พูดจาภาษาดอกไม้ : ประวัติศาสตร์การใช้ดอกไม้สื่อความหมายในใจ

Highlights

  • ในยุควิกตอเรียน (1837-1901) ดอกไม้ถือเป็นเครื่องมือสื่อสารหลักของสังคม และเป็นที่นิยมขีดสุดจนต้องตีพิมพ์สิ่งที่เรียกว่า พจนานุกรมดอกไม้ หรือ floral dictionary เพื่อป้องกันการสื่อสารผิดพลาด
  • ในยุคนั้นหากได้รับช่อดอกไม้ แทนที่จะดีใจกับความสวยงาม จะต้องรีบค้นหาว่าดอกไม้ช่อนี้มีดอกอะไรบ้าง จัดวางแบบไหน และควรตีความเจตนาของผู้ให้อย่างไร ผู้ดีมีอันจะกินส่วนใหญ่อาจต้องลงทุนมหาศาลในการสร้างเรือนเพาะต้นไม้ของตัวเอง เพื่อให้มีดอกไม้ไว้ใช้เพียงพอรองรับสถานการณ์ตลอดปี
  • ความฟู่ฟ่าของการลงทุนเพื่อสื่อสารด้วยดอกไม้นี้จบลงเมื่อโลกเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 (1914-1918) ประเทศอังกฤษหันความสนใจไปที่การสู้รบ พื้นที่ส่วนใหญ่ที่เคยเป็นสวนสวยงามถูกดัดแปลงเป็นสิ่งที่คุ้มค่าและใช้การได้จริงมากกว่านั่นเอง

“รัก ระลึกถึง ขอโทษ ขอบคุณ” แม้ความหมายและบริบทของดอกไม้จะเปลี่ยนไป หรือถูกเขียนขึ้นใหม่ผ่านเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ แต่มนุษยชาติก็ยังใช้ดอกไม้เป็นสื่อกลางทางความรู้สึกในทุกยุคทุกสมัย 

ประวัติศาสตร์ของการให้ดอกไม้เริ่มต้นจากตอนไหน?

คำถามนี้อาจต้องย้อนไปไกลตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อเกสรดอกไม้ถูกพบบนหลุมศพของมนุษย์โบราณในหลายวัฒนธรรม ในยุคกรีกโบราณดอกไม้มีความหมายยิ่งใหญ่ ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์และเทพเจ้า

ถ้าขยับเข้ามาใกล้อีกนิด ต้นแบบการสื่อสารด้วยภาษาดอกไม้มีที่มาจากประเทศตุรกี เมื่อ Lady Mary Wortley Montagu กวีสาวชาวอังกฤษค้นพบการใช้ดอกไม้แทนการสื่อสารของสาวๆ ในฮาเรมเพื่อเลี่ยงไม่ให้ทหารจับได้

เมื่อจดหมายและบันทึกของเธอถูกเผยแพร่ กระแสความสนใจเรื่องดอกไม้ก็กลายเป็นประเด็นร้อนในสังคมอังกฤษและฝรั่งเศส ก่อนได้รับความนิยมสุดขีดในยุควิกตอเรียน เมื่อดอกไม้กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารหลักของสังคม 

 

พูดจาภาษาดอกไม้

ในยุควิกตอเรียน (ค.ศ. 1837-1901) ดอกไม้ทำหน้าที่คล้ายการส่งข้อความในยุคปัจจุบัน เป็นที่รู้กันว่าราชินีวิกตอเรียทรงโปรดดอกไม้มากและความนิยมของราชินีก็มักเป็นเครื่องบ่งชี้ทางสังคมที่ทำให้เหล่ากุลสตรีน้อยใหญ่ต้องหันมาสนใจและเรียนรู้ศิลปะการใช้ดอกไม้กันอย่างกว้างขวาง 

การให้ความหมายและการจัดวางดอกไม้กลายเป็นเรื่องจริงจังที่ตีความกันตั้งแต่ชนิด รูปร่าง สี ขนาด ไปจนถึงสภาพของดอกไม้ที่ได้รับ ยกตัวอย่างเช่น การให้ดอกไม้กลับด้านหมายถึงข้อความต้องตีความกลับหัว การรับหรือส่งดอกไม้ด้วยมือซ้ายหรือขวาก็มีข้อความซ่อนอยู่

ในสมัยนั้น การประดับดอกไม้กลายเป็น a must ในสังคมชั้นสูงอังกฤษ โดยเฉพาะในงานสำคัญอย่างการจัดปาร์ตี้หรือพิธีแต่งงาน ที่เป็นแบบนี้เพราะสังคมชั้นสูงในยุคนั้นประหยัดถ้อยประหยัดคำและมองว่าการแสดงอารมณ์ทางสีหน้าหรือการกล่าววาจาที่มากเกินไปเป็นเรื่อง ‘ไม่สุภาพ’ จึงเลือกใช้อะไรที่นุ่มนวล สวยงาม และเงียบกว่า อย่างการพูดจาผ่านช่อดอกไม้ (talking bouquets)

การเลือกจัดช่อดอกไม้แบบไหน ประกอบด้วยดอกอะไร ส่งให้ใคร ในโอกาสไหน ถือเป็นเรื่องสำคัญ ชนชั้นสูงของอังกฤษจะสามารถเข้าใจความคิดและสถานการณ์ของอีกฝ่ายได้ในทันทีที่ได้รับช่อดอกไม้จากคู่สนทนา 

 

ให้ดอกไหนหมายความว่าอะไร มาเปิดพจนานุกรมดอกไม้กัน

ในยุคนั้นมีการตีพิมพ์สิ่งที่เรียกว่า พจนานุกรมดอกไม้ หรือ floral dictionary เพื่อป้องกันการสื่อสารผิดพลาด ดังนั้นหากได้รับช่อดอกไม้ แทนที่จะดีใจกับความสวยงาม จะต้องรีบค้นหาว่าดอกไม้ช่อนี้มีดอกอะไรบ้าง จัดวางแบบไหน แล้วควรจะตีความเจตนาของผู้ให้อย่างไรดี

ตัวอย่างการถอดข้อความโค้ดลับดอกไม้ ยกตัวอย่างเช่น 

Wild Rose – ฉันทั้งสุขและเจ็บปวดไปพร้อมกัน

Yellow Marguerite – ฉันจะมาถึงในไม่ช้า

Canterbury bells – ฉันได้รับข้อความของคุณแล้ว

White Lily – ฉันรักคุณอย่างบริสุทธิ์ใจ

Iris – ฉันส่งข้อความไป

Daisy – ฉันรักคุณจากใจจริง

Red Carnation – ใจฉันเจ็บปวดเพราะคุณ

Apple Blossom – ฉันเลือกคุณก่อนใครทั้งหมด

Honeysuckle – ฉันรักและภักดีต่อคุณ

Cornflower – โปรดอ่อนโยน โปรดสุภาพกับฉัน 

Red Tulip – ฉันสารภาพว่ารักคุณ

White Rose – ฉันขอปฏิเสธ 

Poppy – ฉันไม่ว่าง 

Red Fuchsia – ฉันชอบรสนิยมของคุณ

Hyacinthe – ฉันหลงใหลในความน่ารักของคุณ 

Yellow Pansy – ฉันมีคุณอยู่ในความคิด 

Clove – ฉันรักคุณมาตลอดแต่คุณไม่เคยรักฉัน

Flax – ฉันเข้าใจในความหวังดีของคุณ

Mistletoe – ฉันฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหมด 

Tansy – ฉันขอเป็นศัตรูกับคุณ

Meadow Saffron – ความสุขของฉันได้ผ่านไปแล้ว

Liatris – ฉันจะลองอีกครั้ง 

 

หากใครได้รับช่อดอกไม้ที่ประกอบด้วย Tupins, Hollyhocks, White Heather และ Ragged Robin ดอกไม้ช่อนี้ตีความได้ว่า ผู้ให้รู้สึกประทับใจและรักในความคิดสร้างสรรค์ของคุณ ขอให้คุณโชคดีและประสบความสำเร็จในทุกทาง ในทางกลับกัน หากช่อดอกไม้ที่ได้รับประกอบไปด้วย Delphiniums, Hydrangeas, Oleander, Basil, และ Birdsfoot Trefoil ปนอยู่ด้วยกัน ดอกไม้ช่อหลังต้องการบอกผู้รับว่า คุณมันไม่มีหัวใจ (Hydrangeas) หยิ่งผยอง (Delphinium) ฉันเกลียดคุณ (Basil) ระวังเอาไว้เถอะ (Oleander) เพราะฉันจะกลับมาแก้แค้น (Birdsfoot trefoil)

การสื่อสารข้อความให้ชัดเจนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหมายความว่าเจ้าของข้อความจะต้องสามารถหาดอกไม้ตามความหมายได้ครบทุกชนิด ยกตัวอย่างเช่น Moonwort ต้นเฟิร์นชนิดหนึ่งที่มีความหมายสื่อถึงการลืมแบบไม่ได้ตั้งใจ เป็นต้นไม้ที่พบได้เฉพาะหน้าร้อน ดังนั้นการจะบอกใครสักคนว่า “ฉันไม่ได้ตั้งใจลืมวันเกิดเธอ” อาจเป็นเรื่องใหญ่ในหน้าหนาว หมายความว่าผู้ดีมีอันจะกินส่วนใหญ่อาจต้องลงทุนมหาศาลในการสร้างเรือนเพาะต้นไม้ของตัวเอง เพื่อให้มีดอกไม้ไว้ใช้เพียงพอรองรับสถานการณ์ตลอดปี 

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ในยุควิกตอเรียน สังคมผู้ดีหรูหราฟู่ฟ่าจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมและลัทธิจักรวรรดินิยม หลายตระกูลเลือกสร้างคฤหาสน์หรือโรงเรียนดนตรีขนาดใหญ่เพื่อโอ้อวดความมั่งมี เนื่องจากถ่านหินและแรงงานมีราคาถูกมาก การสร้างเรือนกระจกสักหลังและปรับสภาพอากาศให้เหมือนหน้าร้อนตลอดเวลาก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ

 

เมื่อคนไม่สนใจความหมายของดอกไม้อีกต่อไป

ความฟู่ฟ่าของการลงทุนเพื่อสื่อสารด้วยดอกไม้นี้จบลงเมื่อโลกเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 (ค.ศ. 1914-1918) ประเทศอังกฤษหันความสนใจไปที่การสู้รบและพื้นที่ส่วนใหญ่ที่เคยเป็นสวนสวยงามถูกดัดแปลงเป็นสิ่งที่คุ้มค่าและใช้การได้จริงมากกว่า เมื่อสงครามจบลงพร้อมภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก แม้แต่คนรวยก็ไม่สนใจการลงทุนมากมายเพื่อดอกไม้อีกต่อไป 

ทุกวันนี้ดอกไม้เพียงอย่างเดียวที่ชาวอังกฤษหลีกเลี่ยงในการส่งหากันคือดอกลิลลี่ เพราะมีความหมายเกี่ยวข้องกับงานศพ (ดอกลิลลี่สีขาวคือสัญลักษณ์ของพระแม่มารี และมักใช้สื่อถึงความตายที่บริสุทธิ์)

I Love Roses บริษัทจัดหาดอกไม้ชื่อดังของอังกฤษให้สัมภาษณ์ว่า คู่แต่งงานปัจจุบันไม่สนใจความหมายของดอกไม้อีกต่อไป แต่มักส่งตัวอย่างดอกไม้ที่ต้องการตามภาพจาก pinterest คู่แต่งงานเหล่านี้สนใจสีสันและความสวยงามมากกว่าข้อความที่แฝงอยู่ภายใน

หนึ่งในข้อยกเว้นที่น่าสนใจคือช่อดอกไม้งานแต่งของดัชเชสแห่งเคมบริดจ์เมื่อปี 2011 เมื่อ Kate Middleton เข้าพิธีแต่งงานกับรัชทายาทแห่งอังกฤษด้วยช่อดอกไม้ที่คนทั่วไปมองว่าแสนธรรมดา แต่มีความหมายยิ่งใหญ่ในสายตาผู้ศึกษาข้อความจากดอกไม้ 

ช่อดอกไม้ของดัชเชสประกอบด้วย Myrtle และ Ivy หมายถึงความรักและความผูกพันจากการแต่งงาน Hyacinth หมายถึง กิจกรรมกลางแจ้ง เพราะทั้งสองรักการกีฬา และ Sweet William หมายถึง ความกล้าหาญ แถมดอกไม้ยังมีชื่อพ้องกับเจ้าชายวิลเลียม Sweet William ในที่นี้จึงหมายถึง วิลเลียมผู้เป็นที่รัก

 

อ้างอิง

aboutflowers.com

atlasobscura.com

floranext.com

planterraevents.com

theclassroom.com

AUTHOR

Illustrator

ฟาน.ปีติ

ปีติชา คงฤทธิ์ นักออกแบบภาพประกอบประจำนิตยสาร a day งานอดิเรกคือการทำอาหารคลีน, วิ่ง และต่อกันพลา