Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

​Dehjo Racing : กลุ่มเด็กมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่จะพาโมเดลรถแข่ง F1 สัญชาติไทยไปแข่งบนเวทีโลก

ตอนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5, กิจกรรมที่เป็นหมุดหมายในชีวิตของคุณคืออะไร?

ส่วนตัวเราทุ่มเทพลังงานทั้งหมดไปกับการเตรียมงานกีฬาสี
อีเวนต์ที่เปรียบดั่งศึกชี้ชะตาของคนเกือบทั้งโรงเรียน

ไม่ว่าคำตอบของคุณจะเป็นอะไร
เราอยากชวนมาฟังเรื่องราวของกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากโรงเรียนอำนวยศิลป์ซึ่งรวมตัวกันในนาม Dehjo Racing (เตโชเรสซิง)
เพราะหมุดหมายของพวกเขาไม่เหมือนใคร
และที่สำคัญ-ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย

เตโชเรสซิงคือตัวแทนประเทศไทยกลุ่มแรกที่จะเข้าร่วมการแข่งขันออกแบบรถแข่ง
F1 in Schools Challenge ครั้งที่ 13
ซึ่งจะจัดขึ้นวันที่
24 – 26 กันยายนนี้ ณ
ประเทศมาเลเซีย โดยมีทีมนักเรียนมัธยมจากกว่า
40 ประเทศทั่วโลกมาแข่งขันออกแบบและผลิตโมเดลรถแข่ง
F1 ขนาดจิ๋ว
โดยบูรณาการความรู้ด้าน STEM (Science,
Technology, Engineering, Mathemetic) เข้าด้วยกัน

ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนออกตัว
เรามีโอกาสได้ไปพูดคุยกับน้องๆ ทั้ง 6
คน ซึ่งประกอบด้วย
จิ๊บชญานิษฐ์
แก้วหล้า
, โมนาปาณิศา จรรยาคุณ, เต็มติชิลา เกตุมาลาศิริ, โอปออัษฎา นภาวรรณ, โอ๊กเอกดนู คงอิ่ม และ เบียงธาวิน วงศ์พัฒนาสิน ทำให้เราได้รู้ว่า
นอกจากเตโชเรสซิงจะต้องออกแบบและผลิตโมเดลรถแข่งที่มีประสิทธิภาพสูงแล้ว น้องๆ
ยังต้องหาสปอนเซอร์ด้วยตัวเอง เพื่อใช้เป็นทุนในการศึกษาวิจัย การผลิต
การประชาสัมพันธ์ อีกทั้งทุนดังกล่าวยังครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปแข่งขันด้วย-เนื้องานเหมือนกับบริษัทออกแบบที่กำลังเตรียมตัวไปพิทช์งานกับลูกค้าไม่มีผิด

ความรับผิดชอบทั้งหมดนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่เราและคุณคาดคิดว่าอยู่ในระดับความสามารถของเด็กมัธยมปลาย
แต่จากการพูดคุย เราเชื่อว่าเตโชเรสซิงพร้อมแล้วที่จะไปพิสูจน์ตัวเองต่อหน้าคณะกรรมการระดับโลก

และบรรทัดต่อไปนี้คือเรื่องราวของดรีมทีมตัวแทนประเทศไทย
พวกเขาได้เรียนรู้และผ่านอะไรมาบ้าง เชิญเกาะขอบสนามติดตาม

จะเป็นดรีมทีมได้ต้องครบเครื่อง

จิ๊บ: มันเริ่มจากมี ICC
(In-Country Co-ordinator) ของ F1 in
Schools Challenge เข้ามาแนะนำโครงการในโรงเรียน
แล้วกลุ่มพวกเราสนใจด้านฟิสิกส์อยู่แล้ว มีเด็กที่เรียนฟิสิกส์ระดับ A Level 4 คน

โมนา: เราแบ่งตำแหน่งของแต่ละคนโดยดูตามความถนัด เช่น
โมกับโอปอดูแลด้านการออกแบบรถและการทำรถเพราะเราเคยเรียนวิชา Design Thinking ตอนม.4

จิ๊บ: จิ๊บเป็น Team
Manager เบียงที่สนใจด้านกราฟิกดีไซน์ก็เป็นกราฟิกดีไซเนอร์
เต็มที่สนใจด้านมาร์เก็ตติ้งและธุรกิจก็ดูแลด้านนี้ไปเลย
ส่วนโอ๊กดูแลเรื่องโซเชียลมีเดีย

เต็ม: และเพราะปีนี้เป็นปีแรกของประเทศไทย ทาง F1 in Schools Challenge ต้องการนักเรียนที่มีความสามารถภาษาอังกฤษ
ซึ่งหลักสูตรของเราเป็นสองภาษาอยู่แล้ว เขาก็เลยติดต่อให้เราไปแข่งขันในระดับ World Final เลย

จะเป็นดรีมทีมได้ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง

จิ๊บ: Mr.Pine ผู้อำนวยการโรงเรียน
เป็นคนนำโครงการนี้เข้ามา แต่เขาอยากให้เป็นผลงานของเด็กจริงๆ
ก็เลยไม่ได้ลงมาช่วยขนาดนั้น แต่จะคอยให้คำแนะนำเสียมากกว่า

โอปอ: เรื่องการออกแบบรถเราต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองใหม่ทั้งหมดเลย
คือทาง F1 in Schools Challenge เขาจะให้หนังสือคู่มือมา
ซึ่งเราต้องอ่านและศึกษาข้อกำหนดต่างๆ ในการออกแบบ แล้วหัดใช้โปรแกรม CAD/CAM (Computer-Aided
Design & Computer-Aided Manufacturing-การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยออกแบบและผลิต) จากนั้นเราถึงจะเริ่มศึกษาเรื่องที่จำเป็นต้องรู้
เช่น เรื่อง Aerodynamics (อากาศพลศาสตร์) เรื่องปัจจัยที่ทำให้รถวิ่งเร็ว
แล้วก็ออกแบบให้ตรงกับข้อกำหนดที่เขาให้มา

โอปอ: เสร็จแล้วเราต้องฝึกใช้โปรแกรม CFD (Computational Fluid
Dynamics-พลศาสตร์ของไหล การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์คำนวณของไหล เช่น อุณหภูมิ
ความเร็ว ความดัน)เพื่อทดสอบค่า Drag Coefficient (แรงต้านอากาศ) ของรถ ซึ่งถ้าค่าตรงนี้ยิ่งน้อยจะยิ่งดี
จากนั้นถึงจะลงมือทำรถด้วยเครื่อง CNC
(Computer Numerical Control-เครื่องจักรกลที่ใช้ผลิตหรือขึ้นรูปชิ้นงานผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์) และเครื่องพิมพ์สามมิติ

โมนา: โมเป็นคนรับแบบมาจากโอปอแล้วนำมาผลิตเป็นของจริง
โดยเครื่อง CNC ใช้สำหรับตัดบล็อกโพลียูรีเทน
(วัสดุชนิดหนึ่งคล้ายโฟม) ที่ทาง F1 ให้มา จากบล็อกสี่เหลี่ยมก็จะเป็นรูปทรงรถของเรา
ส่วนเครื่องพิมพ์สามมิติจะใช้พิมพ์ชิ้นส่วนพวกล้อและปีก

โอปอ: ความพิเศษของรถเราคือจะเน้นที่ปีกกับตัวรถเป็นหลัก
เราออกแบบปลายปีกด้านหลังให้เอียงและโค้งไปด้านหลัง
เพื่อให้แรงต้านอากาศแยกเป็นสองแรง อีกทั้งตรงปลายปีกเราก็ออกแบบให้เล็กและแหลม
เพราะเวลาปีกผ่านอากาศ มันจะเกิดลมตรงปลายปีก ถ้าเราทำให้มันแหลม
พื้นที่เกิดลมก็น้อยลง ส่วนตัวรถเราก็พยายามทำให้ต่ำที่สุด จะได้ฝ่าอากาศได้ดีๆ
แต่สิ่งสำคัญก็คือต้องอิงตามกฎเกณฑ์ด้วย
อย่างความสูงก็มีข้อกำหนดว่าห้ามสูงเกินเท่านี้ ห้ามต่ำเกินเท่านี้

จะเป็นดรีมทีมได้ต้องหาสปอนเซอร์และแก้ปัญหาเป็น

จิ๊บ: ในโปรเจกต์นี้เราต้องหาสปอนเซอร์เองทั้งหมดเลย
ตอนนี้เราก็หามาได้ประมาณ 6 แสนบาทแล้ว คือเราต้องนัดเข้าไปพรีเซนต์กับบริษัทต่างๆ
แล้วให้เขาพิจารณาว่าอยากสนับสนุนเราไหม สนับสนุนเท่าไหร่
ซึ่งเงินที่ได้มาก็ครอบคลุมค่าเข้าร่วมการแข่งขัน ค่าโรงแรมที่เขากำหนดให้เราอยู่
ซึ่งเป็นโรงแรมที่แพงมากๆ แล้วก็มีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าอุปกรณ์ ค่าเช่าห้องแล็บ
เพราะเราไม่ได้ใช้อะไรฟรีเลย เราต้องจ่ายทุกอย่าง

โมนา: ตอนที่หาสปอนเซอร์เราเจอปัญหาหนึ่ง
คือตอนแรกเราได้บริษัทหนึ่งเป็นสปอนเซอร์หลัก
ซึ่งจะได้พื้นที่ที่เด่นที่สุดในการวางโลโก้บนรถของเรา
ต่อมาเรามีโอกาสไปพรีเซนต์กับอีกเจ้า ซึ่งเสนองบประมาณที่มากกว่า เพราะเขาอยากเป็นสปอนเซอร์หลักเหมือนกัน
เราจึงต้องเจรจากับทั้งสองบริษัทเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาที่ทุกฝ่ายพอใจที่สุด
เพราะเราก็อยากได้สปอนเซอร์ทั้งคู่มากๆ เหมือนกัน

จะเป็นดรีมทีมได้ต้องลงมือทำ

เต็ม: จริงๆ สิ่งที่เราเคยเรียนมามันอยู่ในหนังสือทั้งหมดเลย
ไม่เคยลงมือทำจริงๆ
อย่างเต็มดูแลเรื่องมาร์เก็ตติ้งก็จะมีผู้ปกครองที่เก่งด้านนี้มาแนะแนวว่าจะติดต่อสปอนเซอร์อย่างไร
และพอได้ทำจริงๆ ก็ได้รู้ว่าเราอาจจะยังทำผิดอยู่ ตอนแรกๆ
ถ้าเราส่งอีเมลล์ไปแล้วถ้าเขาไม่ตอบ เราก็ทิ้งไว้อย่างนั้น
แต่พี่แผนกมาร์เก็ตติ้งจากบริษัทหนึ่งที่เข้าไปติดต่อแนะนำมาว่า เวลาคุยกับบริษัท
เราทิ้งไม่ได้ เราต้องแอ็กทีฟและตามเขาตลอด

เบียง: เมื่อก่อนเบียงออกแบบอยู่แค่ในคอม
ไม่เคยได้ทำออกมาจริงๆ แต่พอมาร่วมทีมก็เลยมีโอกาสได้เอางานออกแบบมาใช้งานจริงๆ
เช่น การออกแบบสีตัวรถ ออกแบบโลโก้ติดหมวก ติดเสื้อ ออกแบบสื่อประชาสัมพันธ์ในโซเชียลมีเดีย
แล้วก็ออกแบบบูท pitch display สำหรับตอนที่ไปแข่งด้วย

โอ๊ก: ส่วนของโอ๊กรับผิดชอบเรื่องโซเชียลมีเดีย
เมื่อก่อนโอ๊กไม่รู้ว่าการที่เราจะโพสต์อะไรซักอย่างมันต้องไตร่ตรองให้เยอะ
ไม่ใช่แค่อยากโพสต์ก็โพสต์ไปเลย โดยที่ไม่รู้ว่าถูกต้องไหม เช่น
เมื่อวานโอ๊กจะโพสต์เกี่ยวกับสปอนเซอร์รายหนึ่ง
แต่คุยกับเพื่อนจึงรู้ว่าการตกลงยังไม่ไฟนอล ถ้าโพสต์ไปมันจะไม่ถูกต้อง
โอ๊กก็เลยหยุดไว้ก่อน ไม่โพสต์

จะเป็นดรีมทีมได้ต้องกล้าหาญและมีสติ

จิ๊บ: คือทุกทีมเขาเคยแข่งมาหลายรอบแล้ว
ตอนแรกจิ๊บก็เลยกลัวว่าเราจะทำได้ไหม เราจะขายขี้หน้าเขาหรือเปล่า
เราจะเอาธงไทยไปแล้วทำรถพังไหม แต่จิ๊บก็คิดว่า ไม่ว่าเราจะได้ที่เท่าไหร่
หรือเราทำได้ไม่ดี แต่ถ้าเราทำดีที่สุดของเราแล้วจริงๆ มันก็ไม่ควรจะน่าอาย
เพราะฉะนั้นก็เลยไม่กลัวแล้วค่ะ

โอ๊ก: เพื่อนๆ เลือกให้โอ๊กเป็นคนกดให้ตัวรถพุ่งไปจากจุดสตาร์ท
คือในการแข่งรถ จะมีไฟขึ้นทีละดวงจนครบ 5
ดวง
แล้วมีช่วงเวลาแป๊บหนึ่งที่ไฟติดทุกดวง จากนั้นพอไฟดับปุ๊บ โอ๊กต้องกดให้เร็วที่สุด
ก่อนหน้านี้เคยลองกดแล้วก็ทำเวลาได้ค่อนข้างดี
แต่เมื่อวันก่อนมีรายการทีวีมาถ่ายทำ แค่เจอกล้องและเพื่อนๆ รอบข้างไม่กี่สิบคนโอ๊กก็ตื่นเต้นแล้ว
แล้วถ้าคนเป็นพันจะเป็นอย่างไร แต่โอ๊กคิดว่ารับมือได้ครับ
เพราะสุดท้ายเราต้องตั้งสมาธิและมีสติในการกด ไม่ต้องไปวอกแวก
ก็เลยคิดว่าจะกลับบ้านไปนั่งสมาธิเพื่อให้มีสติ
ยิ่งเรามีสติเราก็จะกดได้เร็วกว่าเดิม ถ้าเรากดเร็วรถเราก็จะพุ่งไปก่อนคู่แข่ง
มันไม่ใช่แค่ว่ารถเราเร็วแล้วจะชนะ แต่ reaction
time ตอนกดก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะชี้ผลแพ้ชนะได้เหมือนกัน

แล้วถ้าดรีมทีมอยากเป็น World Champion ต้องมีอะไร?

จิ๊บ: ในการแข่งขันจะมีทั้งหมด 1,000 คะแนน แบ่งคร่าวๆ เป็นด้านรถ 600 คะแนนและด้านธุรกิจ 400 คะแนน เราต้องทำคะแนนในแต่ละหมวด เช่น
ทำพอร์ตโฟลิโอด้านวิศวกรรม ทำพอร์ตโฟลิโอด้านธุรกิจ การไปนำเสนอที่นั่น
แล้วก็การแข่งรถซึ่งถือเป็นพาร์ทหลักเพราะมี 250
คะแนน ทีมที่แข่งรถชนะจะได้รางวัลเป็น Fastest Car แต่ทีมที่จะเป็น world champion ต้องทำคะแนนได้ดีทุกด้าน

โอปอ: เป้าหมายสูงสุดของเราคือ world champion ถ้าทำได้

ติดตามความเคลื่อนไหวและส่งแรงใจไปเชียร์เตโชเรสซิงได้ที่
dehjoracing.comหรือ
facebook.com/Dehjo-Racing

ภาพ ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ

Author

กันต์กนิษฐ์ มิตรภักดี

ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร a day magazine ที่ตั้งใจทำงานหาเงินไปซื้อกระเป๋ามารีเมกโกะ

ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ

ช่างภาพนิตยสาร a day ที่เพิ่งมีพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มใหม่ชื่อ view • finder ออกไปเจอบอลติก ซื้อสิ ไปซื้อ เฮ่!

Related Posts

x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)