โชคชะตาเปล่าเป็นคำเฉลย แต่คือปริศนาแห่งชีวิต ‘Poems of Prophecy’ วรรณศิลป์แห่งการพยากรณ์

นำโมไต๋ชื้อ ไต๋ปุย กิวโคว่ กิวหลั่ง กวงไต๋เล่งก้ำ กวงสี่อิมผู่สัก

ใครเคยไปศาลเจ้าหรือวัดจีนย่านเยาวราช คงรู้ดีว่านอกจากควันธูป เสียงเพลงคลอ เสียงสวดคาถา เสียงพร่ำภาวนา จะมีอีกเสียงหนึ่งแทรกอยู่ในอากาศ ‘กริ๊ก กริ๊ก กริ๊ก’ ทั้งไม้หนึ่งแท่งที่หล่นจากกระบอกแดง หรือหากผู้เขย่าไม่ชำนาญการนัก อาจกลายเป็นเสียง ‘โครม’ ตามด้วยไม้สามสิบกว่าแท่งร่วงหล่นลงมา ตัวเลขบนไม้นั้นไม่ได้มีไว้เพื่อให้แทงเลขใต้ดิน แต่เพื่อให้เทพส่งสารแก่มนุษย์

และกระบอกแดงที่ว่าคือ ‘เซียมซี’ 

ดูจะเป็นของเสี่ยงทายธรรมดาที่ตั้งอยู่ในแทบทุกสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่แท้จริงแล้วเซียมซีคือหนึ่งในศาสตร์อัศจรรย์เก่าแก่อันรวมศาสนา ปรัชญา และจิตวิทยาไว้ด้วยกัน

昔日艰辛,来日自安。

Xī rì jiān xīn, lái rì zì ān

ความขมขื่นเมื่อวาน วันหน้าเองจะสงบ

คำว่าเซียมซีนั้นมีรากจากศัพท์ภาษาจีน 签诗  (Qiān shī) หมายความถึงบทกลอนบนไม้เสี่ยงทาย 

หากถามหาต้นกำเนิดต้องย้อนไปคริสต์ศักราชที่ 619 – 907 ในสมัยราชวงศ์ถัง เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของบทกวี ทุกคนในสังคมที่มีการศึกษาจะเขียนกลอนได้ ทั้งนักพรต นักรบ ขุนนาง หรือแม้แต่จักรพรรดิ ยุคนั้นชาวจีนเชื่อว่ามนุษย์สามารถสื่อสารกับจักรวาลได้โดยผ่านสัญลักษณ์บางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกระดูกเสี่ยงทาย การทำนายด้วยเหรียญ หรือการเขย่าไม้ในภาชนะ 

ในวัดเต๋าและศาลเจ้าทั่วเมืองจีนมีพิธีหนึ่งที่เรียกว่า 求签 (Qiú qiān) หรือเสี่ยงฟ้า นักพรตจะทำพิธีเรียกเทพหรือจิตแห่งฟ้าให้เลือกคำทำนายหนึ่งออกมาเพื่อสื่อสารกับผู้ขอพร บรรดาผู้ประพันธ์กลอนจึงออกโรงเขียนคำทำนายเป็นบทกลอนแปดบรรทัดที่มีสัมผัสในและจังหวะเท่ากัน เป็นกลอนอันศักดิ์สิทธิ์ที่สมดุลทั้งเสียงทั้งความหมาย พวกเขาเลี่ยงการพูดตรงไปตรงมาว่าอนาคตจะดีหรือร้าย และเลือกใช้คำคลุมเครือที่ลึกซึ้งพอจะสะท้อนความจริง 

สิ่งที่ทำให้เซียมซีพิเศษกว่าเครื่องทำนายอื่นคือการใช้บทกลอนผนวกเข้ากับศาสตร์แห่งการพยากรณ์ กระบวนการก็แสนง่ายแค่ตั้งคำถามในใจ เขย่าแท่งไม้ที่มีหมายเลขจารึกอยู่ 100 หมายเลข จนกว่าจะมีแท่งหนึ่งหล่นลงมา 

เซียมซีเป็นลูกผสมของศาสนาระหว่างพุทธ เต๋า และขงจื๊อ ด้วยการรับแนวคิดเรื่องกรรม เหตุปัจจัยของพุทธเข้ามา กลอนหลายบทถึงสอนให้หมั่นทำดีต่อไป อดทน รอเวลา แล้วจะเห็นผล ผนวกเข้ากับความสมดุลบนทางสายกลางของเต๋า หลายคำทำนายมักจะพูดถึงเวลาอันเหมาะควรมากกว่าการบอกผล สุดท้ายคือหลักคุณธรรมและหน้าที่ของตัวเราจากขงจื๊อ เช่นกันว่าหลายคำทำนายถึงสอนให้ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ ขยันขันแข็ง เซียมซีไม่ใช่เครื่องมือทำนายอนาคตไปเสียทีเดียว หากแต่เป็นคัมภีร์ย่อส่วนที่กลั่นออกมาในรูปแบบกลอน 

行舟过险,风浪犹多。

Xíng zhōu guò xiǎn, fēng làng yóu duō‌。
เรือแล่นผ่านคลื่น แม้พ้นแล้ว ก็ยังมีคลื่นอีกมาก

เมื่อวัฒนธรรมเซียมซีเดินทางจากจีนเข้าสู่ไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระจีนที่อยู่ในวัดไทยก็ได้เริ่มเขียนคำแปลไทยกำกับไว้ แรกเริ่มเป็นร้อยแก้วธรรมดา แต่หลังจากพระไทยบางรูปที่เป็นผู้มีเชิงกลอนได้เห็นก็แต่งขึ้นเป็นกลอนแปดหรือกลอนสี่ 

เช่น “เรือแล่นผ่านคลื่น แม้พ้นแล้ว ก็ยังมีคลื่นอีกมาก” เมื่อแปลเป็นกลอนไทยจะได้อีกรูปแบบหนึ่ง “วันนี้แม้พ้นเคราะห์แล้วหนา แต่ยังมีเคราะห์มาในภายหน้า อย่าประมาทโชคดีที่ฟ้าให้ เดินอย่างเย็นใจเถิดจะพ้นภัย” 

การเสี่ยงเซียมซีมีขั้นตอนละเอียดมากกว่าที่เห็น ถึงจะไม่มีเขียนเป็นพิธีในปัจจุบันก็ตาม โดยเฉพาะในวัดจีนดั้งเดิมที่ต้องเริ่มจากการตั้งจิต 

ข้อหนึ่ง ผู้เสี่ยงควรกำหนดคำถามในใจให้ชัดเจนไม่คลุมเครือ เพราะคำตอบจะได้สะท้อนตรงกับสิ่งที่ใจถาม 

ข้อสอง เขย่ากระบอกจนไม้เหลือเพียงหนึ่งแท่ง หากมีแท่งอื่นตกลงมาต้องเขย่าใหม่ ด้วยเชื่อกันว่าเทพยังไม่ให้คำตอบ

ข้อสาม ตรวจหมายเลขและเปิดใบเซียมซี จากนั้นอ่านกลอนแล้วตีความร่วมกับปัวะโป้ย หรือไม้คู่รูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวสองชิ้นที่ใช้โยนเพื่อถามว่านี่เป็นคำตอบจากเทพหรือเปล่า ไม่ก็ถามว่าเรากำลังมาถูกทางแล้วใช่ไหม 

ไม้ทั้ง 100 แท่งในกระบอกเซียมซีก็ไม่ได้ถูกตั้งขึ้นลวกๆ ทั้งหมดเกิดจากแนวคิดความครบถ้วนของสรรพสิ่ง ในคัมภีร์จีนโบราณ ‘เลขร้อย’ (百 Bǎi) หมายถึงความสมบูรณ์ของจักรวาล สิ่งที่ครอบคลุมทั้งหมดโดยไม่มีอะไรหลงเหลือ ดังคำอวยพรให้ร้อยสิ่งสมหวัง (百事如意 Bǎi shì rú yì) หรือครองรักยืนยาวร้อยปี (百年好合 Bǎi nián hǎo hé) เปรียบได้ว่าคำทำนายที่มีครอบคลุมทุกความเป็นไปของชีวิตมนุษย์แล้ว ทั้งสุข เศร้า สมหวัง ผิดหวัง บุญกรรม โชคชะตา กระทั่งการพลิกผันของเวลา

ในตำราจีนยังมีอีกความเชื่อหนึ่งเกี่ยวกับร้อยลักษณะของดวงชะตา ตั้งแต่ผู้มีโชคดีระดับสูงสุดไปถึงผู้มีเคราะห์ร้ายระดับสูงสุด โดยจะแบ่งอย่างละเอียดลงไปอีกว่าจะเป็นโชคดีมาก ปานกลาง เลวร้าย เพื่อให้ผู้คนเห็นความละเอียดของชะตาตัวเอง ดังนั้นไม้ร้อยแท่งจึงเป็นการจำลองตำราฟ้าที่จะเก็บชะตาของผู้คนไว้ทุกแบบ ไม่ว่าจะรุ่งโรจน์หรือร่วงโรย เซียมซี 100 แท่งจะปรากฏในศาลเจ้าดังอย่างวัดมังกรกมลาวาสในไทย 

หากเป็นเซียมซีของพุทธอินเดียผสมเข้ากับโหราศาสตร์จีนก็จะถูกลดจำนวนเหลือ 60 แท่ง เพราะพวกเขาอิงจากรอบดาวฟ้า 60 ปี หรือระบบก้านฟ้ากิ่งดิน (干支 Gān zhī) นับเป็นรอบเวลาอันศักดิ์สิทธิ์ในปฏิทินจีนตามลำดับปีนักษัตร ด้วยเชื่อว่าแต่ละแท่งจะแทนโชคชะตาวัฏจักรชีวิต เซียมซีแบบ 60 แท่งถึงเป็นการถามหาอนาคตมากกว่าว่าในปีนี้ ช่วงนี้ ดวงรอบนี้ของเราจะเป็นอย่างไร 

เซียมซีแบบไทยโบราณจะถูกลดจำนวนลงอีกเหลือ 32 แท่ง เพราะเป็นเลขศักดิ์สิทธิ์ของร่างกายมนุษย์ บ่งบอกดวงชะตาที่ซ่อนอยู่ในอวัยวะทั้ง 32 ของมนุษย์เรา ฟ้าจะเลือกให้เราได้เห็นภาวะของจิตที่กำลังเป็นอยู่เสียมากกว่า 

有缘千里来相会, 无缘对面不相逢

Yǒu yuán qiān lǐ lái xiāng huì, wú yuán duì miàn bù xiāng féng。

หากมีวาสนาแม้ห่างกันพันลี้ก็ได้พบ

หากไร้วาสนาแม้อยู่ตรงหน้าก็ยากจะพบเจอ

การเขย่าเซียมซีเป็นพิธีทางจิตวิญญาณที่ผสานการคาดเดาสุ่มและความศรัทธา เพราะคนโบราณเชื่อว่าความบังเอิญนั้นก็คือคำตอบของสวรรค์ในรูปแบบหนึ่ง เมื่อเขย่าไม้ทั้งหมดจนแท่งหนึ่งร่วงลงมา หมายความว่าฟ้าได้เลือกชีวิตบทหนึ่งให้แล้ว 

เมื่อผู้อ่านเดินทางมาถึงบรรทัดนี้ ผู้เขียนอยากให้หลับตาอธิษฐานสักสิบวินาทีก่อนจะอ่านคำทำนาย 

เซียมซีใบที่ 3

“ใบที่สามว่าความไม่ผาสุก จะได้ทุกข์ร้อนใจดังไฟผลาญ ประกอบกิจจิตขุ่นวุ่นรำคาญ กลับป่วยการโทษระคนผลไม่มี จะกินนอนไม่อิ่มหนำแสนลำบาก ถึงคราวยากยามละเหี่ยต้องเสียศรี ปัจฉามิตรคิดร้ายไม่มีดี ดวงชีวีทุกข์นักแทบจักวาย 

แต่ถ้าถามความคดีที่ต่อสู้ คงเชิดชูมีชัยไม่แพ้หลาย จะเข้าหาผู้ใดก็ง่ายดาย ลูกหนี้หายทายว่ายังไม่พบกัน ถามหาลาภยากนักจักเฉลย คู่เขนยยังรวนเรคิดเหหัน จงสงบกายใจให้ดีพลัน สู้ผ่อนผันตามวจีที่สามเอย” 

อ่านแล้วแทบอยากโยนโทรศัพท์ทิ้งเลยใช่ไหม 

เมื่อเราเสี่ยงได้เซียมซีที่ว่าความร้ายถึงอนาคต เรามักจะไม่เก็บกลับบ้านเพราะไม่อยากให้มันเกิดขึ้นจริง วัดในประเทศญี่ปุ่นก็มีความเชื่อว่าหากได้ใบไม่ดีจะต้องผูกไว้ที่ต้นไม้หรือราวไม้ในวัด เพื่อฝากเคราะห์ไว้กับลม เสมือนการขอให้ฟ้าเมตตามากกว่าทำนายอนาคต 

บ่อยครั้งที่เราเฝ้าคิดถึงสิ่งเลวร้าย วิตกกังวลถึงวันข้างหน้าว่าโชคชะตาจะเล่นตลกอะไรอีก นี่ยังตลกไม่พอเหรอ ฉันทำอะไรได้บ้างนอกจากเชื่อฟังพระเจ้า ทั้งหมดนั้นนำไปสู่ ‘Manifest’ อันว่าด้วยศิลปะแห่งการสร้างความจริงด้วยความคิด หรือดังวลีนิยมว่าคิดดี พูดดี แล้วจะดึงดูดสิ่งดีๆ เข้ามา รากศัพท์มาจากภาษาละติน ‘Manifestus’ ความหมายตรงตัวว่าทำให้เห็นชัด ทำให้ปรากฏ เป็นการทำให้สิ่งที่อยู่ในใจกลายเป็นจริงในโลกภายนอก 

อย่างคนอียิปต์จะเชื่อในคำพูดว่ามันเปรียบดังเวทมนตร์ ทุกเสียง ทุกคำที่ออกจากปากเราจะสั่นสะเทือนพลังชีวิตในจักรวาล หรือในยุคกรีกโบราณที่มีนักปรัชญาอย่างเพลโตและอริสโตเติล พวกเขาก็เคยพูดถึงปรัชญาโลกของแบบ อันว่าด้วยทุกสิ่งในโลกนั้นเกิดจากความคิดของเราเป็นอันดับแรกเสมอ สิ่งที่อยู่ในใจเป็นแค่ภาพจำลอง แต่หากคิดซ้ำๆ จะดึงดูดสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นจริง  

莫谓前途无出路,犹有柳暗花明时。

Mò wèi qián tú wú chū lù, yóu yǒu liǔ àn huā míng shí。

อย่าคิดว่าหนทางข้างหน้าไร้ทางออก

เพราะยังมีวันหนึ่งที่ต้นหลิวจะให้ร่มเงา และดอกไม้จะผลิบานอีกครา

ในศตวรรษที่ 20 แนวคิด Manifest กลับมาอีกครั้งในรูปแบบกฎแห่งแรงดึงดูด หนังสืออย่าง ‘The Secret’ โดยนักเขียน ‘Rhonda Byrne’ ก็กลายเป็นหนังสือที่มีอิทธิพลมหาศาล เธอว่าหากเรามองเห็นสิ่งที่ต้องการอย่างชัดเจน และรู้สึกเหมือนมันเกิดขึ้นแล้ว พลังของจักรวาลจะขยับสิ่งรอบตัวให้ตรงกับคลื่นนั้น  

ความจริงแล้ว Manifest คลับคล้ายคลับคลากับการอธิษฐาน แต่ความต่างคือการทำงานของกระบวนจิตที่รวมความคิด อารมณ์ และการกระทำ เราต้องบอกความตั้งใจของตัวเองแก่จักรวาลว่าอยากได้อะไร เชื่อว่าเราเป็นผู้ที่สมควรได้รับมัน ทั้งเฝ้าคิดถึงว่ามันเกิดขึ้นแล้ว ก่อนที่จะกระทำการใดๆ ก็ตามเพื่อขับเคลื่อนตัวเองไปสู่สิ่งนั้น ว่าอย่างง่าย Manifest ไม่ใช่การฝันกลางวัน แต่มันคือการสร้างสะพานจิ๋วขึ้นมาให้เราไปถึงฝัน 

ลองหลับตาอธิษฐานสักสิบวินาทีก่อนจะอ่านคำทำนายอีกครั้งดูดีไหม

เซียมซีใบที่ 28

“ใบที่ยี่สิบแปดนี้หนอขอทายทัก จงประจักษ์แจ้งความตามอักษร จงเร่งเพียรทำตัวอย่ามัวนอน ช้าๆ ก่อนทำไปคงได้ดี พระสมุทรสุดล้ำดูน้ำลึก จงตรองตรึกให้งามตามวิถี ทั้งบรรพตสูงเยี่ยมเทียมเมฆี สุรีย์ศรีส่องหล้าทิวาวัน 

“จะทำกิจอย่าคิดว่าเล็กน้อย แม้นบ่อยๆ มากได้ให้ขยัน ในใบนี้ถ้าถามเป็นความกัน ดูเชิงชั้นแพ้ความอย่างมงาย ถามถึงไข้โรคาที่อาพาธ ว่าร้ายกาจเจ็บหนักไม่ยักหาย ถามถึงลาภว่าดีวจีทาย อุปถัมภ์มากมายอยู่ใกล้เอย” 

ขอผู้อ่านดลบันดาลให้คำนายทั้งหลายทั้งปวงสำเร็จลุล่วง หากประการใดไม่อยากรับ โปรดอย่ารับ และวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ก็ให้สองมือน้อยๆ นี้ทำนายกันเถอะ

AUTHOR

ILLUSTRATOR

พิแน

นักวาดอิสระที่ชอบออกเดินทาง ฟังเรื่องเล่า และบันทึกผ่านภาพวาดในสมุดเล่มเล็ก