Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
วันที่ฉันไม่ผ่านโปรฯ

วันที่ฉันไม่ผ่านโปรฯ

04/07/2016
a day that changed my life
AUTHOR: กอขวัญ จันทโรบล
SHARE:

 “เสียใจด้วย
น้องไม่ผ่านประเมินการทำงาน”

 คนเราต้องมีจิตใจแกร่งกล้าขนาดไหน ถึงจะสามารถพูดประโยคนี้กับ “พนักงานทดลองงาน”
คนแล้วคนเล่าได้…ฉันถามตัวเอง “น้องมีเวลา 15 วันหลังจากนี้ ในเดือนสุดท้าย เพื่อที่จะไม่ครบ 119 วันตามกฎหมาย
ดังนั้น วันสุดท้ายของน้องคือ…” เสียงของผู้จัดการแผนกทรัพยากรบุคคลยังพูดต่อไป หูสองข้างของฉันไม่ทำงานตามปรกติหลังจากนี้ มันเหมือนมีเสียงวิ้ง วิ้ง วิ้ง วิ้ง
อยู่ในประสาทส่วนรับเสียงของฉัน เอาฉันไปสาบานที่ไหนก็ได้ว่า ณ ขณะนั้น
ฉันไม่ได้ยินอะไรเลย

 หลังจากวินาทีนั้น ฉันเดินออกจากห้องพี่เขาด้วยดวงตาที่พร่าพรายด้วยน้ำตา ในสมองมีแต่คำว่า
ทำไม ทำไม ทำไม วนเวียนไปมา แต่ก็นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ฉันสามารถประคองตัวเองกลับขึ้นรถตู้ประจำทางเพื่อกลับห้องพักได้อย่างปรกติ
โดยไม่โดนรถเฉี่ยวชนให้ตายๆ ไป…อย่างใจหวัง

 ฉันเป็นบัณฑิตเกียรตินิยม
ฉันจบการศึกษาด้วยเกรดเฉลี่ย 3.80 ฉันใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิชาภาษาอังกฤษทั้งหมดในทรานสคริปต์ของฉันไม่มีเกรดอื่นใดนอกจาก A ฉันมีคะแนนโทอิค 710 คะแนนเป็นของประกอบบุญ ทั้งๆ ที่เป็นการสอบครั้งแรกในชีวิต
ฉันทำงานอย่างทุ่มเท ฉันใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีในการทำงาน ฉันมีเพื่อนมากมายในออฟฟิศ
ฉันเป็นสมาชิกที่ดีของทีมในแผนก ฉันเข้าได้กับทุกคนในบริษัท

 ทำไมบริษัทถึงทำแบบนี้กับฉันได้
ทำไมพี่ที่ประเมินถึงตัดสินใจเลือกอีกคนนึงที่เริ่มฝึกงานพร้อมๆ กันไว้
ทำไมพี่เค้าไม่เลือกฉัน ทำไมโลกโหดร้าย ทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้นกับฉัน
ฉันรักบริษัทนี้ ฉันรักเพื่อนร่วมงานทุกคน ฉันอยากทำงานที่นี่ตั้งแต่แรก
จึงเป็นบริษัทแรกๆ ในชีวิตที่ฉันวอล์กอินเข้ามาสมัครงานหลังจากเรียนจบได้ไม่กี่วัน

 ฉันยังจำได้ถึงวินาทีที่พี่คนเดียวกันกับข้างต้นบอกว่า
ฉันได้งาน ฉันกรี๊ดเสียงดังลั่นลิฟต์อย่างไม่อายใคร
ฉันน้ำตาคลอโทรบอกแม่จ้าละหวั่น งานนี้เป็นงานแรกในชีวิตการทำงานของฉัน ฉันยังจำได้ถึงวันนั้น…วันที่โลกเป็นสีเจิดจ้าสดใส

 แต่เพียงเวลา 3 เดือน 15
วัน วันนี้โลกของฉันกลายเป็น ‘ขาวดำ’ ไปสิ้น

 ฉันขังตัวเองในอพาร์ตเมนต์ของฉันตั้งแต่วันนั้น
ฉันร้องไห้ ฉันผิดหวัง ฉันเสียใจ
หลังจากนั้นความรู้สึกทั้งหมดแปรเป็นความกลัว ฉันกลัวการต้องออกไปข้างนอก
ฉันกลัวการต้องออกไปสมัครงานใหม่ ฉันไม่กล้าคิดว่าตัวเองเก่ง
ฉันไม่กล้าคิดว่าตัวเองเจ๋ง ฉันไม่กล้าภูมิใจกับ ‘เกียรตินิยม’ ที่ได้มายากแสนยากอีกต่อไป และฉันไม่กล้าเอ่ยปากโทรบอกแม่แม้เพียงครึ่งคำ

 ฉันเริ่มใช้เวลาที่มีเก็บข้าวของประดามีในห้องอย่างไร้จุดหมาย
หนังสือมากมายที่วางระเกะระกะตั้งแต่เรียนจบ เสื้อผ้าที่วางทิ้งไว้เต็มห้องไปหมด
เครื่องสำอางที่หกเรี่ยราดหน้ากระจกแต่งตัว ฉันเริ่มจัดข้าวของเหล่านั้นให้เข้าที่
ฉันเช็ด ล้าง ทำความสะอาดทุกสิ่งทุกอย่างในห้อง ฉันแพ็กชุดนักศึกษาลงลังเผื่อบริจาค
ฉันเก็บหนังสือเรียนที่มั่นใจแล้วว่าจะไม่ใช้ต่อไปอีกออกทิ้ง เอาจริงๆ ฉันตอบไม่ได้ว่าทำไปทำไม
แต่เหมือนเป็นการทำไปเพื่อยืดเวลาที่จะต้องออกไปเผชิญโลกของการทำงานอีกครั้งเท่านั้นเอง

 รายการสุดท้าย…ฉันเช็ดกระจกใหญ่เต็มตัวที่ฉันซื้อมาจากจตุจักรด้วยความระมัดระวังยิ่ง

 ฉันสบตากับผู้หญิงวัยใกล้จะเบญจเพสในกระจก
ผู้หญิงในกระจกที่สบตากลับออกมามีขอบตาดำคล้ำ ริมฝีปากแห้งผาก ร่างกายผอมผ่าย
ผมแห้งกระเซอะกระเซิง ผิวเสียโรยรา ผู้หญิงคนนั้นมีสภาพไม่ต่างไปจากผีซาดาโกะ
น่ากลัวและทรุดโทรมจนแม้แต่ตัวเองก็ตกใจ

 ผู้หญิงคนนั้นสบตากับฉันนิ่งและนาน
เหมือนจะถามว่าสำรวจภายนอกกันแล้ว สำรวจ ‘ภายใน’ ด้วยหรือยัง ฉับพลันนั้นฉันนึกย้อนไป…ที่ว่าทุ่มเทกับงาน
หมายความแค่ว่าเข้าทำงานแต่เช้าก็จริง แต่กลับห้าโมงเย็นเป๊ะทุกวันหรือเปล่า
ที่ว่าทำงานเต็มความสามารถแต่ที่บางทีก็เปิดเน็ตลอยไปลอยมาเป็นชั่วโมงแล้วค่อยกลับมาทำงานต่อก่อนกลับบ้านเพื่อปิดงานให้จบตามกำหนดไปวันๆ นั่นใช่ฉันไหม
บางคืนวันอาทิตย์ปาร์ตี้กับเพื่อนๆ มหาวิทยาลัยจนดึกดื่นแล้วไปทำงานไม่ไหวในเช้าวันจันทร์
จนต้องโทรไปลาป่วยเป็นเวลาสองจันทร์ตลอดสามเดือนครึ่งนั้นใช่ฉันคนนี้หรือไม่ นึกถึงการโต้ตอบกันไปมาแบบเด็กๆ กับเพื่อนร่วมงานเวลามีข้อขัดแย้งนั่นดูเป็น ‘มืออาชีพ’ แล้วหรือนั่น

 ฉันได้คำตอบจากคำถามเมื่อยี่สิบวันก่อนแล้ว
คำถาม ทำไม ทำไม ทำไม ที่ก้องอยู่ในหูในวันนั้น ฉันได้รับคำตอบที่กระจ่างแจ้งแล้ว ถึงตรงนี้ฉัน ‘กล้า’ เปิดโทรศัพท์มือถืออีกครั้ง ด้วยดวงตาที่เห็นตัวเองในแง่มุมที่เปลี่ยนไป เห็นโลกที่ในแง่มุมที่เปลี่ยนไป

 ฉันพบข้อความให้กำลังใจจากเพื่อนร่วมทีมในบริษัทนั้นมากมาย
ฉันได้รับโทรศัพท์นัดให้ไปสัมภาษณ์งานอีกหลายต่อหลายแห่งที่ค้นพบเรซูเม่ฉันจากเว็บไซต์หางาน
ฉันโทรบอกความจริงทั้งหมดให้แม่ทราบ แม่รับฟังอย่างสงบพร้อมทั้งบอกว่าดีใจที่ฉันยอมรับสิ่งเหล่านี้
ที่เหนืออื่นใดนั้น ฉันได้ห้องพักที่สะอาดสะอ้านน่าอยู่ เหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะ ‘เปิดประตู’ ออกไปสู่โลกของการทำงานอีกครั้ง ฉันพร้อมแล้วที่จะก้าวออกไป
ฉันไม่กลัวอะไรอีกแล้ว

 เพราะโลกแห่งความจริงนั้นไม่ได้โหดร้าย เพียงแต่เป็นตัวฉันเองนั้นตาบอด

 และฉันพร้อมแล้วที่จะทำให้ดีกว่าเก่า…with a brand new me

 ใครอยากเล่าเรื่องวันเปลี่ยนชีวิตของตัวเองบ้าง คลิกที่นี่เลย

 

Tags:#adaythatchangedmylifeวันเปลี่ยนชีวิตการทำงาน
Share :
Author
กอขวัญ จันทโรบล
Photographer
-
ฉันกับออฟฟิศเก่าคือถ่านไฟเก่าที่รอวันรื้อฟื้น ‘Boomerang Employees’ เมื่อการกลับมาทำงานที่เดิม อาจเพิ่มโอกาสเติบโตในอาชีพมากกว่าที่ใหม่
A Better Dayฉันกับออฟฟิศเก่าคือถ่านไฟเก่าที่รอวันรื้อฟื้น ‘Boomerang Employees’ เมื่อการกลับมาทำงานที่เดิม อาจเพิ่มโอกาสเติบโตในอาชีพมากกว่าที่ใหม่นักเขียน : ชยพล ทองสวัสดิ์
การเดินทางของ สุนิษา ฤกษ์ชัย วิลคินซัน เภสัชกรไทยที่ฝันจะไปเติบโตในแคนาดา
One Way Ticket to Workการเดินทางของ สุนิษา ฤกษ์ชัย วิลคินซัน เภสัชกรไทยที่ฝันจะไปเติบโตในแคนาดานักเขียน : เดือนเพ็ญ จุ้ยประชา
“!!^&#E=!*)@#)!$*)!!” ในวันงานล้นใกล้บ้า ฉันอ่าน ทำงานยังไงไม่ให้บ้าไปซะก่อน
บันทึกการอ่าน“!!^&#E=!*)@#)!$*)!!” ในวันงานล้นใกล้บ้า ฉันอ่าน ทำงานยังไงไม่ให้บ้าไปซะก่อนนักเขียน : ฆฤณ ถนอมกิตติ