู้จักแค่ไม่กี่เรื่อง อย่างแอปฟังใจที่เราไม่ได้ทำต่อก็คงมีคนผิดหวัง คือเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วมันไม่มีสิ่งนี้เกิดขึ้นในประเทศ แอปสตรีมมิงเลยตอบโจทย์ แต่ในปี 2025 ตัวเลือกเยอะมาก มี Spotify, Joox, Apple Music, Youtube Music ศิลปินทุกคนปล่อยเพลงด้วยตัวเองได้แล้ว มี Distributor เบอร์ใหญ่ เครื่องไม้เครื่องมือมันต่างกันโดยสิ้นเชิง เราเลยรู้สึกว่าสตรีมมิงของเราไม่จำเป็นแล้ว ทุกคนสามารถค้นพบดนตรีใหม่ๆ ของตัวเองได้
แต่ในขณะเดียวกันเราจะโฟกัสบทบาทใหม่ที่ชัดขึ้นนะ เรากลับมาทำโชว์เคสเฟสติวัลที่ผลักวงไทยไปต่างประเทศ ทำ Music Marketing Agency ร่วมกับแบรนด์และหน่วยงานรัฐที่ผลักดันให้วงเติบโตขึ้นได้ในอีกแบบ เราแค่เปลี่ยนวิธีแต่ทุกอย่างยังอยู่ในปณิธานเดิมของฟังใจ สิ่งสำคัญคือเราค้นพบว่าจะทำตามแพสชันอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องบาลานซ์เรื่องธุรกิจและความเป็นอุดมคติให้ได้

เมื่อก่อนฟังใจจะนิยามตัวเองว่าเป็น Music Community แต่ความหมายใหม่ของฟังใจในตอนนี้เป็น Music Integrator เราพยายามทำให้ดนตรีเข้าไปแทรกซึมในทุกคัลเจอร์ ให้ดนตรีอยู่กับอาหาร แฟชัน ความยั่งยืน เพราะถ้าอยากขยายวงการให้โตขึ้นก็ต้องเปิดตัวเองมากขึ้น ร่วมงานกับอุตสาหกรรมอื่นมากขึ้น รวมถึงการออกไปอยู่ในต่างประเทศ เป็นฟันเฟืองหนึ่งที่ทำงานใกล้ชิดกับหน่วยงานรัฐ แน่นอนว่าตอนนี้รัฐบาลเราก็ไม่ค่อยแน่นอน (หัวเราะ) ต้องลองดูว่าในชุดใหม่จะยังมีเรื่องซอฟต์พาวเวอร์อยู่ไหม เราจะได้เข้าไปร่วมผลักดัน
แล้วแบบนี้ฟังใจจะยังผลักดันดนตรีนอกกระแสอยู่หรือเปล่า
เรายังอยากให้พื้นที่และผลักดันศิลปินที่ทำดนตรีด้วยความเชื่อ โดยที่ไม่ต้องแคร์กระแสหรือชื่อเสียง แค่คุณเชื่อที่จะทำดนตรีในแบบนี้ก็พอ อยากเป็นหนึ่งในบริษัทที่ให้พื้นที่ศิลปินเหล่านี้ อย่างแคมเปญ ‘Brand the band’ จะคัดเลือก 20 ศิลปินที่มองเห็นศักยภาพว่าเขาเติบโตได้ หรือ ‘Keep Walking Music Space’ ที่ทำร่วมกับ Johnnie Walker เพื่อคัดเลือก 3 ศิลปินขึ้นเป็นผู้ชนะในแคมเปญ ความเป็นตัวของตัวเองที่สูงมากจะทำให้พวกเขาได้สร้างความหลากหลายในวงการดนตรีไทย อยากเห็นวงการดนตรีบ้านเราเป็นเหมือนสายรุ้งที่มีเฉดสีเยอะๆ
แต่พูดตามตรงว่าในหลายงานที่เราเป็น Music Integrator ก็ยังไม่สามารถยัดความเป็นดนตรีอิสระเข้าไปได้ทั้งหมด พยายามคิดว่าถ้าวงดนตรีนั้นเป็นสีแดงเหมือนกับสีที่มีอยู่ทั่วไป เราก็จะหาวิธีเล่าอย่างไรให้มันแตกต่าง มีกลิ่นอายที่ยังครีเอทิฟ
พลิกหลังเวทีเป็นหน้าเวที
ค้นพบศิลปินนอกกระแสจากที่ไหนเหรอ
โห! สิบกว่าชีวิตในฟังใจนี่เป็นนักฟังเพลงตัวยงเลย มีอะไรเราก็จะแชร์กัน อย่างวันที่เลือกไลน์อัพ ทุกคนก็จะลิสต์รายชื่อ โยนไอเดีย ส่วนตัวเราเองก็ได้รู้จักวงดนตรีมากขึ้น แล้วก็มีวงดนตรีที่ส่งเข้ามาให้เราฟัง หลายครั้งก็ได้เจอกับวงที่ทำให้รู้ว่าเฮ้ย! เจ๋งมากเลย อย่างวง ‘For Who High’ วง ‘Dot Dot Dot’ ที่เราแบบโอ้! คุณไปอยู่ที่ไหนกันมา
ดูเหมือนตอนนี้ไลฟ์เฮาส์ก็มีกระแสมากขึ้นนะ
ใช่ จากที่เมื่อก่อนชอยส์น้อยมาก มีแค่การไปร้านเหล้าเพื่อฟังเพลงโคฟเวอร์ มีคนเคยพยายามทำไลฟ์เฮาส์แต่เปิดแล้วก็เจ๊ง เพราะกลุ่มคนฟังยังไม่มากพอ อย่างในประเทศอังกฤษ ถ้าไลฟ์เฮาส์เจ๊งก็ขอทุนซัพพอร์ตเพื่อจะอยู่รอดได้ เขาเห็นความสำคัญของดนตรีมาก เขารู้ว่าถ้าไลฟ์เฮาส์อยู่รอดก็จะช่วยสร้างพื้นที่ให้ศิลปินมาแสดงสด และถ้าร้านเหล่านั้นตาย ซีนดนตรีก็จะตายไปด้วย ถ้าบ้านเราจะเอาจริงเอาจังเรื่องนี้คงต้องขนมาทั้งองคาพยพ เริ่มจากอะไรง่ายๆ ก็ได้เช่น การนำเข้าเครื่องดนตรีก็ลดภาษีหน่อย ปลดล็อกกันไปทีละเปลาะ
แต่หลังโควิดมาภาพไลฟ์เฮาส์ในไทยมันเปลี่ยนนะ ไม่รู้เพราะคนอยู่บ้านแล้วค้นพบเพลงนอกกระแสเยอะขึ้นไหม เกิดกลุ่มคนฟังใหม่ที่ไม่ค่อยกินเหล้า แล้วเขาก็มาเพื่อฟังเพลงจริงๆ
ต้องขอบคุณ Lido Connect ที่เป็นตัวจุดประกายไลฟ์เฮาส์จนเป็นที่รู้จักมากขึ้น เป็นที่น่าชื่นใจมาก พักหลังมาไลฟ์เฮาส์เริ่มยืนระยะได้แล้ว และเป็นการสร้างทางเลือกให้คนได้มากขึ้น ไม่ต้องไปแต่ร้านเหล้าหรือคอนเสิร์ตใหญ่จริงจัง วงดนตรีไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์ประกอบการกินเหล้า แต่มันคือพระเอก

นอกจากเป็นผู้จัดคอนเสิร์ตแล้ว ท้อปอยากทำอะไรอีกไหม
เรามีความฝันอยากเป็นคนดูงานมหรสพ (Maho Rasop Festival) เพราะฟีดแบกที่ได้รับหลังการทำงานมันดีมากเลย ถึงวันหนึ่งเราก็คงส่งไม้ต่อให้คนอื่น แล้วกลับไปเป็นคนดู จริงๆ เวลาที่รู้สึกสนุกมากคือการได้เป็นผู้ชม อยากไปในฐานะคนไม่เครียด เพราะงานที่เราทำมันเครียดมาก แล้วก็สะสมไปจนกว่าจะถึงวันงานว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นไหม คนที่ทำอาจจะไม่ต้องอยู่ในนามฟังใจก็ได้ แต่เขานำเสนออะไรใกล้เคียงกับที่เราสร้างไว้ นำเสนอสีรุ้งที่หลากหลายเราก็พร้อมไปเป็นคนดู เพราะเดี๋ยวนี้เริ่มไม่ไหวเหมือนกันกับการนอนน้อยเพื่อจัดงาน แก่แล้ว (หัวเราะ)
ดนตรีเรียกว่าเป็นทุกอย่างในชีวิตท้อปไหม
ไม่ถึงกับเป็นทุกอย่างหรอก แต่ถ้าไม่มีดนตรีเลย ชีวิตคงหดหู่มาก
ถึงวันนี้ ฟังใจอาจไม่ใช่แพลตฟอร์มที่ถูกพูดถึงอย่างหนาหู แต่หากใครเคยมีวัยที่เปิดเพลย์ลิสต์ในแอปสีเหลืองยามเช้า ใส่หูฟังให้เพลงของวงไม่รู้จักชื่อได้ขับกล่อมจนหลับใหล และหลงรักเพลงที่ไม่มียอดแชร์ จะรู้ได้ว่า ‘ฟังใจ’ เปล่าเป็นแค่แอปบนหน้าจอ แต่เป็นเหมือนยุคสมัยหนึ่งที่ทุกบทเพลงนั้นเข้าใกล้เรา ใกล้เสียจนได้ยินเสียงใจตัวเอง
ไว้ไป ‘ฟังใจ’ ในคอนเสิร์ตกันนะ





