ทันทีที่ล้อเครื่องบินแตะเกาสง
ความจริงผมอยากเริ่มต้นบันทึกท่องเที่ยวด้วยประโยคด้านบน แต่ถ้าเขียนแบบนั้นก็เข้าข่ายหลอกลวงผู้อ่าน เพราะทันทีที่ล้อเครื่องบินแตะสนามบินเถาหยวน ผมนั่งรถบัสไปเที่ยวหลายเมือง ไล่มาตั้งแต่ฮวาเหลียน ไถตง จนสองวันสุดท้ายถึงมาอยู่ที่เกาสง
ประโยคเปิดที่แท้จริงของทริปสองวันในเกาสงเริ่มต้นด้านล่าง
ทันทีที่ล้อรถบัสวิ่งเข้าสู่เขตเมืองเกาสง ผมพบว่าเมืองที่เขาว่าเป็นอันดับสองแทบไม่มีอะไรแตกต่างจากเมืองอันดับหนึ่งอย่างไทเปเลย ตึกสูงเรียงติดกัน รถไฟฟ้า ร้านอาหารมากสัญชาติ โรงเรียนไฮสกูล ไฟเขียวแดงถี่ สตรีตอาร์ตเท่ๆ และสภาพอากาศที่แปรปรวนเหมือนเด็กเอาแต่ใจ


นั่นคือความเหมือนที่ผมมองเห็นด้วยตา ส่วนความต่าง ผมว่าเราไม่สามารถมองเห็นมันด้วยสองตาของเราเพียงอย่างเดียว
ย่านสำคัญ รถไฟฟ้า ตลาดนัดกลางคืน หรือแม้แต่สวนสาธารณะ อาจสร้างให้เหมือนกันที่ไหนก็ได้ในโลก แต่สิ่งที่ไม่มีวันซ้ำและเลียนแบบกันได้คือ ประวัติศาสตร์ ความเป็นมา และเรื่องราวของความทรงจำที่แฝงฝังอยู่ในสถานที่เหล่านี้ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเกาสงถึงไม่เหมือนไทเป และไม่เหมือนที่ใดในโลก
คนแปลกหน้า แปลกภาษาอย่างผม ไม่มีทางรู้เลยว่าสถานที่ที่กำลังยืนถ่ายรูปอยู่นั้น มีประวัติศาสตร์และความเป็นมาอย่างไร โชคดีที่ยุคสมัยนี้มีเทคโนโลยีที่เก็บเรื่องราวในอดีตไว้เป็นอย่างดี
ทริปสองวันในเกาสง ผมจะพาผู้อ่านไปสำรวจเมืองแห่งนี้ผ่านรถไฟ – ขนส่งสาธารณะที่คนเกาสงไม่รัก, Pier 2 Art Center ย่านของคนเท่ๆ ที่ปรับปรุงจากโกดังเก่า, ตลาดนัดกลางคืนอายุ 60 ปี, สวนสาธารณะมากความทรงจำ และสถานี Central Park จุดเริ่มต้นเดินขบวน Kaohsiung Pride ของผู้มีรักสีรุ้ง
รถไฟรางเบาทำให้ถนนเบาบาง
“จากไถตงถึงเกาสง ใช้เวลาเดินทางประมาณสามชั่วโมง พวกคุณนอนหลับไปได้เลย เดี๋ยวถึงแล้วฉันจะปลุก” เชอร์รี่ ไกด์สาวแว่นชาวไต้หวันประกาศออกไมค์ด้วยน้ำเสียงคนตื่นเช้า เพื่อนร่วมทริปหลายสิบชีวิตรวมถึงผม ทำตามคำสั่งแต่โดยดี
เกาสงเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางใต้ มีประชากรราว 2.7 ล้านคน มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากไทเป ทันทีที่รถบัสวิ่งมาถึงเกาสง ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนเลยก็คือบรรยากาศ เกาสงมีครบทุกอย่างที่เมืองใหญ่มี ไม่ว่าจะเป็นตึกสูงบดบังวิวท้องฟ้า แท็กซี่มากคัน ไฟเขียวแดงบ่อยครั้ง โรงเรียนไฮสกูล ร้านอาหารมากสัญชาติ รถไฟ – บนดินและใต้ดิน
ดูบรรยากาศไม่แตกต่างจากกรุงเทพฯ เลย เว้นไว้หนึ่งเรื่องคือความวุ่นวายบนท้องถนน กรุงเทพฯ ชนะเกาสงขาดลอย



ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยง ทั้งที่ห้านาทีก่อนแดดยังร้อนผ่าว ไม่นานสายฝนก็ตกลงมาขนานใหญ่ แล้วเกาสงตกอยู่ในห้วงอึมครึม และอีกสักพักอากาศก็จะร้อน ก็จะฝนตก วนไปแบบนี้ทั้งวัน คนไต้หวันที่ชินแล้วจึงพกร่มและเสื้อกันฝนติดตัวไว้ตลอดเวลา
จุดหมายแรกในวันนี้ คืออุโมงค์โทโทโร่ หรือ Totoro Tunnel
รอบรางรถไฟมีต้นไม้ร่มรื่นปลูกเรียงรายไว้ทำให้มองดูเหมือนฉากอุโมงค์ต้นไม้จากแอนิเมชันเรื่อง My Neighbor Totoro ของ Studio Ghibli ผมไม่แน่ใจว่าผู้โดยสารจะรู้สึกเหมือนได้ลอดอุโมงค์จริงๆ ไหม แต่ที่มั่นใจคือพวกเขาคงสบายตาและสบายใจ


เกาสงมีรถไฟวิ่งให้บริการสองประเภท คือรถไฟใต้ดินและรถไฟรางเบา
รถไฟใต้ดินเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2008 โดยวิ่งตัดกันเป็นรูปกากบาท สายสีแดงวิ่งจากเหนือ – ใต้ สายสีส้มวิ่งจากตะวันออก – ตะวันตก มาตัดกันที่สถานี Formosa Boulevard Station สายสีแดงระยะทางรวม 28.3 กิโลเมตร สายสีส้มระยะทางรวม 14.4 กิโลเมตร
ส่วนรถไฟรางเบาเริ่มสร้างเฟสแรกในปี 2015 โดยทยอยเปิดทีละช่วง จนเปิดเดินรถวนครบ 38 สถานีในปี 2024 ระยะทางรวม 22.1 กิโลเมตร
สิ่งที่ทำให้รถไฟรางเบาแตกต่างจากรถไฟใต้ดิน คือรถไฟรางเบาวางแนวเป็นรูปวงแหวนรอบเมือง คอยวิ่งรับส่งคนรอบนอก และวิ่งให้บริการอยู่บนดินในระนาบเดียวกับถนน ดังนั้นถ้าขึ้นรถไฟรางเบา เราก็จะได้เห็นวิวเมืองเกาสงแบบเต็มตา
ผมยืนอยู่แค่ริมราง จึงทำได้เพียงมองวิวรถไฟวิ่งผ่านไป จากจุดที่ผมยืนก็เห็นวิวที่สวยมากแล้ว พอมาคิดๆ ดูก็น่าเสียดายที่ไม่ได้ขึ้นรถไฟ เพื่อดูว่าวิวเมืองเกาสงในมุมอื่นสวยแค่ไหน และผมจะชอบวิวไหนมากที่สุดบนเส้นทางที่รถไฟวิ่งผ่าน
อุโมงค์โทโทโร่มีระยะทางสั้นๆ เพียง 500 เมตร วิ่งรับส่งคนระหว่างสถานี Neiwei Arts Center ถึง Kaohsiung Museum of Fine Arts ในหนึ่งขบวนมีห้าตู้ โดยใช้รถไฟหลักๆ สองรุ่นคือ CAF Urbos 3 และ Alstom Citadis 305 (รุ่นนี้วิ่งผ่านอุโมงค์โทโทโร่) จุผู้โดยสารได้ 250 คนต่อขบวน
ผมสงสัยว่าระหว่างรถไฟรางเบากับรถไฟใต้ดิน คนเกาสงเลือกนั่งอะไรมากกว่ากัน เพราะเท่าที่ดูจากตาเนื้อก็น่าจะสะดวกสบายทั้งคู่ และระยะเวลาที่ใช้เดินทางก็คงพอๆ กัน
ถ้าเปรียบเทียบกับกรุงเทพฯ แม้มี BTS และ MRT ที่สะดวกสบาย แต่ก็เห็นอยู่ว่าถนนมีรถแน่นทุกวัน ผมก็เลยอยากรู้ว่าเกาสงเป็นเหมือนกันไหม คนที่นี่โปรดปรานรถไฟประเภทไหนมากกว่ากัน จำนวนผู้โดยสารในแต่ละวันน่าจะพอบอกได้
รถไฟรางเบามีผู้โดยสารเฉลี่ย 40,000 คนต่อวัน ในขณะที่รถไฟใต้ดินแบกผู้โดยสารมากถึง 190,000 คนต่อวัน คนเกาสงคงชอบดำดินมากกว่ามองวิว ผมสรุปแบบนี้จะด่วนสรุปไปไหม
ผมพูดถึงความแตกต่างของรถไฟทั้งสองประเภทไปแล้ว ดังนั้นควรจะพูดถึงสิ่งที่มีเหมือนกันด้วย นั่นคือรถไฟทั้งสองประเภทได้รับการดูแลและบริหารการเดินรถโดย Kaohsiung Rapid Transit Corporation
ข้อดีของการบริหารขนส่งสาธารณะโดยบริษัทเดียวกันคือ หนึ่ง ใช้บัตรประเภทเดียวกันแตะเดินทางได้ทั้งระบบ (EasyCard, iPASS, icash 2.0, บัตรเครดิต หรือ QR Code) สอง มีศูนย์ควบคุม ตารางเวลาการเดินรถ ข้อมูลแอปพลิเคชัน และระบบความปลอดภัยที่ซิงก์กันระหว่างสถานีเปลี่ยนสายของ MRT และ LRT
ระหว่างที่กำลังเดินดูรถไฟรางเบาวิ่งผ่านไปผ่านมา ผมมองไปยังถนนที่อยู่เลยออกไป ประเมินด้วยสายตาคร่าวๆ ถนนที่นี่กว้างใหญ่พอสมควร ถ้าเทียบกับเมืองไทย และที่น่าแปลกใจคือมีรถผ่านไปผ่านมาตลอดเวลา แทบไม่มีช่วงถนนเงียบ


ว่ากันตามหลักเหตุผลแล้ว บ้านเมืองไหนมีระบบขนส่งสาธารณะที่ดี เชื่อมต่อถึงกันแบบไร้รอยต่อ ค่าโดยสารไม่สูงจนเป็นภาระ บรรยากาศบนท้องถนนมันต้องเงียบและดูมินิมอลมากกว่านี้ไม่ใช่หรือ อะไรทำให้คนไต้หวันยังเดินทางด้วยรถส่วนตัวกันอยู่
คงเดาได้ว่าวันหนึ่งอาจมีคนสงสัย กระทรวงคมนาคมไต้หวันระบุว่า เกาสงมีรถยนต์รวมกันประมาณ 940,000 คัน ยิ่งถ้าหากนับรวมรถจักรยานยนต์และสกูตเตอร์ด้วย จะมียานพาหนะรวมในเมืองสูงถึง 3 ล้านคัน มากเป็นอันดับสองรองจากนิวไทเป และมากกว่าที่ผมจินตนาการไว้ซะอีก
หากถอยออกมามองในระดับผังเมือง ข้อดีของการใช้รถส่วนตัวมีเยอะกว่าในกรณีของเกาสง
หลังผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่สอง เกาสงถูกวางผังเมืองใหม่ทั้งหมด โดยออกแบบเป็นบล็อก สร้างถนนสายหลักกว้าง 8 – 10 เลน แทบทุกสายมีเลนสำหรับมอเตอร์ไซค์และสกูตเตอร์ ทำให้ขับขี่ปลอดภัย ไม่ต้องแทรก ไม่ต้องเบียด และมีซอยที่ทะลุถึงกันหมด
มิน่า แม้จะมีระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวกสบายอย่างรถไฟ ก็ยังซื้อใจคนเกาสงส่วนมากไม่ได้ เพราะผังเมืองมันเอื้อให้ขับขี่รถส่วนตัวได้อย่างปลอดภัยและสบายใจนี่เอง
ผมได้ยินมาว่ารัฐบาลท้องถิ่นไม่พึงพอใจกับสถานการณ์นี้สักเท่าไหร่ หลายปีมานี้พวกเขามีเป้าหมายชัดเจน คือต้องการให้คนหันมาใช้รถไฟแทนการใช้รถส่วนตัว จึงผุดสารพัดนโยบายดีๆ ออกมามากมาย


ไม่ว่าจะเป็น YouBike 2.0 ที่สามารถใช้จักรยานสาธารณะในทุกสถานี MRT และ LRT พร้อมโปรโมชัน ฟรี 30 นาทีแรก, รวมการจ่ายเงินและการวางแผนการเดินทางทุกโหมด (MRT, LRT, Bus, Ferry, YouBike) ไว้ในบัตรและแอปพลิเคชันเดียว ไม่ต้องซื้อตั๋วแยกย่อย, เปิดให้ประชาชนขึ้นรถเมล์และรถไฟรางเบาฟรีในช่วงเวลาเร่งด่วน เพื่อลดปริมาณไอเสียจากการขับขี่มอเตอร์ไซค์บนท้องถนน ฯลฯ
ด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่เชื่อมต่อถึงกันอย่างแนบเนียนเช่นนี้ คุณจะยังใช้รถส่วนตัวอยู่ไหม
ถ้าเป็นผม – ผู้มาจากเมืองที่รถติดที่สุดในโลก คงเลือกซื้อตั๋วขึ้นรถไฟรางเบา อย่างน้อยก็น่าจะช่วยให้รถบนถนนเบาบาง
คนวินเทจ
นั่งรถบัสดูเมืองเกาสงมาตั้งแต่เช้า ระหว่างมุ่งหน้าสู่จุดหมายถัดไป ผมปล่อยให้เมืองเป็นฝ่ายดูผมบ้าง
จากอุโมงค์โทโทโร่ ใช้เวลาเดินทางราว 15 นาทีก็ถึง Pier 2 Art Center หนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของเกาสง ถ้าใครอยากเดินทางด้วยรถไฟ จากอุโมงค์โทโทโร่สามารถขึ้นรถไฟ LRT ที่สถานี Neiwei Arts Center แล้วนั่งมาลงที่สถานี Dayi Pier 2 ก็เป็นอันถึงที่หมายเหมือนกัน



Pier 2 Art Center เป็นสถานที่ที่มองด้วยตาเปล่าก็สัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวา ให้นึกถึงภาพย่านที่มีโกดังเก่าเรียงรายกระจายอยู่เลียบแม่น้ำแห่งความรัก หรือ Love River คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นที่เข้ามาใช้จ่ายวันเวลาดีๆ ไปกับสถานที่แห่งนี้
ย้อนไปในช่วง 1970 เกาสงได้ชื่อว่าเป็นเมืองท่าอุตสาหกรรมหนักและศูนย์กลางการส่งออกที่สำคัญที่สุดของไต้หวัน มีแม่น้ำแห่งความรักเป็นเส้นทางคมนาคมหลัก คอยลำเลียงสินค้านำเข้า – ส่งออก โกดัง Pier-2 จึงถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลานั้น
คำว่า Pier 2 มาจากภาษาจีนว่า โป๋เอ้อร์ หรือ ปั๋วเอ้อร์ คำว่า โป๋ หมายถึงท่าเทียบเรือสำหรับถ่ายลำสินค้า ส่วนเลข 2 มาจากตำแหน่งที่ตั้งของโกดังประจำท่าเทียบเรือหมายเลข 2

สงสัยเหมือนผมไหมว่าเขาสร้างโกดังไว้เก็บอะไร
โกดังเหล่านี้มีไว้เพื่อเก็บสินค้าเกษตรและอุปโภคหลักของผู้คนในเมือง เช่น ปลาป่น ปุ๋ยเคมี และที่เป็นส่วนใหญ่คือ น้ำตาลทราย เดิมนั้นโกดังเหล่านี้อยู่ภายใต้การดูแลของ Taiwan Sugar Corporation (TSC) รัฐวิสาหกิจไต้หวัน เพราะน้ำตาลทรายจากภาคใต้ (ไถหนาน เกาสง ผิงตง) จะถูกลำเลียงทางรถไฟมาพักไว้ที่โกดัง เพื่อรอส่งออกไปยังญี่ปุ่นและอเมริกา
แต่ภายหลัง โครงสร้างเศรษฐกิจเกาสงเกิดการเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลและเอกชนเริ่มนำระบบตู้คอนเทนเนอร์มาใช้กันอย่างแพร่หลาย ทำให้โกดังเก่าริมแม่น้ำเหล่านี้หมดหน้าที่ และถูกทิ้งร้างไปนานเกือบ 30 ปี
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2000 เมืองเกาสงได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จุดพลุเฉลิมฉลองวันชาติไต้หวัน (วันที่ 10 ตุลาคมของทุกปี หรือ Double Tenth Day) บรรดาศิลปินและนักพัฒนาจึงตระเวนหาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการจุดพลุ จนบังเอิญไปเจอโกดังเก่าร้างริมน้ำแห่งนี้ หนึ่งปีถัดมาพวกเขาร่วมกันก่อตั้ง Pier 2 Art Development Association โดยมีเป้าหมายคือ เปลี่ยนโกดังร้างเป็นพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์
และในปี 2006 สำนักกิจการวัฒนธรรมเมืองเกาสงเข้ามารับช่วงบริหารจัดการอย่างเป็นทางการและจัดสรรงบประมาณลงมาพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ โดยจัดสรรเป็นสามโซนหลัก ได้แก่
Dayong Warehouse : โซนโกดังดั้งเดิม ศูนย์รวมแกลเลอรี นิทรรศการหลัก และโรงภาพยนตร์ศิลปะ
Penglai Warehouse : โซนเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟเก่า มีสนามหญ้ากว้าง ขบวนรถไฟจิ๋วฮามาเซ็น และพื้นที่จัดกิจกรรม
Dayi Warehouse : โซนสตูดีโอศิลปิน งานคราฟต์ ร้านหนังสือ ร้านกาแฟ และงานดิไซน์

แม้ผมจะบอกว่า Pier-2 Art Center ได้รับงบประมาณจากรัฐบาล แต่ก็ใช่ว่าจะแบมือรอขอเงินเพียงอย่างเดียว สถานที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นแลนมาร์กแห่งสำคัญ ควรมีวิธีสร้างรายได้ด้วยตัวเอง เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการบริหารจัดการในระยะยาว
รายได้หลักของที่นี่มาจากสามทาง
หนึ่ง ให้เช่าโกดังแก่ผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นร้านหนังสือ โรงภาพยนตร์ คาเฟ่ บาร์ ร้านอาหาร ร้านค้างานดิไซน์ ฯลฯ
สอง รายได้จากการจัดนิทรรศการหมุนเวียน เทศกาลดนตรี รวมถึงค่าบริการ Hamasen Museum
สาม การปล่อยเช่าพื้นที่โกดังเปล่าให้เอกชนจัดแสดงสินค้า หรือใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ / โฆษณา
ด้วยเวลาอันจำกัด ผมไม่สามารถเดินได้ครบทุกโซน และสารภาพตามตรงว่าขาทั้งสองข้างของผมออกลูกงอแง ไม่ยอมก้าวย่างไกลๆ อีกแล้ว ผมจึงเดินเล่นอยู่แถวๆ Dayi Warehouse จุดนี้มีคนถ่ายรูปมากเป็นพิเศษ อาจเพราะมีแลนด์มาร์กสำคัญอย่าง ถนนสีรุ้ง ขนาด 18 x 20 เมตร และมีคำว่า KAOHSIUNG สลักบนพื้น

ในปี 2020 เมืองเกาสงวางแผนจัดงาน Kaohsiung Pride ครั้งที่ 11 เพื่อขับเคลื่อนสิทธิและความเท่าเทียมของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ จึงสร้างถนนสีรุ้ง เพื่อใช้เป็นจุดรวมตัว และปล่อยขบวนพาเหรดออกสู่ถนนสายอื่นๆ ในเมือง แล้วในที่สุด ถนนสีรุ้งแห่งนี้ก็สร้างเสร็จและเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2020 ก่อนหน้าวันเดินขบวน Kaohsiung Pride ครั้งที่ 11 เพียง 2 สัปดาห์
ผมชอบที่เมืองแห่งนี้ให้คุณค่ากับความหลากหลายของผู้คน และเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ส่งเสียงของตัวเอง
ตอนนี้แดดไม่ร้อนเท่าตอนบ่ายแล้ว ยังมีคนมาที่นี่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผมเห็นพวกเขากิน หัวเราะ หยอกล้อ โพสต์ท่าถ่ายรูป แม่เดินกับลูก คู่รักแวะเข้าโกดังนั้นทีโกดังนี้ที สายตาผมเห็นรอยยิ้มมากมาย
ผมว่าถึงที่สุดแล้ว คนไต้หวันไม่ได้แตกต่างอะไรจากคนไทย ในความวุ่นวายของชีวิตประจำวัน พวกเขาแค่ต้องการพื้นที่ดีๆ ในเมืองเพื่อเข้ามาใช้เวลากับคนรัก กิน ดื่ม เที่ยว หัวเราะ ใช้จ่าย ค้นหาตัวเอง และมีความสุข เราเองก็ต้องการพื้นที่แบบนั้นเหมือนกันไม่ใช่หรอกหรือ

ทีแรกผมอยากปิดจบด้วยการบอกว่าคนไต้หวันเป็นคนวินเทจ โดยคิดแค่ว่าพวกเขานำโกดังเก่ามาสร้างสรรค์ใหม่จนพลิกโฉมให้ย่านนี้กลับมาคึกคัก แต่พอคิดถึงวิธีคิดในการสร้างถนนสีรุ้ง นิยามคำว่าวินเทจมันยิ่งลึกซึ้งขึ้นไปอีก
คนวินเทจอาจหมายถึงคนที่ไม่ทิ้งขว้างอดีต รากเหง้า และให้คุณค่าในสิ่งที่คนในบางยุคสมัยอาจเคยมองข้าม ถ้ายึดความหมายนั้น ผมว่าคนไต้หวันก็เป็นพันธุ์วินเทจไปไม่น้อยกว่าใครเลย
นัดที่ตลาดนัด
ดูเหมือนว่าเมื่อพระอาทิตย์ตอกบัตรเลิกงานไป เมืองเกาสงจะยิ่งสวยมากขึ้นในสายตาของผม
หลังจากแวะไปชาร์จแบตมือถือที่โรงแรม ก็ถึงเวลาที่ต้องแบกกล้องไปทำตามแผนที่วางไว้ คือตระเวนถ่ายรูปและสัมภาษณ์ร้านหนังสืออิสระในเกาสงทั้งหมดสามร้าน ได้แก่ No.10 Bookstore, TakaoBooks และ Everyman Bookstore วาดหวังไว้ว่าจะนำเรื่องราวของพวกเขามาเรียงร้อยให้ผู้อ่านได้สัมผัสในช่วงงานหนังสือเดือนตุลาคมนี้
ผมกำลังบอกลา แดเนียล เจ้าของ No.10 Bookstore ร้านหนังสือที่จำหน่ายนิตยสารสำหรับ LGBTQ+ และ Photobook หนุ่มหุ่นล่ำ รวมถึงสินค้าสำหรับใช้มีเพศสัมพันธ์ เช่น ดิลโด เจลหล่อลื่น ถุงยางอนามัยแจกฟรี รวมถึงเครื่องแต่งกาย เช่น กางเกงใน แก้วแหวนกำไล หรือธงสีรุ้งก็มีวางขาย
นาฬิกากระซิบบอกผมว่านี่เพิ่งจะสามทุ่มเท่านั้น ยังพอมีเวลาให้ผมเดินสำรวจเกาสงได้อีกสัก 1 สถานที่ แล้วผมก็คิดถึงตลาดนัดกลางคืน สารภาพตามตรง ผมคิดง่ายๆ แค่ว่าที่นั่นคงมีชานมไข่มุกขาย ตั้งแต่มาไต้หวันยังไม่มีชานมไข่มุกไหลลงท้องผมเลยสักมิลลิลิตร และตอนนี้ผมก็กำลังหิวมากด้วย
ผมเลยถามเขาว่า “แดเนียล แถวนี้มีตลาดนัดกลางคืนไหมครับ ผมอยากไปหาอะไรกินสักหน่อย”
“มีแน่นอน Liuhe Night Market จากร้านผมคุณเดินไปสิบนาทีก็ถึง” แดเนียลตอบทันที
จากร้าน No.10 Book Store กูเกิลแมปแนะนำให้ผมเดินเลียบถนน Zhongshan 1st Road ลงมาทางทิศใต้ แล้วเลี้ยวเข้าถนน Liuhe 2nd Road ระยะทางประมาณ 800 เมตร ใช้เวลาประมาณ 11 นาที จะว่านานก็นาน แต่ผมไม่ได้รีบไปไหน เลยไม่รู้จะเรียก Uber ให้เปลืองเงินทำไม ก็เลยกระชับกล้องแล้วออกเดินพร้อมกับเปิดเพลงฝนตกที่หน้าต่าง ของเสก โลโซ ฟังพลางชมวิวเมืองเกาสงยามค่ำคืน

ผมพาตัวเองมาถึง Liuhe Night Market ในเวลาสามทุ่มกว่าๆ ผู้คนเดินทางเข้าสู่ตรอกนี้ไม่ขาดสาย แสงไฟนีออนเรื่อเรืองอยู่บนป้ายร้านค้าทุกร้าน เสียงจอแจในภาษาที่ไม่คุ้นหู ผมพบว่าในบรรดาสถานที่ทั้งหมดจากทริปไต้หวันห้าวัน ที่นี่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนอยู่เมืองไทยมากที่สุด
สายตาผมมองหาแต่ร้านชานมไข่มุก แล้วก็เจอร้านหนึ่ง ความพิเศษของร้านนี้คือคิวน้อย เนื่องจากหน้าร้านมีป้ายโปรโมชันตั้งอยู่ พร้อมกับรูปชานมไข่มุก ความที่ผมเป็นคนลิ้นใบ้เมื่ออยู่ที่นี่ จึงชี้ไปที่รูปชานมไข่มุกแสดงท่าทางให้คุณเจ้าของร้านเข้าใจว่า
เอาอันนี้ๆ
แล้วผมก็ได้ชานมไข่มุกแก้วแรกของทริปมาลิ้มลองในราคา 60 ไต้หวันดอลลาร์ ผมอยากจะพูดไว้ตรงนี้ว่าชานมไข่มุกตำรับไต้หวันรสชาติไม่หนีจากไทยมาก แต่ปริมาณนี่สิ เอาไปแบ่งขายในไทยได้ 2 แก้วล่ะมั้ง

ผมให้เวลาสองขาได้พัก คือค่อยๆ เดินแบบไม่รีบไม่เร่ง ผมเห็นร้านหนึ่งมีคนมุงมากเป็นพิเศษ ผมพอจะเดาได้ว่าร้านนี้เป็นร้านขายน้ำ แต่ป้ายเหนือร้านมีแต่ภาษาที่ผมไม่คุ้น ภาษาสากลอย่างภาพแทบไม่มี ผมสงสัยว่าอะไรทำให้ร้านนี้ดึงดูดคนได้มากกว่าร้านอื่นๆ
ต้องเป็นของดีที่นี่แน่ๆ ผมคิดอยู่ในใจ
เมื่อเปิดมือถือเซิร์ชดูเดี๋ยวนั้นก็พบว่า ตรงหน้าผมคือ Zheng Old Brand Papaya Milk ร้านเครื่องดื่มที่เปิดขายมานานกว่า 60 ปี มีเมนูเด่นคือ นมสดมะละกอปั่น ดังขนาดดารายันประธานาธิบดียังแวะมาฝากท้อง มันก็น่าลองชิมอยู่หรอก แต่โดยส่วนตัวผมไม่ชอบรออะไรนานๆ ก็เลยผละตัวเองออกมาและเดินสำรวจตลาดนัดแห่งนี้ต่อไป



ผมพบว่าที่นี่มีร้านรวงมากมายเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นปิ้งย่างเตาถ่าน เนื้อย่าง ไส้ย่าง หมาล่า ผลไม้สด ไปจนถึงร้านขายโมเดล ร้านเกม ร้านขายของเล่น ร้านปาลูกโป่ง ร้านนวด กระทั่งโรงแรม ก็มีครบอยู่ในซอยนี้
ระหว่างสายตามองดูบรรยากาศรอบตัวและปากก็ดูดชานมไข่มุกไปด้วย ผมก็สงสัยว่าอะไรทำให้ตลาดสายสั้นๆ มีพลังดึงดูดคนได้ขนาดนี้
พื้นที่ตรงนี้เคยมีชื่อว่า ตลาดต้ากั่งปู่ ราวทศวรรษ 1940s หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ความที่เกาสงเป็นเมืองท่าที่ขนส่งสินค้าทางรถไฟ ทำให้พื้นที่ละแวกนี้มากไปด้วยคนใช้แรงงานที่ต้องการอาหารอิ่มท้อง ราคาประหยัด และกินได้รวดเร็ว หาบเร่แผงลอยจึงนิยมกันมาตั้งร้านขายกันตรงนี้
จุดเปลี่ยนสำคัญคือ ยุค 1980s เกาสงเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเป็นเมืองท่าสำคัญ ทำให้ภายหลังมีการตั้งชื่อถนนอย่างเป็นทางการ ตลาดแห่งนี้จึงเปลี่ยนชื่อตามถนน Liuhe 2nd Road เป็น Liuhe Night Market กระทั่งเมืองเกาสงประกาศปิดถนนเพื่อทำเป็น walking street ในช่วงเวลาหกโมงเย็นเป็นต้นไป
ตลาดนัดกลางคืนแห่งนี้มีผู้แวะเวียนมามากถึง 20,000 คนในวันธรรมดา 30,000 – 50,000 คนในช่วงวันหยุด และอาจพุ่งสูงถึง 80,000 คนในช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น ตรุษจีน ปีใหม่ ฯลฯ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการเดินทางที่สะดวกสบาย แค่ขึ้นรถไฟใต้ดินแล้วมาลงที่สถานี Formosa Boulevard Station เดินขึ้นมาก็ถึงตลาดนัดทันที
ภาพที่ผมไม่มีโอกาสได้เห็น คือตลอดทั้งวันซอยนี้เป็นเพียงทางผ่าน ไร้วี่แววตลาดนัดกลางคืนมากมายแสงสีแบบตอนนี้



อีกไม่กี่นาทีจะห้าทุ่มแล้ว ตลาดนัดแห่งนี้ยังมีผู้คนตบเท้าเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ผมก้มมองชานมในมือปริมาณลดไปยังไม่ถึงครึ่งแก้ว ทั้งที่มั่นใจว่าเดินๆ ดูดๆ เอาตายเหมือนกัน และผมรู้สึกได้เลยว่าชานมตำรับไต้หวันได้กระจายกำลังเต็มกระเพาะผมแล้ว
คงเป็นเพราะท้องอิ่ม ผมจึงไม่ต้องการอะไรอีก ของดีร้านเด็ดพลาดแล้วก็พลาดไป วันหน้ามีโอกาสค่อยมาใหม่ก็ได้
โรงแรมที่ผมพักอยู่ใกล้กับที่นี่มาก ผมจึงเลือกเดินกลับแทนที่จะเรียก Uber ระหว่างเดินไปยังสุดตรอกตลาดนัด ผมนึกไปถึงเพื่อนสมัยมัธยม ไม่นานมานี้เราเพิ่งนัดกันว่าจะไปหาอะไรอร่อยๆ กินที่ถนนบรรทัดทอง แต่ผมก็ (หลอกตัวเองว่า) ไม่ว่างทุกครั้งไป
ไม่ถึงกับสัญญาอะไรจริงจัง แค่คาดหวังว่ากลับไทยไปรอบนี้ ผมจะเป็นฝ่ายนัดเพื่อนมัธยมไปเดินเที่ยวตลาดนัดกลางคืนดูบ้าง แล้วเดี๋ยวจะเล่าเรื่องตลาดนัดแห่งนี้ให้เพื่อนฟังด้วย
ผมจะไม่ผิดนัดที่ตลาดนัดอีก
หรือว่าผมไม่ควรคาดหวัง
สิ่งที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา
ถ้าเรารู้ประวัติศาสตร์และความเป็นมา สายตาและความรู้สึกที่เรามีต่อสถานที่ต่างๆ จะเปลี่ยนไปไหม
เช้าวันนี้มีฝนโปรยลงมาเย็นชุ่มฉ่ำ วันนี้เป็นวันสุดท้ายของผมบนแผ่นดินไต้หวัน ผมมีนัดกับสนามบินตอนห้าโมงเย็น เชอร์รี่ไกด์ประจำทริปของเราบอกตั้งแต่เมื่อวานว่าแพลนเดียวของวันนี้คือไปซื้อของฝากที่ SKM Park Outlets ตอน 2 โมง
มีเวลาว่างเหลือเฟือในช่วงเช้า ผมจึงพาตัวเองออกไปเดินสำรวจเกาสงตั้งแต่ไอน้ำยังไม่จางจากกระจกโรงแรม ความตั้งใจเดียวของผมคือ อยากทำสิ่งที่ยังไม่ได้ทำในทริปนี้ ซึ่งก็คือขึ้นรถไฟ
ผมชอบขึ้นรถไฟในทุกประเทศที่ไป ผมอยากรู้ว่าเขาคิดค่าเดินทางเท่าไหร่ รถไฟมาตรงเวลาไหม คนแย่งกันขึ้นหรือไม่ ผมว่าเรื่องพวกนี้พอจะบอกได้ว่าคนไต้หวันมีชีวิตที่ดีไหม

เปิดกูเกิลแมปดูพบว่า Central Park คือสถานีที่ใกล้ที่สุด ซึ่งเป็นรถไฟใต้ดิน
อากาศที่เย็นสบายทำให้ผมเดินเลียบถนน Jhong 3rd ไปแบบไม่รีบเร่ง จากนั้นเดินข้ามถนน Minsheng 2nd แล้วเลี้ยวตัดเข้า Kaohsiung Central Park สวนสาธารณะใจกลางเมือง ความที่สถานี Central Park อยู่อีกฟากฝั่งของสวน ผมจึงขอแวะนั่งดื่มด่ำบรรยากาศในสวนสักหน่อย

หลังจากสอบถามผู้เชี่ยวชาญนามว่ากูเกิล ผมพบข้อมูลน่าสนใจหลายเรื่อง หนึ่งในเรื่องที่ผมประทับใจเป็นพิเศษ คือสวนแห่งนี้เคยเป็นสนามกีฬามาก่อน ชื่อที่คนท้องถิ่นรู้จักกันคือ Zhongchan Stadium หรือ สนามกีฬาจงชาน หลังจากก่อสร้างเสร็จในปี 1960 สนามกีฬาจงชานก็ได้กลายเป็นศูนย์กลางของคนที่นี่ แต่ท้ายที่สุดก็ถูกรื้อทิ้งในปี 2003
สนามกีฬาจงชานถูกรื้อด้วยสองเหตุผล
หนึ่ง โครงสร้างของสนามกีฬาเริ่มชำรุดและไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยของกีฬาสมัยใหม่ ในปี 1986 เมืองเกาสงจึงสร้างสนามกีฬาจงเจิ้งขึ้นมา ว่ากันว่าจุผู้ชมได้ถึง 30,000 คน คิดดูสิว่าในปี 1996 ราชาเพลงป็อปอย่าง ไมเคิล แจ็กสัน ยังมาขึ้นแสดงคอนเสิร์ต HIStory World Tour ที่นี่
สอง เส้นทางและตำแหน่งสถานี Central Park วิ่งผ่านและต้องสร้างตรงนี้พอดี การขุดเจาะใต้ดินเพื่อสร้างสถานีจึงจำเป็นต้องเคลียร์สิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ด้านบน เพื่อความปลอดภัย
พอมีพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก 80 ไร่ เมืองเกาสงเห็นว่าควรสร้างสวนสาธารณะใจกลางเมือง เพื่อปรับโครงสร้างจากเมืองอุตสาหกรรมไปเป็นเมืองที่มีอากาศสะอาดและมีระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์ให้กับสิ่งมีชีวิต และในปี 2006 Kaohsiung Central Park ก็ตัดริบบิ้นเปิดอย่างเป็นทางการ
สถานที่แห่งนี้จะมีความหมายกับเด็กในเกาสงยุคนั้น (ที่ตอนนี้น่าจะเป็นคุณปู่คุณย่า) มากแค่ไหนกันนะ
แล้วถ้าเด็กไต้หวันยุคนี้รู้ว่าสถานที่ที่พวกเขาเข้ามานั่งอ่านหนังสือ เดินเล่น หรือใช้เป็นทางผ่านเพื่อไปขึ้นรถไฟใต้ดิน เคยมีสนามฟุตบอล เคยมีลู่วิ่ง เคยมีคนสมหวัง เคยมีคนผิดหวัง และมีความทรงจำของคนหลายต่อหลายรุ่นแฝงฝังอยู่ พวกเขาจะมองสวนสาธารณะแห่งนี้เปลี่ยนไปไหม
ซึ่งสำหรับผม มันเปลี่ยน
รุ้งสีเทา
ผมเดินเลาะสวนมาเรื่อยๆ กระทั่งมาโผล่อยู่หน้าสถานี Central Park ผมพบว่าสถานีรถไฟใต้ดินของที่นี่กับเมืองไทยต่างกันลิบลับ คือคนไม่เยอะอย่างที่คิด ไม่มีแข่งกันเดิน ไม่มีเบียดเสียด และสิ่งที่แตกต่างกันมากคือวิธีคิดในการออกแบบ


สถานีแห่งนี้เปิดใช้งานครั้งแรกในปี 2008 จากฝีมือการออกแบบของ ริชาร์ด รอเจอส์ สถาปนิกระดับตำนานชาวอังกฤษ เขาออกแบบที่นี่ด้วยแนวคิดที่ว่าขนส่งมวลชนไม่ควรเป็นแค่ทางผ่าน แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่เป็นมิตรกับมนุษย์มากที่สุด
พูดให้เห็นภาพ คือสถานีรถไฟใต้ดินส่วนใหญ่มักจะมืด ทำให้สับสนทิศทาง และตัดขาดจากโลกภายนอกไปเลย แต่สถานี Central Park จะต้อนรับเราด้วยโถงขนาดใหญ่ ที่ทั้งโปร่งและโล่ง ถ้าคนเข้าได้ แสงแดด สายลม หรือแม้แต่ฝนก็เข้ามาได้ มีบันไดเลื่อนตรงกลาง ขนาบซ้ายขวามีพืชพรรณปลูกเรียงรายไว้
ผมว่าสภาพแวดล้อมที่อึดอัดส่งผลต่ออารมณ์ยามเช้าของมนุษย์ทำงานไม่มากก็น้อย และเดาว่าบริษัทคงไม่ต้องกุมขมับกับค่าไฟในช่วงสิ้นเดือน เพราะมีแสงธรรมชาติจากพระอาทิตย์ใช้ฟรีตลอดทั้งวัน
สถานี Central Park ไม่ได้เป็นแค่สถานที่รองรับการเดินทางของผู้คนในเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เรียกร้องของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในเมืองเกาสงด้วย
คนส่วนใหญ่รู้ความจริงข้อนี้ดี ว่าไต้หวันเป็นชาติแรกในเอเชียที่ผ่านกฎหมายรับรองการแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกันอย่างเป็นทางการในปี 2019 ผมจำได้ว่าตอนนั้นไต้หวันถูกตีข่าวไปทั่วโลก คล้ายว่านี่คือ movement ของชาว LGBTQ+ ที่ก้าวหน้ามากที่สุดในชาติเอเชียด้วยกัน
สิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจ คือเวลาผ่านไปหกปีมีเพียงประเทศไทยประเทศเดียวที่ผ่านกฎหมายรับรองการแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกันอย่างเป็นทางการในปี 2025 ขณะที่ประเทศอื่นๆ ทั้งในเอเชียใต้ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังไม่มีการพิจารณากฎหมายนี้ และในบางประเทศยังมีกฎหมายที่มีบทลงโทษทางอาญาต่อความสัมพันธ์ของกลุ่มคนเพศเดียวกันอยู่
ในบรรดาข้อมูลประวัติศาสตร์ของ LGBTQ+ ในไต้หวัน เรื่องที่ผมประทับใจที่สุดคือ รัฐบาลท้องถิ่นของเกาสงนั้นออกแบบนโยบายของตัวเอง เพื่อสนับสนุนกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ก่อนที่ไต้หวันจะบัญญัติเป็นสมรสเท่าเทียมในปี 2019 ซะอีก
ปี 2015 เกาสงเป็นเมืองแรกที่ใช้ระบบ Sunny Registration คือเปิดให้คู่รักเพศเดียวกันบันทึกความสัมพันธ์ลงในฐานข้อมูล เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน เช่น เซ็นยินยอมรักษาพยาบาล แต่ยังไม่มีบัตรอะไรจริงจัง หากจะนำข้อมูลส่วนนี้ไปใช้ ต้องเดินทางไปขอใบรับรองเป็นแผ่นกระดาษจากสำนักงานเขต ซึ่งเปลืองเวลามากๆ
1 ปีถัดมา เกาสงต่อยอดด้วยการออก Same-sex Partnership Card บัตรประจำตัวคู่รักเพศเดียวกัน มีรูปถ่ายและชื่อของทั้งสองคน สามารถพกใส่กระเป๋าสตางค์และยื่นแสดงตัวได้ทันที บัตรนี้ช่วยแก้ปัญหาไปได้หลายเรื่อง โดยเฉพาะการเซ็นยินยอมรักษาพยาบาลหรือการเข้าเยี่ยมในยามฉุกเฉิน
มีคนวิเคราะห์ว่านโยบายของเกาสงทำให้เมืองอื่นๆ สร้างระบบยืนยันความสัมพันธ์ของคู่รักสีรุ้งในเมืองตัวเองบ้าง สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ เชปสังคมในภาพใหญ่ จนกลายเป็นแรงกดดันถึงการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในปี 2017 และนำไปสู่การผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมระดับชาติในปี 2019
สรุปว่าการต่อสู้ของคู่รักเพศเดียวกันเกี่ยวข้องอะไรกับสถานี Central Park
Kaohsiung Pride ครั้งที่ 11 จัดขึ้นที่ Pier 2 Art Center แต่ถ้าย้อนกลับไปในการเดินขบวนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเกาสง ซึ่งก็คือปี 2010 จุดปล่อยขบวนพาเหรดของชาว LGBTQ+ ครั้งแรกเกิดขึ้นตรงลานกว้างหน้าทางออก 1 ของสถานี Central Park และเดินฉลองความรักหลากหลายไปบนถนนทั่วเมืองเกาสง


ผมเดินลงบันไดเลื่อน มองดูความโล่งโปร่งและแสงแดดเบาบางยามเช้า ผมตั้งใจขึ้นรถไฟใต้ดินไปถึงสถานีหน้าแค่สถานีเดียวซึ่งก็คือ Formosa Boulevard Station แล้วก็นั่งกลับ ผมเดินลงมาถึงชั้นใต้ดินพร้อมค่าเสียหาย 20 ดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 23 บาท เมื่อถึงสถานีหน้า ผมเดินขึ้นไปข้างบนเพื่อไปแตะบัตรออกสถานี แล้วค่อยแตะบัตรเข้ามาใหม่ ผมอยากรู้ว่าแต่ละสถานีต่างกันไหม
ความจริงแต่ละสถานีหน้าตามันก็เหมือนๆ กัน แต่ประวัติศาสตร์และความเป็นมานี่สิ แตกต่างกันลิบลับ


ที่สถานี Formosa Boulevard Station ผมเห็นคนกำลังยืนถ่ายรูปกับ Dome of Light กระจกหลากสีบนเพดานโถง สถานีนี้ไม่ใช่สถานีรถไฟธรรมดาๆ
ในปี 1970 ไต้หวันยังอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกของพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งมีความหมายว่าประชาชนไม่มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก กลุ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยได้รวมตัวกันทำนิตยสารชื่อ Formosa Magazine
จนกระทั่งในปี 1979 พวกเขานัดกันเดินขบวนใหญ่เพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึกและจัดการเลือกตั้ง โดยเริ่มเดินขบวนกันที่สี่แยกนี้ – ตรงที่ผมยืนอยู่ ผลที่ตามมา คือรัฐบาลสั่งปราบปรามอย่างหนัก มีการใช้แก๊สน้ำตาและใช้กำลังทหารเข้าจับกุมแกนนำและปัญญาชนแทบทั้งหมด
เหตุการณ์นี้กลายเป็นแรงผลักดันที่บีบให้รัฐบาลต้องยกเลิกกฎอัยการศึกในปี 1987 และเปิดทางสู่ระบอบประชาธิปไตยเต็มใบของไต้หวันมาจนถึงทุกวันนี้ ต่อมาในยุค 2000 ที่เกาสงสร้างสถานีรถไฟใต้ดินขึ้นบริเวณนี้ จะมีชื่อไหนที่ดีและเป็นเกียรติไปมากกว่าชื่อนี้อีก
ผมนั่งรถไฟกลับมาถึงสถานี Central Park และเรียก Uber กลับโรงแรมภายในเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจากเชอร์รี่นัดหมายว่าต้องเช็กเอาต์ออกจากโรงแรมตอนเที่ยงตรง เดินกลับคงไม่ทันการ
ระหว่างทางผมมองเมืองแห่งนี้ผ่านกระจกใส เก็บภาพวิวสุดท้ายของเกาสงลงในความทรงจำก่อนบินกลับไทย ผมเห็นรถวิ่งสวนไปมาบนถนนสีทึมเทา
ถ้ามาที่นี่ช่วงที่มีขบวน Kaohsiung Pride ผมคงเห็นสีรุ้งมากกว่าสีเทาแน่ๆ

48 ชั่วโมงในเกาสงไม่นานพอจะเข้าใจเกาสงได้ทั้งหมด แต่ก็นานพอจะเห็นเสน่ห์ วิธีคิด รวมถึงเมืองที่ออกแบบให้ผู้คนใช้ชีวิตได้สะดวกสบายที่สุด
เกาสงคือเมืองที่เหมาะมากสำหรับใครที่อยากหนีความเร่งรีบของเมืองใหญ่อย่างไทเป มาที่นี่คุณจะได้นั่งรถไฟรางเบาดูวิวเมืองในแบบที่ผู้คนไม่แออัด เสพงานศิลป์ สตรีตอาร์ต กินอาหารตำหรับไต้หวัน หรือแม้แต่ร่วมเดินขบวนฉลองแด่รักสีรุ้ง และอีกหลากหลายสถานที่รอให้คุณมาค้นพบ
ในสายตาของผม นักท่องเที่ยวผู้มาแล้วก็ไป สถานที่บางแห่งอาจเป็นเพียงสถานที่ธรรมดา แต่ในสายตาของใครคนอื่น ใครคนที่เกิด เติบโต และเห็นความเปลี่ยนแปลงมากับหน้ากับตา เราไม่มีทางรู้เลยว่าสถานที่ธรรมดาๆ เหล่านั้น จะพิเศษสำหรับพวกเขามากแค่ไหน
สถานที่บางแห่งแค่มองด้วยตาอาจยังไม่เพียงพอ ผมว่าบางครั้งเราต้องมองมันด้วยหัวใจ





