Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
เรื่องมิตร (น.) น้อยนิดมหาศาล

เรื่องมิตร (น.) น้อยนิดมหาศาล

19/09/2026
Relationships
AUTHOR: วงศกร ลอยมา
SHARE:

 I มิตร You

 ซีรีส์คอนเทนต์ว่าด้วย 20 เรื่องราวที่จะชวนคุณคิดถึง ‘มิตรภาพ’ ที่มีความหมาย

 หลายวันก่อนมีผู้ใช้บัญชี X รายหนึ่งแชร์ว่า เพื่อนเปลี่ยนไปตามช่วงวัย วัยเรียนเคยมีเพื่อนสนิทกลุ่มหนึ่ง จากนั้นพอช่วงวัยขยับเข้าสู่มหาวิทยาลัย เพื่อนสมัยมัธยมก็ค่อยๆ ห่างหายกันไป และเกิดขึ้นอีกครั้งกับกลุ่มเพื่อนมหาวิทยาลัย ครั้นเมื่อเติบโตถึงอายุหนึ่งก็พบว่า ภาระหน้าที่ เวลา และปัจจัยอีกมากมาย ทำให้เพื่อนสนิทมิตรสหายเหลือน้อยลง

 จากนั้นก็มีผู้ใช้ X อีกจำนวนมากตบเท้ามาแชร์เรื่องราวของตัวเอง คล้ายว่านี่คือหัวข้อน่าพูดคุย หรืออย่างน้อยก็ขอให้ได้ระบายออกมาเป็นตัวอักษร บ้างก็เข้ามาอ่านแล้วย้อนนึกถึงมิตรภาพของตัวเอง แต่น่าแปลกที่ความเห็นส่วนใหญ่นั้นมักลงท้ายทำนองว่า ท้ายที่สุดแล้ว เราก็แยกย้ายกันไปเติบโต คล้ายว่าทุกคนเข้าใจและยอมรับแต่โดยดีว่าวันและวัยที่เติบโตขึ้นอาจทำให้ ‘มิตรภาพ’ ที่ครั้งหนึ่งเคยสำคัญมาก เบาบางและจางหายได้ในสักวันหนึ่ง

 ในวาระที่ a day มีอายุครบ 27 ปี เราจึงชวนผู้คนในแวดวงต่างๆ 20 คน มาคุยถึงมิตรภาพที่มีความหมายในชีวิต เปล่าคุยเพื่อตามหานิยามและความหมาย ตรงกันข้าม เราเพียงต้องการนำประสบการณ์และเรื่องราวของพวกเขาเหล่านั้นมาถ่ายทอดต่อ ด้วยหวังว่าผู้อ่านจะได้ประโยชน์ สนุก หรืออย่างน้อยที่สุด ย้อนคิดถึงเพื่อนบางคน-หลายคน ในชีวิต

 ด้วยความตั้งใจแบบที่ว่า เราจึงตั้งใจถามผู้คนจากหลากหลายวงการ-ช่วงอายุ ด้วยชุดคำถามเดียวกัน

 มีวิธีรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนอย่างไร
ถึงที่สุดแล้ว เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วเพื่อนยังมีความจำเป็นอยู่ไหม

 สิ่งที่เราพบก็คือ แต่ละคนมีมุมมองเรื่องเพื่อนที่แตกต่างหลากหลาย แต่โดยมากยืนยันว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่แค่ไหนเพื่อนก็ยังมีความจำเป็นแน่นอน บางคำตอบก็บอกว่าเพื่อนนั้นจำเป็น หากแต่ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า เรามิควรหลงรักไอเดียของการมีใครอีกคนอยู่ด้วยตลอดเวลา

 ท่ามกลางคำตอบมากมาย สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคำตอบว่าเพื่อนยังจำเป็นหรือไม่ก็คือเรื่องราวระหว่างทางที่ทำให้พวกเขาตอบเช่นนั้น ทั้งมิตรภาพที่รักษาไว้ได้ คนที่ยังอยู่ข้างกัน ไปจนถึงคนที่แม้ไม่ได้พบกันแล้ว-เป็นเพื่อนกันแล้ว หากแต่ยังทิ้งบางสิ่งไว้-บางสิ่งที่มิได้ไร้ค่าหรือไร้ความหมายเพียงเพราะความสัมพันธ์นั้นสิ้นสุดลง

 20 คน 20 เรื่องราว เราหวังว่าจะมีสักเรื่อง สักประโยค หรือสักแง่มุม ที่ช่วยให้ผู้อ่านพบวิธีวางมิตรภาพไว้ในชีวิตภายใต้เงื่อนไขของตัวเอง หรือคลายล็อกบางอย่างในใจได้ และอย่างน้อยที่สุด หากเรื่องราวเหล่านี้ทำให้คุณคิดถึงเพื่อนสักคนและอยากลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง นั่นก็เกินความคาดหมายของเราแล้ว

 เห็นด้วยไหมว่า เรื่องมิตร (น.) นั้นน้อยนิดมหาศาลจริงๆ 

Dear friend ขอให้ฟ้าอวยพร

 เราจะอยู่ด้วยกัน กระทั่งในฝันตอนหลับตาก็จะมีเธอ มีเธออยู่ในนั้น เคียงกันในทุกวัน

 ตื่น ลืมตา หลับตา นอนฝัน ทุกคืน ทุกวัน มีแค่ฉันและเธอ 

 เพราะเธอและฉันที่ว่านอนอยู่ข้างๆ ในบ้านเดียวกัน…

 “ถ้าถามว่า ‘เพื่อน’ ยังจำเป็นมากน้อยแค่ไหน เราไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกับสายงานด้วยหรือเปล่า เพราะเราทำงานแต่กับเพื่อน บ้านก็เช่าอยู่กับเพื่อน และเพื่อนกลุ่มนี้ก็เป็นเพื่อนที่สนิทที่สุด สำหรับเราเพื่อนแทบจะเป็นทุกอย่างในชีวิต เป็นทุกอย่างเลยจริงๆ ดังนั้นความสัมพันธ์นี้จึงถือว่าจำเป็นมากเลยล่ะ” —แอนท์

 “เราว่าสำคัญเป็นอันดับต้นแบบต้นที่สุดเลยนะ เพื่อนอยู่ในช่วงเวลาของการเติบโต สามารถเติมเต็มเราได้ในหลายๆ มุม เป็นความสัมพันธ์ที่ในบางทีแฟนหรือแม้กระทั่งครอบครัวในบางทีก็ไม่อาจให้ได้” 

 ความสำคัญของเพื่อนสำหรับอูปิมสำคัญระดับที่ว่า ถ้าวันหนึ่งเธอตื่นขึ้นมาแล้วไม่เหลือเพื่อนเลยสักคน ก็คงทำเธอเขวจนไปต่อไม่ถูกเลยทีเดียว มวลอารมณ์คงถาโถมด้วยความเศร้า ด้วยเหตุนี้เธอจึงขอชูความสัมพันธ์นี้ไว้ในระดับสูงถึงสูงมาก

 กาลเวลาก่อร่างสร้างความผูกพันธ์มาครอบงำความเป็นเพื่อนไว้ ทับถมด้วยประสบการณ์ที่ตอกย้ำว่าคนตรงหน้าที่เราเรียกว่า ‘เพื่อน’ นั้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเราไปโดยปริยาย

 “เอาจริงความคิดนี้มันสิ้นสุดไปตั้งแต่ช่วง ป.4 ปัจจุบันแทบไม่ทันคิดเรื่องแบบนี้เลย พอเป็นเพื่อนกันมานานมันคงเหลือแค่ความรู้สึกสบายใจกับคนคนนั้น ส่วนเรื่องที่เหลือมันจะค่อยตามมาเอง”

 ถึงแม้แอนท์จะได้รับตำแหน่งที่พึ่งพาติดโผอันดับต้นจากผองเพื่อน แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ได้ภูมิใจในสายสะพายหรือถ้วยรางวัลเพื่อนคนเก่งอะไรทำนองนั้นมากนัก เพราะความสำคัญที่เธอมองเห็นเป็นเพียงแค่ความสุขสบายทางใจ 

 “ความเป็นเพื่อนกันถึงแม้ว่าเขาจะช่วยอะไรเราได้ไม่มาก แต่เราก็ยังรักในการได้เป็นเพื่อนเขาอยู่ดี” —แอนท์

 “ส่วนของปิมคงเป็นความตลก คำตอบกวนตีนไปเปล่า” 

 เสียงขำจากเพื่อนข้างๆ คงการันตีคำตอบของเธอแล้วว่าสามารถใช้งานได้จริงสมคำร่ำลือ

 จากเพื่อนเล่นตบแปะที่เจอกันแค่จันทร์ถึงศุกร์

 พอเข้ารั้วมหาวิทยาลัยแม่งดันมีเสาร์อาทิตย์เข้ามา

 ไม่พอตอนกลางคืนพากันไปกินดื่มอีก

 (โอ้โฮ คราวนี้ก็ซึมซับอยู่ในชีวิตกันเต็มที่เลย)

 พอเข้าสู่ช่วงทำงานก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นวิถีพึ่งพาอาศัยกันเพื่อเอาชีวิตรอด

 “พอยิ่งโตเรายิ่งเริ่มละเอียดอ่อนกับความรู้สึกมากขึ้น ความสัมพันธ์ในสายตาเรามันเลยค่อยๆ ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ”

 เด็กหญิงอูปิมขอย้อนไปเกริ่นถึงวัยเด็กที่ค่อนข้างแปลกประหลาดขนานนามได้ว่าค่อนข้างเป็นเด็กที่หลุดๆ รั่วๆ กว่าจะค้นพบใครสักคนที่เข้าใจเธอจริงก็เข้าสู่วัยเด็กโต(มาก)แล้ว

 “ตอนเด็กๆ เราเคยอยากเท่ด้วยนะ มีแก๊งที่อยากเข้าด้วย คิดภาพไว้แล้วว่าอยู่แก๊งนี้ต้องกลายเป็นผู้หญิงที่ดูแรงๆ มีอำนาจแน่นอน แต่พอได้อยู่ เรากลายเป็นเด็กซื้อน้ำคอยดูต้นทางให้ซะงั้น”

 “ของกูน่าจะเข้มข้นช่วงมัธยมต้น คือการที่เรามีเพื่อนที่ดีมากและเราว่าการที่มีเพื่อนที่ดีเร็วส่งผลให้เรารู้ว่าสามารถอยู่กับคนประเภทไหนได้บ้าง”—แอนท์

 ความรู้สึกดีๆ เหล่านี้คงเป็นตัวการหล่อหลอมให้เธอกลายเป็นคนที่หวงแหนความสัมพันธ์มากๆ คนหนึ่ง

 “เราเป็นคนที่พยายามคิดเสมอว่าจะรักษาความสัมพันธ์นี้อย่างไรให้ไม่จบลง วิธีการสำหรับเราคงเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกันแบบมากถึงมากที่สุด การไม่ก้าวก่ายนั่นคือวิธีรักษาความสัมพันธ์ของทั้งเราและสำหรับบ้านนี้ด้วย”

 “ปิมเห็นด้วยนะ มีประโยคหนึ่งที่เราเชื่อมั่นมากๆ คือ ถึงแม้จะสนิทกันเท่าไหร่ก็ยังคงต้องเกรงใจกันอยู่เสมอ สิ่งนี้จะคอยอุ้มความสัมพันธ์นี้ให้อยู่ต่อไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ผิดใจกันจริงๆ”

 ความเป็นมนุษย์คงปฏิเสธไม่ได้ว่าบางคราวคนเราอาจพลั้งมือทำสิ่งที่ผิดพลาดไปบ้าง จนบางครั้งอาจมือหนักจนถึงขั้นทำให้ความสัมพันธ์ต้องจบลง ในเวลานั้นคงทำได้แค่จดเป็นบทเรียนว่าการเติบโตทำให้เราได้เรียนรู้อะไร

 “จริงๆ เราเป็นคนเสียดายอยู่ตลอดทุกความสัมพันธ์เลย รู้สึกว่าการเดินทางที่ผ่านมาถึงแม้มันจะมีผิดพลาดไปบ้างแต่มันก็มีส่วนที่งดงามอยู่ซึ่งเราเสียดายตรงนั้น แต่เราทำได้เพียงแค่ต้องเก็บมาเรียนรู้เพราะถ้ามัวแต่เสียดายเราก็จะไม่สามารถก้าวผ่านไปได้เลย” —อูปิม

 “ส่วนเรา…ปลง” 

 “จะว่ายังไงดี เราค่อนข้างเป็นพวกที่ไม่ค่อยซีเรียสกับอดีต อดีตคืออดีต ไม่ได้มาย้ำคิดย้ำทำหรือนั่งรู้สึกเสียดาย ทุกอย่างมันเกิดขึ้นด้วยความเข้าใจ เช่น ถ้าส่วนไหนเราผิดเราก็จะยอมรับผิดแล้วก็จะไม่ทำแบบนี้อีก

 เพราะเรารู้สึกรักตัวเองในวันนี้มาก อดีตทั้งหมดมันน่าจะทำให้เราเป็นเราในวันนี้ เราเลยไม่ได้รู้สึกว่าควรไปนั่งหวนความหลังแล้วย้ำคิดย้ำทำว่ากูไม่น่าทำอย่างนั้นเลย

 เราเชื่อว่าทุกการตัดสินใจทั้งหมดที่ผ่านมาคือการตัดสินใจที่ดีที่สุดของตัวเอง ณ ตอนนั้น เพราะตัวเรามันก็มีจุดที่ต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ต่อให้มันเป็นการตัดสินใจที่เรามองย้อนกลับไปแล้วมันไม่ดีแต่มันคือสิ่งที่ดีที่สุดของเรา ณ ตอนนั้นอยู่ดี” —แอนท์

 แด่ เพื่อนที่ผ่านมาเห็น

 เราค่อนข้างติดตามชีวิตเพื่อนอยู่จริงๆ เท่าที่จะนึกออก คุยกับเพื่อนทุกคนอยู่ตลอดยันเพื่อนม.ต้น อย่างที่เราบอกว่าเรากลัวทำใครตกหล่นจึงพยายามรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้อยู่ตลอด เอาเป็นว่าสำหรับใครที่ตกหล่นไป เราอยากบอกว่าทุกคนยังคงอยู่ในความทรงจำเรา พื้นฐานเราก็ไม่ได้เป็นคนที่ลืมง่ายขนาดนั้น (หัวเราะ) เราให้ค่าความสัมพันธ์ที่ผ่านมาในชีวิตเราเสมอ 

 ขอบคุณที่เดินร่วมทางกันมาแม้ในวันนี้จะไม่ได้เจอหน้ากันบ่อยเท่าสมัยที่เจอกันตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์แต่ยังคิดถึงทุกคนอยู่เสมอนะ

 แอนท์

 “เราขอฝากถึงเพื่อนคนนี้โดยเฉพาะเลยได้ไหม เผื่อเขาจะผ่านมาเห็น” อูปิมพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นพลางนึกขึ้นได้ว่ามีอีกหนึ่งคนสำคัญที่เธออยากพูดถึง

 “แล้วไม่กลัวเพื่อนคนอื่นน้อยใจหรอ” แอนท์ว่าพลางสงสัย

 “แต่คนนี้ต้องยกให้จริงๆ!”

 ถึง พราว

 พราวเป็นคนที่พิเศษมากสำหรับเรา เป็นเพื่อนที่ทำให้เราได้รู้จักคำว่าเพื่อนจริงๆ คนแรกในชีวิต ไม่ใช่ว่าทุกคนไม่ใช่เพื่อนนะ แต่พราวมีความละเอียดอ่อนและใจดีพอที่จะพยายามเข้าใจเรา พราวเป็นคนที่สอนให้เรามีความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น เข้าใจคนอื่นมากขึ้น เรารู้สึกชอบที่อยู่กับพราวมากถึงแม้ตอนนี้จะไม่ได้เจอกันมานานมากแล้วก็ตาม

 คิดถึงเสมอ

 อูปิม

 เพื่อน (น.)

 ฉบับ ลานดอกไม้

 แอนท์ — หมา (อันนี้จริงจัง)

 เหมือนด่าแต่เรารู้สึกว่าหมามันเป็นเพื่อนคู่ใจ ถ้าฉลาดหน่อยก็ช่วยงานได้ที่สำคัญคือซื่อสัตย์ 

 เป็นความรู้สึกที่ชุบชูหัวใจเราเล็กๆ 

 อูปิม — ห้องนั่งเล่น 

 เป็นเหมือนห้องที่เปิดเข้าไปแล้วเราพร้อมที่จะทิ้งตัวได้อย่างเต็มที่ 

 เป็นพื้นที่ที่สามารถเป็นตัวเองได้อย่างสบายใจ

 สองเสียงหารือกันพร้อมคำอวยพรว่า “หวังว่าบทสัมภาษณ์ครั้งนี้จะพอหลงเหลือประโยชน์อยู่บ้างแม้ว่าหากเผยแพร่ไปแล้วเสน่ห์ของพวกเธอจะหร่อยหลอลงก็ตาม (หัวเราะ)”

 จากกันไกลแสนไกล แต่รักฉันยังคงอยู่ รักฉันยังคงอยู่ตลอดไป

 บทกวีของใจ ถูกแขวนไว้ในห้องเก่า ที่สองเราเคยร่วมสุขร่วมทุกข์กันมา

Untitled Case

 สัตว์ประเภทหน้านิ่งไร้อารมณ์ สะสมความสุขด้วยการปล่อยวาง มิตรศัตรูหน้าไหนไม่เคยหวั่น มีศักยภาพในการเอาตัวรอดเป็นยอดดี 

 คุณสมบัติที่กล่าวมาหากปรับเปลี่ยนแค่ข้อที่ว่าสามารถพูดภาษามนุษย์ได้ ก็เปลี่ยนคำอธิบายจากอุปนิสัยสิ่งมีชีวิตฟันแทะนาม ‘คาปิบารา’ กลายเป็นประวัติฉบับย่อของมนุษย์ชายอย่าง ‘นาย ยชญ์ บรรพพงศ์’ เป็นที่เรียบร้อย

 เขาว่ากันว่า คาปิบาราสามารถเป็นเพื่อนพ้องได้กับทุกสายพันธ์ุ แม้กระทั่งจระเข้ใหญ่ยักษ์ก็ไม่หวั่นเกรง คงไม่ต่างอะไรกับหนุ่มแว่นที่นานวันเข้าก็มักเห็นเขาไปยืนคู่กับคนนั้น นั่งคุยกับคนนี้ สมกับฉายาที่ถูกแปะป้ายไว้ไม่มีผิด แต่อย่างไรก็ดีเขากลับปฏิเสธด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า

 “ผมไม่เคยหาเพื่อนเลยทั้งชีวิต”

 หากเป็นภาพยนตร์คงเป็นฉาก Teaser แล้วตัดเข้า End Credit อย่างไรอย่างนั้น หลังเราขมวดคิ้วไม่นานก็ขอถามหนุ่มแว่นตรงๆ เลยก็แล้วกันว่าความสัมพันธ์รูปแบบเพื่อนที่เขาไม่เคยเสาะแสวงโหยหายังมีความจำเป็นอยู่ไหมในชีวิตที่เพิ่งเขยิบเข้าวัย 30 

 “คำว่าจำเป็นของเรา มันคงไม่ได้เข้าขั้นว่าต้องหาให้ได้ไม่งั้นกูจะตายแน่นอน แต่มันคงขึ้นอยู่กับโอกาสในชีวิต สำหรับเรารู้สึกว่าคงไม่สามารถอยู่บนโลกได้อย่างโดดเดี่ยวขนาดนั้น เพราะว่าเราเองก็ไม่ได้เก่งพอที่จะฉายเดี่ยวไปซะทุกเรื่อง เราเลยยืนยันว่าเพื่อนนั้นยังจำเป็นกับเราตลอดในช่วงชีวิตที่ผ่านมา”

 เรื่องราวเกี่ยวกับทฤษฎีสมคบคิด เรื่องลึกลับ สัตว์ประหลาด ฆาตกรรม ความลี้ลับที่หาสาเหตุไม่ได้ เรื่องเล่าจากเคสจริงที่น่ากลัวกว่าฟิกชัน คงไม่น่ากลัวเท่ากับเหตุการณ์อินโทรเวิร์ตชั้นนำโดนสปอตไลต์จ่อหน้าเค้นหาความเป็นมาเรื่องเพื่อนสักเท่าไหร่

 “เราก็ไม่ได้ครุ่นคิดกับคำว่าเพื่อนมากขนาดนั้น แต่ถ้าให้มานั่งคิดจริงๆ จุดร่วมของคำว่าเพื่อนคือความหวังดี มากกว่าผู้คนทั่วไป สมมติว่าเราเป็นคนรู้จักที่ผิวเผิน ก็คงไม่ได้ไปให้ความรู้สึกหวังดีกับเขาแต่พอเป็นเพื่อนเราจะรู้สึกอยากให้คนๆ นี้ได้แต่สิ่งที่ดีหรือว่าอยากทำสิ่งดีๆ 

 ถึงแม้เราจะดูเป็นอินโทรเวิร์ตแต่จริงๆ อุปนิสัยนี้ทำให้เราเหมือนได้คัดเลือกเพื่อนรอบชิงมากกว่า ดังนั้นคนที่รายล้อมอยู่รอบตัวเราจึงกลายเป็นคนที่เราสบายใจที่จะอยู่ด้วยจริงๆ ความสัมพันธ์นี้มันจึงสำคัญกับเรามาก”

 โอกาสของชีวิตจะนำพามาซึ่งมิตรสหายโดยที่ไม่ต้องพยายามหรือเสาะแสวง แต่ธรรมชาติจะคัดสรรแล้วโยนมาให้เรารับแทบไม่ทันด้วยซ้ำ 

 “ในหัวเราไม่เคยคิดจะหาเพื่อนเลย เพราะรู้สึกว่ามันไม่ใช่เป้าหมายหลักของชีวิต ชีวิตคือการออกตามหาโอกาสต่างๆ ซึ่งสิ่งนั้นจะดึงดูดคนที่มีความคล้ายกันเข้ามาแทน จะว่าไปบางทีก็คล้ายกับโบนัสที่เราได้มาระหว่างการทดลองของชีวิตอยู่เหมือนกัน”

 หนุ่มแว่นขอแนะนำตัวว่าเขาไม่ใช่บุคคลประเภทกระดูกสันหลังของกลุ่มเพื่อน หากให้เปรียบเขาคงเป็นคนประเภทแบ็กกราวนด์จืดๆ กลมกลืน ไม่ได้โดดเด่นอะไรทำนองนั้นมากกว่า ด้วยความที่สถานบ่มเพาะวัยเยาว์ของเขามาจากชายล้วนเส้นทางเติบโตหลักๆ จึงแตกแขนงไปสู่สายวิศวกรรม หรือแพทย์ มากกว่าทางแยกอย่างสายอาร์ตแบบเขา

 คุณครูที่ปรึกษาบรรพพงศ์วัยมัธยมเติบโตเป็นเจ้ายชญ์ที่เริ่มรับส่งมุกเรียกเสียงหัวเราะได้ยกใหญ่

 “เอาจริงๆ ตอนมัธยมเราจะเป็นคนที่ดูโตกว่าวัยหน่อยเพราะเราเป็นคนนิ่งๆ บางครั้งเพื่อนก็สามารถมาคุยหรือปรึกษากับเราได้ แต่พอโตมาจริงๆ ในกลุ่มคนทำงานเราก็ไม่ได้โตขนาดนั้นเว้ย! เพราะมันก็มีคนที่ดูโตกว่าเรา 

 ฟังก์ชันที่เพื่อนมักใช้จากเราก็จะกลายเป็นอีกแบบ เป็นคนที่เล่นมุกได้ ตลกได้ หรือเป็นคนที่ถูกมองว่าเงียบๆ แต่พอถึงเวลาก็จะพูดอะไรสักอย่างตลกๆ ออกมา มันน่าจะเป็นฟังก์ชันที่ก็ไม่ค่อยมีคนคาดหวังจากเราสักเท่าไหร่”

 “ปลายทางของเรากับเพื่อนอาจแตกต่างและไม่ได้บรรจบกันมากนัก ทำให้แอบคิดถึงความทรงจำในวัยเด็กอยู่เหมือนกัน เคยอยากจะลองเป็นฝ่ายนัดบ้าง แต่ว่านัดเป็นกลุ่มเล็กๆ นะ เป็นกลุ่มที่เล็กๆ และสนิทจริงๆ กำลังคิดอยู่ว่ามันจะขยับขยายนัดเป็นกลุ่มใหญ่มากกว่านี้ได้ไหม แต่เคยมีคนชวนไปเราก็ปฏิเสธเพราะคนแม่งเยอะเกิน (หัวเราะ)”

 เขาไม่ใช่คนเก่งถ้าโจทย์ปัญหาคือการรักษาความสัมพันธ์

 “เราว่ามันยากเหมือนกันนะ มีไม่กี่คนเท่านั้นแหละที่เรายังสามารถรักษาไว้ได้ เราว่าเขาคนนั้นคือบุคคลที่พิเศษพอที่เราจะทุ่มเทความพยายามเพื่อรักษาคนๆ หนึ่งไว้ในความสัมพันธ์นั้นๆ 

 เราน่าจะอยู่ในเกณฑ์ปกติไปถึงหย่อนเลยล่ะในการรักษาความสัมพันธ์ ยิ่งเราไม่ใช่บุคคลที่อยู่ดีๆ จะทักไปว่า เฮ้ย! วันนี้กินข้าวกัน แต่เราจะเป็นฝ่ายรอซะมากกว่าซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าทำไม (หัวเราะ) มันเหมือนเป็นปกติของคนแบบเราไปแล้วแต่ก็ดีใจนะเวลาเพื่อนชวนมันชวนรู้สึกดีที่มีคนนึกถึงเรา”

 รอยยิ้มเริ่มจางไปพร้อมกับความในใจที่เริ่มระบายออกมา “แต่บางครั้งก็ชวนใจหายเหมือนกันเมื่อเป็นเราเองที่เริ่มเฟดออกจากเพื่อนๆ เช่น เวลาเขานัดไปทำกิจกรรมต่างๆ แต่กลับไม่มีเราก็ชวนรู้สึกว่า เชี่ย…เราทำเพื่อนหล่นไปตามทางซะแล้ว 

 ถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นเพราะเราเองแหละที่ไม่พยายามต่อติดความสัมพันธ์นั้นเองก็เลยรู้สึกว่าสมควรและสมเหตุสมผลแล้วล่ะที่มันจะหล่นหายไป อืม มันก็… แอบเศร้า… เฉยๆ…”

 จากน้ำเสียง สีหน้า ท่าทางชวนผู้ฟังทางบ้านอย่างเราซึมไปเล็กน้อย งั้นขอเปิดโอกาสให้หนุ่มแว่นเผยความในใจสักหน่อยก็แล้วกัน

 “ถือว่าเป็นโมเมนต์ที่ดีนะเพราะส่วนตัวเราไม่ค่อยกล้าพูดเท่าไหร่” (อมยิ้ม)

 ถึง กลุ่มเพื่อนของยชญ์

 เรารู้สึกว่าเรารักเพื่อนทุกคนมากแล้วก็ดีใจที่ทุกคนยังเป็นเพื่อนกับเราอยู่มากๆ ทุกครั้งที่เพื่อนนึกถึงเราหรือชวนไปไหนมันเป็นความรู้สึกดีมากๆ ที่อย่างน้อยการมีอยู่ของเรายังมีกลุ่มคนที่ยอมรับและยังคิดถึงเรา

 รู้สึกซาบซึ้งกับทุกความสัมพันธ์ที่เพื่อนหยิบยื่นให้มากๆ ถึงแม้ว่าเราจะเป็นคนนิ่งๆ ไม่ค่อยแสดงออกก็ตาม

 ครับ

 ยชญ์ บรรพพงศ์

 เพื่อน (น.)

 ฉบับ บรรพพงศ์

 เผ่าพันธุ์ (หัวเราะ)

 ดูเป็นสปีชีส์เดียวกัน บางครั้งเราก็ไม่ได้ชอบเพื่อนคนนี้ในทุกๆ มุมขนาดนั้น แต่ก็ยังอยากเฮฮาโลกาไปด้วยกัน

 ถ้าเป็นครอบครัวคือมันจำเป็นต้องมีเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกัน แต่พอเป็นเผ่ามันไม่จำเป็น มันแค่ดูเป็นความสัมพันธ์ที่มีใจกลางบางอย่างที่สามารถทำให้เราอยู่ร่วมกันได้

Mitr Universe

 ปี 2777 ณ จักรวาล JBG-27

 มีเรื่องเล่าขานกันว่า โจ้—นทธัญ แสงไชย ชายวัยกลางคนผู้มีตำแหน่งเป็น Station Director แห่ง Salmon Podcast พ่วงด้วยตำแหน่งโฮสต์เจ้าของเสียงเป็นมิตรแห่ง Myth Universe รายการพอดแคสต์ที่หยิบเรื่องราวปรัมปรา ตำนาน นิทาน และพุทธศาสนา มาย่อยและเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่าย แถมได้เนื้อหาสาระ

 หลายบันทึกเขียนประวัติความเป็นมาของเขาไว้แตกต่างกัน บ้างก็บอกว่าเขาเคยเป็นนักพิสูจน์อักษร บรรณาธิการหนังสือ อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัย วิทยากร เป็นนักร้อง และมือเพอร์คัชชันของวงดนตรีที่มีชื่อว่า Alarm9 หรือในบางบันทึกก็บอกว่าเขามีลูกชายหนึ่งคน ชื่อ ปุณ

 เดิมที ประวัติส่วนตัวของเขามีบันทึกไว้แค่นี้ 

 ภายหลังมีการค้นพบหลักฐานชิ้นหนึ่ง มันคือต้นฉบับที่เขาให้สัมภาษณ์กับ a day magazine เกี่ยวกับเรื่อง เพื่อน

 ปี 2569

 ถอดรากความหมายของคำว่า มิตร

 มิตร หรือ Mitr มีความหมายเดียวกับคำว่า Friend ในภาษาอังกฤษ แปลว่า เพื่อน

 มิตร เป็นคำที่ยืมมาจากภาษาสันสกฤต ตรงกับคำภาษาบาลีในพระพุทธศาสนาว่า มิตฺต แปลว่า เพื่อน

 พระพุทธเจ้าแบ่งมิตรไว้ 2 ประเภท คือ มิตรแท้ กับมิตรเทียม 

 มิตรแท้ ภาษาบาลีใช้คำว่า สุหทมิตร แบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ มิตรมีอุปการะ (อุปการมิตร), มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ (สมานสุขทุกขมิตร), มิตรแนะประโยชน์ (อัตถักขายีมิตร) และมิตรมีความรักใคร่ (อนุถัมปกมิตร)

 มิตรเทียม ภาษาบาลีใช้คำว่า มิตรปฏิรูป คือ มิตรไม่ดี ไม่มีความจริงใจ เป็นศัตรูที่มาในรูปของมิตร แบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ คนที่ถือเอาแต่ประโยชน์จากผู้อื่นฝ่ายเดียว (อัญญทัตถุหระ), คนดีแต่พูด (วจีปรมะ), คนที่ชอบพูดประจบ (อนุปปิยภาณ), และคนที่ชักจูงเพื่อนไปในทางเสื่อม (อปายสหาย)

 มิตรจากมุมมองของศาสนาก็มีความหมายชุดหนึ่ง ทว่ามิตรจากมุมมองของมนุษย์ปุถุชนนั้นแตกต่างหลากหลาย เพราะแต่ละคนต่างก็มีประสบการณ์ ความทรงจำ และความสัมพันธ์ที่ประกอบสร้างความหมายของคำว่า มิตร หรือ เพื่อน ขึ้นมาไม่เหมือนกัน

 เราชวน โจ้—นทธัญ แสงไชย Station Director แห่ง Salmon Podcast และโฮสต์ Myth Universe รายการที่หยิบเรื่องราวปรัมปรา ตำนาน นิทาน และพุทธศาสนา มาย่อยและเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่าย แถมได้เนื้อหาสาระ มาคุยถึงนิยามและความหมายของคำว่าเพื่อนกัน

 เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ทุกคนมีภาระหน้าที่และเงื่อนไขมากมาย ดังนั้นเราต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้ แต่ถึงที่สุดเราก็ต้องการความเชื่อมโยงกับใครอีกคนซึ่งก็คือเพื่อน สำหรับคุณ เพื่อนยังเป็นความจำเป็นอยู่ไหมในวัยนี้?

 โจ้ : สำหรับเราคิดว่าเพื่อนยังจำเป็น ความเชื่อมโยงกันมนุษย์คนอื่นมันช่วยหล่อเลี้ยงให้ชีวิตไม่แห้งแล้งจนเกินไป นิยามคำว่าเพื่อนของเราอาจจะมีความหมายกว้างถึงทุกคนที่มีปฏิสัมพันธ์กับเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
 

 เราไม่ได้จำกัดว่านี่ 4 – 5 คนนี้คือกลุ่มเพื่อนเรานะ เพราะเอาเข้าจริงผมก็ไม่มีกลุ่มเพื่อน ก๊วนเพื่อนจริงๆ จังๆ เหมือนกัน เหมือนเราเปลี่ยนเพื่อนไปตามสภาพชีวิตและสภาพงานของเราเอง แต่ถ้าถามว่าจำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ไหม ก็ตอบได้เลยว่าควรมีเพื่อนๆ แบบนั้น

 คุณมีวิธีรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนยังไง?

 โจ้ : เราไม่ใช่คนรักษาความสัมพันธ์เท่าไหร่เลย เราคิดว่าเพื่อนกันถึงจะเจอกันนานๆ ครั้งก็ต่อกันติดได้เหมือนเดิม ไม่ได้เกี่ยวกับความถี่ หรือความพยายาม ฟังดูไม่ค่อยจะเอาเพื่อนเนอะ แต่นั่นแปลว่าเราก็จะเป็นแบบนั้นกับคนอื่นด้วย เราเวลคัมเสมอไม่ว่าจะเป็นเพื่อนเก่า เพื่อนใหม่ ไม่ได้ติดต่อมานานแค่ไหน ไม่เคยกีดกันเลยว่านี่ไม่เห็นคุยกะฉันตั้งนาน กลับมาคุยทำไม ไม่มี ทุกคนมีจังหวะและเหตุผลของตัวเองน่ะ

 เคสที่ไม่พยายามรักษาความสัมพันธ์ กระทั่งหลุดหายออกไปจากวงโคจรของกันและกัน ตอนนี้ถ้ามองย้อนกลับไปคุณรู้สึกยังไง?

 โจ้ : เป็นปกติมากๆ เราเป็นคนไม่มีกลุ่มเพื่อน เลยเฉยๆ กับเพื่อนที่สนิทน้อยลง อาจจะมีเสียดายมากๆ เหมือนกันที่เพื่อนสนิทมากๆ บางคนเรากลับสนิทน้อยลงแล้ว แต่มันก็อยู่ที่เราเองที่จะกลับไปติดต่อกันใหม่ไหม มีเหมือนกันที่ไม่ได้คุยกันเป็นปีๆ แต่กลับไปคุย ไปเจอก็ต่อกันติดเหมือนเดิม ของแบบนี้มันอยู่ที่ความเป็นมิตรของแต่ละคนด้วย

 หมายเหตุจากผู้เรียบเรียง :
คำว่า ‘ต่อกันติด’ ปรากฏอยู่ในหลักฐานสองครั้ง นักภาษาศาสตร์สันนิษฐานว่าเป็นสำนวนที่มนุษย์ยุคนั้นใช้เรียกการกลับมาสนิทกันของมิตร หลังจากไม่ได้พบกันเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตามนักวิชาการอีกกลุ่มเชื่อว่า ‘มิตร’ อาจเป็นอุปกรณ์บางชนิดที่สามารถถอดและต่อกลับเข้าหากันได้

 ปัจจุบันข้อถกเถียงดังกล่าวยังไม่มีข้อยุติ

 บทวิเคราะห์โดย
ดร.ตำนาน เหนือมนุษย์มานาน

ผู้ชำระต้นฉบับ Mitr Universe บทสัมภาษณ์โดย a day magazine ซึ่งเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปี 2569

Someone is Here,

Someone was Here.

 มึง กู ไอ้เหี้ย ไอ้สัส

 คำแสลงหูเหล่านี้จะออกจากปากของ ศราวุธ แก้วน้ำเย็น หรือ แก่ พันธุ์ทาง ก็ต่อเมื่อเขาไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงใกล้ชิดเท่านั้น ค่าที่เขาเป็น Production Designer ที่ใครก็อยากทำงานด้วย ‘ไอ้แก่’ จึงเป็นชื่อที่เพื่อนพ้องน้องนุ่งในอุตสาหกรรมบันเทิงไทยรู้จักเยอะ เขาเปล่าหมายความว่าคนที่ทำงานด้วยไม่ใช่เพื่อน แต่เพื่อนซึ่งเติบโตมาด้วยกัน ตบหัวกัน และระลึกความหลังด้วยกันได้ เขาบอกว่านับดูแล้วมีไม่เกิน 15 คน

 “เพื่อนที่ผมโหยหาคือเพื่อนที่สามารถพูดกูมึงได้ ไอเหี้ยไอสัสกันได้ สำหรับผมโมเมนต์แบบนี้มันคือการพักผ่อนทางใจนะ ในแต่ละเดือนผมจะหาวันหยุดไปนั่งคุยกับเพื่อนที่สมัยก่อนเราเคยเป็นเด็กเกเรกัน ตอนนี้เพื่อนเปิดร้านอาหาร เพื่อนเป็นช่างตัดผม เพื่อนเป็นมอเตอร์ไซค์วิน”

 ด้วยหน้าที่การงานในฐานะ Production Designer แห่ง Pantang Artwork เวลาส่วนใหญ่ของแก่จึงถูกใช้ไปกับงาน จากที่เคยขับรถไปหาเพื่อนถึงบ้าน วันนี้การทักทายกันเหลือเพียงการกดไลก์บนโซเชียลมีเดีย บทสนทนาครั้งนี้เกิดขึ้นในบ่ายวันหนึ่ง ซึ่งเดี๋ยวตกดึกเขาจะต้องไปทำงานที่กองถ่ายแถวหัวลำโพงถึงมืดค่ำ ส่วนเรื่องเจอเพื่อน—เดี๋ยวว่ากันทีหลัง
  “สมัยก่อนเราต้องขับรถไปหากัน เดี๋ยวนี้เราอาจจะรู้สึกว่าสิ้นเปลือง เพราะผมรู้สึกว่าเพื่อนยังอยู่กับผมตลอดเวลา เพื่อนสมัยเรียนก็ยังอยู่กับผมทุกวันตอนเช้าที่เขามากดไลก์เฟซบุ๊กผม เรามีปฏิสัมพันธ์กันจริงๆ น้อยลงมาก ผมก็จะหาโอกาสไปหาเพื่อนเสมอ เช่นตอนมันแต่งงาน ลูกมันจะบวช หรือพูดแบบแย่หน่อยคือ เรามักเจอเพื่อนเต็มเลยในงานศพใครสักคน”

 “พอเป็นแบบนั้น เพื่อนในชีวิตผมก็หายไปเยอะมาก” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ก่อนจะว่าต่อ “วิธีรักษาความสัมพันธ์ง่ายๆ ก็คือไม่คาดหวังกับอะไรเลย กับเพื่อนผมก็ไม่คาดหวัง ถ้าไม่เลิกคาดหวัง เราก็เริ่มจะอยากได้จากเขา เริ่มมากเกินขอบเขต ถ้าเป็นแบบนี้มันจะทำให้เรารักษาเพื่อนไว้ไม่ได้”

 แก่ว่ายิ่งแก่ตัวทุกอย่างยิ่งเรียบง่าย เพราะเข้าใจเป็นอย่างดีว่าเพื่อนแต่ละคนมีภาระหน้าที่ ครอบครัว และบริษัทต้องดูแล “คำว่าเรียบง่ายมันทำให้เราต่อสู้กับสภาพต่างๆ ในสังคมได้” แก่ว่าอย่างนั้น ก่อนจะพูดต่อ “มันก็เลยปฏิเสธไม่ได้ว่าเราคงต้องเริ่มรักตัวเองมากขึ้น รักคนที่ยังอยู่เคียงข้างเราในระยะ 2 – 3 เมตร”

 ในภาพจำของเรา เพื่อนสนิทมักเป็นคนที่อยู่ไกลออกไป ณ ที่ไหนสักแห่ง ต้องนั่งรถไปหา ต้องนัดหมายถึงจะได้พบเจอกัน แต่บางครั้ง คนที่ทำหน้าที่คล้ายเพื่อนที่สุดกลับอยู่ใกล้เสียจนเราลืมนึกถึงเขาไปเสียได้

 “แปลกอย่างหนึ่ง” แก่พูดเปิดประโยคสั้นๆ

 “เพื่อนสนิทของผมที่ซี้กันสุดๆ ทุกวันนี้คือภรรยา ผมคบกับภรรยามา 21 ปี แล้วนี่ผมอายุ 38 เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเป็นเมียเราแหละ แต่เราไม่รู้จะไปซี้กับใครได้เท่านี้อีกแล้ว วันที่เราไม่มีอะไรเลยมันกลายเป็นว่ามีคนนี้อยู่ เขาเห็นเรามาตั้งแต่รองทรง ผมสั้น โกนหัวบวช จนมาถึงผมยาว จนหน้าเหี่ยว เฮ้ย นี่คือเพื่อนที่สนิทที่สุดแล้วมั้ง” 

 คุยกันไปสักพัก เรากับแก่ก็พยักหน้าเห็นตรงกันว่า บางทีสิ่งใดๆ ก็เป็นเพื่อนเราได้ทั้งนั้น ขอเพียงสิ่งนั้นอยู่กับเรามานานพอ จนความคุ้นเคยแปรเปลี่ยนเป็นความผูกพัน
“จำได้ไหมที่ผมบอกว่าเพื่อนในโซเชียลมันเหมือนเพื่อนที่เราไม่ต้องไปเจอหน้ากันก็ได้อะ” แก่หนวดเขี้ยวถามกลับ

 “สำหรับผม คนๆ นั้นคือพี่เร (แม๊คโนแนลด์) ผมเจอพี่เรตั้งแต่ผมยังเรียนหนังสืออยู่ ผมจะตื่นเต้นทุกครั้งที่เจอเขา จนเรามาทำงานด้วยกัน วันหนึ่งเขาบอกว่า เฮ้ยแก่ กูตามงานมึงอยู่นะ ผมแบบเชี่ย อาจารย์ ขอบคุณมาก สมัยก่อนผมเป็นทีมอาร์ตวิ่งหน้ากองถ่าย สมมติพี่เรเล่นเสร็จตอนเที่ยง เขาอยู่ในกองจนถึง เที่ยงคืน เพื่อรอเล่นกับผม” 

 “ไม่นานมานี้ ผู้กำกับคนหนึ่งพิมพ์มาบอกว่า แก่ มึงจำได้ไหมที่พี่เรเขาถามว่าวันนี้ไอ้แก่มาหรือเปล่า เขาบอกว่าเดี๋ยวผมเล่นหนังเสร็จ ผมขอนั่งเล่นหน้ามอฯ ต่อได้ไหม ผมอยากอยู่เล่นกับไอ้แก่ ซึ่งทุกคนจะรู้ว่าพี่เรเขาติดผมมาก เพราะผมคุยสนุก ตลก” 

 “เชื่อไหมในชีวิตผมมีรูปคู่กับเขาแค่ 2 รูปเอง รูปแรกเมื่อเกือบ 17 ปีที่แล้ว ขอเขาถ่าย ตอนนั้นมือถือเพิ่งถ่ายรูปได้ ผมเพิ่งเรียนจบ จนเมื่อ 5 ปีก่อน ก็ถ่ายกับเขาอีก เพราะเขาบอกว่ามึงไม่ถ่ายรูปกับกูเลยเหรอวะ ไหนเสื้อทีมมึงเอามาให้กูใส่หน่อย” 

 “วันนี้พอเขาไม่อยู่ ตื่นเช้ามาเขาไม่ได้กดไลก์เราแล้ว มันก็รู้สึกขาดเหมือนกันนะ”

Friend Fries

 สวัสดีคะ มาคุยกันเถอะนะค่ะ 

 จงกรอกรายชื่อเพื่อนสนิท…

 คำตอบขีดเส้นใต้สองบรรทัด พี่มงลู่ พี่มาชู 

 สาวน้อยในโลกจินตนาการใบใหญ่ของเธอแน่นขนัดไปด้วยผองเพื่อนและสีสัน วัย 25 ขวบของเธอเพิ่งบวกหนึ่งมาหมาดๆ เป็นอีกปีที่เธอไม่ได้ร่วมฉลองเป่าเค้กกับใครเป็นพิเศษ จะมีก็แต่แขกคนสำคัญอย่าง พี่มาชู ที่ขึ้นแท่นสหายคนสนิทของ ปันปัน ยีย์ยีย์ ในปัจจุบัน

 พรของเธอในปีนี้ ขอให้โลกมีแต่สิ่งดี๊ดี ได้อยู่ในที่ดี๊ดี ได้เจอคนดี๊ดี ฟู่วว เทียนดับพร้อมสหายขนนุ่มอีกครั้ง

 เมื่อเข้าสู่วัย 26 เธอจึงถือโอกาสหันหลังกลับไปมองวัยที่เพิ่งก้าวพ้นมาพร้อมเอ่ยถึงเรื่องเล่าขานที่ทำสีหน้าเธอเหี่ยวลงเหมือนเฟรนช์ฟรายนิดหน่อย 

 “ตั้งแต่เด็กปันปันเป็นคนเพื่อนน้อยมาก” 

 นิ้วมือทั้งสิบกำลังทำหน้าที่นับอย่างขะมักเขม้น สรุปยอดเพื่อนเบ็ดเสร็จด้วยการพับมือเก็บไปหนึ่งข้าง ด้วยสีหน้าอ้างว้างพร้อมบอกว่าแค่ 5 นิ้วก็เพียงพอแล้ว

 แม้ความสัมพันธ์ของกลุ่มบุคคลประเภทนี้จะจำนวนน้อยนิดไปหน่อย คำตอบด้วยเส้นเสียงน้อยๆ ออกจะอ้อมแอ้มไปบ้าง แต่เธอมองว่าความสัมพันธ์ที่เรียกว่า ‘เพื่อน’ ยังคงสำคัญและจำเป็นกับเธอเสมอไม่ว่าจะด้วยรูปแบบมนุษย์หรือสมาชิกขนปุกปุย

 “นอกจากครอบครัว ก็คงเป็นความสัมพันธ์เพื่อนนี่แหละที่เห็นในทุกสเต็ปของเรา เราสามารถเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องคิดอะไร”

 สิ่งมีชีวิตจำพวกนี้สำหรับเธอเปรียบเสมือนโชคชะตา อุปนิสัยพื้นฐานที่ค่อนข้างช่างมันไปซะทุกอย่างคติที่ถือไว้ส่วนมากคือไม่ว่าอะไรที่ผ่านเข้ามาก็คิดซะว่าดีไว้ก่อน รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นความสัมพันธ์ที่สื่อสารกันผ่านสายตาก็เข้าใจไปซะแล้ว

 ส่วนคำถามถัดมาที่ชวนพลิกสลับกลับมุมมองว่าแล้วเพื่อนชอบใช้ฟังก์ชันไหนของคุณในความสัมพันธ์นี้ เธอตอบได้อย่างมั่นใจเลยว่า “ไม่มี เราไม่ค่อยมีประโยชน์อะไร”

 รอยยิ้มถูกยีขึ้นอีกครั้งเมื่อเธอภูมิใจนำเสนอความจริงอีกอย่างว่า อย่างน้อยเพื่อนจำนวนหนึ่งกำมือของเธอก็ไม่เคยลดลงเลย

 ถ้าย้อนเวลากลับไปเธอก็อยากจะบอกกับเด็กหญิงปันปันที่คอยนั่งอิจฉาเพื่อนแก๊งใหญ่แก๊งโตว่า “ไม่ต้องน้อยใจหรอกนะที่เพื่อนน้อยเป็นเราแบบนี้ก็ดีแล้ว ไม่มีอะไรต้องคิดมาก”

 ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์มิตรภาพที่แน่นแฟ้นขนาดนี้เป็นพรที่เธอขอทุกปี หรือสาวน้อยผมแกละคนนี้มีเคล็ดลับมัดใจเพื่อนได้อยู่หมัดกันแน่

 “ก็ เอาจริง คือ”

 “ไม่รักษาเลย”

 “ไม่มีตอนไหนเลยที่รู้สึกว่าเราจำเป็นต้องรักษาขนาดนั้น”

 ยอมรับตามตรงว่าในใจลึกๆ แอบอุทานว่า เอาจริงดิ… แต่ขอโอกาสหายใจลึกๆ แล้วฟังต่อก่อนดีกว่า

 “เราว่ามันเป็นความสัมพันธ์ที่อยู่กันไปเรื่อยๆ ตามธรรมชาติ มันก็มีช่วงที่เพื่อนสนิทหายไปบ้าง ก็ไม่บ้างหรอก หายไปเลยก็มี แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกว่านี่คือการเลิกเป็นเพื่อน เพราะความจริงเขาก็แค่ยุ่งกับงาน พอเสร็จหน้าที่การงานเขาก็กลับมารับหน้าที่เป็นเพื่อนเราเหมือนเดิม”

 ก่อนทิ้งท้ายด้วยประโยคอวดเบ่งเบาๆ ว่า “เพื่อนสมัยตอนอนุบาลสองก็ยังคบกันเหมือนเดิมอยู่เลย” 

 “ปันว่าเพื่อนเป็นสถานะที่เลิกกันไม่ได้ แค่อยู่กันไปเรื่อยๆ อยู่กันไปโดยอัตโนมัติ ส่วนตัวแล้วไม่ค่อยได้คิดอะไรมากกับความสัมพันธ์เหล่านี้สักเท่าไหร่ ชนิดที่ว่าใครจะอยู่กับเราก็อยู่ ถ้าใครจะออกก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร”

 “ปัน keep in touch กับทุกคนเสมอเลย อยากให้รู้ไว้ว่าถ้าปันปันหายไปแปลว่างานยุ่ง”

 ถึง ผองเพื่อน

 “ขอบคุณสิ่งมีชีวิตเพื่อนทุกคนที่อยู่ข้างๆ มาตลอด ได้เห็นปันลองทำอะไรหลายอย่าง แล้วก็เป็นกำลังใจให้ในทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มจนจบ ดีใจ มีเพื่อนให้กำลังใจเยอะมาก” 

 รักนะค่ะ ปันปัน ยีย์ยีย์ 

 เพื่อน (น.)

 ฉบับ ปันปัน ยีย์ยีย์

 เพื่อนเหมือนกระจกที่ส่องไปแต่ว่า…ไม่ใช่เรา

 คงเป็นความคล้ายมากกว่า ไม่ใช่ในเชิงรูปพรรณสัณฐาน แต่เป็นเรื่องของความเข้าใจที่เข้ากันไปซะทุกอย่าง มีความเป็นเราในอีกหลากหลายมิติที่สำคัญคือ เป็นเพื่อนไม่ต้องเลิกกัน

Until We Meet Again

 “บ้านเรามันไกลมาก จะมาเจอกันนี่ไม่ง่ายเลย”

 เอ-สุประพล นกทอง เอ่ยขึ้นในช่วงหนึ่งของบทสนทนาอันยาวนาน และขยายความต่อว่า สมัยที่ยังเป็นนักการตลาดอยู่ที่กรุงเทพฯ หากคิดถึงเพื่อนฝูง อยากคุย อยากเจอ เพียงยกหูโทรหากริ๊งเดียว เย็นวันนั้นก็ได้เจอเพื่อนสมใจ ด้วยว่าแต่ละคนอยู่ห่างกันแค่ไม่กี่สถานีรถไฟฟ้า แต่ทุกวันนี้เขายอมรับว่านานทีปีหนถึงได้เจอเพื่อนสักครั้ง

 “ระยะทางที่ไกลมันจะยิ่งคัดกรองอีกชั้นว่าใครตั้งใจมาหาเรา ตั้งใจที่จะมีเราอยู่ในชีวิตเขาจริงๆ” เขาสรุปอย่างนั้น

 ปัจจุบันเอลาออกจากงานประจำและกลับบ้านเกิดมาเปิดโฮมสเตย์ริมแม่น้ำอยู่ที่ อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท ชื่อว่า พอดิบพอดี โฮมสเตย์ และความที่ชัยนาทเป็นจังหวัดที่ไม่มีสนามบินร่อนลง มีแต่ร่อนผ่าน ฉะนั้นถ้าว่ากันด้วยระยะทาง หากอยากมาหาเขาที่นี่ เพื่อนคนกรุงเทพฯ ต้องขับรถส่วนตัวด้วยระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร ส่วนเพื่อนที่อยู่ไกลขึ้นไปอีก ระยะทางก็อาจเพิ่มเป็นหลายร้อยจนเกือบพันกิโลเมตร

 แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีเพื่อนแวะเวียนมาหาได้ทุกวัน ทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือน ซึ่งเอยอมรับและเข้าใจเงื่อนไขนี้ดี

 แต่มีเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งที่ทำให้เอได้เจอเพื่อนฝูงมากมายในรอบหลายปี

 “ตอนสูญเสียคุณพ่อคุณแม่ เราก็จัดงานศพให้ท่านที่บ้านนี่แหละ ที่ชัยนาท ไกลขนาดนี้แต่เพื่อนก็ยังมาหา บางคนมาทุกวัน มาเช่าห้องอยู่ใกล้ๆ บางคนก็มานอนด้วย เขาพยายามทำมากที่สุดเท่าที่เขาพอจะทำได้ ตอนนั้นจำได้ว่าไม่ค่อยได้คุยอะไรกันด้วย เพราะเราก็เสียใจอยู่ แต่แค่เพื่อนมาอยู่ใกล้ๆ มันก็รู้สึกโอเคแล้ว”

 การเดินทางมาหากันในวันนั้นทำให้เอตั้งปณิธานบางอย่างกับตัวเอง

 “ถ้าเพื่อนสูญเสียใครไป เราจะไปหา ไปอยู่ข้างๆ จะอยู่ไกลแค่ไหน หรือต่อให้ยังทำงานประจำอยู่ก็จะลา ถ้าเป็นงานแต่งงานบวชใส่ซองไป ทุกความสัมพันธ์มีความสุขด้วยกันมันง่าย สำคัญตรงเวลามีความทุกข์แล้วเรามีคนมาช่วยแชร์ไหม มันไม่ช่วยทำให้ปัญหานั้นดีขึ้นหรอก แต่อย่างน้อยเรารู้ว่ายังมีคนที่อยู่ข้างๆ เราเสมอ ดังนั้นถ้าถามเราว่าโตแล้วเพื่อนยังสำคัญไหม เราว่าสำคัญมากๆ”

 ค่าที่เขาตัดสินใจกลับบ้านเกิดไปเปิดโฮมสเตย์ ซึ่งสร้างระยะห่างระหว่างเขากับเพื่อนฝูงหลายร้อยกิโลเมตร เราถามเขาว่า ใช้วิธีไหนในการแสดงออกให้เพื่อนรู้ว่าเรายังรักและห่วงใยอยู่เหมือนเดิม ยังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม คำตอบที่ได้รับกลับไม่ใช่เรื่องโทรหาบ่อยๆ หรือเจอหน้าค่าตา เขาเชื่อเรื่องความเข้าอกเข้าใจ

 “ความสัมพันธ์มันคือเรื่องของจังหวะและเวลา จังหวะนี้เรายุ่งอยู่ หรือเพื่อนเราในวัยนี้ที่ Mid-Life สุดๆ บางต้องดูแลลูก บางคนพ่อแม่ไม่ได้แข็งแรงแบบเดิม เขาก็ต้องอยู่ดูแล เอาแค่ปัจจัยเท่าที่พูดมามันก็ทำให้เวลาเราไม่ตรงกันแล้ว แต่มันมองอีกมุมก็ได้นะ ถ้าเป็นเพื่อนกันจริง ต่อให้มีเงื่อนไขยังไงเราจะหาวิธีมาเจอกันได้อยู่ดี เราจะลบเงื่อนไขเหล่านั้นออกไปได้เสมอ”

 “อยากพูดอะไร อยากทำอะไรก็ทำเถอะ ทำไปเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อย่าคาดหวังว่าเขาจะทำแบบนั้นกลับมา เพราะภาษารักของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่างเราแทบไม่เคยบอกรักพ่อแม่เลย ซึ่งมันก็ลามมาถึงเพื่อน ถึงน้อง ถึงคนรัก ทำแล้วจะรู้สึกเคอะเขิน เพราะเราไม่ได้ถูกบอกรักมาไง ครอบครัวเราไม่ได้เป็นแบบนั้น”

 และก่อนที่จะหวังให้อีกคนมาเติมส่วนที่ขาด เขาคิดว่าเราต่างควรดูแลชีวิตของตัวเองให้แฮปปี้ มีความสุขเต็มร้อยเสียก่อน แล้วค่อยมาเป็นส่วนดีๆ ในชีวิตของกันและกัน

 “อย่าบกพร่องไปหากันเลย อย่าเว้าแหว่งไปหากันเลย แค่สิ่งที่เขาเผชิญอยู่มันก็หนักหนาพอแล้ว เรื่องบางเรื่องเขาก็ไม่ได้อยากเล่าให้เราฟังหรอก แต่ถ้าเพื่อนยินดีและเต็มใจรับฟังก็โอเค เราว่าเพื่อนที่ดีจะยินดีรับฟังเราทุกเรื่อง ถ้าเป็นแบบนี้ก็บอกกล่าวกันได้”

 วัยและวันที่เพิ่มขึ้นย่อมพัดพาเพื่อนบางคนที่จังหวะเวลาไม่ตรงกันออกไปจากชีวิตประจำวันของเราอย่างเงียบๆ จากที่เคยเจอกันทุกวัน กลายเป็นเดือนละครั้ง ปีละครั้ง หรือหลายปีครั้ง จนบางทีก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าวันหนึ่งอยู่ดีๆ ก็กลายเป็นว่าไม่ได้อยู่ในชีวิตประจำวันของกันและกันแล้ว เรายังเป็นเพื่อนกันอยู่หรือเปล่า

 “ไม่ว่าเราจะดีจะร้ายยังไง ไม่ได้คุยได้เจอกันนานแค่ไหน เพื่อนก็ยังมองเราเหมือนเดิมเสมอ ถ้าเป็นคนรักมันอาจจะเปลี่ยนได้ใช่ไหม อาจกลายเป็นคนไม่รู้จักกัน แต่เพื่อนบางทีมันไม่เปลี่ยนนะ โห่ ถ้านับดูตอนนี้ เรามีเพื่อนเหลืออยู่แค่หลักหน่วยเองมั้งเนี่ย”

 แต่เราทุกคนจะมีเพื่อนบางคน

 เพื่อนคนที่เป็นเจ้าของเบอร์มือถือที่เราเคยรับสายและโทรออกบ่อยกว่าใครในเครื่อง เพื่อนคนที่เราจินตนาการไม่ออกว่าจะสนิทกับใครได้เท่านี้อีกไหม เพื่อนคนที่เคยสัญญากันว่าจะมาซื้อบ้านอยู่ข้างกัน เพื่อนคนที่เคยคิดว่าจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป เมื่อทางเดินต่างกัน เป้าหมายในชีวิตต่างกัน วิธีมองโลก สังคมที่เจอ

 รู้ตัวอีกที เลขสิบหลักนั้นจะโทรไปก็กลายเป็นเรื่องยากขึ้นมาเสียแล้ว

 “ชีวิตคนเราเกิดมาเพื่อปล่อยมือถูกไหม” เอพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

 “ลองสังเกตดูนะ ไม่จากเป็นก็จากตาย เราเจอเหตุการณ์พวกนี้กันมาตั้งแต่เด็ก เราแค่ไม่ทันได้สังเกตมัน เคยสังเกตไหมว่าเพื่อนประถมเราหายไปไหน เพื่อนมัธยมต่อให้บอกว่าสนิทกันสุดๆ แต่มันก็หายไปอยู่ดี”

 “ที่มันเป็นแบบนั้น เพราะความสุขและเป้าหมายในชีวิตเราไม่เหมือนกัน สมมติเราอยู่ใต้สุดแล้วบอกว่าอยากไปเชียงใหม่ มันมีเส้นทางเยอะมากให้ไป ฉะนั้นคนที่คิดเหมือนเราอยากไปทางเดียวกับเรามันต้องมีน้อยอยู่แล้ว การที่มีใครสักคนหล่นหายไปมันเป็นเรื่องปกติ ถ้าตอนนี้เรายังมีใครที่ยังอยู่ข้างๆ เห็นเราเติบโตแล้วชื่นชมยินดี ก็รักษาเขาไว้ดีๆ”

 “ส่วนคนที่จากเราไปแล้ว เราคิดถึงได้แหละ มันไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร หรือบางทีเราอาจจะวนมาเจอกันอีกก็ได้”

Tada!

 เพื่อคนดู เพื่อยอดไลก์ เพื่อความปัง 

 ‘นัท นิสามณี เลิศวรพงศ์’ ขอทุ่มสุดตัวให้กับทุกคอนเทนต์ที่เธอแวะไปโลดแล่นบนหน้าจอหรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์อย่างหม่าม้า อาม่า ลูกวิ พี่สกาย ที่ขาดไม่ได้ แก๊งหิ้วหวี ไหนเล่าซิ ความสัมพันธ์ของเพื่อนสำหรับพี่นัทแล้วของมันต้องมีไหม

 “ไม่มีเลย”

 ท๊าดา…

 “(หัวเราะ) เอาแบบอินไซด์เนาะ นัทมองว่าในวัยนี้เพื่อนอาจไม่ใช่คนที่ต้องใช้เวลาด้วยตลอดทั้งหมด ยอมรับว่าพออายุเยอะขึ้นการใช้เวลาในวันหนึ่งของเรามันมีจำกัด มีคุณค่ามาก 

 ตอนเราเป็นเด็ก เราก็เป็นพวกที่เพื่อนมาก่อนเสมอ ไปเที่ยวกับเพื่อนอยากอยู่กับเพื่อน กินข้าวกับเพื่อน จอยกับเพื่อน แต่พออายุเยอะขึ้นนัทเริ่มหันมาดูแลตัวเอง สิ่งนี้แหละที่มันทำให้เรามีเวลากับเพื่อนน้อยลง

 ทุกวันนี้นัทเที่ยวกับเพื่อนน้อยมาก น้อยมากคือไม่มีเลย เพราะเพื่อนของนัทเที่ยวกลางคืนกันหมด (หัวเราะ) แต่ความเป็นเพื่อนมันไม่ได้หายไปเพราะว่าไม่ได้แปลว่าเราไม่ได้เที่ยวด้วยกันเราต้องเลิกเป็นเพื่อนกัน”

 เธอว่าพลางขอหยิบเลขอายุ 35 มาอวดอ้างพลางสอนสั่งว่า

 “การเป็นเพื่อนของโลกผู้ใหญ่ เรามีเพื่อนน้อยลงก็จริงแต่ใครที่ยังเป็นเพื่อนกับเราอยู่ มันก็จะอยู่อย่างนั้นยาวๆ ตอนเด็กมันอาจมีคนที่พอไม่เจอก็ห่างกันไปแต่วัยนี้ต่อให้ไม่เจอกัน พอเจอหน้าก็เข้าใจกันทันที”

 แอ๊บ ความหมายตรงตัวคือการเสแสร้งแกล้งทำเพื่อให้บุคลิก พฤติกรรมต่างจากความเป็นจริง อาจเพื่อความดูดีหรือขี้เล่น

 และถูกต้องแล้วครับ นัทนิสาเป็นคนแอ๊บ

 “นัทเป็นคนที่ติดแอ๊บมากก แต่การมาเจอแก๊งเพื่อนอย่างหิ้วหวีมันทำให้นัทกะเทาะเปลือกออกกลายเป็นมนุษย์ที่ไม่ค่อยแอ๊บ เป็นมนุษย์ที่ได้สามารถเป็นไปตามความรู้สึกตัวเองได้เต็มที่”

 โลกของเธอถูกเปิดออกด้วย 5 คาแรกเตอร์ผู้ซึ่งเป็นบุคคลที่เธอเรียกแก๊ง ความแตกต่างถูกจับวางอย่างลงตัว พลังงานและประสบการณ์ถูกส่งต่อเวียนวนซึ่งกันและกัน

 “แก๊งหิ้วหวีมันคือเพื่อนที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นทุกคน

 เพื่อนตอนเด็กเราเข้าใจแค่ว่ามันคือคนที่เราใช้เวลาด้วยกัน มีความสุขด้วยกัน สนุกด้วยกัน แต่หิ้วหวีให้อะไรได้มากกว่าการเป็นเพื่อน มันมีทั้งความสัมพันธ์ ทั้งเงิน และผลประโยชน์ เรียกว่าต่อยอดชีวิตได้เลย ซึ่งมันหาได้ยากยิ่งนะ วิเศษมากๆ”

 คำถามถัดไปหากจะบอกว่าเธอไร้ซึ่งคำตอบก็ใช่ว่าจะไม่ได้

 “ถ้าถามถึงการรักษาความสัมพันธ์ พอคำถามมันชงมาแบบนี้แต่เอาเข้าจริงมันไม่ต้องพยายามที่จะต้องรักษาเลยในมุมนัท

 แก๊งเราก็ไม่ได้รักษาความเป็นเพื่อนแต่มันก็ยังเป็นกันอยู่อย่างนั้น มันเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องฝืน อย่างอีนัทมันไม่ไปเที่ยว มันนอนเร็ว จบ ไม่มีการงอน การโกรธ

 ที่นัทยังนับแก๊งหิ้วหวีเป็นเพื่อน เพราะมันเกิดเป็นความสบายตัว ไม่ต้องรู้สึกว่าฉันต้องฝืนไปในที่ที่ฉันไม่อยากไปเพื่อรักษาความเป็นเพื่อน”

 ไม่รักษาจนหลุดลอยเหินห่าง ไม่ใช่แค่กับเธอคนนี้ แต่มันคือสัจธรรมของโลกทั้งใบคงไม่ต้องแปลกใจหากเพื่อนสนิทในวันนั้นจะกลายเป็นแค่คนรู้จักกันในวันนี้

 “ทุกคนบนโลกก็ย่อมมีเหตุการณ์ที่อายุเท่านี้เราสนิทกับคนนี้ อีกช่วงอายุหนึ่งเราสนิทกับคนนั้น ซึ่งองค์ประกอบส่วนตัวของนัทจะเป็นจำพวกไลฟ์สไตล์ เมื่อก่อนนัทชอบของแบรนด์เนมมาก นัทก็จะมีเพื่อนที่ไปช็อปปิงด้วยกัน แต่พอมาวันหนึ่งไลฟ์สไตล์เราเปลี่ยนไป เราก็กลายเป็นแค่พบเจอกัน ทักทาย หวังดีต่อกัน ไม่นินทากัน แค่นั้น

 แรกๆ ก็รู้สึกงงๆ เพราะคนมันเคยสนิทกันน่ะ แต่พอวันหนึ่งพอเราเคารพตัวเองน่ะ มันก็ย่อมมีคนเข้ามาและจากไปในทุกๆ วัน แต่พอมันเข้าใจในเรื่องของความสัมพันธ์มันก็ไม่มีอะไรต้องมานั่งเสียดาย”

 ถึง ชาวแก๊ง

 เราอาจจะไม่ได้เป็นเพื่อนที่มีเวลาให้ตลอด แต่ถ้าใครมีปัญหาก็พร้อมช่วยเหลือได้เสมอ ถ้าย้อนกลับไปนัทดีใจมากที่ได้ใช้เวลาอยู่กับเพื่อนได้อย่างเต็มที่แล้ว ถึงแม้ว่าตอนนั้นจะไม่มีเวลาให้ตัวเองเลยก็ตาม มันเป็นช่วงชีวิตที่สนุกมากๆ ย้อนไปก็คงไม่แก้ไขอะไร ถึงแม้ว่าทุกวันนี้เราจะไม่ค่อยได้ใช้เวลาอยู่กับเพื่อนก็ไม่มีอะไรต้องเสียดายเพราะเราเคยได้ใช้ชีวิตแบบนั้นไปแล้ว 

 Kiss Mwah

 นิสามณี

Conversation Driven

 เพื่อนฝูงใกล้ชิดย่อมทราบดีว่า แชมป์-ทีปกร วุฒิพิทยามงคล เป็นคนชอบคิดลึก

 คิดลึกในความหมายว่าชอบคิดถึงประเด็นต่างๆ ให้ลึกลงไปจากที่ข่าวบอก คิดและแลกเปลี่ยน คิดและเขียนสรุปออกมาในเฟซบุ๊ก หัวข้อที่เขาเขียนก็มีหลากหลาย ตั้งแต่เทคโนโลยี การทำงาน การเงิน การเปลี่ยนผ่านของช่วงวัย การแต่งบ้าน หลังๆ เขากำลังตื่นเต้นกับ Claude Code จึงเขียนแชร์เทคนิคดีๆ ออกมาหลายโพสต์ ถึงขั้นถูกเชิญไปสอนในองค์กรแล้วด้ว

 เพื่อนฝูงหลายคนอาจหลงรักเขาในความเป็นคนชอบคิดลึกแบบนี้

 แม้ไม่ใช่หัวข้อหลัก แต่ตัวละคร ‘เพื่อน’ มักไปโผล่ในเรื่องราวต่างๆ ที่เขาหยิบมาเล่าเสมอ ในแง่นี้มันบอกว่าเขาเป็นคนซึมซับความสัมพันธ์ของเพื่อนมาไว้กับตัว กำลังไต่ความคิดถึงเรื่องไหนก็มีคำพูดหรือเคสจากเพื่อนฝูงให้นึกถึงและหยิบมาประกอบเรื่องเล่าอยู่เสมอ ในบรรทัดล่างๆ เราจึงชวนเขาหยิบตัวละครเพื่อนขึ้นมาเป็นหัวข้อหลักดูบ้าง

 2026 เป็นปีที่วัยของแชมป์ขยับจากอายุ 39 เป็น 40 ปี อายุที่เปลี่ยนผ่านจาก 3 เป็น 4 สร้างความวิตกกังวลให้กับคนวัยนี้จำนวนไม่น้อย พ่อแม่เริ่มแก่ชรา บางคนต้องแบ่งเวลาให้ลูก วันจันทร์ถึงศุกร์ก้มหน้าก้มตาทำงาน วันหยุดเสาร์อาทิตย์ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ใครหลายคนถึงกับมาเช็กกับคนอื่นๆ ว่า พออายุเข้าเลข 4 ผมเริ่มต้องการเพื่อนน้อยลง รู้สึกเหมือนกันไหมครับ

 แชมป์ในวัย 40 ปีหมาดๆ คิดเห็นอย่างไร เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วเพื่อนยังจำเป็นสำหรับเขาไหม

 “ยังจำเป็นมาก แต่จำเป็นแบบเจาะจงขึ้น ผมไม่ได้ต้องการเพื่อนเยอะ ต้องการเพื่อนที่ ใช่ ไม่กี่คน”

 นิยามของเพื่อนที่ใช่สำหรับแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน แล้วสำหรับแชมป์ เพื่อนที่ใช่ ในวันนี้วัยนี้คือแบบไหน

 “พอโตขึ้น เราพึ่งตัวเองได้มากขึ้นในเรื่องการใช้ชีวิต จ่ายบิลเองได้ ตัดสินใจเองได้ อยู่คนเดียวก็รอด แต่มีอย่างหนึ่งที่พึ่งตัวเองไม่ได้จริงๆ คือการได้คิดกับใครสักคนที่คิดในระดับเดียวกัน ผมเป็นคนที่มีความสุขกับบทสนทนาที่ลงลึก ไม่ใช่คุยเล่นผ่านๆ แต่เป็นการเอาความคิดมาวางแล้วช่วยกันขยับมัน ของแบบนี้หาเองไม่ได้ ต้องมีอีกคน”

 เป็นที่เข้าใจกันว่าช่วงที่กำลังก้าวเข้าสู่ปีใหม่ แชมป์มักส่งท้ายปีเก่าด้วยการเขียนสิ่งที่ได้เรียนรู้ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงในตัวเอง และเอ่ยคำขอบคุณผู้คนมากมายในชีวิตลงบนเฟซบุ๊กอยู่เสมอ หนึ่งในกลุ่มคนที่แชมป์เอ่ยคำขอบคุณอยู่บ่อยๆ นอกจากครอบครัวแล้วก็คือ เหล่าเพื่อนฝูงในชีวิต

 เรานึกถึงโพสต์ที่เขาเขียนเล่าว่า หลังถูกเลย์ออฟจาก Amazon Prime Video เขาย้ายจากสิงคโปร์และกลับมาเริ่มงานใหม่ที่เมืองไทย ลงทุนเช่าบ้านอารีย์ เพื่อความสะดวกในการเดินทาง แต่การตัดสินใจนั้นนำมาซึ่งความเครียด นอนน้อย เหี่ยวเฉา ซึ่งเพื่อนๆ สังเกตได้ว่านี่ไม่แชมป์เวอร์ชันปกติที่พวกเขารู้จัก

 เขาตัดสินใจลาออกและเริ่มงานใหม่ (อีกครั้ง) สภาพแวดล้อมใหม่ ชีวิตใหม่ แชมป์เล่าว่าเมื่อได้ไปเจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมาสามสี่เดือน เพื่อนทักว่าดูผอมลง หน้าใส ดูสดใสขึ้น ความคิดความอ่านสร้างสรรค์ขึ้น กลับมาเป็นแชมป์ในเวอร์ชันปกติที่เพื่อนฝูงรู้จักและรักใคร่

 หากใครที่คิดตามเฟซบุ๊กของแชมป์ย่อมทราบดีว่า มักมีเพื่อนแวะเวียนมาพบปะสังสรรค์ที่บ้านอารีย์เป็นประจำ ว่ากันด้วยกายภาพ นั่นอาจเป็นวิธีรักษาความสัมพันธ์รูปแบบหนึ่ง แต่ถ้าว่ากันด้วยทัศนคติ ด้วยความเชื่อ แชมป์มองว่าถ้าเป็นเพื่อนที่นิสัยใจคอและจริตบางอย่างตรงกัน ไม่จำเป็นต้องออกแรงพยายามรักษาความสัมพันธ์เพื่อให้ความเป็นเพื่อนยังคงอยู่

 “เพื่อนที่ baseline ตรงกันจริงๆ ผมไม่รู้สึกว่าต้องเช็กอินบ่อยๆ หายกันไปเป็นเดือนเป็นปี พอกลับมาเจอก็ต่อติดตรงที่ค้างไว้ได้เลย เหมือนไม่มีช่องว่าง ความสัมพันธ์แบบนี้ไม่ได้วัดกันที่ความถี่เท่าไร”

 “แต่ผมก็ไม่เชื่อว่าทุกอย่างจะรอดได้เองโดยไม่ทำอะไรเลยนะ มันมีบางความสัมพันธ์ที่ผมเลือกลงแรงตั้งใจดูแล เช่นการวิ่งด้วยกันทุกอาทิตย์กับเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งอาจไม่ใช่การพยายามรักษามิตรภาพตรงๆ แต่เป็นการสร้างพื้นที่ประจำให้เราได้อยู่ด้วยกันสม่ำเสมอ แล้วมิตรภาพมันดูแลตัวเองต่อจากตรงนั้น ผมว่ากุญแจไม่ใช่การพยายามรักษา แต่คือการมีพิธีกรรมร่วมกันสักอย่างที่ทำให้ไม่ต้องพยายาม”

 มองอีกมุม ถ้ามิตรภาพผูกโยงอยู่กับพิธีกรรมที่ต้องแวะมาทำร่วมกัน ถ้าวันหนึ่งบางมิตรภาพไม่ได้มีพิธีกรรมคอยประครองไว้ล่ะ มันมีบ้างไหม ความสัมพันธ์ที่เขาปล่อยปละละเลย ไม่ตั้งใจดูแล กระทั่งทำมิตรภาพดีๆ หล่นหายไป ถ้าย้อนนึกถึงผู้คนเหล่านั้น มันคือการนึกถึงด้วยความรู้สึกแบบไหน

 “ส่วนใหญ่ผมปล่อยวางได้แล้ว โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่หลุดหายเพราะเราเดินไปคนละทาง baseline ที่เคยตรงกันมันค่อยๆ เคลื่อนออกจากกัน จนสุดท้ายไม่มีอะไรให้คุยกันจริงๆ อันนั้นผมเข้าใจและไม่ฝืน คนเราเปลี่ยน และการที่เพื่อนบางคนอยู่กับเราแค่บางช่วงของชีวิตก็ไม่ได้แปลว่าตอนนั้นมันไม่จริง”

 “แต่ผมก็ไม่อยากโกหกว่ามันสะอาดหมดจดไม่มีอะไรค้าง ผมเป็นคนที่รู้สึกกับความสูญเสียค่อนข้างชัด มันมีบางคนที่พอนึกถึงแล้วยังมีความเสียดายจางๆ อยู่ ไม่ได้เสียดายจนอยากย้อนกลับไปแก้นะครับ แต่เป็นความอาลัยแบบที่รู้ว่าถ้าตอนนั้นเราใส่ใจอีกนิดมันอาจไปต่อได้”

 ไม่ต่างจากแชมป์ เราเชื่อว่าใครหลายคนเคยมีความรู้สึกทำนองนี้ เช่นนั้นแล้วแชมป์พยุงตัวเองยังไงในเมื่อเงื่อนไขจริงแท้อย่างหนึ่งคือชีวิตยังต้องเดินหน้าต่อไป

 “ผมเลือกที่จะไม่ไล่ความรู้สึกนั้นออกไป เพราะการที่มันยังอยู่แปลว่าความสัมพันธ์นั้นเคยมีความหมายจริงๆ และผมว่าการปล่อยวางที่ดีที่สุดคงไม่ใช่การทำให้ไม่รู้สึกอะไรเลย แต่คือการโอบความอาลัยนั้นไว้ได้โดยไม่ต้องให้มันมากดถ่วงเรา”

Living the Nomad Life

 หากไล่เรียงอาชีพการงานของ สธน ตันตราภรณ์ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า พี่ปืน จะพบว่า เขาสวมหมวกหลายใบ

 เขาคืออดีตรองบรรณาธิการบริหารนิตยสาร Vogue Thailand, ผู้อำนวยการฝ่ายแฟชั่นของนิตยสาร L’Officiel Thailand, ยูทูบเบอร์ประจำช่อง Everyday Podcast, ที่ปรึกษา วิทยากร และนักวิจารณ์ด้านแฟชั่น, นักธุรกิจ, นักแสดงละครเวที, นักเขียน, นักแปล และล่าสุดกับบทบาทพิธีกรรายการ The Face Thailand

 เหตุผลอะไรกันที่ทำให้มนุษย์คนหนึ่งมีทำเนียบการงานอาชีพยาวสามบรรทัด 

 “เรามีความฝันเยอะมาก ยุคเราจะถูกสอนว่าไม่ต้องเก่งทุกอย่าง เก่งอย่างใดอย่างหนึ่งแต่เก่งมากๆ มันเหมือนกรอบความคิดว่าถ้าเธอจะเจริญเติบโต เธอต้องขุดลึกในเรื่องนั้น เราอาจเป็นคนที่ขุดลึกแล้ว hit เพดานในหลายๆ เรื่องเร็ว ตอนเป็นเอดิเตอร์ก็ขึ้นเร็ว ตอนทำแฟชั่นก็ขึ้นเร็ว พอขึ้นเร็วมันจึงเกิดคำถามว่าแล้วจะทำอะไรต่อ เรายังมีฝักอื่นอีกที่อยากทำ แล้วทำไมจะไม่ทำล่ะ ส่วนที่เห็นว่ามีพลังมากมายมหาศาลก็อาจจะมาจากชาติปางก่อน (หัวเราะ)”

 หากเปรียบการเติบโตของชีวิตเป็นต้นไม้สักต้น การตัดสินใจบินไปเรียนต่อด้านแฟชั่นที่อังกฤษเมื่อ 20 ปีก่อน ก็เหมือนการพรวนดิน ลงกล้า และรดน้ำ ซึ่งเรียกร้องทั้งแรงกาย แรงใจ และเวลา รายนามอาชีพความยาวสามบรรทัดจึงเป็นคล้ายผล ดอก ใบ ที่มาเบ่งบานเอาทีหลัง

 คนอื่นทำอย่างไรไม่รู้ เมื่อหมายมั่นตั้งใจแล้วว่าจะไปสั่งสมวิชาแฟชั่นในถิ่นผู้ดี เขากำตั๋วแล้วบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปตัวเปล่า ไม่โหลดสัมภาระอันสุดแสนจะนามธรรมที่เราเรียกกันว่า มิตรภาพ ติดตัวมาด้วย

 “เราเคยทิ้งเพื่อนทั้งกลุ่มเลย ตอนไปเรียนต่อเมืองนอก เราวางเป้าหมายไว้แล้วว่าทุกอย่างมันจะเปลี่ยนไปเมื่อเรากลับมา ฉะนั้นเราไม่ได้ทิ้งเขาเพราะเขาทำผิดอะไร เราทิ้งแบบที่เรามีเป้าหมายว่าชีวิตมันจะต้องเดินอีกทางหนึ่งและไม่อยากแบกใครไปด้วย เดี๋ยวเรือมันจะหนัก ก็เลยใจเด็ด ทิ้งทุ่น แล้วก็กลับมาใช้ชีวิตแบบที่ฝันไว้อยู่เป็น 10 ปี”

 “ไม่ใช่ว่าเราจะปีนบันไดแฟชั่นชั้นสูงนะ มันเหมือนเพื่อนเป็นไฟแนนซ์ เราจะไปเป็นคนแฟชั่นอะ คือมันไม่ได้อยู่ด้วยกัน จากนี้เราจะดื่ม กิน และหายใจเป็นอุตสาหกรรม ทั้งหมดเราจะตวงให้กับสิ่งนี้ เราก็เลยทิ้งเพื่อนไปเลย วันดีคืนดีนึกถึงกลุ่มนี้แล้วเสียใจมาก ร้องไห้ออกมาเลย แต่รู้ว่าถ้าเรายังสนิทกันอยู่ เราจะไม่ได้ยืนอยู่ในวันนี้ แล้วก็รู้ด้วยว่าไม่สามารถที่ย้อนกลับไปเป็นแบบนั้นได้อีกแล้ว”

 “เคยเดินเจอกันโดยบังเอิญครั้งหนึ่ง พอคุยกันก็เหมือนคนที่มีไฟนีออนกะพริบๆ อยู่บนหัวว่าเราเคยสนิทกันนะ แต่สุดท้ายก็ต้องเดินออกมา แล้วประโยคสุดท้ายที่ทิ้งกันไว้ก็คือเดี๋ยวกินข้าวด้วยกันนะ จนบัดนี้ผ่านมาอีกเป็น 10 ปี ก็ยังไม่เคยกินข้าวด้วยกัน แล้วก็ไม่มีเบอร์ติดต่อกัน แล้วก็หายจากกันไปเลย”

 เมื่อ 20 ปีก่อนเคยมีคนเปรียบเปรยให้ปืนฟังว่า ความเป็นเพื่อนไม่ใช่สถานะที่เป็นแล้วจะคงอยู่ตลอดไป หากแต่ความเป็นเพื่อนนั้นเรียกร้องบางสิ่งบางอย่างจากคนทั้งคู่ด้วย

 “เราจะคิดว่าคนๆ หนึ่งจะรักเรา อยู่กับเรา และสนิทกับเราไปตลอด เพียงเพราะว่าเขาป็นเพื่อนเรา มันไม่ใช่ เพื่อนจะสนิทกันได้ มันต้องลงทุน ลงทุนด้วยเวลา ลงทุนด้วยเงินทอง ลงทุนด้วยความรัก ลงทุนด้วยความเอาใจใส่ เมื่อไหร่ก็แล้วแต่ที่คุณเอาใจไปทำอย่างอื่นแล้วการลงทุนนี้มันผ่อนไป ก็มีสิทธิ์ที่เพื่อนเขาจะไปรับการลงทุนจากคนอื่น”

 น่าแปลกที่การบินไปเรียนต่อด้านแฟชั่นทำให้มิตรภาพของปืนกับเพื่อนบางกลุ่มสิ้นสุดลง แต่มีเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่แม้ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปใช้ชีวิต มิตรภาพกลับไม่เคยจางหายไปไหน เพื่อนกลุ่มที่ว่าคือ กลุ่มเพื่อนธรรมศาสตร์ จากคนที่เคยตื่นเช้าไปเรียนด้วยกันทุกวัน สนิมสนมกัน คุยกันได้ทุกเรื่อง 

 แม้คืนวันดีๆ มากมายที่เคยมีร่วมกันจะเหลือเพียงพบหน้าเจอตาปีละครั้ง ทว่าเพื่อนธรรมศาสตร์ก็ยังอยู่ตรงนั้นเสมอ กลับมาเจอกันกี่ครั้งก็ต่อกันติด

 “ต้องขอบคุณเครื่องมือสื่อสารที่ทำให้เราปีนป่ายในเส้นทางอาชีพของเราได้ โดยที่เพื่อนยังเข้าใจ เพียงแค่เราทักไปว่า ช่วงนี้ยุ่งอยู่นะ เขาก็เข้าใจแล้ว แล้วก็ไม่สามารถใช้คำว่ากลับมาเป็นเพื่อนกันได้ เพราะมันไม่เคยจากกัน และทุกครั้งที่กลับมาเจอกันยังหัวเราะเฮฮา”

 “เป็นเพื่อนกลุ่มที่เคยพูดกันว่าถ้าเราเจอกันวันนี้ เราจะไม่คบกัน เพราะเราไม่เคยรักอะไรซึ่งกันและกันเลย แต่ในวันนั้นเราเจอกันในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มันคือส่วนผสมที่ลงตัว มันทำให้เราอยู่ด้วยกันได้ แม้จะพูดจาไม่เข้าหู คิดอะไรบ้าๆ เพี้ยนๆ ไปบ้าง แต่เพื่อนก็รับได้ เหมือนเราอนุญาตให้แต่ละคนไปสำรวจชีวิตตัวเองแล้วค่อยกลับมาเจอกัน”

 รู้ตัวอีกที ต้นไม้ที่เคยปลูกไว้เมื่อ 20 ปีก่อนก็เติบโตและแทงยอดสูงลิ่วเสียจนมองเห็นได้กว้างและไกลขึ้น ผ่านฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูแล้ง สั่งสมสิ่งที่ชอบ สิ่งที่รัก และสิ่งที่ไม่รักชอบ ในวัย 43 ปี เขารู้แล้วว่าอะไรในชีวิตที่อยากเก็บไว้ อะไรบ้างที่พร้อมปล่อย

 “วันนี้เราอาจจะมองว่าคนอายุ 43 หรือ 50 มันยังดูไม่กลางคนเลย ยังดูซู่ซ่ากันอยู่ แต่ลึก ๆ mindset มันเข้ากลางแล้ว หลังจากนี้มันคือการเตรียมตัวสำหรับนับถอยหลัง มันไม่ได้ขาขึ้น แล้วมันก็ไม่ใช่ขาลงแล้วนะ มันต้องเตรียมตัวว่าฉันจะแก่อย่างไร ฉันจะประสบความสำเร็จไปถึงตรงไหนต่อ และฉันจะอยู่อย่างไร”

 “เพื่อนสำคัญแน่นอน แต่เราก็มองว่ามิตรภาพเป็นเหมือนทุกสิ่งในโลกนี้ที่มีวันหมดอายุได้ เราเริ่มมีความคิดว่า ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีอะไรเหลือ เราจะอยู่ได้ไหม ถ้าพรุ่งนี้พ่อแม่จากไป เราอยู่ได้ไหม ถ้าพรุ่งนี้คนรักเราจากไป เราอยู่ได้ไหม ถ้าพรุ่งนี้เพื่อนไม่อยู่กับเรา คำตอบคือ เราอยู่ได้ทั้งสิ้น”

 คำว่า อยู่ได้ทั้งสิ้น ฟังเผินๆ เหมือนคำตอบของคนที่พร้อมจะปล่อยมือจากทุกคน แต่เขาไม่ได้เป็นคนแบบนี้มาตลอด ตรงกันข้าม เมื่อก่อนเขาเป็นคนติดครอบครัวยิ่งกว่าใคร และรู้สึกเจ็บปวดอยู่ลึกๆ หากทำอะไรแล้วครอบครัวไม่ซัปพอร์ต กับคนรักก็จินตนาการไม่ออกว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรหากไม่มีกันและกัน

 “พอมันเริ่มตั้งเค้าตั้งแต่ครอบครัว คนรัก การงาน เราเพิ่งคิดกับตัวเองว่าถ้าพรุ่งนี้ไม่มีใครให้งานแล้ว ก็ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวจะไปหาอะไรทำอย่างอื่น ถ้าใครทอดทิ้งเรา ความสัมพันธ์หมดอายุแล้ว เราก็จะไม่เป็นไร การมีเพื่อนมันดีกว่าอยู่แล้ว แต่อย่าหลงรักไอเดียที่จะต้องมีคนอื่นอยู่กับเราเสมอ เราจำเป็นต้องเป็นเพื่อนกับตัวเองให้ได้”

 จะว่าไปแล้ว ความคิดเช่นนี้ใช่ว่าเป็นแพ็กเกจที่ได้จากการตัดสินใจบินไปเรียนต่อที่เมืองนอก หรือเพิ่งมาตกผลึกเอาในวัย 43 ปี แต่ถ้าย้อนไปไกลกว่านั้น เขาเคยใช้ชีวิตอยู่กับการพบเจอ รู้จัก นึกรัก และจากลา ในลักษณะนี้มาแล้วตั้งแต่ครั้งที่เขายังเป็นนักแสดงละครเวที

 “ฝรั่งเขาจะเรียกว่า Theater Nomad คนที่ทำละครเวที หรือคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมบันเทิงประเภทนี้ ความที่มันต้องอยู่ด้วยกันเป็นเดือนๆ กินอยู่ด้วยกัน เราจะรักกันมาก แต่ท้ายที่สุดพอละครจบ ปิดม่าน แม้ว่าเราสนิทกันมาก รักกันมาก ให้ตายยังไงเราก็ต้องย้ายโปรดักชัน เพราะมันไม่สามารถเป็นคณะเดิมได้ เราต้องไปเล่นเรื่องใหม่ โปรดักชันใหม่ เจอคนใหม่”
“ด้วยความที่ละครเวทีมันเป็นอาชีพแรกของเรา มันก็คงติดอยู่ใน DNA ของเรา เราพร้อมจะกระโดดไปสู่โปรดักชันถัดไปเสมอ พร้อมใช้ชีวิตในบทถัดไปอยู่เสมอ เราเคยมีเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่รักกันมาก แล้ววันหนึ่งด้วยระยะเวลามันก็ทำให้เราหายไปจากเขา หรือเขาหายไปจากเรา แล้วเราก็เข้าสู่โหมดใหม่ การทำงานใหม่ คณะใหม่ วงการใหม่ มันเป็นแบบนี้มาตลอด แล้วพอกลับมาอยู่บ้านเรา อยู่ตัวคนเดียวบนเตียงของเรา เราก็จะกลับมาเป็นตัวเราปกติ เราอยู่ได้”

 ถึงอย่างไร ชีวิตของนักพเนจรใช่ว่ามีแต่คำบอกลา หรือความเว้าวอนต่อมิตรภาพที่หล่นหายไป ตรงกันข้าม มันกลับพัดพาเพื่อนพ้องน้องนุ่งกลุ่มใหม่เข้ามาในชีวิตปืน คนที่สนใจอะไรคล้ายๆ กัน หัวเราะในเรื่องคล้ายๆ กัน และตาลุกวาวกับเรื่องคล้ายๆ กัน

 “ตั้งแต่เรามีโอกาสร่วมงานกับค่าย Farose ทำให้ได้รู้จักทั้งกับเหล่าพี่ๆ น้องๆ ดาราช่อง ทีมงานคนรุ่นใหม่ที่อยู่เบื้องหลัง สิ่งที่สัมผัสได้ชัดคือการได้อยู่ท่ามกลางผู้คนที่หลงใหลในความรอบรู้ และใฝ่รู้ในเรื่องที่หลงรัก ทำให้ตัวเราในวัยนี้รู้สึกเหมือนได้กลับไปเยือนห้องเรียนที่มี nerd and geek ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นที่เราไม่มีเหตุให้สนิทด้วยสมัยก่อน”

 ซึ่งสำหรับปืนในวัย 40+ มิตรเยี่ยงนี้ถือเป็นแต้มบุญชีวิต เจอกันแต่ละทีมีแต่เสียงหัวเราะ

Friends on my Bookshelf

 มีทั้งล่มแบบไม่ได้ตั้งใจ และล่มแบบตั้งใจ มีความหมายว่าบางครั้งมีธุระด่วนต้องไปจัดการจริงๆ หรือไม่ก็ฝนถล่มเมืองชนิดต้องแจวเรือมาหากันเท่านั้น ส่วนล่มแบบหลังคือ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพิมพ์คำโกหกจำพวกว่า ติดธุระ งานยุ่ง ไปหาเพื่อน ทั้งที่ความจริงก็ยังว่างอยู่

 เราต่างรู้กันดีว่ามีสาเหตุนับล้านที่อาจทำให้นัดของเรากับเพื่อนล่มไม่เป็นท่า 

 เพชร-ทิพย์สุวรรณ ตั้งอมรสุขสันต์ คิดเห็นอย่างไร

 “เราไม่มีปัญหากับการที่เพื่อนมาสายหรือยกเลิกนัด เพราะเราคิดว่าเราต้องซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเองก่อน แม้จะเป็นเพื่อนสนิทมากก็เถอะ แต่บางวันเราก็ไม่อยากเจอ หรือรู้ว่าเขาจะมาบ่นเรื่องที่เราไม่อยากฟัง เราก็บอกว่าไม่สะดวกได้ เราต้องรับผิดชอบความรู้สึกของตัวเองก่อน”

 คนในแวดวงร้านหนังสืออาจรู้จักเธอดีอยู่แล้ว หากแต่คนที่ไม่รู้จัก เราขอแนะนำสั้นๆ ว่าเพชร-ทิพย์สุวรรณ ตั้งอมรสุขสันต์คือหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง House of Commons Book Cafe & Space ร้านหนังสืออิสระบรรยากาศสุดอบอุ่นย่านตลาดน้อย นอกจากมีหนังสือหลากหลาย ร้านหนังสือแห่งนี้ยังมีลิสต์กิจกรรมยาวเหยียด อย่างเช่นว่างานเสวนา บอร์ดเกม ฉายหนัง ฯลฯ

 ข้อสรุปที่ใครหลายคน หรือแม้แต่การศึกษาวิจัยในต่างประเทศพูดตรงกันก็คือ คนวัยผู้ใหญ่มีเพื่อนที่สามารถคุยกันได้ทุกเรื่องแค่ไม่กี่คน หรือพูดอย่างถึงที่สุด งานวิจัยบอกว่าคนวัยผู้ใหญ่จะมีเพื่อนสนิทแค่สองสามคนเท่านั้น ถ้าว่ากันด้วยปริมาณ ในวัยนี้วันนี้เพชรมีเพื่อนมากน้อยแค่ไหน เราสงสัยดังไปถึงปลายสาย

 “พอเราเติบโตหรืออายุมากขึ้นเพื่อนจะลดลง รวมถึงเวลาที่มีให้กันด้วย เราไม่ได้ออกไปแฮงเอาต์กันบ่อย เพราะทุกคนมีภาระหน้าที่ต้องจัดการ อย่างเรานัดกับเพื่อนมัธยมเป็นเดือนกว่าจะได้กินข้าวด้วยกัน เพราะพอถึงวันนัดแล้วฝนตกก็ต้องยกเลิก จนสุดท้ายคุยกันว่าก่อนจะนัดควรคิดก่อนว่าจะนัดแบบไหนดี เช่น ร้านอาหารใกล้บ้านที่เดินถึงได้ภายใน 5 – 10 นาที”

 “เราจะนัดกันแบบหลวม ๆ หากยกเลิกก็ไม่โกรธกัน หากวันไหนงานหนัก รู้สึกไม่สบาย หรืออยากพักผ่อนก็เข้าใจกัน ถ้าเป็นสมัยเด็กๆ เราอาจจะรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้เจอไม่ได้เมาท์กัน แต่ตอนนี้ถ้ามีเรื่องด่วนก็ใช้วิธีโทรคุยกัน ถ้าไม่ด่วนก็ไว้ reschedule ใหม่เอา ไม่เป็นไร”

 เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ร้านหนังสือ HOC เปิดพื้นที่ให้ผู้คนมารับฟังกันผ่านกิจกรรม Book Listening: Healing Through Stories ฟังเสียงหัวใจผ่านหนังสือที่อ่าน เงื่อนไขคือ ผู้เข้าร่วมจะหยิบหนังสือที่เคยช่วยให้ผ่านคืนวันยากๆ ของชีวิต มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น เปิดโอกาสให้แต่ละคนรับฟังความคิดและมุมมองของผู้อื่นโดยปราศจากการตัดสิน

 เราอยู่ในสังคมที่มีแต่คนพูด ไม่ค่อยรับฟังกัน และการที่ไม่มีใครฟังกันทำให้ปัญหาบางเรื่องใหญ่โตเกินจำเป็น 

 และสังคมแบบที่ว่าก็มักจะเต็มไปด้วยการตัดสินชี้ผิดถูก พยายามจำกัด (และกำจัด) ความหลากหลายให้เหลือเพียงแค่หนึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ซึ่งก็น่าเศร้า เพราะเราต่างก็รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกประกอบสร้างขึ้นจากความแตกต่างหลากหลาย

 รับฟัง

 ในระยะเวลา 36 นาทีของการพูดคุย เพชรพูดคำนี้ออกมาทั้งหมด 19 ครั้ง 

 คล้ายว่านี่คือทักษะอันแสนจะธรรมดาสามัญของมนุษย์ที่เธอให้ความสำคัญ ความจริงแล้วเธอจัดเวิร์กช็อปเกี่ยวกับการฟังอยู่เสมอ ตั้งแต่ทักษะการฟังเบื้องต้นเพื่อเข้าใจความทุกข์รูปแบบต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ในคำพูด รับฟังผู้ที่มีอาการซึมเศร้า ไปจนถึงการเป็นผู้ฟังที่ดีให้คนในครอบครัว หรือเพื่อนฝูงรู้สึกอบอุ่บและได้รับความใส่ใจ

 “เวลามีคนมาเวิร์กช็อปการฟัง เขาอยากรับฟังเพราะอยากมีทักษะรับฟัง อยากช่วยเพื่อนที่เจอความทุกข์ ซึ่งเราเข้าใจได้ แต่สำหรับเรา เราช่วยอะไรได้และเขาออกปากขอ เราก็จะช่วย จะไม่ด่า จะไม่พยายามเปลี่ยนเขา เราจะเน้นรับฟัง เพราะลองคิดดูดีๆ เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องยุ่งยากและน่าอับอายนะ บางทีเขาไม่กล้าเล่าให้พ่อแม่หรือคนที่ทำงานฟัง แต่เขาเล่าให้เราฟัง เราก็ต้องตั้งใจฟัง และส่งสัญญาณให้เขารู้ว่าเราอยู่ตรงนี้ สามารถโทรหาได้เสมอ”

 “บางทีเพื่อนสนิทสมัยมัธยมหรือประถมที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา หรือเขาเป็นผู้บริหารที่ทำงานกดดันสูง เขาอยากนัดกินอาหารญี่ปุ่น เราก็จะบอกเขาว่าไม่ต้องเลี้ยงอาหารญี่ปุ่นหรอก โทรมาหาเราได้ เรารับฟังให้ได้เพราะเราทำ listening therapy อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเจอหน้าก็รับฟังได้”

 “แล้วเพื่อนก็รู้ว่าเราไม่ได้มีรายได้เยอะจากการเปิดร้านหนังสือ เราใช้ชีวิตประหยัด เขาก็อยากซัปพอร์ตด้วยการเลี้ยงข้าวในจุดที่รู้สึกโอเคด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งเพื่อนคนนี้เขาก็ไม่ได้ใช้ฟังก์ชันนี้กับทุกคน เวลาไปเจอเพื่อนกลุ่มอื่น เขาก็ไปเพื่อเข้าสังคม หาคอนเน็กชัน หรืออัปเดตชีวิต”

 คล้ายหนังสือ

 หญิงปลายสายเปรียบเปรยถึงเพื่อนไว้เช่นนั้น เป็นอีกหนึ่งนิยามของคำว่า ‘เพื่อน’ ที่ทั้งน่ารักและน่าคิด

 เพชรขยายความว่า สำหรับเธอเพื่อนเป็นเหมือนหนังสือที่วางอยู่บนชั้นในบ้าน แน่นอนว่าด้วยวันเวลา หรือด้วยหน้าที่การงาน ก็จะมีหนังสือเล่มใหม่ๆ ไปเติมบนชั้นเสมอ หนังสือบางเล่มอ่านแล้วชอบก็เก็บไว้ บางเล่มอ่านแล้วก็ผ่านไปไม่มีความคิดจะสะสม หรือพูดอีกอย่างคือ หนังสือแต่ละเล่มให้อะไรผู้อ่านไม่เหมือนกัน

 “คนส่วนใหญ่คงไม่เล่าทุกเรื่องให้เพื่อนทุกคนฟัง ไม่ได้สนิทเท่ากันทุกคน เหมือนที่เราไม่ได้อ่านหนังสือทุกเล่ม บางเล่มเราชอบก็อ่านช้าๆ เล่มไหนงั้นๆ เราก็อ่านข้ามๆ ไป บางเล่มเราอ่านแค่สารบัญด้วยซ้ำ เพื่อนก็เหมือนหนังสือนั่นแหละที่เราไม่ได้ให้ค่าเท่ากันทุกเล่ม บางช่วงเวลาเราก็คบหาเพื่อนบางคนอย่างสนิทสนม วันเวลาผ่านไปก็ห่างๆ กันไป” 

 “เหมือนหนังสือเล่มที่เคยชอบมากๆ ตอนวัยรุ่น พอวันเวลาเปลี่ยนไป ผ่านร้อนผ่านหนาวมากขึ้นกลับมาอ่านอีกทีบางทีก็ไม่ได้ซาบซึ้งขนาดนั้น ความรู้สึกต่างๆ ก็เปลี่ยนไป แต่ก็มีหนังสือบางเล่มที่ช่วยให้เราก้าวผ่านเหตุการณ์สำคัญมาได้ เหมือนเพื่อนบางคนที่อยู่ข้างๆ ตอนเราลำบาก เราสามารถโทรหาได้ทันทีที่รู้สึกไม่โอเค เพื่อนแบบนี้ไม่ว่าจะนานแค่ไหนความรู้สึกก็ยังเหมือนเดิม”

 “ตอนเป็นนักอ่านใหม่ๆ เราอ่านหมด ซื้อมาดองไว้ แต่พอถึงจุดหนึ่ง เราจะรู้ว่าหนังสือที่เราอ่านจบจริงๆ เป็นแนวไหน หนังสือเล่มไหนซื้อมาดองแล้วไม่ได้อ่านวันหลังเราก็ไม่ซื้อ เพื่อนก็เช่นกัน คนที่ไม่ใช่ทรงเดียวกับเรา เราก็จะไม่ค่อยใช้เวลาด้วยเยอะ และเราสามารถหาเพื่อนใหม่ได้ตลอดเวลา เพียงแค่เรารู้แล้วว่าเพื่อนตอบโจทย์ฟังก์ชันอะไรของเรา คุยกับคนแบบไหนถูกคอ”

 เรานึกถึงคำพูดของเจ้าของโฮมสเตย์ที่จังหวัดชัยนาทคนหนึ่ง เขาบอกว่า ตามหลักพื้นฐานแล้วของที่มีปริมาณเยอะมักจะไม่ค่อยมีคุณภาพ ปริมาณน้อยจะมีคุณภาพมากกว่า ซึ่งก็สอดคล้องเชื่อมโยงกับสิ่งที่เพชรว่า สำหรับเธอเพื่อนไม่จำเป็นต้องมีเยอะ หรือจะต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลา แต่เพชรก็ยืนยันว่า สำหรับเธอโตเป็นผู้ใหญ่แล้วเพื่อนยังมีความจำเป็นแน่นอน

 บทสนทนาว่าด้วยเรื่องเพื่อนจบลงในย่อหน้านี้ ย่อหน้าถัดๆ ไปเป็นการพูดคุยปกิณกะก่อนจะร่ำลากัน ใครยังมีเวลาทอดสายตาอ่านต่อก็ไม่ว่ากัน

 “กำลังอ่านหนังสือ Never Let Me Go ของ คุณ Kazuo Ishiguro อยู่ครับ อ่านไปได้นิดเดียวแต่ชอบมากเลย เคยอ่านไหมครับ”

 ไม่เคยอ่านนะ เป็นนิยายใช่ไหม

 “ใช่ครับ ความจริงผมชอบหนังสือแนวที่ตัวละครเจอแต่ความฉิบหายมากครับ”

 เข้าใจได้ เราชอบอ่านหนังสือของคุณอนุสรณ์ ติปยานนท์ (อาจารย์ต้น) งานของเขาจะมีความอึนๆ โศกๆ เวลาเราอ่านงานแนวรุนแรงโศกเศร้า-อย่างเช่นต้นส้มแสนรัก คือมันเศร้าจนร้องไห้ ทำให้เรารับรู้ถึงอารมณ์ของตัวเองว่ายังรู้สึกเศร้าได้ เพราะในชีวิตการทำงานประจำวันเราไม่ค่อยได้รับรู้ความรู้สึกของตัวเอง

 “เล่มก่อนหน้าที่ผมอ่านคือ พุทธศักราชอัสดงฯ ของวีรพร ก็เอาตายเหมือนกันครับ”

 บางทีคนเราก็อยากเสพความเจ็บปวด เราว่าทุกคนต่างมีแนวหนังสือที่ชอบ เหมือนที่มีแนวเพื่อนที่ชอบนั่นแหละ

Natural Selection

 เราเป็นคนเพื่อนเยอะ!

 ใช่ๆ เราเป็นคนเพื่อนเยอะมาก!

 ทั้งคู่จับต้นชนปลายกันเอาเองว่าหลังจากได้ยินหัวข้อเรื่องเพื่อนที่ได้เกริ่นไป แต่สงสัยรีบด่วนสรุปกันไปก่อน สองสาว Yellow Fang แพรวา (แพรวา จิรประวัติ ณ อยุธยา) – แป๋ง (พิมพ์พร เมธชนัน) จึงขอตอบแบบไม่ลังเลตั้งแต่เรายังไม่ได้เริ่มเข้าคำถามด้วยซ้ำ…

 สองสาวใหญ่ผู้หมักบ่มความสัมพันธ์ของเพื่อนมาเป็นอย่างดีมีผลงานให้เห็นคาตาอย่างเพื่อนซี้ด้านข้างก็เข้าประมาณปีที่ 18 เห็นจะได้ แม้จะมีลูก มีอาชีพ มีภาระ แต่พวกเธอไม่ลืมที่จะกอดความสัมพันธ์ของเพื่อนไว้แม้อาจจะไม่ถึงขนาดกอดไว้แนบชิดอิงอก

 “ความสัมพันธ์นี้มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและเราก็พบว่ามันจำเป็นมาก ถึงแม้ปัจจุบันบางคนจะไม่ได้มีโอกาสเจอกันบ่อยแต่ด้วยความธรรมชาติสร้างขึ้นมันทำให้เราไม่ต้อง keep up ว่าฉันต้องเจอเธอตลอดแต่ความรู้สึกมันจะบอกว่าคนนี้แหละยังคุยกันได้อยู่เสมอ” —แป๋ง

 “เราว่านะ พออายุเท่านี้แล้วรู้สึกว่าคนที่ไม่มีเพื่อน ไม่สนใจที่จะมีเพื่อน สุดท้ายแล้วเขาจะเหงาแน่ๆ!

 เขาจะไม่มีคนมาคอยบอกว่า แก อย่าทำให้ผัวเสียใจสิ! เพราะเพื่อนมันจะเป็นคนที่พูดในสิ่งที่คนอื่นพูดไม่ได้ เตือนเราในสิ่งที่คนอื่นอาจจะไม่กล้า หรือเห็นในสิ่งทีเราไม่เห็น บางทีเราคิดว่า กูโคตรถูก กูถูกแน่ๆ แต่พอเล่าให้เพื่อนฟังมันอาจจะกลับกันแทนว่าที่จริงเราอาจเป็นฝ่ายผิด เพื่อนสนิทมันก็ดีตรงนี้แหละ” —แพรวา

 ทั้งคู่ยืนยันอีกครั้งว่าเพื่อนในชีวิตนั้นเยอะไม่ใช่เล่นแต่ละคนถูกจัดหมวดหมู่อย่างชัดเจน ก่อนที่แป๋งจะชี้แจงให้ฟัง “จริงๆ แต่ละคนก็มีฟังก์ชันต่างกันไป บางคนเอาไว้กินข้าว บางคนปรึกษาเรื่องความรัก บางคนปรึกษาเรื่องพ่อแม่ บางคนก็เก็บไว้แค่คุยเรื่องตลกโปกฮา มันหลากหลายมากจนเราขี้เกียจมานั่งแยกว่าสรุปแล้วคนนี้เป็นเพื่อนแท้หรือไม่แท้แค่คิดว่าการที่เรามีเพื่อนก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้ว”

 “มันมีหลายเลเวลนะ เราไม่สามารถเล่าทุกเรื่องให้ทุกคนฟังได้ เรามีเพื่อนเยอะมาก แต่เพื่อนระดับที่คอยเตือนว่ามึงบ้าหรือเปล่า มันมีอยู่ไม่กี่คนที่เราพร้อมเปิดคุยเรื่องส่วนตัวได้แล้วเราก็ช่วยเราแก้ไขได้เช่นกัน

 บางทีเราตันก็แค่อยากให้รับฟัง อยากให้ลองพูดมาว่ามึงคิดยังไงวะ เราเป็นโรคชอบอยากรู้ว่าคนอื่นรู้สึกยังไง มีมุมมองอะไรที่คิดไม่เหมือนเรา เรารู้สึกว่ามันเป็นข้อดีที่ได้ฟังความคิดเห็นที่ต่างจากตัวเอง” —แพรวา

 การมีเพื่อนเป็นกอบเป็นกำของพวกเธอนั้นโอบอุ้มความสัมพันธ์ไว้ได้หมดจริงหรือ

 “(หัวเราะ) ความเป็นจริงพออายุ 40 แล้วเราไม่สามารถเก็บเพื่อนทุกคนในลิสต์ตั้งแต่เกิดมาในชีวิตได้หรอก สุดท้ายแล้วมันไม่ใช่เรื่องที่ต้องเสียดายหรือปลงอะไรทำนองนั้นเลย มันคือชีวิต ธรรมชาติจัดสรร 

 ถ้าคนเคมีตรงกัน มันก็จะยังอยู่ใกล้ๆ กันแต่ถ้ามันโตกันไปคนละทิศละทางเขาเรียกว่า grow apart มันเกิดขึ้นได้เป็นเรื่องธรรมดา บางคนโตมาแล้วเพิ่งรู้สึกว่าฉันไม่ชอบความคิดเธอเลยทั้งๆ ที่เมื่อก่อนสนิทกันมากก็แค่ต้องแยกไป อาจจะมีความเสียดายแต่มันก็เป็นเรื่องของเวลา เราต้องเดินไปข้างหน้า อะไรที่ไม่สบายใจก็ต้องปล่อยมันไป” —แพรวา

 เพื่อนสาวด้านข้างพยักหน้าเห็นด้วยทุกประการตามที่เพื่อนซี้กล่าวมาก่อนพ่วงท้ายย้อนความหลังว่า

 “ตอนเด็กๆ เราอาจจะมีความรู้สึกที่ว่าเธอเป็นเพื่อนฉันต้องสนิทกันที่สุด แต่โตมามันกลายเป็นการไม่คาดหวัง ไม่ต้องคอยมีเกณฑ์มาวัดว่าเราสนิทกันแค่ไหน มันเหลืออยู่แค่ซึ่งความสบายใจและเคมีที่เข้ากัน”

 เพื่อน (น.)

 ฉบับ Yellow Fang

 แพรวาบ่นอุบ “ยากมาก!”

 “เพื่อนเหมือนเสียงเพลงก็แล้วกัน บางครั้งอยากฟังแต่บางครั้งก็ไม่อยาก”

 แพรวาขำให้กับคำตอบของตัวเองก่อนคะยั้นคะยอรอฟังคำตอบของเพื่อนสาวอย่างแป๋ง

 “เราว่าเพื่อนเหมือนกะเพรา”

 เสียงหัวเราะยังไม่ทันซาก็พากันฮายกใหญ่อีกรอบ

 “มันเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคย เมื่อไหร่ก็ได้เสมอ บางวันธรรมดาหรือบางวันก็อาจจะพิเศษ”

 “ด้วยการใส่ถั่วหรอ” แพรวาแซว

 “มันธรรมดาแต่มั่นคงนะ นึกอะไรไม่ออกก็สั่งกะเพราะเหมือนคิดอะไรไม่ออกก็โทรหาเพื่อนแล้วกัน”

 แพรวาหัวเราะก่อนตบปากชมว่าคำตอบเข้าขั้นใช้ได้

 ถึง เพื่อนๆ ทุกท่าน

 แพรวา— เราพูดได้ว่าเราเป็นเพื่อนที่ดีสำหรับหลายคนแล้วกัน เพราะเรารับฟังแล้วก็ตามใจทุกคนมาก!

 แป๋ง— เราอาจจะไม่ได้เป็นเพื่อนที่ดี เพราะบางทีเราก็ตกหล่นไปบ้างด้วยความที่เราติดนิสัยชอบชวนจนมีเพื่อนเยอะ เราอาจจะไม่สามารถทำหน้าที่เพื่อนได้ดีขนาดนั้นแต่อยากให้รู้ไว้ว่าเราไม่ได้มีเจตนาหรือประสงค์ไม่ดีแล้วกันเพราะเราก็เป็นผู้มีภาระท่านหนึ่ง

 ส่วนสำหรับใครที่ไม่ค่อยได้คุยกันแล้วก็ยังคิดถึงเรื่องที่ดีๆ ตลอด ในชีวิตเราไม่เคยทะเลาะกับใครถึงขั้นกูเกลียดมึงอะไรแบบนั้นเราพูดได้เลยเต็มปาก แต่กับบางคนเราก็อาจไม่ได้พัฒนาโอกาสที่จะได้เป็นเพื่อนกันอย่างลึกซึ้งไปมากกว่านี้ ที่จริงก็ไม่ได้มีอะไรจะพูดมากหรอก เรามันก็แค่มนุษย์คนหนึ่ง

 แพรวา— ที่มีพลาดๆ งงๆ มึนๆ ไปบ้างเท่านั้นเอง

 รักและคิดถึง

 Yellow Fang

Keep It Simple

 ก็จริงอยู่ที่ว่าคนเราเป็นเพื่อนกันได้ง่ายๆ อาจเริ่มจากนั่งโต๊ะข้างกัน มาเรียนวันแรกพร้อมกัน เป็นเพื่อนของเพื่อน หรือเป็นเพื่อนของเพื่อนของเพื่อน จากสถานะคนแปลกหน้าก็กลายมาเป็นเพื่อนกันได้ง่ายๆ หากแต่ความจริงแล้วมีวิธีง่ายกว่านั้นอีก ที่สัญคือเริ่มจากตัวเองได้เลย ไม่ต้องรอให้มีเหตุบังเอิญ

 ลองฟัง ไก่-ณฐพล บุญประกอบ เผยเคล็ดลับ

 “เราอาจจะเป็นคนที่สนิทกับคนง่ายมั้ง แล้วเราก็ค่อนข้างเป็นคนเปิดกับคนอื่น คนอื่นก็เลยเปิดกับเรา ก็เลยจะพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนบ่อย หลายคน หลายกลุ่ม”

 ใครที่ตามอยู่ห่างๆ อาจเผลอคิดไปว่า นายผู้นี้คือใครกัน ทำไมถึงมีผลงานระดับฮิตออกมาติดกันถึง 2 เรื่อง นั่นก็คือ สงคราม ส่งด่วน และทนายปีศาจ หากแท้จริงแล้วก่อนหน้านี้เขามีผลงานออกมาแล้วมากมาย ตัวอย่างผลงานก็อย่างเช่น เอหิปัสสิโก, One for the Road (กำกับร่วม), 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว, และเมย์ไหน.. ไฟแรงเฟร่อ (เขียนบท)

 นี่ยังไม่นับว่าเขาไปโผล่เป็นนักแสดงในหนังหลายเรื่อง เช่น 36 หรือ ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย..ห้ามพัก..ห้ามรักหมอ

 และถ้าย้อนไปถึงงานที่ทำให้ชื่อ ณฐพล บุญประกอบ เริ่มเป็นที่รู้จักในแวดวงคนดูหนังไทยก็คงหนีไม่พ้น SuckSeed ห่วยขั้นเทพ ที่เขามีส่วนร่วมในฐานะคนเขียนบทเคียงคู่กับพี่ชายที่คลานตามกันมาอย่าง หมู-ชยนพ บุญประกอบ

 ค่าที่เขาไปคลุกตัวอยู่ในวงการทำหนังมายาวนานหลายสิบปี มิตรสหายในชีวิตจะเป็นใครไปได้นอกจากเพื่อนพ้องในวงการทำหนังด้วยกันนี่แหละ

 “เราไม่ได้ย้ายสังคม หรือเปลี่ยนที่อยู่ คือเพื่อนตั้งแต่สมัยเรียนก็ยังคบกันอยู่ แต่ก็มีเพื่อนในแวดวง (ทำหนัง) นี่แหละที่เจอกันบ่อยๆ ถ้าไม่ได้เจอก็อาจเป็นเพราะ ไม่ได้มีงานการร่วมกัน หรือต่างฝ่ายต่างยุ่งกับชีวิตตัวเองอยู่ หรือไม่ก็เพื่อนที่ตายก็ไม่ได้เจอ”

 อ๋อๆ แล้วก็

 “กับแฟนก็เราก็สนิทมากนะ แชร์กันทุกเรื่องเหมือนเพื่อนสนิทเลย”

 “แต่เราก็มีเพื่อนใหม่อยู่เรื่อยๆ คือจะนับว่าเรามีเพื่อนเยอะได้หรือเปล่าไม่รู้เหมือนกัน มันอาจจะต้องไปวัดตอนแก่ว่าสุดท้ายแล้วเรามีเพื่อนกี่คน (หัวเราะ)”

 มือเขียนบทไอ้พวกตัวห่วยขั้นเทพเมื่อ 15 ปีก่อน ฝึกฝนวิชาจนเป็นผู้กำกับยี่ห้อคุณภาพคนหนึ่งของไทยไปแล้ว ขณะเดียวกัน เขาก็เป็นชายหนุ่มที่เมษายนปีหน้าอายุก็จะเคลื่อนเข้าสู่เลข 4 เป็นครั้งแรก เขามองความสัมพันธ์ของเพื่อนเปลี่ยนไปบ้างไหม

 “มุมมองไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม เพื่อนสำคัญ มันก็ต้องมี ไม่งั้นเราจะอยู่ยังไง เราจะแชร์สิ่งต่างๆ กับคนอื่นยังไง” ไก่บอก

 “ช่วงวัยรุ่นมันเหมือนเราถูกบังคับให้อยู่ด้วยกัน ตอนเด็กๆ เราอยู่โรงเรียนกับเพื่อน ทำกิจกรรมด้วยกัน นั่งอยู่ด้วยกัน คุยกัน แต่พอยิ่งโต เรายิ่งรู้สึกว่าการมีเพื่อนคือการพึ่งพากันในมุมต่างๆ ของชีวิต เรื่องเบสิกๆ เลยไม่ได้คาดหวังอะไรกันมาก แค่มานั่งแชร์ความทุกข์ ความสุขกันก็พอแล้ว”

 หลังจากประสบความสำเร็จกับ สงคราม ส่งด่วน และทนายปีศาจ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ คงเนื้อหอมขึ้นแน่ๆ น่าจะมีโปรเจกต์มากมายติดต่อมาร่วมงานด้วย เห็นล่าสุดเขาเข้าไปมีส่วนร่วมใน Doc Club & Friends ที่ Cloud 11 ด้วย

จะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องปกติที่ใครบางคนมีการงานต้องสะสาง แล้วต้องทุ่มเวลาไปทำสิ่งนั้น ซึ่งมันก็ทำให้เวลาเจอเพื่อนฝูงน้อยลง เมื่อไม่ได้เจอเพื่อนนานๆ ไก่มีวิธีรักษาความสัมพันธ์อย่างไร

 “ถ้าเป็นเพื่อนที่ทำงานด้วยกันเราก็เจอกันตลอด” ไก่เล่า “เราก็แค่บอกว่าว่างไหมมาเจอกันก็แค่นั้น ส่วนเพื่อนที่ยังติดต่อกันก็ 2 – 3 เดือนนัดที นัดเป็นกลุ่มใหญ่แล้วมาเจอกัน คือเพื่อนโดยมากเป็นคนที่เคมีตรงกัน แล้วเราก็จะให้เขาเข้ามาอยู่ในแวดวงของเราพอมีอีเวนต์เราก็จะชวน มีข่าวอะไรแล้วก็ไปแชร์กับเขา”

 และสำหรับผู้หวังจะรักษามิตรภาพให้ยืนยาว เตรียมสมุดจดไว้ให้ดี ผู้มีนามเป็นสัตว์ปีกกำลังเผยเคล็ดลับแล้ว…

 “เราไม่เคยไปเทสเพื่อนทำนองว่าถ้ากูมีหนี้ มึงจะยังคบกูไหม คือถามเพื่อจะคัดกรองเพื่อน เราไม่เคยทำแบบนั้น ใครอยู่ก็อยู่ ใครไม่อยู่ก็ไม่เป็นไร สำหรับเรามันเบสิกแค่นั้น”

When you know, you know

 พลอย-สโรชา กิตติสิริพันธุ์ คือบรรณาธิการแห่งสำนักพิมพ์ผีเสื้อปีกบาง ที่เปิดรับงานเขียนของผู้พิการ และต้องการสร้างพื้นที่ให้ผู้พิการมีพื้นที่สำหรับสื่อสารเรื่องราวของตัวเอง ด้วยเธอเชื่อว่าผู้พิการก็สามารถมีบทบาทในสังคมได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

 พลอยจบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 และเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เธอเรียนจบปริญญาโท สาขาวิชาจิตวิทยา (ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต) จากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวข้อวิทยานิพนธ์ของเธอคือประสบการณ์ภายในจิตใจของพนักงานตาบอดที่ทำงานในองค์กร

 เธอคือนักเขียน เธอมีหนังสือออกมาแล้ว 3 เล่ม แรกสุดคือ จนกว่า เด็กปิดตา จะโต หนังสือที่รวบรวมจากบันทึกของเธอขณะกำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ เล่มต่อมาคือ ก ไก่เดินทาง นิทานระบายสี หนังสือนิทานภาพจำนวน 44 เรื่องจากพยัญชนะไทย 44 ตัว ที่มีภาพให้ระบายสีลงไปได้ และเล่มที่สามคือ เห็น หนังสือที่รวบรวมจากบันทึกประสบการณ์ยามที่เธอเจอโลกกว้างและพบผู้คนมากขึ้น

 ทุกครั้งที่มีโอกาส พลอยจะกล่าวขอบคุณถึงเหล่ามนุษย์ผู้เป็นลมใต้ปีกที่ช่วยกันพยุงเธอมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว คุณครู หรือแม้แต่เพื่อนฝูงในโรงเรียน ย้อนไปครั้งเธอยังเยาว์ โรงเรียนสอนคนตาบอดในช่วงเวลานั้นเปิดสอนถึงแค่ระดับชั้น ป.6 เท่านั้น พลอยจึงต้องเรียนร่วมกับเด็กคนอื่นๆ ซึ่งสามารถอ่านหนังสือเองได้ หากแต่ก็มีคุณครูนี่เองที่ทำทุกวิถีทางให้พลอยได้เรียนเนื้อหาเหมือนเพื่อน หรือพ่อแม่และพี่สาวที่ช่วยอ่านหนังสือให้เธอฟัง จนกระทั่งทำให้เธอมีทักษะด้านการอ่านการเขียนติดตัวมาถึงวันนี้

 ในหนังสือ จนกว่า เด็กปิดตา จะโต เธอมักเล่าถึงเพื่อนอยู่บ่อยๆ ทั้งเพื่อนสมัยเป็นเด็ก และเพื่อนวัยมหา’ลัย โดยมากเป็นการหยิบเรื่องราวที่เพื่อนเล่าให้ฟังมาเล่าต่อบนคอม (ซึ่งเธอขอเรียกว่าหน้ากระดาษ) อย่างวันหนึ่งเธอเขียนถึงเพื่อนไว้ว่า บางครั้งเพื่อนก็ทำให้รู้ว่ามุมมองที่เรามองตัวเองกับคนอื่นมองเข้ามานั้นแตกต่างกัน หรือมีวันหนึ่งที่เธอได้พบเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอมานาน 2 ปี ทำให้เธอนึกขอบคุณที่ตัดสินใจไม่ไปห้องสมุดเช่นทุกวัน ถึงที่สุด เธอบันทึกครั้งสุดท้ายในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2558

 เรานึกถึงหน้าที่ว่าด้วยประวัติส่วนตัว เธอเขียนไว้ว่า ฉันไม่ใช่เด็กเรียบร้อย แต่ก็ไม่ถึงกับเกเร เพียงเป็นคนเฮไหนเฮนั่น รักเพื่อนฝูง ใครชวนไปไหนฉันไปหมด นั่นทำให้ฉันโดดเรียนบ่อยๆ

 ดูท่าเธอจะให้ความสำคัญกับเพื่อนอยู่มากทีเดียว เราจึงนำหัวข้อนี้ส่งไปหาเธอทางแชต ไม่นานเธอก็ตอบมา สรุปแบบสั้นๆ ก็คือปัจจุบันในวัย 33 ปี สำหรับพลอย ยิ่งเติบโตขึ้น เพื่อนยิ่งมีความจำเป็นมาก หากถ้าคำตอบแบบเต็มล่ะก็อยู่ในย่อหน้าถัดๆ ไป

 “การเติบโตนั้นมาพร้อมกับบททดสอบที่หลากหลายของชีวิต ความรับผิดชอบ และปัญหาที่มาให้เราเรียนรู้ที่จะแก้ไขเพิ่มขึ้น ในภาวะเช่นนี้ การมีใครสักคนให้เราได้นึกถึง เพื่อจะได้รู้สึกอุ่นใจขึ้น ปลอดภัยขึ้น หรือมีพลังใจเข้มแข็งเพิ่มขึ้นนั้นสำคัญ และเพื่อนก็คือใครเหล่านั้นที่อาจจะไม่ได้พบกันบ่อยครั้งเหมือนแต่ก่อนก็ไม่เป็นไร แต่เป็นผู้ที่เรานึกถึงได้ อาจแวะไปพูดคุยได้ถ้าจังหวะชีวิตเอื้ออำนวย แล้วมีพลังกลับมาเดินหน้าก้าวต่อไปในชีวิต”

 สำหรับพลอย คุณค่าของเพื่อนไม่ได้อยู่ที่การช่วยกันแก้ปัญหาให้กันเสมอไป

 “ในวัยที่ต่างคนต่างต้องแบกรับปัญหาในชีวิตมากมาย เพียงมีใครสักคนที่รับฟังอย่างใส่ใจ และไม่ตัดสิน เป็นพื้นที่ปลอดภัย ให้เราได้พัก และวางใจสักครู่ก็มีความหมายที่สุดกับชีวิตแล้ว เวลาเราไปปรึกษา ไปพูดคุยกับเพื่อน สุดท้ายเพื่อนอาจจะไม่ได้แนะนำอะไร หรือช่วยแก้ปัญหาอะไรให้เราได้ แต่เพียงมีเพื่อนอยู่ข้างๆ เปิดใจรับฟังเรา เท่านี้ก็เป็นพลังให้เรามีแรงกลับไปเผชิญกับปัญหาหรือความท้าทายต่างๆ ในชีวิตอีกครั้ง”

 วิธีรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนของพลอยก็คือแค่แสดงให้อีกฝ่ายรู้ว่าใส่ใจก็เพียงพอ

 “เมื่อไหร่ที่นึกถึงกัน ได้คุยกัน ใช้เวลาร่วมกัน เราก็ใช้เวลาตรงนั้นให้มีคุณภาพ อยู่ด้วยกันกับคนตรงหน้าจริงๆ ใส่ใจกันจริงๆ ความสุข ความสบายใจที่เกิดขึ้นจากการได้อยู่ด้วยกันจริงๆ ก็เลยมีความหมายมากพอ แล้วเดี๋ยวความสัมพันธ์มันก็ดีไปเอง”

 พลอยบอกว่าการไม่ได้เจอเพื่อนไม่ได้ทำให้ความหวังดีที่มีต่อเพื่อนลดลงแม้แต่น้อย

 “เราจะรู้สึกดีใจ เมื่อนึกได้ว่าเพื่อนยังเติบโต อยู่ดี และก้าวต่อไปในเส้นทางชีวิตของเขาเอง แล้วเพื่อนก็คงจะรู้สึกยินดีกับเส้นทางชีวิตและการเติบโตของเราด้วยเช่นกัน เราว่าเพื่อนกันจริงๆ ถึงจะไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอด ถึงจะไม่ได้เจอกันบ่อยๆ แต่ก็จะมีสายสัมพันธ์บางอย่างที่เชื่อมโยงเราไว้ในหัวใจ แม้จะไม่ค่อยได้พบกัน แต่ในความรู้สึก เพื่อนหลายคนก็ยังอยู่กับเราเสมอนะ”

 หรือกล่าวอีกอย่างคือ เมื่อเป็นเพื่อนกันแล้วก็ไม่จำเป็นต้องมาเจอหรือคุยกันบ่อยๆ ก็ได้ ต่างคนต่างไปใช้ชีวิตของตัวเอง จะไล่ตามความฝัน ทุ่มเทกับงาน หรือรับผิดชอบภาระที่อยู่ตรงหน้า ก็ทำสิ่งเหล่านั้นให้เต็มที่ ขอเพียงเรารู้ว่าเพื่อนกำลังเติบโตอยู่บนเส้นทางของเขา และเพื่อนก็รู้ว่าเรากำลังเติบโตบนเส้นทางของเรา เท่านั้นก็เพียงพอ

 ความเข้าใจเช่นนี้อาจไม่ใช่แค่พลอยที่รับรู้ เราเชื่อว่าคุณเอง—ที่ก็มีเพื่อน ก็คงรับรู้

Friendship NEVER DIE

 ความสัมพันธ์ก็เปรียบดั่งดอกไม้ เมื่อกาลเวลาเคลื่อนที่ กลีบที่เคยบานก็ย่อมร่วงโรยตามทาง เป็นหลักฐานชั้นดีว่าเราเคยรู้จักกัน

 “จริงๆ เราเป็นคนชอบอยู่คนเดียว”

 ผู้เขียนเชื่อสุดใจ ผู้เขียนตั้งใจเสาะแสวงช่องทางเพื่อการสนทนาครั้งนี้เป็นอย่างมากกว่าเราจะได้พบพานกัน

 “แต่การอยู่คนเดียวมันก็ดูทรมานเกินไปในบางวัน”

 เธอเชื่อว่าคนที่อยากอยู่คนเดียว ไม่ใช่บุคคลที่อยากอยู่คนเดียว เขาแค่อยู่คนเดียวได้

 หากใครที่อ่านวนอีกครั้งเราฟันธงให้ว่าพวกท่านไม่ได้อ่านผิดแต่อย่างใด

 เธอและเพื่อนคนสนิทต่างคนก็ต่างชอบอยู่คนเดียว การออกจากบ้านต้องใช้พลังงานมากเกินไป บ้านจึงกลายเป็นคอมฟอร์ตโซนชั้นดีสำหรับพวกเธอ กิจวัตรประจำวันคือการโทรหากันผ่านทางโทรศัพท์จากนาทีสู่ชั่วโมงหรือกระทั่งเป็นวันเสมือนอยู่บ้านเดียวกันแต่ต่างคนต่างอยู่

 “มีช่วงที่เรารับเสียงในหัวของคนอื่นเยอะมาก เราเลยมักจะแชร์กับเพื่อนอยู่เสมอให้สิ่งนั้นมันถูกปล่อยวางแล้วรู้สึกว่ามันไม่ได้หนักหนาจนเกินไป เราจะไม่ค่อยเป็นคนที่ลงความเห็นบนโลกโซเชียลสักเท่าไหร่เพราะส่วนมากจะจบไปตั้งแต่คุยกับเพื่อนหมดแล้ว

 แต่ยังไงก็ตามวันหนึ่งเราต้องมีคนคุย ต้องปล่อยความรู้สึกออกมาบ้างไม่งั้นการที่คนเราเก็บอะไรไว้ข้างในเยอะเกินมันจะไม่โอเค ถ้าเป็นอย่างนั้นต้องหาหมอนะ”

 ในปัจจุบันเธออาจจะเป็นนักเขียนที่ดูภูมิฐาน เป็นจิตจงกลที่ใครมองว่าอาจจับตัวยาก แต่ใครเล่าจะรู้ว่าเด็กหญิงปูนปั้นยังไม่ได้ลอกคราบไปไหน

 “เรากับเพื่อนยังต๊องไม่เปลี่ยนจากตอนเด็กๆ สภาพเหมือนไม่ได้โตขึ้นเลยแค่รู้สึกนั่งบ่นกับชีวิตมากขึ้นว่า นี่เราต้องรับมือกับการโตขึ้นแล้วเหรอวะแล้วก็จบด้วยการกรี๊ดใส่กันว่านี่เหรอรสชาติผู้ใหญ่ 

 ความเป็นเด็กเรายังมีอยู่สูงมากแค่เราไม่ได้แสดงสิ่งเหล่านั้นออกมา เรายังเล่นกับเพื่อนด้วยการเห่าใส่กันเหมือนหมา มันเป็นพื้นที่ที่ดี แต่อยู่ๆ เพื่อนกูเห่าทำไมวะ (หัวเราะพร้อมทำเสียงเห่าประกอบ)”

 แต่การเติบโตย่อมมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง ตอนเด็กๆ เธอไม่รู้ว่าคำจำกัดความของความสัมพันธ์นี้คืออะไรกันแน่แต่ถ้าให้เข้าใจง่ายๆ มันคงคล้ายกับกลีบดอกไม้ที่ร่วงโรยไปเรื่อยๆ จนท้ายสุดแล้วก็เหลืออยู่ไม่กี่กลีบที่ยังคงอยู่

 “พอเริ่มแก่แล้วเราก็รู้สึกว่าเราไม่ได้คอยมารักษาความสัมพันธ์กับใครแล้วนอกจากคนที่รู้สึกว่าไอ้คนนี้แหละแม่งอยู่กับเราไปจนแก่ได้ว่ะ! เราเป็นคนที่วางแผนว่าจะไม่มีครอบครัว ไม่เอาความรักโรแมนติก เรารู้สึกว่าสิ่งที่ขาดไม่ได้จริงๆ ไม่ใช่ความรักโรแมนติกแต่คือความรักแบบเพื่อน”

 เธอเล่าว่าดังนั้นการรักษาความสัมพันธ์จึงไม่ใช่สิ่งที่เธอละเลยแต่กลับไม่ค่อยลุล่วงตามที่ตั้งใจสักเท่าไหร่

 “เพื่อนกันมันก็พยายามที่อยากจะเจอเพื่อนแหละแต่ว่าการที่นัดมันล่มบ่อยไม่ใช่ไม่อยากเจอแต่มันเป็นความเหนื่อย

 ความเหนื่อยของทุกคนที่ต้องไปเผชิญหน้า ชีวิตบางคนมีครอบครัวแล้ว บางคนต้องจัดการธุรกิจ เราก็มีงาน ต่างคนต่างมีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบของตัวเองกลายเป็นว่ากลุ่มที่สนิทมากๆ หนึ่งปีได้เจอกันแค่ครั้งหนึ่งก็เก่งมาก ในโซเชียลก็แทบไม่ได้คุยกันแต่ว่าพอไปเจอกันแล้วต่างคนก็บอกว่ากูดีใจมากที่หน้าตามึงดูสดใสขึ้นจากครั้งที่แล้ว”

 นับวันกลีบดอกไม้ที่ร่วงโรยก็เริ่มเป็นบ่อเกิดความเสียดายเล็กๆ ในหัวใจเธอเช่นกัน

 “ช่วงที่เรียนจบไม่กี่ปีเราก็รู้สึกเหมือนกันว่าเพื่อนหายไปค่อนข้างเยอะ ด้วยความที่เราไม่ใช่คนประเภทที่ทักไปหาเพื่อนว่าเป็นยังไงบ้าง คอนเน็กชันมันเลยเริ่มห่างกันไปเลยรู้สึกว่าเสียดายที่ไม่ได้เก็บความสัมพันธ์เหล่านั้นไว้แต่พอแยกตัวมาก็รู้สึกว่าเรายังเห็นเขาได้ผ่านโซเชียล เห็นภาพในไอจีว่าชีวิตเขาเป็นยังไงบ้างโดยที่ไม่ต้องมีเราก็ได้ แค่เราเห็นกันก็เพียงพอแล้ว”

 ถึง เพื่อนของเรา

 สำหรับเพื่อนที่ไม่มีโอกาสได้พูดคุยกัน เรายังเห็นความเคลื่อนไหวเห็นการเติบโตอยู่ตลอดนะแม้จะไม่ได้ทักไปหา

 ส่วนสำหรับเพื่อนที่คุยกันบ่อยมึงต้องคุยกับกูแบบนี้ไปนานๆ นะ คุยเรื่องอะไร ทะเลาะกันก็ได้ ตีกันก็ได้แต่ขอแค่ให้อยู่ด้วยกัน

 คิดถึง

 ปูนปั้น

 เพื่อน (น.)

 ฉบับ จิตจงกล

 เหมือนเป็นตัวเราอีกคนหนึ่ง 

 แค่คิดว่าถ้าเพื่อนหายไปคงรู้สึกว่าโลกที่เราสามารถสนุกได้ ขำได้ มีความสุขได้มันหายไปหมดจนเคว้งได้เลย มันคงเป็นความรู้สึกที่ อ้าว…เรายังเหลือใครในชีวิตนี้วะ

Learning to Read the Room

 เหมือนการเดินทาง

 เกียว – นงลักษณ์ สุขใจเจริญกิจ เปรียบเปรยถึงชีวิตไว้อย่างนั้น เธอคือหนึ่งในทีมงานร้านหนังสือสวนเงินมีมา ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนเฟื่องนคร ตรงข้ามวัดราชบพิธฯ

 “ถ้าเปรียบว่าเราเป็นนักเดินทาง เราจะเจอเพื่อนรายทางเต็มไปหมดเลย ตั้งแต่ตอนซื้อตั๋ว ตอนนั่งด้วยกัน ตอนเดินทางด้วยกัน แต่เมื่อเดินทางมาถึงวัยหนึ่ง เราจะมองกลับไปว่าเราเหลือใครบ้างที่เป็นเพื่อนเราจนถึงวัยนี้”

สิ่งที่ตามมากับวันและวัยที่เพิ่มขึ้นก็คือ หมวกของบทบาทหน้าที่ที่สวมอยู่จะเรียกร้องความรับผิดชอบ ผู้บริหารต้องทำให้บริษัทเติบโต แม่ค้าต้องคิดว่าจะขายของต่อยังไงเมื่อร่างกายเริ่มไม่ไหว คนเป็นพ่อแม่ต้องดูแลลูก หรือแม้แต่คนเป็นลูกก็ต้องดูแลพ่อแม่

 “คนวัยเราหลายคนกลับไปดูแลพ่อแม่แก่เฒ่าที่บ้าน กลายเป็นมีเพื่อนในคอมมูนิตีของคนที่อยู่ในฐานะผู้ดูแลด้วยกัน หรือเป็นเพื่อนกับหมอ พยาบาล เพราะเขาต้องพาพ่อแม่ไปหาหมอ”

 “เราผ่านช่วงวัยของการเป็นเพื่อนกัน จูงมือกันไปโรงเรียนมาแล้ว ทุกวันนี้ทุกคนเติบโต มีครอบครัว มีภารกิจต้องดูแล เจอกันก็กรี๊ดกร๊าด ร้องคาราโอเกะรำลึกความหลัง เป็นโมเมนต์ที่ดี แต่บริบทชีวิตเปลี่ยนไปแล้วอาจไม่ได้มีเรื่องที่คุยแล้วรู้สึกร่วมกันเหมือนก่อน แต่ไม่ได้แปลว่ามิตรภาพในวัยที่ผ่านมามันมีคุณค่าลดลง เพียงแต่ปฏิสัมพันธ์มันเปลี่ยนไปเท่านั้น”

 ว่ากันว่าชีวิตคือการลดทอน 

 พอเราโตขึ้น ชีวิตก็ทําให้เราต้องเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด เหมือนทุกเรื่องใน

 ชีวิต เกียวบอกว่าเพื่อนก็มีทั้งคนที่เราห่างกันออกไป และคนที่เราเลือกแล้วว่ายังอยากมีกันและกันจนถึงวันนี้ที่ยังมีความสบายใจเป็นที่ตั้ง

และกับเพื่อนที่ยังอยู่ เกียวมีวิธีรักษาความสัมพันธ์อย่างไร

 “เราต้องหาจุดสมดุลให้เจอ และรักษาระยะห่างระหว่างกัน ถ้าทำได้ ความสัมพันธ์ก็จะราบรื่น ในบางความสัมพันธ์ถ้าเราไปก้าวก่าย ชี้นำ หรือมีอิทธิพลเหนือเขาก็จะรู้สึกอึดอัด มันไม่เวิร์กหรอก”

 “พูดแบบนี้ใช่ว่าเราทำได้ตลอด เราก็ทำไม่ค่อยได้ บางคนเราปรารถนาดีกับเขามาก เห็นอยู่แล้วว่าสิ่งที่เขาคิดเขาทำเดี๋ยวต้องมีปัญหาแน่ๆ แต่เราก็ต้องอนุญาตให้เขาลองเจ็บด้วยตัวเอง ให้เขาคิดได้เอง แต่บางทีเราก็ยังไปวุ่นวาย พยายามชักจูง พยายามเปลี่ยนแปลงเขา เปลี่ยนนิสัยเขา จนทำให้ความสัมพันธ์เสียหายก็มี”

 ถึงที่สุดแล้ว ถ้าต่างฝ่ายต่างยอมรับกันและกัน และหาความพอเหมาะพอควรของมิตรภาพได้ ก็จะสามารถเป็นเพื่อนกันได้ยาวนาน แน่นอนว่านั่นคือความงดงาม เพียงแต่ข้อระวังที่เกียวชวนคิดต่อความสัมพันธ์ที่ยาวนานจนกลายเป็นความคุ้นชินก็คือ…

“ในวัยหนึ่งเรามีเพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนคู่คิดตลอดเวลา ทําให้เราใช้ชีวิตด้วยความมั่นใจ ถ้ามีคนนี้อยู่ แต่วันหนึ่งเกิดมีความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ ทําให้ต้องห่างเหินกันไป เราก็จะรู้สึกเป็นทุกข์ทุรนทุราย มันเป็นการยึดติดตัวบุคคล หรือเกิดวันหนึ่งมีเหตุ เขาหายไปจากชีวิตเรา ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย เราต้องอยู่โดยไม่มีเขา ขาดคู่หูคู่คิด มันก็จะยากแล้ว”

 ใช่ว่ามองหาความร้าวราน เพียงแต่มันเป็นสัจธรรม

 บ่อยครั้งที่เวลาไปเจอกลุ่มเพื่อนสังสรรค์เฮฮากันอยู่ เมื่อมีใครคนหนึ่งโยนปัญหาชีวิตที่กำ

 ลังเผชิญลงมากลางวง และเอ่ยปากขอความเห็นหรือคำแนะนำ

 แน่ล่ะว่าคนเป็นเพื่อนกัน ถ้าเพื่อนมีปัญหาเราก็อยากช่วยเท่าที่ช่วยได้ เพื่อนทุกข์ใจเราก็

 พร้อมจะรับฟัง แต่ความจริงก็คือ ไม่ใช่ทุกคนที่พร้อมจะรับฟังให้คําแนะนําช่วยเหลือได้ทันที แต่ละคนก็มีปัญหาชีวิตของตัวเอง การเจอเพื่อนเหมือนมาเติมพลังให้กัน

 ส่วนใครจะช่วยเหลือใครได้หรือไม่ อาจเป็นเรื่องความพร้อมของแต่ละคน

“เราต้องดูวาระและโอกาสที่เหมาะสมในการพูดคุย และที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือต้องอ่าน 

 ให้ออก เพื่อนบางคนรับเรื่องหนักๆ ได้ บางคนปลอบใจคนไม่เป็น แต่พาออกไปหาอะไรกิน พาเดินเล่นหาอะไรทําด้วยกัน คนเรามีความถนัดไม่เหมือนกัน เราต้องคิดเหมือนกันว่าจะหันด้านไหนไปเจอเขา”

 แล้วถ้าถึงคิวเราบ้างล่ะ เมื่อเราเป็นฝ่ายถูกชีวิตเล่นงาน มีสารพัดปัญหารุมเร้า เราจะไม่เอ่ยปากขอให้เพื่อนมาช่วยพยุงหรือเปล่า ในเมื่อรู้ดีว่าไม่ใช่ทุกครั้งที่เพื่อนพร้อมจะรับฟังความทุกข์

แทนคำตอบ เกียวเล่าถึงเพื่อนสนิทคนหนึ่ง

 “เรามีเพื่อนสนิทคนหนึ่ง เรามั่นใจว่าเขารู้ว่าเรากำลังมีปัญหาอยู่ แต่เขาไม่ถาม เขาแค่นั่งกินข้าว ทำนู่นทำนี่อยู่ใกล้ๆ แค่นี้เราก็รู้สึกดีมากแล้ว

Have You Ever Seen the Rain?

 เช้าหนึ่งปลายกันยายน ฟ้ากลายเป็นสีทึมเทา คล้ายเป็นวิสัยทัศน์จากสายตาสลัวงัวเงียของคนเพิ่งฟื้นตื่น เม็ดฝนจำนวนมหาศาลถล่มลงเมืองฝันสลายนามว่า กรุงเทพมหานคร อย่างไร้เยื่อใยติดต่อมา 2 – 3 วัน พลางสร้างเสียงซ่าๆ น่ารำคาญชนิดที่หนีจากมันไปไม่ได้

เสียงลำโพงมือถือจึงถูกเร่งให้ดังสุดขีด เพื่อจะได้ยินเสียงของหญิงปลายสายชัดถ้อยคำ

 “เราเป็นคนชอบแก้ปัญหาเอง โดยเฉพาะปัญหาหนักๆ ได้หรือไม่ได้ว่ากันอีกเรื่อง แต่จะไม่ค่อยแลกเปลี่ยน หรือเล่าให้ใครฟังมาก เพราะรู้สึกว่ามันซับซ้อน จัดการเองน่าจะง่ายกว่าไปเล่าให้ใครฟัง” มิ – วรนุช ชูเรืองสุข บรรณาธิการสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา พูดด้วยระดับเสียงที่ดังกว่ามวลฝน

การทำงานสัมภาษณ์ก็หรูหราอย่างนี้แหละ มันพาเราไปพูดคุยกับใครต่อใครก็ได้ และครั้งนี้ผู้เขียนก็ได้คุยกับมิยาวนาน 40 นาที บทสนทนาวนเวียนอยู่หลายเรื่อง ซึ่งจะขอสรุปให้ผู้อ่านรู้จักเธอมากขึ้นภายในหนึ่งย่อหน้า ก่อนจะเข้าสู่หัวข้อเรื่องมิตรภาพกันแบบจุใจ

มิเกิดและเติบโตที่นครศรีธรรมราช ก่อนจะย้ายมาเรียนต่อที่สงขลา ปัจจุบันเธอเป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา ประจำการอยู่ที่ร้านสวนเงินมีมา (ตรงข้ามวัดราชบพิธฯ) เธอไม่คิดจะอยู่กรุงเทพฯ ไปตลอด เปรยว่าคิดเรื่องกลับไปอยู่ที่บ้านเกิดอยู่เนืองๆ บ้านของเธอที่สงขลาอยู่ใกล้กับอาจารย์สดใส ขันติวรพงศ์ นักแปลผู้เชื่อมโลกปรัชญาและจิตวิญญาณให้กับนักอ่านชาวไทย เธอว่าอาจารย์สดใสคือต้นแบบการใช้ชีวิต เป็นสาวโสดที่อยู่ตัวคนเดียว หากแต่ก็มีความสุขกับชีวิต ไม่ปิดกั้นตัวเองกับลูกศิษย์ลูกหาและสหายที่แวะมาเยี่ยม เธอเป็นคนไม่เล่นโซเชียลมีเดียทุกชนิด รับสายโทรออกคือช่องทางสื่อสารเดียว จะว่าไปแล้วก็มีอีกช่องทางหนึ่ง, จดหมาย ใช่ เธอยังเขียนจดหมายอยู่

“เราเป็นมนุษย์หลงยุคนิดนึง” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาลง (ยกนี้เธอแพ้ฝน) ก่อนจะว่าต่อ
“เราว่าการเขียนจดหมายช่วยระบายไปได้ก้อนหนึ่งแล้ว ที่เหลือก็ต้องอาศัยเพื่อน ซึ่งโชคดีที่เพื่อนเราค่อนข้างใจกว้าง ถึงไหนถึงกัน มันรู้ว่าถ้าเราไม่มีอะไรจริงๆ เราจะไม่บ่น ไม่เล่า มันต้องถึงที่สุดแล้วเราถึงจะขอความช่วยเหลือ”

 ขอความช่วยเหลือ…จากใคร ในที่นี้หมายถึงเพื่อนกลุ่มไหน

มิมีเพื่อนหลายกลุ่ม กลุ่มแก๊งที่ตบบ่าเคียงไหล่กันมาเกือบ 30 ปี ถึงไหนถึงกัน เห็นกันมาตั้งแต่วัยรุ่น คือ เพื่อนสงขลา ซึ่งเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่มัธยมถึงมหาวิทยาลัย และถลำถึงทุกวันนี้ เธอจะกลับบ้านไปเจอเพื่อนสงขลาปีละครั้งสองครั้ง เพื่อนอีกกลุ่มคือ เพื่อนที่ได้จากช่วงทำงาน ซึ่งทั้งสองกลุ่มเธอมีวงเล็บห้อยท้ายว่าสนิทมาก

จะว่าไป 1 ปีปฏิทินมี 365 วัน การไปโผล่ให้เพื่อนเจอหน้าแค่ไม่กี่วันต่อปี ไม่ได้สร้างระยะห่างในหมู่เพื่อนฝูงเลยหรือ ปล่อยไว้นานๆ ตะกอนมันก็นอนก้นไปหมดสิ มิคิดเห็นอย่างไรกับเงื่อนไขเรื่องระยะทาง ระยะเวลา และคำบอกปริมาณอื่นๆ ซึ่งล้วนมีผลกับสิ่งเปราะบางอย่างความสัมพันธ์

 “มันไม่ได้หายไปไหนหรอก มันยังมีความสัมพันธ์ที่รู้กัน มีความเข้าใจ ความสบายใจ รู้สึกดีเวลาได้มาเจอกัน เราไม่ได้สังสรรค์บ่อยเท่าเมื่อก่อน อย่างดีก็ปีละครั้ง หรือสองครั้ง”

 “เราจะไปเจอกันที่บ้านพี่คนหนึ่ง ทีนี้ก็จะนั่งคุยตั้งแต่ 18:00 น. ไปจนถึงสัก 02:00 น. คุยไปกินไป แล้วก็แยกย้ายกันเข้านอน พอตอนเช้าตื่นขึ้นมาประมาณ 09:00 น. ก็มานั่งจิบกาแฟคุยกันต่อ ไปจนถึง 20:00 น. ก็แยกย้ายกันกลับ”

 “บางทีอาจจะนั่งเงียบๆ ไม่ได้คุยอะไรกัน แค่นั่งจิบชากันก็ได้ มีกินขนมนิดหน่อย หรืออย่างดีก็มีไวน์ กินกันตามประสาเรา มันหมดวัยที่จะออกไปกินข้างนอกละ มันไม่สนุกแล้วกับการไปนั่งกินในร้านอาหาร ฟังเพลงอึกทึก รู้สึกมันไม่ใช่ มันไม่ได้พูดคุย ไม่ได้แลกเปลี่ยนหรือถามไถ่กันแบบนี้”

คนที่ไม่ค่อยได้คุยกับเพื่อน เมื่อได้ไปเจอ ได้คุย สารพัดเรื่องมันไม่ทะลักออกมาเหมือนเขื่อนแตกเลยหรือ ผู้เขียนสงสัยเสียงดังแข่งกับเสียงฝนที่ยังกึกก้องกัมปนาทอย่างบ้าคลั่ง

“เราคุยกันเรื่องครอบครัวเป็นหลัก นอกนั้นก็คุยเรื่องที่เราสนใจคล้ายกัน เช่น ปรัชญา วรรณกรรม หนังสือ หรือความเปลี่ยนแปลงของโลก ฟังดูจริงจัง แต่พวกเราสนิทกันมากๆ จากการแลกเปลี่ยนเรื่องพวกนี้ หนัง เพลง คุยหมด แล้วมันก็ค่อยๆ ขยายมาเป็นเรื่องของชีวิต”

คุณรำคาญไหม สมมติว่าเพื่อนบ่นเรื่องชีวิต ครอบครัว ผัวเมีย เหตุบ้านการเมือง ฯลฯ

“ถ้าใครคนหนึ่งอยากเล่าปัญหา เพื่อนๆ ก็พร้อมรับฟัง และจริงๆ คนรุ่นเราส่วนใหญ่มีแต่ปัญหานะ เราช่วยได้มากที่สุดก็คือแค่ฟัง แล้วก็แลกเปลี่ยน ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องหนักหนาสาหัส หรือรำคาญอะไร อาจเป็นเพราะเราไม่ได้เจอกันบ่อยขนาดนั้น เรารับกันได้ จำพวกมึงพอแล้ว กูเบื่อแล้ว ไม่ต้องพูดแล้วประเด็นนี้ พูดไปก็ซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ไม่มีหรอก เพราะเรารู้ว่าต่อให้คุยกันแทบตาย สุดท้ายคนแก้ก็เป็นตัวเขาเองอยู่ดี”

 เรารับกันได้
คำนี้น่าสนใจ ได้ยินกันมาจนหูช้ำทำนองว่า เห็นทีเป็นเพื่อนกันแล้วเมื่อไหร่ นั่นหมายถึงเราพร้อมจะยอมรับทุกด้านของเพื่อนคนนั้น หรือพูดแบบแข็งๆ ก็คือ ทั้งด้านดีและด้านไม่ดี บางคนคบหากันได้ไม่กี่น้ำก็เขยิบออกไปอย่างเนียนๆ ด้วยมีเรื่องไม่ชอบพอสะกิดกวนใจ จึงเป็นที่กล่าวขานกันอย่างไรเล่าว่าต้องนิสัยใจคอคล้ายคลึงจึงเป็นเพื่อนกันได้

 มิเห็นต่าง
เธอว่าแตกต่างกันก็เป็นเพื่อนกันได้ ว่าแล้วก็ยกตัวอย่างเพื่อนคนหนึ่ง เขาเป็นผู้ชาย ขึ้นเขาลงห้วยด้วยกันออกบ่อย พ่อคุณติดสบาย อาหารต้องถึงพร้อม แอร์ต้องเย็นฉ่ำ มิเป็นตรงข้ามทุกอย่าง พูดง่ายๆ คือ คนทั้งสองมีธาตุต่างกัน แต่ที่คล้องกันไว้คือ ความสนใจ (ธรรมชาติ วรรณกรรม ชีวิต)

“เรามีข้อเสียกันทุกคนแหละ แต่กับคนที่เราสนิทมากๆ เราจะไม่เอานิสัยไม่ดีไปใช้กับคนนั้น เช่นปกติเราอาจจะเป็นคนเห็นแก่ตัว ขี้เหนียว กับคนอื่นเราอาจจะเป็นแบบนี้ แต่กับเพื่อนสนิท หรือกับคนที่เรารู้สึกว่าเราฝากอะไรไว้ได้ สบายใจ เราจะไม่เป็นคนเห็นแก่ตัวใส่ นิสัยพวกนี้มันหายไปหมดเลย

 “ความสัมพันธ์มันเปลี่ยนเราได้ เหมือนกับว่าถ้าอยู่กับเพื่อนคนนี้ เราสามารถเป็นมนุษย์ที่ดีได้คนหนึ่งด้วย พอเป็นแบบนี้แล้วด่านต่างๆ มันหายไปเยอะมากเลย”

 ความจริงแล้วชายหนุ่มไม่ควรถามอายุของหญิงสาว ผู้เขียนก็เลยถามปีเกิดแทน มิเกิดปี 2515 คำนวณออกมาแล้ว เธออายุ 54 ปี หากผู้อ่านนำคำว่า อายุ 54 ไปเสิร์จกูเกิลจะพบคำค้นหาแนะนำขึ้นมาพรึ่บพรั่บ เช่นว่าอายุ 54 Gen อะไร, อายุ 54 ท้องได้ไหม, อายุ 54 กินไข่ได้วันละกี่ฟอง หรืออายุ 54 สมัครงานได้ไหม

 โดยมากเป็นคำถามเรื่องสุขภาพ หากไม่มีสักคำถามเดียวที่ผู้เขียนสงสัย
อายุ 54 แล้วยังมีเพื่อนใหม่ได้หรือเปล่า

“วัยนี้มันคงยากแล้ว มันต้องเป็นจุดพลิกผันอย่างแรงของชีวิตเลย” หญิงวัย 54 ปีแชร์มุมมอง

“ถ้าจะให้มีเพื่อนสนิทเพิ่มขึ้น เราว่ามันไม่น่าเป็นไปได้แล้ว มันคงเหลือเท่าที่คบกันอยู่นี่แหละ คนพวกนี้ผ่านอะไรกับเรามาเยอะ มันมีระยะทาง ระยะเวลา ที่เราใช้ร่วมกันเยอะมาก ถ้าต้องมานับหนึ่งใหม่กับคนที่อาจจะเคยรู้จักบ้างแล้วจะมาสนิทกัน เราว่ายาก ไม่มีทางที่จะสนิทเท่ากับเพื่อนที่เราสนิทอยู่ตอนนี้”

เจอหน้ากันปีละครั้ง ถ้าวัดความสนิทด้วยความถี่ นั่นอาจไม่นับว่าเป็นเพื่อนสนิทแล้วก็ได้ เหตุใดกันมิยังเชื่ออยู่เต็มอกว่าความสนิทยังไม่หายไปไหน หรือเกือบ 30 ปีที่เป็นเพื่อนกันมา มันยาวนานพอจะบอกเธอแล้วว่า ความสัมพันธ์นี้จะทิ้งระยะห่างยาวแค่ไหนก็ได้ โดยไม่ต้องหวาดระแวงว่ามันจะหายไป

 “คือความคิดถึงมันมีอยู่ตลอดแหละ แต่เราไม่ค่อยติดต่อใครบ่อย โดยเฉพาะเพื่อนที่สนิทกันมากๆ 2 – 3 เดือน อาจจะโทรไปคุยทีหนึ่ง หรือช่วงนี้เรารู้สึกว่าตะหงิดๆ เหมือนจะมีปัญหาอะไรบางอย่างก็จะโทรคุย ซึ่งไม่ได้บ่อยเลย เพื่อนที่สนิทมากๆ เรื่องเวลา หรือความถี่ในการเจอมันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว ปีหนึ่งไม่ต้องคุยเลยก็ได้ แต่มันมีความสบายใจอยู่ว่า ยังไงกูก็รู้ว่ามึงอยู่ที่นั่น”

 “แน่นอนเราติดต่อกัน อย่างตอนน้ำท่วมหาดใหญ่เรากลัวมาก เพราะติดต่อใครไม่ได้เลย อย่างงานเลี้ยงรุ่นเราก็จะไม่ไป แต่จะมีเพื่อนคนหนึ่งที่โทรมาแจ้งข่าวถ้ามีอะไรฉุกเฉิน พ่อใครตาย แม่ใครเสีย คนวัยเรามันจะมีแต่ข่าวแบบนี้แหละ เรื่องคนทางบ้าน หรือเอ๊ย กูหย่าแล้วนะ เลิกกันแล้ว กูป่วย”

หลังจากเอาตัวไปคลุกกับชีวิตอิสระมาหลายสิบปี ห่างไกลมิตรสนิท โลดแล่นบนนงานหนังสือและวรรณกรรม พบเจอคนมากหน้าหลายตา จนถึงอายุปูนนี้ มุมมองเรื่องมิตรภาพของเธอเปลี่ยนไปไหม เราถามเป็นคำถามท้ายๆ โดยมีเสียงฝนดังแข่งอยู่เบื้องหลัง

“มันอะไรก็ได้แล้ว ขอให้มึงติดต่อมา หรือถ้าคิดถึงเราก็จะโทรไปเลย รู้สึกว่ามันนานไปแล้วนะ ก็โทรไปขอได้ยินเสียงหน่อยนึง หรือถ้ามีโอกาสเจอก็เจอ เราไม่อยากไปหาใคร หรือให้ใครมาหาเราตอนป่วยอยู่โรงพยาบาลแล้ว มันไม่แน่นอนเลยของแบบนี้ ถ้าเราทำงานเหนื่อยๆ แล้วหลับไม่ตื่นจะทำยังไง”

 จะแจ็กพอตวันไหนก็ไม่มีใครรู้ ผู้เขียนสำทับ ก่อนเธอจะพูดต่อ

 “ใช่ เดี๋ยวนี้ ถ้ามีเวลาช่วงไหนคุยได้ 4 – 5 นาทีก็คุย”

หลังจากที่ฟังมาทั้งหมด ผู้เขียนมีข้อสังเกตอย่างหนึ่ง มิไม่ค่อยได้ไปสังสรรค์กับเพื่อน ไม่ค่อยติดต่อเพื่อน ชอบแก้ปัญหาคนเดียว คนธาตุอิสระแบบนี้น่าจะคิดเผื่อถึงขั้นว่าถ้าวันหนึ่งไม่มีใครอยู่ด้วยแล้ว ไม่มีเพื่อนแล้ว เขาก็น่าจะอยู่ด้วยตัวเองได้ คำถามก็คือความคิดแบบนี้มันไม่ได้โดดเดี่ยวเกินไปใช่ไหมถ้าจะพูดว่าสุดท้ายคนเราก็ต้องกลับมาอยู่กับตัวเองให้ได้”

 “เราว่ามันเป็นแบบฝึกหัดที่เราจะต้องฝึก อาจจะเพราะเราทำหนังสือด้านจิตวิญญาณค่อนข้างเยอะ เราเห็นด้วยกับความเป็นอนิจจัง คนเรามาคนเดียวไปคนเดียว เราต้องฝึกที่จะอยู่ให้ได้ถ้าวันหนึ่งวิกฤตมาถึงแล้วจริงๆ แต่เราก็รู้สึกนะว่า ไม่ว่ายังไงเราก็จะมีเพื่อนอยู่ตลอด เพื่อนที่สนิทกันมากๆ มันถึงกันน่ะ ไม่มีใครคิดจะทิ้งใคร ยังดูแลกันอยู่”

“แต่ก็อย่างที่บอก มันคือแบบทดสอบให้เราต้องอยู่คนเดียวให้ได้ เพราะเราเลือกแบบนี้มาตั้งแต่ต้น เลือกที่จะไม่มีครอบครัว เลือกที่จะใช้ชีวิตคนเดียว มันก็ต้องยอมรับว่าสุดท้ายแล้วเราจะไม่มีใครจริงๆ เรายังฝึกอยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่าถ้าเวลานั้นมาถึง เราจะรับมือไหวหรือเปล่า ตอนป่วยไข้นี่รู้สึกโหวงๆ เหมือนกัน กูจะรอดไหมเนี่ย แต่มันก็ผ่านมาได้ทุกครั้ง”

“ฉะนั้นไม่ว่ายังไง เราว่าความเก่งของคนคือพอเวลาเจอปัญหา สุดท้ายมันจะผ่านไปได้อยู่ดี”

 บทสนทนาจบลงแล้ว เสียงฝนยังดังของมันต่อไปอย่างนั้น

 จะซาเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้

Tags:a dayIมิตรYou
Share :
Author
วงศกร ลอยมา
Photographer
-
เฮ้อ เศร้าจัง เหงาด้วย ฟังเพลงละครดีกว่า
Uncategorizedเฮ้อ เศร้าจัง เหงาด้วย ฟังเพลงละครดีกว่านักเขียน : วงศกร ลอยมา
ร้านซ่อมหนังสือ ย่านเมืองเก่าสงขลา ชุบชีวิตหนังสือเล่มโปรด ชุบชูใจนักเดินทาง
ที่ชอบร้านซ่อมหนังสือ ย่านเมืองเก่าสงขลา ชุบชีวิตหนังสือเล่มโปรด ชุบชูใจนักเดินทางนักเขียน : อัญชิสา เรืองโรจน์
SPONSOR RUN BANGKOK 2026: I AM #1 รวมพลังนักวิ่งกว่า 4,600 คน
AgendaSPONSOR RUN BANGKOK 2026: I AM #1 รวมพลังนักวิ่งกว่า 4,600 คนนักเขียน : a team