อยากขี้เกียจในระดับที่ว่าวันๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย นั่งๆ นอนๆแต่เมื่อถึงเวลาขี้เกียจเข้าจริงๆ มนุษย์อย่างเรากลับมีโรคถามหาเพียบ!
ทั้งโรคหัวใจโรคอ้วนเบาหวานความดันและอีกสารพัดโรคที่เซลล์ขายประกันสุขภาพยังส่ายหัวราวกับว่ามนุษย์ถูกสาปให้เคลื่อนไหวมากกว่าบรรดาลิงอื่นๆ ในสายวิวัฒนาการจนเกิดคำถามว่าทำไมเราถึงขี้เกียจแบบลิงบ้างไม่ได้ทั้งๆ ที่เราก็มีจุดร่วมกับลิงมากมาย
วิวัฒนาการทางกายภาพที่กินเวลายาวนาน 8 ล้านปีสามารถเปลี่ยนเราไปได้ขนาดไหน แล้วทำไมเราต้องหาอะไรทำให้ยุ่งตลอดเวลา
ญาติสนิทที่สุดของมนุษย์คือวงศ์ลิงใหญ่ ‘Great Ape’ หรือโฮมินิด (สนิทในมิติของวิวัฒนาการไม่ได้สนิทแบบกอดคอเดินห้าง) วงศ์ลิงใหญ่มักมีกิจกรรมระหว่างวันค่อนข้างน้อยพวกมันไม่ค่อยลุกไปไหนไกลๆนอนแกร่วบนต้นไม้เกือบทั้งวันแม้ลิงในธรรมชาติที่ต้องหากินด้วยตัวเองไม่ได้มีคนคอยให้อาหารแบบในสวนสัตว์ก็ไม่ได้ทำตัวให้ยุ่งในแบบที่เราเข้าใจกันพวกมันมีเวลาเหลือเฟือเพื่อนั่งเล่นเป็นเวลาหลายชั่วโมงติดต่อกันในขณะที่มนุษย์มีเวลา 24 ชั่วโมงก็ยังไม่เคยพอ

พวกเราโฮโมเซเปียนถูกกดดันให้แอ็กทีฟตลอดเวลาและถ้าคุณมีพฤติกรรมขี้เกียจติดต่อกันเช่นนั่งนานๆหรืออยู่ในอิริยาบถเดิมๆร่างกายพวกเราจะเปลี่ยนแปลงในทางที่เลวร้ายอย่างรวดเร็วแน่ล่ะ ทั้งอาการปวดหลังปวดคอบ่าไหลโรคออฟฟิศซินโดรมหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทซึ่งตรงกันข้ามกับเหล่าบรรดาวงศ์ลิงใหญ่ทั้งหลาย
น่าสนใจที่ไม่ค่อยมีรายงานว่าพวกมันจะเจ็บป่วยด้วยโรคในแบบที่มนุษย์เราเผชิญเมื่อขาดการออกกำลังกายแม้มนุษย์แชร์ DNA ที่ใกล้เคียงกันกับลิงใหญ่ถึง 97 เปอร์เซ็นต์
บรรดาญาติของเรามีทั้งอุรังอุตังกอริลล่าชิมแปนซีและโบโนโบเราต่างเป็นผู้ใช้เครื่องมือเหมือนกันและมีพฤติกรรมต่อสู้แย่งชิงชนิดเลือดตกยางออกทั้งการรุกรานหรือปกป้องถิ่นฐานหากกลับย้อนไปดูฟอซซิลบรรพบุรุษมนุษย์เมื่อ 2 ล้านปีก่อน พวกเราก็มีความใกล้เคียงกับโฮมินิดมากในเชิงกายภาพ
ภายในระยะเวลา 2 ล้านปีทำไมเราถึงเปลี่ยนไปมากมายขนาดนี้ มากจนเกิดข้อสันนิษฐานขึ้นว่า “มนุษย์ดำรงอยู่ได้เพราะเราเคลื่อนไหวหรือไม่”
หรือวิวัฒนาการค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเราไม่ให้ขี้เกียจ
ลิงยุ่งแค่ไหนในชีวิตจริง
Herman Pontzer นักมานุษยวิทยาวิวัฒนาการจากมหาวิทยาลัย Duke University เคยติดตามชีวิตลิงชิมแปนซีที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติคิบาเลประเทศอูกานดาเขาสนใจลิงชิมแปนซีเป็นพิเศษเพราะคนส่วนใหญ่เชื่อว่าในวงศ์ลิงใหญ่ชิมแปนซี (Pan troglodytes)เป็นลิงที่ ‘อยู่ไม่ค่อยสุข’มีกิจกรรมยุ่งตลอดเวลาแต่เมื่อเขาติดตามกิจวัตรพวกมันนาน 6 เดือนก็พบว่าชีวิตชิมแปนซีไม่ได้ยุ่งเสียเท่าไหร่มีเวลาเหลือเฟือเพื่อการพักผ่อนด้วยซ้ำ
พวกมันมักตื่นเช้าเพื่อหาผลไม้กินในมื้อแรกชิมแปนซีจะกินผลไม้จนอิ่มท้องและหาที่นอนพักเงียบๆ หรืออาจเลือกไปนอนตากแดดอ่อนๆพอถึงช่วงบ่ายก็ไปนั่งบนต้นไม้หรืออาจไปพบปะเพื่อนฝูงจากนั้นจะนอนงีบต่อตอนบ่ายจนกระทั่งถึง 5 โมงเย็นค่อยออกหาผลไม้กินอีกครั้งเมื่ออิ่มหนำแล้วจึงกลับขึ้นต้นไม้ที่ดูน่านอนสบายอาจหากิ่งไม้หรือใบไม้มาดัดแปลงเป็นที่รองนอนง่ายๆแล้วก็นอนหลับไป เป็นการจบกิจกรรมเบ็ดเสร็จใน 1 วันเต็มแต่ถ้าเป็นจ่าฝูง (Alpha) อาจมีกิจกรรมเพิ่มเติมอาทิการโชว์พละกำลังเพื่อข่มลิงตัวอื่น หรือมีการต่อสู้กันบ้างซึ่งก็กินระยะเวลาไม่นาน

ชิมแปนซีใช้เวลาราว 10 ชั่วโมงในช่วงกลางวันเพื่ออยู่ในอิริยาบถสบายๆนั่งและนอนเอกเขนกแถมเบิ้ลอีก 10 ชั่วโมงในตอนกลางคืนเพื่อการนอนหลับเป็นเรื่องเป็นราว รวมแล้วลิงมีเวลาพักผ่อนกว่า 20 ชั่วโมง โดยที่ไม่ได้ใช้พลังงานอะไรมากมาย ดังนั้นชีวิตของลิงในธรรมชาติก็จะชิลล์ๆไม่ได้ยุ่งเหยิงอะไรพวกมันชื่นชอบความสะดวกสบายจนมนุษย์อย่างเรายังแอบอิจฉา
แต่หลายคนอาจแย้งว่าลิงชิมแปนซีต้องปีนต้นไม้ไม่ใช่หรือต้นสูงๆ ปีนยากก็เหนื่อยเอาเรื่องแต่ชิมแปนซีปีนต้นไม้ต่อวันด้วยระยะทางเฉลี่ยเพียง 100 เมตรเท่านั้นใช้พลังงานเทียบเท่ากับการเดิน 1.5 กิโลเมตรของมนุษย์ซึ่งการเดินเพียง 1.5 กิโลเมตรสำหรับพวกเราก็ถือว่า ‘น้อยเกินไป’จนอาจนำไปสู่โรคต่างๆ ได้เช่นโรคหัวใจเบาหวานประเภทที่ 2
ลองนึกภาพคุณนั่งดูซีรีส์บนโซฟาเป็นเวลา 20 ชั่วโมงโดยไม่ขยับไปไหนที่ไกลเกินห้องน้ำและตู้เย็นเพียงไม่กี่วันคุณจะรู้สึกว่าร่างกายไม่ปฏิบัติตามที่คุณต้องการในขณะที่หากบรรดาลิงไม่ค่อยขยับกลับมีผลลบต่อร่างกายน้อยมากโรคเบาหวานในลิงมีน้อย เมื่ออายุมากขึ้นความดันโลหิตก็ไม่สูงไม่มีแววหลอดเลือดตีบตันซึ่งในชิมแปนซีแทบจะไม่ปรากฏโรคหัวใจเหมือนที่มนุษย์เป็นเลย
ที่น่าตื่นเต้นมากคือเมื่อมีการตรวจสัดส่วนของไขมันในร่างกาย (body fat) ลิงชิมแปนซีนั้นมีเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น พอๆ กับนักกีฬาโอลิมปิกที่ฟิตเต็มขั้นโดยที่กิจวัตรชิมแปนซีคือการนั่งๆ นอนๆ แถมไม่ต้องวุ่นวายเข้าฟิตเนสด้วยซ้ำ
ดังนั้นการสืบหาคำตอบที่แปลกประหลาดของมนุษย์และโฮมินิดอื่นๆ จำเป็นต้องอาศัยหลักฐานทางฟอสซิลเพื่อหาว่าอะไรทำให้เราต่างจากบรรดาญาติและลักษณะทางกายภาพมีผลอย่างไรต่อการดำเนินชีวิตของพวกเรา
คนก็ยุ่งนี่นา แล้ววิวัฒนาการไหนทำให้เราต้องเคลื่อนไหวร่างกาย
สายบรรพบุรุษของเราแยกออกจากชิมแปนซีและโบโนโบราว 6-7 ล้านปีก่อนในช่วงยุคไมโอซีน (Miocene) แม้มีหลักฐานการค้นพบฟอสซิลมนุษย์ในยุคนั้นน้อยมากๆ ชนิดงมเข็มในมหาสมุทรแต่นักบรรพมานุษยวิทยายังสามารถพบโฮมินิด 3 ชนิดพันธุ์ได้แก่ ‘ซาเฮลแอนโทรปัส’ (Sahelanthropus) โอรอริน (Orrorin) และอาร์ดิพิเทคัสรามิดัส (Ardipithecus ramidus) ซึ่งทั้ง 3 มีลักษณะที่แตกต่างจากวงศ์ลิงใหญ่อยู่หลายจุด เช่น กะโหลกฟันและโครงกระดูกอุ้งเชิงกราน
บรรพบุรุษมนุษย์เหล่านี้แม้มีความสามารถในการเดิน 2 ขาได้บ้างแล้วแต่ยังมีรูปแบบชีวิตคล้ายคลึงกับลิงอยู่และมีขนาดย่อมๆ ใกล้เคียงกับลิงชิมแปนซี

ในกลุ่มนี้ ‘อาร์ดิพิเทคัสรามิดัส’ มีอายุเก่าแก่ที่สุดราว 4.4 ล้านปีขุดพบที่ประเทศเอธิโอเปียเป็นหลักฐานของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่เก่าแก่เท่าที่เรามี
‘อาร์ดี้’มีแขนยาวนิ้วยาวและมีเท้าที่ยึดเกาะได้สันนิษฐานว่าชีวิตส่วนใหญ่ยังอาศัยอยู่บนต้นไม้
คราวนี้น่าสนใจตรงที่อาร์ดี้มีกระดูกอุ้งเชิงกราน (pelvic) ที่แทบจะตั้งตรงทำให้ไม่ต้องใช้พลังงานมากในการเดินแต่หากจะปีนขึ้นต้นไม้ก็ไม่ได้หนักหนาอะไรเรียกได้ว่าอาร์ดี้เป็นมนุษย์ 2 โลกที่อยู่ได้ทั้งบนพื้นดินและบนต้นไม้
หลังจากนั้นมนุษย์รุ่นถัดไปที่เรารู้จักกันดีอย่าง ‘ป้าลูซี่’ (Lucy) ที่มีอายุราว 2 ล้านปีสกุล ‘ออสตราโลพิเทคัส’ (Australopithecus) มีท่อนขาช่วงล่างที่ยาวขึ้นทำให้เดินและวิ่งได้ดีขึ้นแต่สูญเสียความสามารถในการยึดเกาะด้วยอุ้งเท้าแสดงว่าป้าลูซี่น่าจะเดินบนพื้นดินเป็นส่วนใหญ่มีนิ้วโป้งเท้าที่เรียงได้ระดับเดียวกับนิ้วเท้าอื่นๆ
จุดเปลี่ยนที่สำคัญนี่เองทำให้ออสตราโลพิเทคัสเดินได้ไกลกว่าบรรดาลิงอื่นๆทำให้เราสร้างอาณาเขตในการหาอาหารได้กว้างไกลขึ้นไม่จำเป็นที่ต้องกระจุกตัวหากินในที่เดียวอีกต่อไปการเดินของมนุษย์จึงใช้แคลลอรี่น้อยกว่า นั่นยิ่งทำให้เราอยากออกไปค้นหาพื้นที่ใหม่ๆ เพื่อหาแหล่งอาหารมากขึ้นนำไปสู่การทดลองใหม่ๆเช่นการใช้เครื่องมือเพื่อช่วยในการหาอาหารโดยดัดแปลงจากหินใกล้ตัวเป็นเครื่องมือหิน (stone tool) เพื่อช่วยในการตัดเฉือนและล่าสัตว์อื่นเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญในการดำเนินชีวิตแทนที่จะพึ่งพาผลไม้ที่ขึ้นตามฤดูกาลมนุษย์จึงสามารถอาศัยในระบบนิเวศอื่นได้ตราบเท่าที่มีสิ่งมีชีวิตอื่นให้บริโภค
ราว 1.8 ล้านปีมนุษย์จึงสามารถอพยพออกจากแอฟริกาไปสู่ทวีปยูเรเชียเดินทางไปไกลถึงเทือกเขาคอเคซัสจวบจนป่าฝนในอินโดนีเซียดังนั้นการเดิน 2 ขาที่ใช้พลังงานต่ำการเรียนรู้สร้างเครื่องมือหินและการบริโภคเนื้อสัตว์นำไปสู่สังคมมนุษย์ยุค ‘ล่าสัตว์และเก็บของป่า’ (hunting-and-gathering) โดยสมบูรณ์ก่อให้เกิดการอยู่ร่วมเป็นสังคมจวบจนถึงรุ่งอรุณของมนุษย์สกุล ‘โฮโม’ (Homo) ที่เป็นพวกเราในปัจจุบัน
ช่วงที่เราค้นพบการอยู่ร่วมกันแบบสังคมและมีนวัตกรรมใช้ในขณะที่สัตว์อื่นไม่มีทำให้เรามีโอกาสเข้าถึงอาหารที่มีแคลลอรี่สูงและมีโอกาสสืบพันธุ์มากขึ้นค่อยๆ ปรับเปลี่ยนเราจนกลายเป็นมนุษย์ปัจจุบัน (Modern Human) ในที่สุด

แล้วทำไมพอคนไม่ขยับร่างกายจึงแย่
คราวนี้เรามาดูว่ามนุษย์ที่อยู่ในสังคมนักล่าและนักหาของป่านั้นเขาออกเดินกันเป็นระยะทางเฉลี่ยต่อวันเท่าไหร่
คำตอบคือมนุษย์ในอดีตเดินเท้าเฉลี่ยถึง 9-14 กิโลเมตรต่อวันหรือราว 12,000-18,000 ก้าวเลยทีเดียวเท่ากับว่ามนุษย์ในอดีตมีการออกกำลังกายใน 1 วันเทียบเท่ากับคนในยุคปัจจุบันออกกำลังกายเฉลี่ย 1 สัปดาห์!
ดังนั้นเวลาคุณบ่นเวลาวิ่งในฟิตเนส 1 ชั่วโมงแต่ร่างกายเบิร์นไปแค่ 500 กิโลแคลอรี่ก็ไม่ต้องแปลกใจเพราะวิวัฒนาการทางโครงสร้างของเราทำให้การเดินและวิ่งใช้พลังงานน้อยซึ่งในอดีตอาจเรียกเป็นพรสวรรค์อันเอกอุก็ได้แต่ในปัจจุบันอาจทำให้คุณหมดความตั้งใจในการลดน้ำหนักครั้งแล้วครั้งแล้ว
มนุษย์จึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่ ‘แอ็กทีฟเพื่อความอยู่รอด’อย่างแท้จริง
ดังนั้นเมื่อการล่าสัตว์และหาของป่าเป็นเรื่องปกติระบบการทำงานของร่างกายของพวกเราจึงปรับเปลี่ยนให้เหมาะสำหรับภารกิจนี้มีตัวอย่างสนุกๆ อย่างกรณี ‘วิตามินซี’ที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมยุคแรกๆ มียีนที่สามารถสังเคราะห์วิตามินซีได้เองในร่างกาย (ซึ่งยังพบได้อยู่ในกลุ่มสัตว์ฟันแทะสัตว์กินเนื้อหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิดในปัจจุบัน) แต่เมื่อบรรพบุรุษมนุษย์ที่เป็นไพรเมตกินผลไม้เป็นอาหารหลักทำให้รับวิตามินซีจากผลไม้มากขึ้น
ดังนั้นร่างกายจึงไม่จำเป็นต้องสังเคราะห์เองอีกโครงสร้างในร่างกายจึงเปลี่ยนไปทำให้เราต้องได้รับวิตามินซีจากการบริโภคเมื่อพฤติกรรมเปลี่ยนไปร่างกายเราก็เปลี่ยนตามในระดับเซลล์
การออกกำลังกายจึงจำเป็นสำหรับมนุษย์อย่างยิ่งยวดเราไม่ได้ออกล่าสัตว์หรือหาของป่าแบบในอดีตแต่เรามีการทำปศุสัตว์การทำฟาร์มระบบอุตสาหกรรมสังคมเมืองการขนส่งอาหารจากแหล่งผลิตสู่ที่พักอาศัยทำให้มนุษย์ลดความอดอยากลงเรากินมากขึ้นแต่ออกกำลังกายน้อยลงทำให้สมดุลของการใช้พลังงานไม่เท่ากันความขี้เกียจจึงก่อโรคให้กับโฮโมเซเปียนอย่างเราๆ ได้อย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตามการออกกำลังกายมอบสิ่งหนึ่งให้กับคุณคือความรู้สึกผ่อนคลายสดชื่นเป็นสุขโดยร่างกายของเรามีระบบกัญชาในร่างกาย (endocannabinoid system) ที่ปล่อยสารสื่อประสาทหลายชนิดที่ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายกระตุ้นความทรงจำและทำให้ระบบเมตาบอลิกของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพหลังออกกำลังกายกล้ามเนื้อมนุษย์แบบ Slowtwitch อนุญาตให้ออกซิเจนไหลผ่านได้มากกว่าเราจึงไปได้ไกลกว่า และนั่นทำให้มนุษย์สามารถอยู่ได้ทุกที่บนโลก
โดยสรุปแล้ว 2 ล้านปีให้หลังของประวัติศาสตร์มนุษย์เปลี่ยนเราให้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ ‘แอ็กทีฟ’โดยธรรมชาติเราขยับเพื่อมีชีวิตรอดดังนั้นความขี้เกียจจึงเล่นงานเราหนักหน่วงกว่าบรรดาญาติลิงสายพันธุ์อื่นที่พวกมันมีเหตุผลให้ต้องสงวนพลังงานและมีชีวิตแบบช้าแต่ชัวร์เอาไว้ก่อน
ถ้าสัปดาห์นี้คุณยังไม่มีเหตุผลดีๆ เพื่อออกกำลังกายเลยหวังว่าบทความนี้จะอยากให้คุณลุกขึ้นมาขยับบ้างนะ
อย่างน้อยวิวัฒนาการก็บังคับคุณมาเป็นล้านปีแล้วนี่
อ้างอิง
Chimpanzee locomotor energetics and the origin of human bipedalism
PNAS July 24, 2007 104 (30) 12265-12269





