Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
Eslite Spectrum ห้างหนังสือแห่งเมืองเกาสง ที่ตั้งใจโอบรับเฉดสีอันหลากหลายของมนุษย์

Eslite Spectrum ห้างหนังสือแห่งเมืองเกาสง ที่ตั้งใจโอบรับเฉดสีอันหลากหลายของมนุษย์

31/08/2026
ที่ชอบ
AUTHOR: วงศกร ลอยมา
SHARE:

 ความเดิมตอนที่แล้ว

 ผมมีเวลา 2 วันในเกาสง การเดินทางเริ่มต้นที่อุโมงค์โทโทโร่ หนึ่งในแลนด์มาร์กยอดนิยม ซึ่งมีรถไฟรางเบาวิ่งผ่าน และมองดูเหมือนฉากอุโมงค์ต้นไม้จากแอนิเมชันเรื่อง My Neighbor Totoro ของ Studio Ghibli จากนั้นผมก็นั่งรถบัสต่อไปที่ Pier 2 Art Center ย่านท่าเรือที่เป็นเหมือนศูนย์รวมงานอาร์ตและความคิดสร้างสรรค์ ตกดึกผมไปเดินเล่นที่ Liuhe Night Market ตลาดนัดกลางคืนอายุ 60 ปี เช้าวันต่อมาผมไปนั่งเล่นที่สวนสาธารณะ Kaohsiung Central Park และเดินต่อไปขึ้นรถไฟใต้ดินที่สถานี Central Park นั่งไปลงที่สถานี Formosa Boulevard Station แล้วก็นั่งกลับ

 คลิกอ่านเรื่องราวด้านบนฉบับเต็มได้ที่นี่

 ตอนยังอยู่ที่ Pier 2 Art Center นอกจากเดินสำรวจโกดังเก่าและถ่ายรูปงานอาร์ตแล้ว ผมแบ่งเวลาส่วนหนึ่งเพื่อไป ‘ห้างหนังสือ’ ที่ตั้งใจมาจากบ้านว่ายังไงก็ต้องมาให้ได้ ห้างหนังสือแห่งนี้มีชื่อว่า Eslite Spectrum Pier-2 Store ตั้งอยู่ที่โกดัง C4 โซน Dayong Warehouse

ห้างหนังสือ

 ผมยังไม่เคยเห็น ‘ร้านหนังสือเชน’ ในเมืองไทยเรียกตัวเองว่าเป็น ‘ห้างหนังสือ’ 

 ห้างหนังสือไม่ได้หมายถึงห้างสรรพสินค้าที่มีร้านหนังสือมาเปิด ทั้งไม่ใช่ห้างสรรพสินค้าที่ขายแค่หนังสือเพียงอย่างเดียว

 แล้วห้างหนังสือคืออะไรกันแน่

 หลังจากถ่ายรูปรวมตรงถนนสีรุ้ง – แลนด์มาร์กริมท่าเรือของศูนย์ศิลปะ Pier 2 Art Center เสร็จเรียบร้อย ผมเดินต่อมาที่โซน Dayong Warehouse เพื่อไปเยือน Eslite Spectrum ห้างหนังสือชื่อดังของไต้หวัน สาขานี้เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2015 และเป็นสาขาที่ 6 ของเมืองเกาสง

 คอนเซปต์ของ ‘ห้างหนังสือ’ ก็คือไม่ได้ขายแค่หนังสือ แต่ยังมีคาเฟ่ มีโซนทำงานอ่านหนังสือ โซนเครื่องเขียน โซนขายสินค้างานคราฟต์ กระทั่งโซนมีจัดนิทรรศการ ทั้งหมดรวมกันอยู่ในสถานที่แห่งเดียว โดยมีหนังสือเป็น ‘พระเอก’ พูดง่ายๆ ก็คือรวบรวมเอาทุกวัฒนธรรมการใช้ชีวิตมานำเสนอให้เหล่านักอ่านนั่นเอง

 Eslite Spectrum สาขานี้ได้รับการออกแบบโดย Chang Hsiao-wei ดิไซเนอร์ท้องถิ่นในเกาสง สถาปัตยกรรมภายนอกแทบจะคงโครงสร้างเดิมของโกดังไว้ทั้งหมด โชว์พื้นผิวคอนกรีตเปลือยเต็มที่ และตั้งตู้คอนเทนเนอร์สีแดงไว้หน้าร้าน เป็นกิมมิกเล็กๆ ที่สะท้อนถึงความเป็นเมืองท่าของเกาสง

 บรรยากาศอบอุ่นเป็นบ้า

 ความในใจหลังจากที่ผมเปิดประตูเดินเข้ามาในห้างหนังสือแห่งนี้อย่างเงียบๆ 

 แม้จะบอกว่าต่างกัน แต่ผมพบว่าบรรยากาศของห้างหนังสือคลับคล้ายคลับคลากับร้านหนังสือเอามากๆ นั่นคือนักอ่านและผู้มาเยือนแทบทุกคนเปิดโหมดเงียบ หรืออย่างน้อยพูดด้วยน้ำเสียงที่หรี่ลง 70 – 80% ทุกคนอยู่ในโลกของตัวเอง แอร์เย็นเฉียบทั่วร้านผสมเป็นเนื้อเดียวกับแสงไฟโทนอุ่น ชวนให้นึกอยากดึงคนรู้ใจมากระชับกอด เผอิญว่าไม่มีและไม่เหมาะอย่างยิ่ง!

 หลังเดินสังเกตจนทั่ว ผมก็ได้คำตอบอย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ต้นว่า Eslite Spectrum ไม่ได้เป็นแค่ร้านหนังสือที่ขายแค่หนังสือ แต่เป็นห้างหนังสือที่มีข้าวของอีกมากมายให้เราหยิบลงกระเป๋าพากลับบ้านไปด้วย ให้นึกภาพตามแบบนี้ 

 ฝั่งขวามือใกล้ประตูทางเข้ามี Starbucks และมีคนนั่งดื่มชากาแฟกันอยู่ เดินเข้ามาเรื่อยๆ จะเห็นสินค้ามากมาย ตั้งแต่อุปกรณ์เครื่องเขียน เสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องประดับ ดีวีดี ซีดี แผ่นเสียง เครื่องใช้ไฟฟ้า น้ำหอม เครื่องหอม อาร์ตทอย นอกจากนั้นยังมีโซนนิทรรศการขนาดย่อม โซนจัดเวิร์กช็อป และแน่นอนโซนที่มีพื้นที่มากสุดในร้านนั่นก็คือโซนหนังสือ

 เดินพ้นโซนหนังสือเข้าไปลึกสุดของร้าน ผมพบว่านั่นคือโซนที่รวบรวมงานฝีมือไว้เพียบ เล่าตรงนี้ก็เล่าได้ไม่ครบ ให้คุณนึกถึงสินค้าในชีวิตประจำวัน โซนนั้นมีขายทั้งหมด ไม่ได้คิดจะซื้อฝากใครหรอก แต่ผมยื่นมือไปพลิกดูป้ายกำกับสินค้า ซึ่งโดยมากเป็นภาษาไต้หวันและอังกฤษ แล้วก็พบว่านี่คือสินค้าของผู้ประกอบการท้องถิ่นในเกาสง

 ความจริงแล้ว ห้างหนังสือไม่ได้หยุดอยู่แค่ขายหนังสือและสินค้านานาชนิดเท่านั้น หากแต่ห้างหนังสือในสาขาอื่นๆ ของ Eslite Spectrum ยังมีโซนอื่นๆ อีกมากที่ไม่น่าจะมาอยู่ในที่เดียวกันได้ ไม่ว่าจะเป็นโซนนิทรรศการ โรงแรม โรงหนัง หอแสดงดนตรี ร้านขายแผ่นเสียง โซนเวิร์กช็อป ฯลฯ

 เห็นด้วยไหมว่า พฤติกรรมการมาร้านหนังสือของเราเปลี่ยนไปแล้ว เราไปร้านหนังสือเพื่อทำมากกว่าแค่ซื้อหนังสือ เราอยากหาที่เงียบๆ นั่งทำงาน นั่งกินกาแฟกับเพื่อน เดตกับหวานใจ เข้าร่วมเวิร์กช็อป ซึ่งแค่ 3 – 4 กิจกรรมที่ว่ามานี้ ร้านหนังสือในเมืองไทยก็พอจะมีให้เห็นอยู่บ้าง ส่วนมากเป็นร้านหนังสือเชนอย่าง นายอินทร์, ซีเอ็ด, Asia Books, หรือ Kinokuniya ก็ไม่ได้มีแค่โซนขายหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีโซนเครื่องเขียน โซนเครื่องใช้ไฟฟ้า โซนเล่นบอร์ดเกม ฯลฯ

 ห้างหนังสือในไต้หวันอย่าง Eslite Spectrum พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ากิจกรรมอันหลากหลายของมนุษย์นั้นสามารถเกิดขึ้นได้ในสถานที่ที่แรกเริ่มเราเรียกมันว่า ‘ร้านหนังสือ’

 แน่ล่ะว่าผมอยากให้มีแบบนี้ในเมืองไทยบ้าง แต่ก็อีกนั่นแหละ ผมเข้าใจดีว่า รูปแบบการดำเนินธุรกิจของ Eslite Spectrum นั้น การขายหนังสือไม่ใช่แหล่งรายได้หลัก แต่เป็นรายได้จากส่วนอื่นมากกว่าที่นำมาจุนเจือให้ร้านหนังสือยังอยู่ต่อไปได้ และโมเดลแบบ Eslite Spectrum นั้นมีข้อจำกัดหลายอย่างถ้าคิดจะนำมาทำในบ้านเรา

 อย่างที่บอกไปว่า แม้แต่ร้านหนังสือเชนในบ้านเรายังไม่สามารถมีทุกกิจกรรมแบบที่ต่างประเทศทำได้เลย ไม่ต้องพูดถึงร้านหนังสืออิสระ ซึ่งก็ขายหนังสือยากกว่ารายใหญ่ แถมมีต้นทุนค่าเช่าที่ต้องแบกทุกเดือน คล้ายว่ามองไปทางไหนก็เห็นข้อจำกัดเต็มไปหมด

 อันที่จริง แม้ไม่ได้มีครบทุกกิจกรรม แต่ก็มี ‘บางกิจกรรม’ ให้เราทำและเข้าไปใช้เวลาได้ บางร้านอาจจะมีบรรยากาศเงียบ มีพื้นที่นั่งทำงาน บางร้านมีคาเฟ่ในตัว บางร้านมีบอร์ดเกมให้เล่น หรือบางร้านมีจัดเวิร์กช็อปเป็นประจำ ใครมีแหล่งดีๆ มาป้ายยากันได้นะ

หนังสือของชั้นบนชั้นหนังสือ

 หนังสือที่วางขายในร้านมีหลากหลายหมวดไม่ต่างจากที่เราเห็นในเมืองไทย แต่มีอยู่ 2 หมวดที่ผมประทับใจเป็นพิเศษ

 หมวดแรกคือ Voices of Local People ซึ่งอยู่ชั้นติดกัน คัดสรรหนังสือที่เป็นคล้ายการส่งเสียงของคนท้องถิ่น ตั้งแต่วรรณกรรมที่เขียนเป็นภาษาไต้หวัน การเคลื่อนไหวทางสังคม สิทธิแรงงาน สิ่งแวดล้อม รวมถึงหนังสือที่เล่าถึงการต่อสู้ของชาว LGBTQIA+ ทางภาคใต้

 และหมวดสองคือ Writing Kaohsiung ที่คัดสรรหนังสือบันทึกประวัติศาสตร์เมืองเกาสงอย่างรอบด้าน ตั้งแต่ร่องรอยเมืองท่าอุตสาหกรรมในอดีต วิถีชีวิตริมแม่น้ำ ไปจนถึงวัฒนธรรมร่วมสมัย เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่และคนท้องถิ่นได้สำรวจรากเหง้าของบ้านเกิดตัวเอง

 และที่ชอบเป็นพิเศษคือ สองหมวดนี้ถูกจัดวางให้เห็นได้ง่ายๆ ตลอดเวลาที่เดินอยู่ในร้าน ผมสังเกตเห็นว่าหนังสือ 2 หมวดนี้เนื้อหอมกว่าเพื่อน มีนักอ่านแวะเวียนมายืนไล่นิ้วหาหนังสือที่สนใจอย่างไม่ขาดสาย

 ผมเดินไปดูหนังสือบนชั้นนั้นทีบนชั้นนี้ทีแล้วก็พลางนึกในใจว่า ร้านหนังสือในบ้านเราเองก็แบ่งแยกหมวดหมู่กันละเอียด โซนหนังสือภาษาญี่ปุ่น อังกฤษ โซนหนังสือภาษาไทย อย่างหลังนี่แบ่งตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ ผมเพียงคิดว่าแล้วเราเคยแบ่งชั้นหนังสือที่เขียนโดยนักเขียนนครปฐม นักเขียนยะลา นักเขียนเชียงใหม่ ฯลฯ บ้างหรือเปล่านะ

 เดาเล่นๆ ว่าถ้านักเขียนเชียงใหม่เดินมาเจอหนังสือตัวเองวางอยู่ในหมวด ‘นักเขียนเชียงใหม่’ หรือนักเขียนนครปฐมมาเจอหนังสือตัวเองวางอยู่ในหมวด ‘นักเขียนนครปฐม’ เป็นใครก็คงภูมิใจไม่น้อย ที่ได้เห็นหนังสือของชั้นบนชั้นหนังสือ และผมคิดว่านักเขียนเกาสงคงรู้สึกไม่ต่างกัน

 ว่ากันว่าถ้าอยากรู้นิสัยใจคอของคนชาติต่างๆ ถ้าไม่ชวนไปเมาหัวราน้ำ ก็ไปดูหนังสือที่เขาอ่าน 

 ตรงหน้าผมคือหนังสือ Bestseller ของร้านหนังสือแห่งนี้ ผมพบว่าหนังสือที่ชาวไต้หวันควักเงินพากลับไปบ้านด้วยมีหลากหลายหมวดด้วยกัน ขายดีที่สุดคือ หนังสือการเงิน การลงทุน, หนังสือพัฒนาตัวเองและปรับวิธีคิด, วรรณกรรมและความเรียงฮีลใจ, วรรณกรรมแปลสะท้อนสังคม รวมถึงมังงะและไลท์โนเวล 

 ถ้าว่ากันตามชั้นหนังสือขายดี คนไต้หวันสนใจทั้งเรื่องที่ทำให้มีกินมีใช้และเรื่องที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย

เหนือชั้น

 “การตัดสินใจเปิดร้านหนังสือเฉพาะทางด้านมนุษยศาสตร์และศิลปะนั้น ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ และผมก็มิอาจเอื้อมที่จะยกตนว่ามีพันธกิจในการเผยแพร่มนุษยศาสตร์และศิลปะ หากแต่เป็นการตัดสินใจที่ผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ หลังจากได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตที่ลึกซึ้งและจริงแท้” อู๋ ชิง-หยู ผู้ก่อตั้งร้านหนังสือ Eslite กล่าวไว้อย่างนั้น

 อู๋ ชิง-หยู คือนักธุรกิจชาวไต้หวัน และเป็นผู้ก่อตั้ง Eslite เครือร้านหนังสือยอดนิยมอันดับต้นๆ ในไต้หวัน ซึ่งปัจจุบันมีร้านหนังสือในเครือมากถึง 56 สาขา โดย 38 สาขากระจายอยู่ทั่วภูมิภาคของไต้หวัน อีก 18 สาขาเปิดให้บริการอยู่ที่ต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง ญี่ปุ่น และมาเลเซีย

 Eslite สาขาตุนหนาน (สาขาแรก) ถือกำเนิดขึ้นในปี 1989 ที่เมืองไทเป เรื่องราวมันเริ่มต้นตอนที่คุณอู๋เข้ารับการผ่าตัดหัวใจ นั่นทำให้เขาตระหนักถึงความเปราะบางของชีวิต และตั้งคำถามกับตัวเองว่า หากเวลาในชีวิตของคนเรามีจำกัด คุณค่าที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่คืออะไร

 คำตอบของคำถามนั้นคืออะไรไม่รู้ แต่เขาพบว่าเครื่องมือที่จะพาผู้คนไปค้นพบคำตอบนั้นได้คือ การอ่านหนังสือ

 เขาจึงเปิดร้านหนังสือ

 ความตั้งใจของเขาในวันแรก (จนถึงทุกวันนี้) คือ จะไม่ขายหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่ออกแบบให้เป็นร้านหนังสือที่ผู้คนสามารถแวะเข้ามาอ่านหนังสือได้ตลอดเวลา ไม่ต้องซื้อก็ได้ ความน่ารักคือนอกจากจัดมุมให้นั่งอ่านหนังสือแล้ว ยังมีมุมเครื่องดื่มด้วย และที่น่าจะแปลกใหม่มากในยุคนั้นคงหนีไม่พ้นการมีโซนจัดแสดงศิลปะร่วมสมัย และคอนเซปต์การเป็นร้านหนังสือที่ไม่ได้ขายหนังสือก็ยังเป็นเอกลักษณ์ของ Eslite มาจนถึงปัจจุบัน

 หนังสือที่วางขายในยุคแรกๆ ก็น่าสนใจมาก ต้องเล่าก่อนว่าช่วงที่ร้านหนังสือแห่งนี้เปิดนั้น เป็นช่วงที่ไต้หวันเพิ่งยกเลิกกฎอัยการศึกได้เพียง 2 ปี ซึ่งความหวาดกลัวในประเด็นอ่อนไหวยังไม่จางหายไปจากสังคม แต่ร้าน Eslite กลับเป็นที่แรกๆ ที่กล้าวางขายหนังสือชวนเสียวไส้ อย่างเช่นปรัชญาฝ่ายซ้าย ทฤษฎีวิพากษ์ วรรณกรรมสะท้อนสังคม ฯลฯ

 จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1998 ร้านหนังสือ Eslite สาขาตุนหนาน ในระหว่างที่กำลังปิดปรับปรุงร้านใหม่ ทางร้านได้ส่งแบบสอบถามให้ผู้อ่าน โดยถามว่า หากคุณเป็นเจ้าของ Eslite คุณอยากเห็นร้านเป็นแบบไหน หนึ่งในคำตอบที่ผู้อ่านเสนอเข้ามาซ้ำๆ คือ อยากให้ร้านหนังสือเปิดตลอดทั้งคืน

 ไม่ใช่แค่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค แต่คล้ายคุณอู๋สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตผู้คนในยุคสมัยนั้น ที่เริ่มเบื่อหน่ายผับ บาร์ ร้านคาราโอเกะ และแสงสีความบันเทิงยามค่ำคืน หากแต่ต้องการพื้นที่สำหรับใช้เวลานั่งอ่านหนังสือเงียบๆ 

 มกราคมปี 1999 จึงเกิดแคมเปญ Midnight Bookstore และพบว่า ดึกดื่นแล้ว แต่ยังมีนักอ่าน นักศึกษา และผู้คนหลากหลายวัยที่หลั่งไหลเข้ามาอ่านหนังสือที่ร้านอย่างล้นหลาม เขาจึงตัดสินใจปรับให้ร้านหนังสือ Eslite สาขาแรกเปิดตลอด 24 ชั่วโมง การตัดสินใจครั้งนั้นกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก ปฏิวัติโมเดลการเปิด – ปิดร้านหนังสือไปตลอดกาล

 นับตั้งแต่นั้นมา ร้านหนังสือ Eslite สาขาตุนหนาน ก็ไม่เคยปิดหรือหยุดทำการเลยตลอด 20 ปี จนกระทั่งมีเหตุให้ร้านหนังสือ 24 ชั่วโมง แห่งแรกของโลกต้องปิดตัวลงในวันที่ 31 พฤษภาคม 2020 เนื่องจากสัญญาเช่าหมดอายุและมีการรื้อถอนอาคาร

 หลังสาขาตุนหนานปิดตัว Eslite ได้ย้ายโมเดล 24 ชั่วโมงมาไว้ที่ Eslite Spectrum Xinyi ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ตึก Taipei 101 โดยเปิดให้บริการแบบต่อเนื่องมาอีก 3 ปี จนกระทั่งปิดตัวลงในวันที่ 24 ธันวาคม 2023 เนื่องจากหมดสัญญาเช่าพื้นที่กับเจ้าของตึก และย้ายอีกครั้งไปเปิดที่ Eslite Spectrum Songyan ซึ่งตั้งอยู่ที่ Songshan Cultural and Creative Park แล้วก็เปิดบริการมาจนถึงปัจจุบัน

 การริเริ่มไอเดียร้านหนังสือ 24 ชั่วโมง เป็นคนแรกของโลกก็นับว่า บ้า กล้า และสุดยอดมากแล้ว แต่ความตั้งใจในการเปิดร้านหนังสือเพื่อให้ชาวไต้หวันไม่ขาดวัฒนธรรม เปิดหูเปิดตา และเข้าใจชีวิตอันหลากหลาย เป็นเรื่องที่นอกจากต้องขอคาราวะแล้วคงต้องพูดด้วยว่า เหนือชั้น!

สนับสนุนความหลากหลายของมนุษย์

 ผมยังคงเดินไปดูมุมนั้นทีมุมนี้ที เป็นห้วงเวลาเดียวกับที่นักอ่านในร้านกำลังอยู่ในโลกของตัวเอง แสงไฟโทนอุ่นทำให้บรรยากาศสงบ แล้วผมก็พบว่ายังมีโซนหนังสือมังงะ วรรณกรรมแปล หรือแม้แต่โซนหนังสือนิยายเกย์กำลังภายใน ซึ่งมีพื้นที่แยกของตัวเองโดยเฉพาะ และออกจะใหญ่กว่าหนังสือหมวดอื่นๆ ด้วยซ้ำ

 ความจริงแล้วไม่ใช่เรื่องแปลกที่ร้านหนังสือจะมีสักชั้นหรือสักโซน ที่คัดสรรหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวของ LGBTQIA+ ในแง่มุมต่างๆ เพราะในยุคสมัยนี้ คนส่วนมากเห็นพ้องต้องกันว่า ผู้มีรักสีรุ้งก็เป็นมนุษย์เหมือนอย่างชายจริงหญิงแท้ มีสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และไม่ควรถูกเลือกปฏิบัติทางเพศ

 การมีชั้นหนังสือที่ว่าด้วยเรื่อง LGBTQIA+ ในร้าน ก็อาจบ่งบอกถึงจุดยืนและทัศนคติได้ในระดับหนึ่ง สิ่งที่ผมอยากรู้มากกว่าคือชาวรักสีรุ้งในไต้หวันที่มีประสบการณ์เข้าไปอ่านหนังสือที่ Eslite สาขาตุนหนาน นั้นรู้สึกอย่างไรกับสถานที่แห่งนี้ พวกเขารู้สึกไหมว่าที่นี่คือเซฟโซน

 แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร

 ผมค้นเจอบทความ A Week in Gay Taipei เขียนโดย Eric Lin ซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสาร Taiwan Panorama ฉบับเดือนสิงหาคม ปี 1998 บริบทช่วงที่บทความนี้ตีพิมพ์เป็นยุคที่ภาคประชาสังคม สิทธิมนุษยชน และสิทธิความหลากหลายทางเพศในไต้หวันเติบโตอย่างรวดเร็ว มีการก่อตั้งกลุ่มเคลื่อนไหว งานวิชาการ และนิตยสารเกย์อย่างแพร่หลาย

 ช่วงหนึ่งของบทความเขียนถึงร้าน Eslite ไว้ว่า

 “ตามที่เฉิง เม่ยหลี่ ผู้เขียนหนังสือ Daughters’ Circle กล่าวไว้ ปี 1994 เป็นปีที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของกลุ่มรักร่วมเพศในไต้หวัน ทั่วโลก นักเคลื่อนไหวได้จัดกิจกรรมเพื่อรำลึกครบรอบ 25 ปีของการจลาจลสโตนวอลล์ในนิวยอร์ก ซึ่งเป็นแรงผลักดันเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของกลุ่มรักร่วมเพศ สื่อต่างๆ ได้ให้พื้นที่ข่าวจำนวนมากเกี่ยวกับการรายงานกิจกรรมเหล่านี้และชีวิตของกลุ่มรักร่วมเพศโดยทั่วไป”

 “นอกจากนี้ ร้านหนังสือ Eslite ยังจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มรักร่วมเพศมากมาย และ Eslite กับ Fembooks กลายเป็นแหล่งจำหน่ายหนังสือและสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับกลุ่มรักร่วมเพศที่สำคัญ รวมถึงเป็นจุดรวมตัวของกลุ่มรักร่วมเพศเพื่อพักผ่อนและหาข้อมูล”

 พูดให้เห็นภาพ พรรคก๊กมินตั๋งปลูกฝังค่านิยมขงจื๊อให้กับประชาชน รัฐมองว่าชายหญิงต้องสร้างครอบครัวเพื่อผลิตประชากร ดังนั้นเมื่อชาวรักสีรุ้งไปรวมตัวกันตามสวนสาธารณะ ตำรวจก็จะไปดักจับ ตรวจค้น และบังคับให้ตรวจเลือด ทั้งมีการนำรายชื่อและรูปถ่ายไปประจานผ่านสื่อ เพื่อสร้างความอับอาย สูญเสียทั้งอาชีพการงานและสถานภาพทางสังคม

 แต่แล้วก็มีร้านหนังสือที่กล้าวางขาย G&L นิตยสารเกย์และเลสเบียน (ภาษาจีนฉบับแรกของโลก ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1996) เนื้อหาภายในเล่มมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นดูดวง ภาพอีโรติกของเลสบียน บทสัมภาษณ์ เรื่องสั้น รีวิวหนังสือ ภาพยนตร์ ฯลฯ

 ร้านหนังสือที่ว่าคือ Eslite ซึ่งต้องบอกว่าไม่ได้แค่วางขาย แต่ยังจัดวางนิตยสารเล่มดังกล่าวไว้จุดที่มองเห็นได้ชัดเจน ลองจินตนาการดูสิว่าพวกเขาจะรู้สึกสบายใจแค่ไหน เมื่อสังคมยังไม่มีพื้นที่ให้กับกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน แต่มีร้านหนังสือที่เป็นดั่งพื้นที่ปลอดภัยให้พวกเขา นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมร้านหนังสือภายใต้เครือ Eslite จึงกลายเป็นแหล่งพบปะยอดนิยมของชาวรักสีรุ้งตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงวันนี้

 “หากหนุ่มสาวเกย์และเลสเบียนในไต้หวันถูกพันธนาการอยู่ในความมืดภายใต้การปกครองแบบเผด็จการ การมาถึงของนิตยสารเล่มนี้คล้ายเป็นสัญญาณแห่งอิสรภาพ” ท่อนหนึ่งของบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร Sexualities ปี 2001 ว่าไว้อย่างนั้น

 นอกจากนิตยสาร G&L แล้วยังวางขายหนังสือเควียร์อีกหลายเล่ม เช่น Notes of a Crocodile นวนิยายเลสเบียนเรื่องสำคัญของไต้หวันในยุค 1990 เขียนโดย Qiu Miaojin นอกจากนี้ยังทำ Eslite Reads นิตยสารรายเดือนที่จะแนะนำผู้อ่านให้รู้จักกับหนังสือเควียร์ที่น่าสนใจ

 นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Eslite ร้านหนังสือที่สนับสนุนความหลากหลายของมนุษย์ ถึงได้ใจนักอ่านมาทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเพศอะไร ใครจะรักกัน ประกอบอาชีพอะไร อยู่ตรงไหนของสังคม ทุกคนมีคุณค่าในการเป็นมนุษย์เท่าเทียมกันเมื่อก้าวเท้าเดินเข้ามาในที่แห่งนี้

พาร้านหนังสือไปหานักอ่าน

 ผมเหลือเวลาอยู่ที่ร้านหนังสือแห่งนี้อีกไม่นาน ด้วยมีแพลนว่าจะไปดูโกดังในโซนอื่นๆ บ้าง ระหว่างที่กำลังเลือกซื้อของฝากน่ารักๆ ไปให้ชาว a team ที่เมืองไทย ก็ยังมีผู้คนเปิดประตูเข้ามาเรื่อยๆ บางคนมาคนเดียว บางคนมากับเพื่อน กับแฟน หรือกับครอบครัว เข้ามาแล้วก็แยกย้ายกันไปในโซนที่ตนเองสนใจ แน่นอนว่าโซนที่มีคนยืนประจำการมากที่สุดคือ โซนหนังสือ

 ผมนึกถึงคำพูดของ ซูผิง โล่ เจ้าของร้านหนังสือ Huang Huang ที่เมืองไถตง เธอให้ข้อมูลเมื่อวันก่อนตอนไปคุยกันที่ร้านว่า คนที่นี่นิยมซื้อหนังสือทางออนไลน์มากกว่า แล้วเธอก็ยกมือถือมาให้ดู นี่ๆ มันคือเว็บไซต์นี้ 

 เว็บไซต์นั้นคือ books.com.tw แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ครองส่วนแบ่งตลาดหนังสือกว่า 40% ขายหนังสือได้ปีละ 15 ล้านเล่ม คิดเป็นเงินกว่า 8,000 ล้านบาท

 ใช่ว่าจะไม่เห็นด้วย เพียงแต่ภาพนักอ่านตรงหน้าที่กำลังยืนดูหนังสือทีละเล่มอย่างตั้งใจ มันทำให้คิดว่า ไต้หวันยังมีนักอ่านอีกมากเลยที่ยังชอบเดินทางมาซื้อหนังสือที่ร้านด้วยตัวเอง ซึ่งแต่ละคนคงมีเหตุผลที่ไม่ได้ป่าวประกาศบอกใคร ลองถามตัวเองดูก็ได้ว่าทำไมถึงยังไปซื้อหนังสือที่ร้านอยู่ ทั้งที่กดสั่งผ่านมือถือสะดวกกว่ามากมาย

 ทีนี้ลองคิดในมุมผู้บริหารดูบ้าง

 ราวปี 1980 ถึง 1990 ซึ่งเป็นช่วงที่ร้านหนังสือ Eslite สาขาตุนหนานก่อตั้ง เมืองในภูมิภาคอื่นๆ ของไต้หวันไม่มีทางมีร้านหนังสือมากเท่าไทเป ในขณะที่กิจการหนังสือในไทเปนั้นรุ่งเรืองสุดขีด ถึงขั้นมีถนนฉงชิ่งใต้ ซึ่งเป็นย่านร้านหนังสือที่หนาแน่นที่สุดในเอเชีย ทำให้นักเรียน นักวิจัย นักคิด นักเขียน ก็ไปกระจุกรวมกันอยู่แถวนั้น

 แม้ไม่ต้องสวมหมวกผู้บริหาร เราทุกคนย่อมทราบสัจธรรมข้อนี้ดี ว่ามันก็มีนักอ่านอยู่ทุกที่นั่นแหละ เมืองอื่นๆ ในไต้หวันก็ต้องการร้านหนังสือดีๆ ที่มีหนังสือที่หลากหลายให้เลือกอ่านเหมือนกัน นั่นทำให้ร้านหนังสือ Eslite เริ่มขยับขยายไปยังเมืองอื่นๆ บ้าง เริ่มจากเปิดสาขา Taichung NMNSใกล้พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติในเมืองไทจง เมื่อปี 1993 และเปิดสาขาแรกที่เกาสงเมื่อปี 1995 แล้วก็ขยับขยายไปทุกภูมิภาคทั่วเกาะไต้หวัน ปัจจุบันร้านหนังสือ Eslite มี 38 สาขาทั่วไต้หวัน

 แน่นอนว่าการพาร้านหนังสือไปหานักอ่านตามเมืองต่างๆ ย่อมมีต้นทุนที่สูง แต่ธุรกิจอื่นๆ ในเครือ Eslite Spectrum เช่น โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ ก็สร้างรายได้มากพอจะค้ำจุนร้านหนังสือ ซึ่งเป็นธุรกิจสำคัญของบริษัทให้เติบโตและแตกขยายออกไปได้อีก

 เอาเป็นว่าถ้าใครกำลังหาที่เที่ยวนอกไทเป ต้องบอกเลยว่าเกาสงมีเสน่ห์เฉพาะตัวมากมาย และหมุดหมายที่เราอยากแนะนำคือ Pier-2 Art Center ศูนย์ศิลปะริมทะเลที่ชุบชีวิตกลุ่มโกดังเก่าริมน้ำให้กลายเป็นคอมมิวนิตีสุดสร้างสรรค์ มาที่นี่ คุณจะเพลิดเพลินไปกับงานสตรีตอาร์ต นิทรรศการศิลปะ คาเฟ่ และร้านรวงเท่ๆ 

 และสถานที่ที่คุณไม่ควรพลาดเลยก็คือ Eslite Spectrum ห้างหนังสือสุดอบอุ่นที่โอบรับความหลากหลายของมนุษย์ หรืออย่างน้อยคุณอาจจะได้ของฝากติดไม้ติดมือไปฝากคนที่คุณคิดถึงเหมือนผมก็ได้

 ผมขอทิ้งท้ายและบอกลาไปด้วยบทกวีชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นบทกวีที่ Eslite Spectrum สาขา Pier 2 Art Center นำมาตั้งเป็นชื่อโซนหนังสือท้องถิ่น เพื่อรวบรวมงานเขียนที่บอกเล่าจิตวิญญาณของเมืองเกาสง บทกวีชิ้นนี้มีชื่อว่า Let Spring Start from Kaohsiung เขียนโดย อวี๋กวงจง กวีเอกระดับตำนานผู้ปักหลักสอนหนังสือมหาวิทยาลัยแห่งชาติซุนยัตเซ็น ที่เมืองเกาสงมานานกว่า 30 ปี

 
ให้ฤดูใบไม้ผลิเริ่มออกเดินทางจากเกาสง 

 เมืองที่หันหน้าสู่ท้องทะเลแห่งนี้ ปากทางเข้าสู่ผืนน้ำ
ให้ฤดูใบไม้ผลิขึ้นฝั่งที่เกาสง 

 บ้านเกิดของดวงตะวัน ท่าเรือแห่งสายลม 

 
ให้ฤดูใบไม้ผลิออกเดินทางจากที่นี่ 

 มุ่งหน้าขึ้นเหนือ เลียบไปตามเส้นทางรถไฟสายยาว 

 ปลุกสรรพสิ่งตลอดเส้นทางให้ตื่นขึ้น 

 ทั้งสับปะรดแห่งผิงตง กล้วยแห่งฉีซาน 

 อ้อยและทุ่งนาเขียวขจีแห่งที่ราบเจียหนาน…

Tags:a dayเกาสงTaiwan100WaysWavesofLoveEsliteSpectrumที่ชอบ
Share :
Author
วงศกร ลอยมา
Photographer
-
ค้างคาวเมืองกรุง นักรักษาระบบนิเวศ (กะกลางคืน)
Photo Storiesค้างคาวเมืองกรุง นักรักษาระบบนิเวศ (กะกลางคืน)นักเขียน : Mok Lachantra
‘Witch Hat Atelier’ อารามหลังเล็กของเหล่านักเวทหัดวาด เพราะทุ่มเทและท้อแท้ จึงได้เติบโตและแตกใบ
บันทึกการอ่าน‘Witch Hat Atelier’ อารามหลังเล็กของเหล่านักเวทหัดวาด เพราะทุ่มเทและท้อแท้ จึงได้เติบโตและแตกใบนักเขียน : Nudcha Phongprapat
adidas x Les Mills Live Bangkok 2026 รวมคอมมิวนิตีคนรักการออกกำลังกายมาปลดปล่อยพลัง ใจกลางกรุงเทพฯ
Agendaadidas x Les Mills Live Bangkok 2026 รวมคอมมิวนิตีคนรักการออกกำลังกายมาปลดปล่อยพลัง ใจกลางกรุงเทพฯนักเขียน : อัญชิสา เรืองโรจน์