Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
อะไรคือความเป็น ‘มนุษย์’ หากเส้นแบ่งที่ว่านี้เลือนรางจากการทดลองข้ามสายพันธุ์

อะไรคือความเป็น ‘มนุษย์’ หากเส้นแบ่งที่ว่านี้เลือนรางจากการทดลองข้ามสายพันธุ์

19/04/2020
Happiness
AUTHOR: ธเนศ รัตนกุล
SHARE:

 เราจะเรียกตัวเองว่ามนุษย์ที่แท้จริงอยู่ไหมหากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ มีส่วนประกอบของมนุษย์เจือปนอยู่

 ความก้าวหน้าทางวิทยาการและการแข่งขันทางวิทยาศาสตร์ลบเส้นแบ่งให้เลือนรางลงเรื่อยๆเรากำลังเข้าสู่ยุค ‘คิเมียรา’ ยุคสัตว์ผสมมนุษย์ผลผลิตแปลกประหลาดจากการทดลอง

 สิ่งที่เรียกว่า ‘มนุษย์’เป็นผลผลิตจากวิวัฒนาการกินระยะเวลายาวนานกว่า 300 ล้านปีจากรูปแบบชีวิตและโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อนอะไรมากไปกว่าลอยเท้งเต้งในน้ำดิ้นรนให้อยู่รอดผ่านทั้งช่วงมืดหม่นและสว่างโชติช่วงกระบวนการแห่งชีวิตอันยาวนานทำให้เรามีสมองอันปราดเปรื่องจนยากจะหาสายพันธุ์ใดในโลกเทียบเคียงมนุษย์นั้นมาไกลเหลือเกิน

 แต่ปลายปีที่ผ่านมาทีมนักวิทยาศาสตร์จีนนำยีนสมองมนุษย์ไปปลูกถ่ายในสมองลิงจำนวน 11 ตัวพวกมันเป็นลิงกลุ่มแรกๆ ที่มีส่วนผสมของสมองมนุษย์ผลปรากฏว่าลิงทั้ง 11 ตัวสามารถผ่านการทดสอบเกี่ยวกับการใช้ทักษะความทรงจำระยะสั้น (short-term memory) เอาชนะลิงตัวอื่นๆ ไปอย่างน่าอัศจรรย์และมีแนวโน้มว่า ‘ลิงสมองมนุษย์’จะสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่เพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆคำถามที่ตามมาคือเราจะยังเรียกลิงพวกนี้ว่า ‘ลิง’ (monkey) อยู่อีกไหมในขณะที่พวกมันถูกทำให้เป็นมนุษย์มากขึ้น

 ในอนาคตมีงานวิจัยจำนวนมากที่จ่อคิวทำให้เส้นแบ่งระหว่างความเป็นมนุษย์และไม่ใช่มนุษย์บางลงเรื่อยๆเราต้องเผชิญคำถามที่ตอบยากขึ้นในอนาคต

 

 ภาพจาก : Juan Carlos Izpisua Belmonte

 นอกจากนี้การวิจัยสร้างหมูทดลองที่มียีนมนุษย์ผสมเรียกว่า Chimera หรือมีความพยายามนำเซลล์สมองของมนุษย์มาทดลองเลี้ยงในจานเพาะเชื้อพบว่าเซลล์เหล่านั้นพยายามที่จะสื่อสารกันและในอนาคตความเป็นไปได้ในการสร้างมนุษย์สังเคราะห์โดยการนำสเตมเซลล์มนุษย์ที่ดูเหมือนตัวอ่อนมนุษย์มาเลี้ยงโดยไม่จำเป็นต้องมีการปฏิสนธิ

 เรากำลังเข็นสิ่งมีชีวิตผสมผสานออกจากห้องปฏิบัติการแล้วเราจะหาอะไรมานิยามเพื่อออกแบบระเบียบวิจัยและขอบเขตเชิงจริยธรรมมารับมือ

 ช่วงที่ผ่านมาจึงมีกระแสเรียกร้องว่าสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการทดลองควรได้รับการคุ้มครองเช่นกัน สิ่งที่มีรูปแบบคล้ายกับมนุษย์หรือครอบคลุมถึงเนื้อเยื่อมนุษย์

 นักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งเห็นด้วยว่าสมควรมีกฎหมายที่ร่างขึ้นใหม่ในการคุ้มครองสิ่งมีชีวิตลูกผสมถ้าสิ่งมีชีวิตนั้นถูกจงใจทำให้ ‘คล้ายมนุษย์’ก็สมควรได้รับการปกป้องแบบมนุษย์ใช่หรือไม่ดังนั้นข้อเสนอนี้จึงยิ่งทำให้เรานิยามกรอบความเป็นมนุษย์ใหม่ในศตวรรษที่ 21 และศตวรรษถัดๆ ไป

สิ่งมีชีวิตจากการทดลองควรนิยามว่าอย่างไรซึ่งแน่นอนว่าเรายังไม่เข้าใกล้สิ่งมีชีวิตเสมือนมนุษย์แบบภาพยนตร์ sci-fi เร็วๆ นี้แต่นั่นก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้นเพราะแท้จริงแล้ววิทยาการมีความเป็นไปได้สูงว่าเราสามารถทำได้ในอนาคตเราจะเผชิญความยุ่งยากทางจริยธรรมและหากได้คำตอบช้าเกินไปเราอาจถูกบังคับแบบไร้ทางเลือก

แล้วอะไรคือมนุษย์

 การนิยามมนุษย์ขึ้นใหม่และสิ่งมีชีวิตที่เสมือนมนุษย์เป็นประเด็นที่ Bartha Knoppers นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย McGill University และ Hank Greely จากมหาวิทยาลัยStanford University หยิบยกขึ้นมาถกเถียงจากกระแสเทรนด์งานวิจัยทางชีววิทยาที่ล้ำสมัยขึ้นเรื่อยๆการแข่งขันในแวดวงวิชาการพยายามผลักนวัตกรรมใหม่ที่ groundbreaking ตลอดเวลาเพื่อเป็นผู้นำ

 เป็นไปได้ว่าหลายสถาบันทั่วโลกจะผลักดันทุนวิจัยให้เกิดงานน่าทึ่งอีกมากและส่วนหนึ่งอาจเป็นงานวิจัยประเภท Dark Research ที่หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรมแอบทำกันโดยละเมิดข้อบังคับสากล

 แน่นอนว่าศาลจะต้องตัดสินคดีความเหล่านี้ในอีกไม่ช้า และจะเจอคำถามอย่าง “สิ่งนี้เป็นเนื้อเยื่อของมนุษย์หรือไม่หรือเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์มาก่อนหรือไม่” กรณีลิงที่ปลูกถ่ายเซลล์สมองมนุษย์จะถูกนิยามยังไงเพราะในเชิงปฏิบัติพวกมันก็ไม่ใช่ลิงตามปกติวิสัยแล้วหากเราทำมนุษย์ให้เป็น Embryo จากสเตมเซลล์ได้สำเร็จศาลจะให้สิทธิคุ้มครองการเป็นมนุษย์ด้วยไหม

 นิยามต่างๆ ของการเป็นมนุษย์มีเส้นแบ่งที่เบลอเกินไปเพราะในอนาคตแทบจะไม่มีมนุษย์พันธุ์แท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่จะถูกความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ดัดแปลงปรับเปลี่ยนอาจทำให้เราต้านโรคดีขึ้นมีภูมิต้านทานมากขึ้นแต่จะตั้งคำถามเกี่ยวกับการสูญเสียตัวตนสูญเสียสิทธิในการเป็นมนุษย์เพื่อรักษาสิทธิขั้นพื้นฐานเพราะในแต่ละประเทศจะนิยามความเป็นมนุษย์ไม่เหมือนกันด้วยอิทธิพลของวัฒนธรรมและคุณค่าทางสังคมในทางกฎหมายก็ยังติดที่อาศัยการตีความทางด้านภาษาอยู่มาก

 ข้อเสนอแรกจึงเน้นไปที่ความเกี่ยวข้องของ genome มนุษย์ที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ก่อนแต่ข้อเสนอนี้ก็ถูกวิพากษ์ไม่น้อยเพราะหากเรามองเพียง genome อย่างเดียวก็เป็นการเหมายกเข่งทางด้านพันธุศาสตร์เมื่อมองมนุษย์ลงไปให้ลึกกว่านั้นเรายังพบมนุษย์ที่มี genome ไม่เหมือนคนทั่วไปมีภาวะผิดปกติหรือพิการที่ทำให้  genome ไม่เหมือนกรอบที่พยายามวางไว้ดังนั้นตรงนี้จะเรียกว่าพวกเขาสูญเสียความเป็นมนุษย์ด้วยใช่หรือไม่ ทั้งที่เขาก็เป็นมนุษย์เช่นเดียวกับเราๆ

 นอกจากนี้ genome ของมนุษย์ยังมีความคล้ายกับชิมแปนซีชนิดเครือญาติเราเหมือนหนู 97.5 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นหากพึ่ง genome เองก็ยังให้นิยามไม่ดีพอ ตัวอ่อนมนุษย์ (embryo) นั้นแม้จะมาจากสเตมเซลล์มนุษย์ หรือมาจากส่วนหนึ่งของมนุษย์แต่ในหลายประเทศกลับไม่ได้ให้การคุ้มครองและไม่ถือว่ามีสิทธิเป็นทารก (baby) 

 อีกสิ่งหนึ่งที่ใช้พิจารณาคือสิ่งมีชีวิตนั้นมีนัยสำคัญทางศีลธรรมอย่างไร (morally significant) หรือกลับไปตั้งคำถามว่าอะไรทำให้เราเป็นมนุษย์เสียก่อน

 เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความตระหนักในตัวเองมีทักษะในการสร้างความสัมพันธ์และสื่อสารทางสังคมแต่ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าหากสิ่งมีชีวิตนั้นไม่จำเป็นต้องพูดสื่อสารในแบบที่เราทำหรือไม่มีความต้องการอยู่ร่วมเป็นสังคมเลยล่ะเขายังเป็นมนุษย์ในเชิงศีลธรรมอยู่ไหม

 

เข้าสู่ยุคสมัยแห่ง ‘คิเมียรา’

 นักวิทยาศาสตร์คาดว่าคดีความทางกฎหมายกรณีต่อๆไปที่มีนัยยะสำคัญคือคดีความเกี่ยวกับสัตว์ที่เกิดจากการทดลองที่สื่อเรียกว่า คิเมียราเป็นการอ้างอิงชื่อจากสัตว์ในเทพปกรณัมกรีกเป็นสิ่งมีชีวิตรวมของสัตว์ร้าย 3 ชนิดคือส่วนหัวเป็นสิงโตลำตัวเป็นแพะบั้นท้ายเป็นมังกรหรืองู

 ในโลกวิทยาศาสตร์นั้นคิเมียราเป็นสัตว์ที่มีเซลล์ 2 พันธุ์ผสมอยู่เช่นคิเมียราหมู–มนุษย์ พวกมันเติบโตโดยมีเซลล์สร้างอวัยวะมนุษย์ได้เพื่อจุดประสงค์ในอนาคตเราอาจสับเปลี่ยนอวัยวะที่มาจากหมูไม่ต้องรออวัยวะบริจาคจากมนุษย์อย่างไรก็ตามผลการทดลองที่เป็นตัวอ่อนได้ถูกทำลายไปเรียบร้อยแล้ว

 ในทางทฤษฎีนั้นอวัยวะที่จะนำมาใช้ทดแทนต้องมีความใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุดมิเช่นนั้นร่างกายผู้ป่วยจะปฏิเสธเมื่อภูมิต้านทานพบสิ่งแปลกปลอมแต่หากเราสามารถทำให้หมูสร้างอวัยวะเหมือนมนุษย์ได้เพื่อมนุษย์หมูตัวนั้นจะเรียกว่าเป็นมนุษย์ด้วยไหม

 คล้ายกับกรณีหนู (mice) ทดลองที่มีเซลล์สมองมนุษย์พวกมันเรียนรู้ได้เร็วกว่าหนูปกติ 4 เท่าถ้าหมูสามารถสร้างอวัยวะที่มีความซับซ้อนคล้ายเซลล์สมองมนุษย์จนสมองนั้นมีนัยสำคัญทางศีลธรรม (morally significant)เราอาจต้องเรียกหมูว่ามนุษย์ด้วยอย่างนั้นหรือ

 มีความพยายามนิยามว่าคุณสมบัติเด่นของมนุษย์อีกข้อคือการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองแต่ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์พบการกระตุ้นสมองด้วยการติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้เครื่องจักรช่วยสอนมนุษย์ได้ให้เรามีการตระหนักรู้เพิ่มขึ้นหรือสามารถเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับจักรกลซึ่งจะส่งอิทธิพลต่อความรู้คิดและบุคลิกภาพของมนุษย์

 นี่จึงเป็นความซับซ้อนในการนิยามมนุษย์ที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนเพราะยิ่งตั้งคำถามจะได้คำถามที่ตามมาเป็นพรวนปัจจุบันมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ทั่วโลกที่ล้ำหน้าและล้ำเส้นเสียจนนักกฎหมายและนักจริยศาสตร์ต้องวุ่นวายกันตัวเป็นเกลียวเพื่อเร่งทำความเข้าใจการเป็นมนุษย์เพื่อหาคำวินิจฉัยข้อพิพาทมากมายในยุคคิเมียรา

 และความยุ่งยากนี้จะเป็นส่วนบนของภูเขาน้ำแข็งใต้มหาสมุทรเท่านั้น เพราะวันหนึ่งเราอาจไม่แน่ใจที่จะเรียกตัวเองว่า ‘มนุษย์’ อีกแล้วก็เป็นได้

 อ้างอิง

 Human-pig chimeras are being grown – what will they let us do
newscientist.com

 Interspecies Chimerism with Mammalian Pluripotent Stem Cells
cell.com

 Moral uncertainty and the farming of human-pig chimeras
jme.bmj.com

Tags:ข้ามสายพันธุ์นักวิจัยปลูกถ่ายสมองChimeragenomeพันธุกรรมวิทยาศาสตร์คิเมียราการทดลองมนุษย์Sci-Fineงานวิจัย
Share :
Author
ธเนศ รัตนกุล
Photographer
-
'ภูมิคุ้มกัน' คือปราการที่มั่นสำคัญสุดท้ายแม้ผ่านพ้นยุค COVID-19 ไปแล้ว
Happiness'ภูมิคุ้มกัน' คือปราการที่มั่นสำคัญสุดท้ายแม้ผ่านพ้นยุค COVID-19 ไปแล้วนักเขียน : ธเนศ รัตนกุล
ทำไมโควิด-19 ระบาดน้อยในทวีปแอฟริกา ทั้งๆ ที่สาธารณสุขเปราะบางมากที่สุดในโลก
Happinessทำไมโควิด-19 ระบาดน้อยในทวีปแอฟริกา ทั้งๆ ที่สาธารณสุขเปราะบางมากที่สุดในโลกนักเขียน : ธเนศ รัตนกุล
ทำไมมนุษย์ขี้เกียจแล้วอ้วนแต่ลิงขี้เกียจแล้วไม่เป็นไร เมื่อวิวัฒนาการบังคับให้คนแอ็กทีฟเพื่ออยู่รอด
Culture & Entertainmentทำไมมนุษย์ขี้เกียจแล้วอ้วนแต่ลิงขี้เกียจแล้วไม่เป็นไร เมื่อวิวัฒนาการบังคับให้คนแอ็กทีฟเพื่ออยู่รอดนักเขียน : ธเนศ รัตนกุล