Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
ทำไมมนุษย์ขี้เกียจแล้วอ้วนแต่ลิงขี้เกียจแล้วไม่เป็นไร เมื่อวิวัฒนาการบังคับให้คนแอ็กทีฟเพื่ออยู่รอด

ทำไมมนุษย์ขี้เกียจแล้วอ้วนแต่ลิงขี้เกียจแล้วไม่เป็นไร เมื่อวิวัฒนาการบังคับให้คนแอ็กทีฟเพื่ออยู่รอด

09/01/2020
Culture & Entertainment
AUTHOR: ธเนศ รัตนกุล
SHARE:

 อยากขี้เกียจในระดับที่ว่าวันๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย นั่งๆ นอนๆแต่เมื่อถึงเวลาขี้เกียจเข้าจริงๆ มนุษย์อย่างเรากลับมีโรคถามหาเพียบ!

 ทั้งโรคหัวใจโรคอ้วนเบาหวานความดันและอีกสารพัดโรคที่เซลล์ขายประกันสุขภาพยังส่ายหัวราวกับว่ามนุษย์ถูกสาปให้เคลื่อนไหวมากกว่าบรรดาลิงอื่นๆ ในสายวิวัฒนาการจนเกิดคำถามว่าทำไมเราถึงขี้เกียจแบบลิงบ้างไม่ได้ทั้งๆ ที่เราก็มีจุดร่วมกับลิงมากมาย

 วิวัฒนาการทางกายภาพที่กินเวลายาวนาน 8 ล้านปีสามารถเปลี่ยนเราไปได้ขนาดไหน แล้วทำไมเราต้องหาอะไรทำให้ยุ่งตลอดเวลา

 ญาติสนิทที่สุดของมนุษย์คือวงศ์ลิงใหญ่ ‘Great Ape’ หรือโฮมินิด (สนิทในมิติของวิวัฒนาการไม่ได้สนิทแบบกอดคอเดินห้าง) วงศ์ลิงใหญ่มักมีกิจกรรมระหว่างวันค่อนข้างน้อยพวกมันไม่ค่อยลุกไปไหนไกลๆนอนแกร่วบนต้นไม้เกือบทั้งวันแม้ลิงในธรรมชาติที่ต้องหากินด้วยตัวเองไม่ได้มีคนคอยให้อาหารแบบในสวนสัตว์ก็ไม่ได้ทำตัวให้ยุ่งในแบบที่เราเข้าใจกันพวกมันมีเวลาเหลือเฟือเพื่อนั่งเล่นเป็นเวลาหลายชั่วโมงติดต่อกันในขณะที่มนุษย์มีเวลา 24 ชั่วโมงก็ยังไม่เคยพอ

ภาพลิงชิมแปนซี โดย ธเนศ รัตนกุล

 พวกเราโฮโมเซเปียนถูกกดดันให้แอ็กทีฟตลอดเวลาและถ้าคุณมีพฤติกรรมขี้เกียจติดต่อกันเช่นนั่งนานๆหรืออยู่ในอิริยาบถเดิมๆร่างกายพวกเราจะเปลี่ยนแปลงในทางที่เลวร้ายอย่างรวดเร็วแน่ล่ะ ทั้งอาการปวดหลังปวดคอบ่าไหลโรคออฟฟิศซินโดรมหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทซึ่งตรงกันข้ามกับเหล่าบรรดาวงศ์ลิงใหญ่ทั้งหลาย

 น่าสนใจที่ไม่ค่อยมีรายงานว่าพวกมันจะเจ็บป่วยด้วยโรคในแบบที่มนุษย์เราเผชิญเมื่อขาดการออกกำลังกายแม้มนุษย์แชร์ DNA ที่ใกล้เคียงกันกับลิงใหญ่ถึง 97 เปอร์เซ็นต์

 บรรดาญาติของเรามีทั้งอุรังอุตังกอริลล่าชิมแปนซีและโบโนโบเราต่างเป็นผู้ใช้เครื่องมือเหมือนกันและมีพฤติกรรมต่อสู้แย่งชิงชนิดเลือดตกยางออกทั้งการรุกรานหรือปกป้องถิ่นฐานหากกลับย้อนไปดูฟอซซิลบรรพบุรุษมนุษย์เมื่อ 2 ล้านปีก่อน พวกเราก็มีความใกล้เคียงกับโฮมินิดมากในเชิงกายภาพ

 ภายในระยะเวลา 2 ล้านปีทำไมเราถึงเปลี่ยนไปมากมายขนาดนี้ มากจนเกิดข้อสันนิษฐานขึ้นว่า “มนุษย์ดำรงอยู่ได้เพราะเราเคลื่อนไหวหรือไม่”

 หรือวิวัฒนาการค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเราไม่ให้ขี้เกียจ

ลิงยุ่งแค่ไหนในชีวิตจริง

 Herman Pontzer นักมานุษยวิทยาวิวัฒนาการจากมหาวิทยาลัย Duke University เคยติดตามชีวิตลิงชิมแปนซีที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติคิบาเลประเทศอูกานดาเขาสนใจลิงชิมแปนซีเป็นพิเศษเพราะคนส่วนใหญ่เชื่อว่าในวงศ์ลิงใหญ่ชิมแปนซี (Pan troglodytes)เป็นลิงที่ ‘อยู่ไม่ค่อยสุข’มีกิจกรรมยุ่งตลอดเวลาแต่เมื่อเขาติดตามกิจวัตรพวกมันนาน 6 เดือนก็พบว่าชีวิตชิมแปนซีไม่ได้ยุ่งเสียเท่าไหร่มีเวลาเหลือเฟือเพื่อการพักผ่อนด้วยซ้ำ

 พวกมันมักตื่นเช้าเพื่อหาผลไม้กินในมื้อแรกชิมแปนซีจะกินผลไม้จนอิ่มท้องและหาที่นอนพักเงียบๆ หรืออาจเลือกไปนอนตากแดดอ่อนๆพอถึงช่วงบ่ายก็ไปนั่งบนต้นไม้หรืออาจไปพบปะเพื่อนฝูงจากนั้นจะนอนงีบต่อตอนบ่ายจนกระทั่งถึง 5 โมงเย็นค่อยออกหาผลไม้กินอีกครั้งเมื่ออิ่มหนำแล้วจึงกลับขึ้นต้นไม้ที่ดูน่านอนสบายอาจหากิ่งไม้หรือใบไม้มาดัดแปลงเป็นที่รองนอนง่ายๆแล้วก็นอนหลับไป เป็นการจบกิจกรรมเบ็ดเสร็จใน 1 วันเต็มแต่ถ้าเป็นจ่าฝูง (Alpha) อาจมีกิจกรรมเพิ่มเติมอาทิการโชว์พละกำลังเพื่อข่มลิงตัวอื่น หรือมีการต่อสู้กันบ้างซึ่งก็กินระยะเวลาไม่นาน

ภาพลิงชิมแปนซี โดย ธเนศ รัตนกุล

 ชิมแปนซีใช้เวลาราว 10 ชั่วโมงในช่วงกลางวันเพื่ออยู่ในอิริยาบถสบายๆนั่งและนอนเอกเขนกแถมเบิ้ลอีก 10 ชั่วโมงในตอนกลางคืนเพื่อการนอนหลับเป็นเรื่องเป็นราว รวมแล้วลิงมีเวลาพักผ่อนกว่า 20 ชั่วโมง โดยที่ไม่ได้ใช้พลังงานอะไรมากมาย ดังนั้นชีวิตของลิงในธรรมชาติก็จะชิลล์ๆไม่ได้ยุ่งเหยิงอะไรพวกมันชื่นชอบความสะดวกสบายจนมนุษย์อย่างเรายังแอบอิจฉา

 แต่หลายคนอาจแย้งว่าลิงชิมแปนซีต้องปีนต้นไม้ไม่ใช่หรือต้นสูงๆ ปีนยากก็เหนื่อยเอาเรื่องแต่ชิมแปนซีปีนต้นไม้ต่อวันด้วยระยะทางเฉลี่ยเพียง 100 เมตรเท่านั้นใช้พลังงานเทียบเท่ากับการเดิน 1.5 กิโลเมตรของมนุษย์ซึ่งการเดินเพียง 1.5 กิโลเมตรสำหรับพวกเราก็ถือว่า ‘น้อยเกินไป’จนอาจนำไปสู่โรคต่างๆ ได้เช่นโรคหัวใจเบาหวานประเภทที่ 2

 ลองนึกภาพคุณนั่งดูซีรีส์บนโซฟาเป็นเวลา 20 ชั่วโมงโดยไม่ขยับไปไหนที่ไกลเกินห้องน้ำและตู้เย็นเพียงไม่กี่วันคุณจะรู้สึกว่าร่างกายไม่ปฏิบัติตามที่คุณต้องการในขณะที่หากบรรดาลิงไม่ค่อยขยับกลับมีผลลบต่อร่างกายน้อยมากโรคเบาหวานในลิงมีน้อย เมื่ออายุมากขึ้นความดันโลหิตก็ไม่สูงไม่มีแววหลอดเลือดตีบตันซึ่งในชิมแปนซีแทบจะไม่ปรากฏโรคหัวใจเหมือนที่มนุษย์เป็นเลย

 ที่น่าตื่นเต้นมากคือเมื่อมีการตรวจสัดส่วนของไขมันในร่างกาย (body fat) ลิงชิมแปนซีนั้นมีเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น พอๆ กับนักกีฬาโอลิมปิกที่ฟิตเต็มขั้นโดยที่กิจวัตรชิมแปนซีคือการนั่งๆ นอนๆ แถมไม่ต้องวุ่นวายเข้าฟิตเนสด้วยซ้ำ

 ดังนั้นการสืบหาคำตอบที่แปลกประหลาดของมนุษย์และโฮมินิดอื่นๆ จำเป็นต้องอาศัยหลักฐานทางฟอสซิลเพื่อหาว่าอะไรทำให้เราต่างจากบรรดาญาติและลักษณะทางกายภาพมีผลอย่างไรต่อการดำเนินชีวิตของพวกเรา

คนก็ยุ่งนี่นา แล้ววิวัฒนาการไหนทำให้เราต้องเคลื่อนไหวร่างกาย

 สายบรรพบุรุษของเราแยกออกจากชิมแปนซีและโบโนโบราว 6-7 ล้านปีก่อนในช่วงยุคไมโอซีน (Miocene) แม้มีหลักฐานการค้นพบฟอสซิลมนุษย์ในยุคนั้นน้อยมากๆ ชนิดงมเข็มในมหาสมุทรแต่นักบรรพมานุษยวิทยายังสามารถพบโฮมินิด 3 ชนิดพันธุ์ได้แก่ ‘ซาเฮลแอนโทรปัส’ (Sahelanthropus) โอรอริน (Orrorin) และอาร์ดิพิเทคัสรามิดัส (Ardipithecus ramidus) ซึ่งทั้ง 3 มีลักษณะที่แตกต่างจากวงศ์ลิงใหญ่อยู่หลายจุด เช่น กะโหลกฟันและโครงกระดูกอุ้งเชิงกราน

 บรรพบุรุษมนุษย์เหล่านี้แม้มีความสามารถในการเดิน 2 ขาได้บ้างแล้วแต่ยังมีรูปแบบชีวิตคล้ายคลึงกับลิงอยู่และมีขนาดย่อมๆ ใกล้เคียงกับลิงชิมแปนซี

ภาพวาด “อาร์ดิพิเทคัสรามิดัส” จากจินตนาการของศิลปิน Arturo Asensio ที่มา quo.es.com

 ในกลุ่มนี้ ‘อาร์ดิพิเทคัสรามิดัส’ มีอายุเก่าแก่ที่สุดราว 4.4 ล้านปีขุดพบที่ประเทศเอธิโอเปียเป็นหลักฐานของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่เก่าแก่เท่าที่เรามี

 ‘อาร์ดี้’มีแขนยาวนิ้วยาวและมีเท้าที่ยึดเกาะได้สันนิษฐานว่าชีวิตส่วนใหญ่ยังอาศัยอยู่บนต้นไม้

 คราวนี้น่าสนใจตรงที่อาร์ดี้มีกระดูกอุ้งเชิงกราน (pelvic) ที่แทบจะตั้งตรงทำให้ไม่ต้องใช้พลังงานมากในการเดินแต่หากจะปีนขึ้นต้นไม้ก็ไม่ได้หนักหนาอะไรเรียกได้ว่าอาร์ดี้เป็นมนุษย์ 2 โลกที่อยู่ได้ทั้งบนพื้นดินและบนต้นไม้

 หลังจากนั้นมนุษย์รุ่นถัดไปที่เรารู้จักกันดีอย่าง ‘ป้าลูซี่’ (Lucy) ที่มีอายุราว 2 ล้านปีสกุล ‘ออสตราโลพิเทคัส’ (Australopithecus) มีท่อนขาช่วงล่างที่ยาวขึ้นทำให้เดินและวิ่งได้ดีขึ้นแต่สูญเสียความสามารถในการยึดเกาะด้วยอุ้งเท้าแสดงว่าป้าลูซี่น่าจะเดินบนพื้นดินเป็นส่วนใหญ่มีนิ้วโป้งเท้าที่เรียงได้ระดับเดียวกับนิ้วเท้าอื่นๆ

 จุดเปลี่ยนที่สำคัญนี่เองทำให้ออสตราโลพิเทคัสเดินได้ไกลกว่าบรรดาลิงอื่นๆทำให้เราสร้างอาณาเขตในการหาอาหารได้กว้างไกลขึ้นไม่จำเป็นที่ต้องกระจุกตัวหากินในที่เดียวอีกต่อไปการเดินของมนุษย์จึงใช้แคลลอรี่น้อยกว่า นั่นยิ่งทำให้เราอยากออกไปค้นหาพื้นที่ใหม่ๆ เพื่อหาแหล่งอาหารมากขึ้นนำไปสู่การทดลองใหม่ๆเช่นการใช้เครื่องมือเพื่อช่วยในการหาอาหารโดยดัดแปลงจากหินใกล้ตัวเป็นเครื่องมือหิน (stone tool) เพื่อช่วยในการตัดเฉือนและล่าสัตว์อื่นเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญในการดำเนินชีวิตแทนที่จะพึ่งพาผลไม้ที่ขึ้นตามฤดูกาลมนุษย์จึงสามารถอาศัยในระบบนิเวศอื่นได้ตราบเท่าที่มีสิ่งมีชีวิตอื่นให้บริโภค

 ราว 1.8 ล้านปีมนุษย์จึงสามารถอพยพออกจากแอฟริกาไปสู่ทวีปยูเรเชียเดินทางไปไกลถึงเทือกเขาคอเคซัสจวบจนป่าฝนในอินโดนีเซียดังนั้นการเดิน 2 ขาที่ใช้พลังงานต่ำการเรียนรู้สร้างเครื่องมือหินและการบริโภคเนื้อสัตว์นำไปสู่สังคมมนุษย์ยุค ‘ล่าสัตว์และเก็บของป่า’ (hunting-and-gathering) โดยสมบูรณ์ก่อให้เกิดการอยู่ร่วมเป็นสังคมจวบจนถึงรุ่งอรุณของมนุษย์สกุล ‘โฮโม’ (Homo) ที่เป็นพวกเราในปัจจุบัน

 ช่วงที่เราค้นพบการอยู่ร่วมกันแบบสังคมและมีนวัตกรรมใช้ในขณะที่สัตว์อื่นไม่มีทำให้เรามีโอกาสเข้าถึงอาหารที่มีแคลลอรี่สูงและมีโอกาสสืบพันธุ์มากขึ้นค่อยๆ ปรับเปลี่ยนเราจนกลายเป็นมนุษย์ปัจจุบัน (Modern Human) ในที่สุด

ภาพลิงชิมแปนซี โดย ธเนศ รัตนกุล

แล้วทำไมพอคนไม่ขยับร่างกายจึงแย่

 คราวนี้เรามาดูว่ามนุษย์ที่อยู่ในสังคมนักล่าและนักหาของป่านั้นเขาออกเดินกันเป็นระยะทางเฉลี่ยต่อวันเท่าไหร่

 คำตอบคือมนุษย์ในอดีตเดินเท้าเฉลี่ยถึง 9-14 กิโลเมตรต่อวันหรือราว 12,000-18,000 ก้าวเลยทีเดียวเท่ากับว่ามนุษย์ในอดีตมีการออกกำลังกายใน 1 วันเทียบเท่ากับคนในยุคปัจจุบันออกกำลังกายเฉลี่ย 1 สัปดาห์!

 ดังนั้นเวลาคุณบ่นเวลาวิ่งในฟิตเนส 1 ชั่วโมงแต่ร่างกายเบิร์นไปแค่ 500 กิโลแคลอรี่ก็ไม่ต้องแปลกใจเพราะวิวัฒนาการทางโครงสร้างของเราทำให้การเดินและวิ่งใช้พลังงานน้อยซึ่งในอดีตอาจเรียกเป็นพรสวรรค์อันเอกอุก็ได้แต่ในปัจจุบันอาจทำให้คุณหมดความตั้งใจในการลดน้ำหนักครั้งแล้วครั้งแล้ว

 มนุษย์จึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่ ‘แอ็กทีฟเพื่อความอยู่รอด’อย่างแท้จริง

 ดังนั้นเมื่อการล่าสัตว์และหาของป่าเป็นเรื่องปกติระบบการทำงานของร่างกายของพวกเราจึงปรับเปลี่ยนให้เหมาะสำหรับภารกิจนี้มีตัวอย่างสนุกๆ อย่างกรณี ‘วิตามินซี’ที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมยุคแรกๆ มียีนที่สามารถสังเคราะห์วิตามินซีได้เองในร่างกาย (ซึ่งยังพบได้อยู่ในกลุ่มสัตว์ฟันแทะสัตว์กินเนื้อหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิดในปัจจุบัน) แต่เมื่อบรรพบุรุษมนุษย์ที่เป็นไพรเมตกินผลไม้เป็นอาหารหลักทำให้รับวิตามินซีจากผลไม้มากขึ้น

 ดังนั้นร่างกายจึงไม่จำเป็นต้องสังเคราะห์เองอีกโครงสร้างในร่างกายจึงเปลี่ยนไปทำให้เราต้องได้รับวิตามินซีจากการบริโภคเมื่อพฤติกรรมเปลี่ยนไปร่างกายเราก็เปลี่ยนตามในระดับเซลล์

 การออกกำลังกายจึงจำเป็นสำหรับมนุษย์อย่างยิ่งยวดเราไม่ได้ออกล่าสัตว์หรือหาของป่าแบบในอดีตแต่เรามีการทำปศุสัตว์การทำฟาร์มระบบอุตสาหกรรมสังคมเมืองการขนส่งอาหารจากแหล่งผลิตสู่ที่พักอาศัยทำให้มนุษย์ลดความอดอยากลงเรากินมากขึ้นแต่ออกกำลังกายน้อยลงทำให้สมดุลของการใช้พลังงานไม่เท่ากันความขี้เกียจจึงก่อโรคให้กับโฮโมเซเปียนอย่างเราๆ ได้อย่างรุนแรง

 อย่างไรก็ตามการออกกำลังกายมอบสิ่งหนึ่งให้กับคุณคือความรู้สึกผ่อนคลายสดชื่นเป็นสุขโดยร่างกายของเรามีระบบกัญชาในร่างกาย (endocannabinoid system) ที่ปล่อยสารสื่อประสาทหลายชนิดที่ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายกระตุ้นความทรงจำและทำให้ระบบเมตาบอลิกของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพหลังออกกำลังกายกล้ามเนื้อมนุษย์แบบ Slowtwitch อนุญาตให้ออกซิเจนไหลผ่านได้มากกว่าเราจึงไปได้ไกลกว่า และนั่นทำให้มนุษย์สามารถอยู่ได้ทุกที่บนโลก

 โดยสรุปแล้ว 2 ล้านปีให้หลังของประวัติศาสตร์มนุษย์เปลี่ยนเราให้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ ‘แอ็กทีฟ’โดยธรรมชาติเราขยับเพื่อมีชีวิตรอดดังนั้นความขี้เกียจจึงเล่นงานเราหนักหน่วงกว่าบรรดาญาติลิงสายพันธุ์อื่นที่พวกมันมีเหตุผลให้ต้องสงวนพลังงานและมีชีวิตแบบช้าแต่ชัวร์เอาไว้ก่อน

 ถ้าสัปดาห์นี้คุณยังไม่มีเหตุผลดีๆ เพื่อออกกำลังกายเลยหวังว่าบทความนี้จะอยากให้คุณลุกขึ้นมาขยับบ้างนะ

 อย่างน้อยวิวัฒนาการก็บังคับคุณมาเป็นล้านปีแล้วนี่

 อ้างอิง

 Chimpanzee locomotor energetics and the origin of human bipedalism

 PNAS July 24, 2007 104 (30) 12265-12269

 pnas.org

Tags:วิทยาศาสตร์ลิงมนุษย์สุขภาพอ้วนSci-Fineงานวิจัยขี้เกียจวิวัฒนาการ
Share :
Author
ธเนศ รัตนกุล
Photographer
-
ถ้ากลิ่นกายของมนุษย์ 'สื่อสารได้' ทำไมเราถึงพยายามกลบกลิ่นตัวเองนัก?
Culture & Entertainmentถ้ากลิ่นกายของมนุษย์ 'สื่อสารได้' ทำไมเราถึงพยายามกลบกลิ่นตัวเองนัก?นักเขียน : ธเนศ รัตนกุล
“บางวันฉันปราดเปรื่อง บางวันฉันทึ่มเกินทน” ทำไมความฉลาดของคุณถึงไม่คงเส้นคงวา
Idea“บางวันฉันปราดเปรื่อง บางวันฉันทึ่มเกินทน” ทำไมความฉลาดของคุณถึงไม่คงเส้นคงวานักเขียน : ธเนศ รัตนกุล
เพราะโลกเป็น ฉันจึงเป็น : ทำไมตัวตนของเราเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งรอบตัว?
In Other Wordsเพราะโลกเป็น ฉันจึงเป็น : ทำไมตัวตนของเราเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งรอบตัว?นักเขียน : Sy Chonato